ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของหลายองค์กรอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ส่งผลให้องค์กรเหล่านั้นต้องดำเนินมาตรการพิเศษอย่าง เร่งด่วน เพื่อจะทำให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ และ cost reduction เป็นวิธีการที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการปรับตัวสู้กับวิกฤตในครั้งนี้
คนทำงานในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากองค์กรโดยทั่วไปนัก ที่ต้องประสบกับวิกฤตด้านการเงินอย่างหนักหนาสาหัสพอกัน หากจะนำหลักการ cost reduction มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง บทความนี้จะลองชวนคิดถึงแนวทางการเดินฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจนี้ด้วยการทำ cost reduction เพื่อหั่นทิ้งความฟุ่มเฟือย
เป้าหมายโดยทั่วไปของการทำ cost reduction ขององค์กร คือ เพื่อลดความสูญเสีย (reduce waste) เพิ่มผลิตภาพ (improve productivity) ประหยัดและยืดอายุการใช้ทรัพยากร (preserve resource) เพิ่มผลกำไร (increase profit) และสร้างความสามารถในการ แข่งขัน (improve competitive standing) และหลักการของการทำ cost reduction โดยส่วนใหญ่แล้วจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการลดปริมาณการใช้ทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรจำเป็นที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตัวอย่างแนวทางการดำเนินการอยู่ 4 วิธีด้วยกัน
วิธีแรก การลดปริมาณของทรัพยากรที่บริโภค
วิธีที่ 2 การใช้ทรัพยากรอื่นทดแทน
วิธีที่ 3 การกำจัดหรือยกเลิกการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น
และวิธีที่ 4 การปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสม
เรามาลองพิจารณาวิธีการเหล่านี้ โดยเปลี่ยนจากสถานการณ์ในองค์กรเป็นสถานการณ์ในการดำเนินชีวิตของคนทำงานกัน
ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมการกินอาหารในแต่ละวันของเราในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนี้ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากพฤติกรรมการกินอาหารในสถานการณ์ปกติ ซึ่งหากเราทบทวนให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะเห็นได้ว่ามีช่องว่างให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว
เพื่อเป็นการลดปริมาณของอาหารที่กินในแต่ละมื้อ จากเดิมที่เคยกินอาหารจนเกินอิ่ม มีอาหารส่วนเกินเหลือทิ้ง ก็ปรับเป็นการกินอาหารพออิ่ม ให้หมดพอดี ไม่ทิ้งขว้าง หรือกินทุกอย่างที่อยู่ในจานอาหาร ไม่เขี่ยทิ้ง ไม่เลือกกินเฉพาะส่วน ที่ชอบ เพื่อทำให้อิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วน หรือพยายามเลือกอาหารที่มีราคาถูกกว่าเดิมทดแทน จากเดิมที่เคยกินอาหารแพงๆ ก็เปลี่ยนมากินอาหารที่มีราคาย่อมเยาลง อาหารที่ใช้วัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่าและผลิตได้ในประเทศ ไม่ต้องไปนำเข้าจากที่อื่นให้มีราคาสูงเกินจำเป็น หรือไม่กินอาหารที่ไม่มีความจำเป็น เช่น ขนมขบเคี้ยว หยุดกินจุบกินจิบในระหว่างมื้ออาหาร ลดการดื่มเหล้าหรือ
เครื่องดื่มที่มีราคาแพงแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่น ไม่ไปกินอาหารนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หรือเปลี่ยนจากการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงมาเป็น การทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายด้วยการทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้ หรือเล่นกีฬา หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ง่าย กินง่าย
หากทำได้ก็มั่นใจได้เลยว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ในด้านอาหารการกินของเราจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันของคนทำงานโดยตรงนั่นก็คือ การเดินทางสัญจรไปมาซึ่งในช่วงของวิกฤตเศรษฐกิจนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนทบทวนพฤติกรรมเพื่อปรับให้มีค่าใช้จ่ายน้อยลงเท่าที่จะทำได้
เพื่อเป็นการลดปริมาณการเดินทางและลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทางสัญจรไปมาให้น้อยลง จากเดิมที่เคยเดินทางไปไหนมาไหนตามใจชอบ ไม่เคยวางแผนอย่างเหมาะสม ก็ปรับเป็นการ เดินทางเท่าที่จำเป็น วางแผนการเดินทางไปทำธุระต่างๆ ในคราวเดียวกัน ภารกิจอะไรที่สามารถเดินทางไปทำในคราวเดียวด้วยกันได้ก็รวมไว้ในแผนการเดินทางเดียวกัน เพื่อลดจำนวนครั้งของการเดินทาง หรือเลือกวิธีการเดินทางที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น การใช้บริการขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟ เรือ หรือรถไฟฟ้า ที่ประหยัดมากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว การใช้วิธีเดินเท้าหรือขี่จักรยานไปทำธุระตามที่ต่างๆ ในระยะใกล้ๆ แทนการใช้รถยนต์หรือ รถมอเตอร์ไซค์ หรืองดการเดินทางที่ไม่จำเป็นลง นอกจากนี้อาจรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางสัญจรไปมาอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถให้มุ่งเน้นการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ไม่ขับเร็ว ไม่เร่งเครื่องออกตัวปรู๊ดปร๊าด หรือการเดินทางโดยใช้วิธีการรวมกลุ่มคนรู้จักที่ต้องการไปจุดหมายเดียวกันและร่วมเดินทางไปด้วยกัน เป็นต้น
เหล่านี้เป็นตัวอย่างชวนคิดให้เห็นถึงแนวทางการลดค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้โดยไม่ ยากนัก
สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อคิดได้แล้วต้องเริ่มลงมือทำจริง หากได้แต่พูด ได้แต่บ่น ได้แต่โทษคนโน้นคนนี้ โทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ไม่หันกลับมามองตนเอง ไม่ทำอะไรเพื่อเป็นการช่วยเหลือตนเอง ไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ก็คงจะเป็นไปได้ยากที่สถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเราจะดีขึ้น สภาพความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจคงจะสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับเราอย่างหนักหนาสาหัส
รู้ทั้งรู้ว่าสถานการณ์ไม่ปกติ แต่ก็ยังจะใช้วิถีชีวิตแบบปกติ แล้วจะผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้อย่างไร
เราน่าจะได้ใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนการดำเนินชีวิตของเรา ว่ามีความฟุ่มเฟือยหรือความสูญเสียเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นตรงไหนบ้าง เรียนรู้และปรับตัว พึ่งตนเอง ไม่งอมืองอเท้ารอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่น
ขอให้พิจารณาทบทวนใช้ cost reduction หั่นทิ้งความฟุ่มเฟือยในชีวิตเพื่อเป็นการลดการสูญเสียความสุข เพิ่มผลลัพธ์ของความพึงพอใจ ยืดอายุให้กับ ตัวเอง เพิ่มกำไรให้กับชีวิต และสร้างความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขที่ยั่งยืนในสังคม
คอลัมน์ HR Corner
โดย วิชัย อุตสาหจิต คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.












ความรู้ยอดนิยม