การยืนยาวบนตำแหน่งแชมป์ ห้างสรรพสินค้า-ศูนย์การค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องยาวนานของ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล การยึดครองตำแหน่งสำคัญในทำเลทองต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯและหัวเมืองต่างจังหวัด และชื่อเสียงแห่งความยิ่งใหญ่ที่ยืนยงมากว่าครึ่งศตวรรษ พิสูจน์ให้เห็นว่าเซ็นทรัลเป็นป้อมค่าย หรือป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ยากยิ่งต่อการตีแตก หรือเอาชนะ อย่างน้อยก็ในเวลาร่วม 60 ปี นับจากเริ่มก่อตั้งห้างเซ็นทรัล เมื่อ พ.ศ.2490
เป็นที่รู้กันอยู่ว่า พลานุภาพของป้อม ค่ายใดๆ ไม่ได้อิงอาศัยทำเลที่ได้เปรียบและความแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่แก่นแท้ของพลังและความแข็งแกร่งนั้นอยู่ที่คน ตั้งแต่ระดับแม่ทัพ นายกอง ถึงพลทหาร
ความคุ้นเคยเป็นพลัง
เซ็นทรัลเป็นธุรกิจของตระกูลจิราธิวัฒน์ ความยืนยงของธุรกิจตระกูลต่างๆ ในเมืองไทยมีคำกล่าวเชิงท้าทายว่า “รุ่นปู่สร้างรุ่นพ่อขยาย รุ่นลูกผุพัง รุ่นหลานล่ม สลาย” ธุรกิจตระกูลมีแนวต้านอยู่ที่ผ่าน 3 generation ได้หรือไม่ และผ่านไปในสภาพแบบไหน
ผู้ติดตามสถานการณ์ยังมองแนวโน้มเช่นนี้ออก ผู้สร้างธุรกิจตระกูลขึ้นมาย่อมมองออกและเห็นภาพที่ชัดเจนเช่นกัน
ตระกูลจิราธิวัฒน์ในช่วงต้นนำวัฒนธรรมจีนมาใช้อบรมบ่มเพาะคน และสร้างสายการบังคับบัญชาสำหรับคนในตระกูล จุดสำคัญคือสร้างความเป็นครอบครัวตั้งแต่เกิด ใช้ระบบอาวุโสตามอายุ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานตามความสามารถ
มองภาพผู้ก่อตั้งห้างเซ็นทรัลจะเห็น เรื่องนี้ได้ชัดเจน
เตียง จิราธิวัฒน์ ชาวจีนจากเกาะไหหลำ มีภรรยา 3 คน หวาน (เสียชีวิตไปก่อน) บุญศรี และวิภา ซึ่งให้กำเนิดบุตรธิดาตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่นับเป็น generation ที่สอง จำนวน 26 คน ประกอบด้วยชาย 14 และหญิง 12
การวางระบบครอบครัวให้พี่น้องคุ้นเคยกันเริ่มชัดเจนใน พ.ศ.2499 ปีที่เริ่มต้นกิจการห้างเซ็นทรัลดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ด้วยการเปิดห้างเจ็งอันเต็ง วังบูรพา และเป็นปีที่ครอบครัวจิราธิวัฒน์ทั้งหมดในเวลานั้นย้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านซอยศาลาแดง จากนั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมาที่คนในตระกูลจิราธิวัฒน์ต้องอยู่รวมกันเป็นครอบครัว
แม้ว่าครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น จำเป็นต้องสร้างบ้านเพิ่มขึ้น แต่ให้สร้างอยู่ในรั้วเดียวกัน
บ้านศาลาแดง เป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกความสำคัญของธุรกิจออกจากครอบครัว และเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัวให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีธรรมเนียมของครอบครัวที่เคร่งครัด ซึ่งในยุคสัมฤทธิ์ บุตรชายคนโตของเตียง เป็นประมุขของตระกูล ได้กำหนดเป็นหลักการข้อแรกในการปกครองคนในครอบครัว คือ จิราธิวัฒน์ทุกคนจะต้องอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน เล่นด้วยกัน เรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน และนอนด้วยกัน เพื่อปู พื้นฐานให้ทุกคนรับรู้ว่าเป็นครอบครัวเดียว กัน ไม่เกิดการแบ่งแยกว่าเป็นพี่น้องต่างมารดา จนถึงทุกวันนี้ จิราธิวัฒน์ทุกคนยังคงยึดมั่นในธรรมเนียมการพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน แม้สัมฤทธิ์จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
ถึง พ.ศ.2551 ตระกูลจิราธิวัฒน์มีผู้คนร่วม 200 คน การอยู่รวมกันเป็นครอบครัวยังรักษาไว้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะต้องกระจายแหล่งอยู่อาศัยออกไป 4 แห่ง ตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
การสร้างความคุ้นเคยของคนในครอบครัวที่มีจำนวนมากต้องมีระบบรองรับ
เตียงและสัมฤทธิ์กำหนดใช้ระบบอาวุโสตามอายุ ไม่ใช้วิธีนับตามศักดิ์ของสายเลือด ซึ่งมีความลักลั่นที่น้าหรืออามีอายุน้อยกว่าหลาน นี่เป็นระบบอาวุโสที่มิได้คร่ำครึ การจัดระบบอาวุโสตามอายุจึงเปิดโอกาสให้คนในตระกูลจิราธิวัฒน์สามารถทำงานตามวัยและความสามารถ มิได้จำกัดว่าเป็น รุ่นลูก รุ่นหลาน หรือรุ่นเหลน
กระนั้นก็ตาม ธุรกิจของตระกูลต้องมีวิถีและวิธีการสร้างความเข้มแข็ง และเป็นความเข้มแข็งที่มิได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของใครคนใดคนหนึ่ง
สภาครอบครัว “รั้วคุ้มครองตระกูลใหญ่”
“ป้อมค่ายง่ายต่อการถูกตีแตกจากภายใน” หรือ “สนิมเกิดจากเนื้อในตน” มีความหมายพ้องกันคือ คุณภาพภายในเป็นสิ่งกำหนดความเข้มแข็งคงทน คนในตระกูลจิราธิวัฒน์ย่อมเป็นองค์ประกอบภายในที่สำคัญในการกำหนดชะตากรรมของธุรกิจประจำตระกูล
การสร้างความเข้มแข็งให้คนในครอบครัวจึงเป็นทั้งฐานราก และโครงข่ายโยงใยความเข้มแข็งของธุรกิจตระกูลจิราธิวัฒน์ที่ขยายตัวออกอย่างกว้างขวาง แตกแขนงธุรกิจออก 5 สาขา ประกอบด้วย ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจผลิตและค้าส่ง ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรมและ รีสอร์ต และกลุ่มธุรกิจฟาสต์ฟู้ด
ตระกูลจิราธิวัฒน์ศึกษาบทเรียนการจัดการธุรกิจตระกูลจากทั่วโลก นำบทเรียนจากโลกตะวันตกมาเสริมความเข้มแข็งของระบบอาวุโสประยุกต์แห่งโลกตะวันออก “สภาครอบครัว” หรือ family council ที่เริ่มคิดในยุคสัมฤทธิ์ “ตั้วโก” และสำเร็จเป็นรูปร่างใช้งานอย่างจริงจังในยุควันชัย “ยี่โก” เป็นประมุขของตระกูล
สภาครอบครัวเกิดขึ้นรองรับกับการที่คนในตระกูลจิราธิวัฒน์ รุ่นที่ 2 ซึ่งผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ และเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อมีคนเก่งเข้ามาร่วมงานมากขึ้น ระบบงานที่ชัดเจนในครอบครัวจึงมีความจำเป็น และเป็นการอุดช่องว่างระบบอาวุโสที่ไม่มีบุคลากรที่มีอาวุโสสูงเหมือน “ตั้วโก” และ “ยี่โก” หากต้องอาศัยความสามารถและความสามัคคีมารวมหมู่
สุทธิพันธ์ เป็นบุตรชายคนที่ 7 ของ บุญศรี ภรรยาคนที่ 2 ของเตียง ซึ่งเป็นจิราธิวัฒน์ รุ่นที่ 2 และมีบทบาทกับธุรกิจของครอบครัวน้อยที่สุด สุทธิพันธ์เป็น นักวิชาการ จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากฝรั่งเศส เป็นอาจารย์หลายมหาวิทยาลัย และเคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดึงศักยภาพภายนอกมาผสมผสาน
คุณลักษณะของสุทธิพันธ์เช่นนี้เป็น “คนกลาง” ที่เหมาะสมในการจัดตั้งสภา ครอบครัว
นอกจากนี้ยังได้เชิญบุคคลภายนอกเข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ ความรู้จากภายนอกเข้ามาผสมผสาน เช่น เอนก สิทธิประศาสน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วิโรจน์ ภู่ตระกูล อดีตกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น
หลักการของ family council ของตระกูลจิราธิวัฒน์ คือ แยกการจัดการระหว่างเรื่องของครอบครัวและธุรกิจออกจากกันให้ชัดเจน ซึ่งทั้ง 2 ซีกได้ขยาย ตัวออกไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น สภา ครอบครัวได้กำหนดคุณสมบัติ บทบาท และสวัสดิการของคนในตระกูลจิราธิวัฒน์ตั้งแต่แรกเกิด การสนับสนุนการศึกษาถึงขั้นสูงสุดตามความสามารถ การรักษาพยาบาล การจัดงานศพ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางในบ้านที่อยู่อาศัยรวมกัน ไปจนถึงการช่วยเหลือทางการเงินและสมาชิกในตระกูล
สภาครอบครัวรับผิดชอบดูแลชีวิตความเป็นอยู่อย่างทั่วด้านของคนในตระกูลจิราธิวัฒน์ให้มีความมั่นคง ไม่ต้องเป็นห่วงเป็นใยเรื่องพื้นฐานด้านต่างๆ ของลูกหลานที่เกิดขึ้นตามหลังกันมารุ่นต่อรุ่น คนในช่วงวัยทำงานสามารถทุ่มเทสมาธิทำงานเต็ม กำลังความสามารถ
ประชาธิปไตยผนึกอาวุโส
สภาครอบครัวเป็นแกนแห่งความแข็ง แกร่งของตระกูลจิราธิวัฒน์
โดยมีคุณสมบัติเป็น “ประชาธิปไตย” ที่ผนวกกับ “ระบบอาวุโสตามอายุ” สภานี้ประกอบด้วยตัวแทนจากสมาชิกรุ่นต่างๆ ที่ผ่านการเลือกกันในการประชุมใหญ่ประจำของครอบครัว มาทำหน้าที่กรรมการรวม 10 คน โดยกรรมการแต่ละชุดดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ธรรมเนียมปฏิบัติจากยุคเตียง รุ่นพ่อ ผ่านยุค “ตั้วโก” สัมฤทธิ์ และวางระเบียบจัดระบบในยุค “ยี่โก” วันชัย ส่งผลให้เกิดพัฒนาการที่สำคัญ ธรรมเนียมปรับรูปเป็นธรรมนูญครอบครัว มีบทบัญญัติ 8 ประการที่เป็นเสมือน “หลักสูตร” หลักในการสร้างคนที่เข้มแข็งอย่างทั่วด้าน ขึ้นมา รองรับภาระงานด้านต่างๆ ของธุรกิจ ตระกูลจิราธิวัฒน์
การสร้างสภาครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์เทียบกับเป็นการจัดระบบแกนในของกองทัพธุรกิจให้เข้มแข็ง รองรับการจัดระบบบริหารจัดการธุรกิจที่ต้องอาศัยพลังความสามารถของคนในตระกูลจิราธิวัฒน์
ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ คนนอกตระกูลที่มีความรู้ความสามารถทั้งบุคลากรเป็นที่ “ลูกหม้อ” ขององค์กร และที่เพิ่มเสริมเติมเต็มตามความจำเป็นของธุรกิจ ฉะนั้นในความหลากหลายดังกล่าวคงต้องการระบบการพัฒนาบุคลากรที่สอดคล้องเหมาะสมก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง
ซึ่งตอนหน้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำกันอย่างไร ?
คอลัมน์ หนึ่งคิดหนึ่งทำ
โดย สันติ โยนกพันธ์, ชนายุส ตินารักษ์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม