ถ้าพูดกันถึงเรื่องใจแล้ว เขานับได้ว่าเป็นคนที่ใจถึงทีเดียว ความคิดแต่ละเรื่องนั้น คิดเล็กไม่เป็น เขามักจะคิดอะไรใหญ่ๆ เสมอ และแน่นอนว่ามันต้องใช้เงินลงทุน สำหรับไอเดียแต่ละอย่างนั้น ก้อนใหญ่เสมอ
ถ้าพูดกันถึงการวางฟอร์ม วางมาดของเขาในวงการ มันดูเหมือนว่าเขาคือซีอีโอยังไงยังงั้น ทั้งๆ ที่เขาเป็นเพียงผู้บริหารระดับ ผู้จัดการในฝ่ายการตลาดเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ต้องมีลูกน้องห้อมล้อม อย่างน้อยสองสามคนข้างกายเสมอ เขาจะไม่ยอมที่จะยืนที่ไหนเดี่ยวๆ เด็ดขาด คราไหนที่ไม่มีลูกน้องติดตามไปด้วย เขาก็จะเคลื่อนตัวเข้าหากลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่เขาพอจะเข้าไปคุยด้วยได้
แม้แต่การแต่งเนื้อแต่งตัว สไตล์ของเขาก็ออกมาทางแบบฉบับของคนมีรสนิยมสูง ข้าวของและเฟอร์นิเจอร์ประดับกายต้องมียี่ห้อ พอๆ กับการกินการดื่ม อาหารและเครื่องดื่มของเขาต้องพิเศษ อาหารต้องอร่อย แพงและเป็นร้านที่หรูมีระดับ พร้อมกับไวน์ดีๆ ของฝรั่งเศส
ถ้าเขาไปงานไหนที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และไม่มีนายใหญ่ไปด้วย ใครๆ ก็ต้องดูว่าคนนี้แหละนายใหญ่ เพราะมาดและฟอร์มของเขามันเข้าขั้นจริงๆ
ดังนั้น ในการนำเสนอไอเดียกับนาย โดยตรงของเขา จึงมักจะเป็นอะไรที่น่าสนใจ และสร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้นายรู้สึกทึ่งในตัวเขาเอามากๆ ถึงความฉลาดและเฉียบแหลม เมื่อนำขึ้นขออนุมัติเพื่อดำเนินการจากนายใหญ่ เขาก็จะทำหน้าที่พรีเซนต์แผนจากไอเดีย ด้วยความ เเคล่วคล่องและแพรวพราว ด้วยฟอร์แมตของตัวเลขสถิติ ขึ้นจอโปรเจ็กเตอร์ มีการวิเคราะห์และบทสรุปเสร็จสรรพ
น่าเชื่อถือขนาดนั้น แผนงานที่นำเสนอจึงมักได้รับการอนุมัติเป็นส่วนใหญ่ งบประมาณก้อนโตจึงมีมาให้เขาได้ถลุงได้ใช้อย่างเมามัน ตามสไตล์คนใจถึง
เมื่อมีคนทักท้วง เขาก็จะให้เหตุผลว่า บริษัทขนาดนี้ ทำอะไรทีมันต้องคิดถึงหน้าตาและภาพลักษณ์ด้วย ไม่ใช่ขององค์กรอย่างเดียว แต่มันเป็นการสะท้อนภาพโปรดักต์ที่มีระดับ ซึ่งมันคือจุดขายที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว […]
Share on Facebook
ยุคเศรษฐกิจบ้านเมืองที่เป็นอย่างทุกวันนี้ สร้างความกดดันให้กับนักบริหารน้อยใหญ่ ซึ่งแต่ละคนมีลักษณะบุคลิกภาพและพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจช่วยให้เขาหรือเธอเหล่านั้นก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดได้ในยามปกติ แต่ในยามคับขันจุดอ่อนของบุคลิกภาพและพฤติกรรมต่างๆ เหล่านั้นอาจแสดงตัวเด่นชัดขึ้นจนทำให้เกิดวิกฤตแก่ทั้งองค์กรได้ ผู้เขียนนึกถึงหนังสือที่มีอยู่ “Why CEOs Fail” โดย David L. Dotlich และ Peter C. Cairo จึงหยิบขึ้นมาย่อเนื้อหาให้ท่านผู้อ่านใช้เป็นตัวชี้วัดลักษณะบุคลิกพฤติกรรมของตัวเราเพื่อการป้องกันและพัฒนาต่อไป
ลักษณะพฤติกรรมที่บ่อนทำลาย 11 ประการที่พบได้ในผู้นำหรือผู้บริหาร ได้แก่ ผู้บริหารที่เย่อหยิ่ง เจ้าบทบาท เจ้าอารมณ์ รอบคอบเกินเหตุ ไม่ไว้ใจใคร ตัดขาดจากโลก ชอบออกนอกกฎ ชอบทำตัวไม่เหมือนใคร ต่อต้านด้วยความเงียบ จอมสมบูรณ์แบบ และนักเอาอกเอาใจ พฤติกรรมเหล่านี้อยู่ในผู้บริหารทั่วไปไม่มากก็น้อย มีรายละเอียดดังนี้
1.ผู้บริหารผู้เย่อหยิ่ง “เราเท่านั้นที่ถูก คนอื่นผิดหมด” การหลงตนเอง มองตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ทำลายคนเก่งคนฉลาดมานับไม่ถ้วน ความมั่นใจและการเชื่อในความคิดของตนอาจนำพาให้ผู้บริหารเหล่านี้เติบโตขึ้นมาได้ แต่ความมั่นใจที่มากเกินไปทำให้เขาอาจมองเห็นการต่อต้านเป็นเรื่องไร้สาระ ทำให้เขากล้าต่อว่าผู้คน สั่งสอนผู้อื่นตลอด ดูถูกเหยียดหยามความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับเขา ไม่ได้สนใจที่จะรับรู้ความรู้สึกหรือความคิดเห็นของผู้อื่น หรือไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าไม่มีใครเสนอความคิดเห็นอะไรแม้ถูกเรียกถาม
ความหยิ่งนี้บั่นทอนศักยภาพในการรับรู้ข้อมูลและการเรียนรู้ ทำให้ผู้บริหารมีพฤติกรรมปัดความรับผิดชอบเพราะไม่เห็นว่าตนทำผิดอะไร ทำให้ผู้บริหารไม่รับแนวทางใหม่ๆ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะในใจคิดว่าเขารู้ดีที่สุดแล้วว่าอะไรดี ความหยิ่งนี้ทำให้มองไม่เห็นข้อจำกัดของตัวเอง ทำให้ตัดสินใจในสิ่งที่ตนอาจไม่มีความรู้ความชำนาญจนเกิดปัญหาแก่องค์กรได้
2.ผู้บริหารเจ้าบทบาท “เรามักจะทำตัวเป็นจุดสนใจเสมอ” เป็นคนแสดงออกทางอารมณ์หรือทางการกระทำที่มากกว่าปกติ ทำตัวเด่นในการประชุมด้วยน้ำเสียงท่วงท่าที่ข่มขวัญผู้อื่น […]
Share on Facebook
คอลัมน์นี้ตอนที่แล้วทิ้งท้ายด้วยการเกริ่นถึง Global Reporting Initiative (GRI-http://www.globalreporting.org/) ชุดเกณฑ์การรายงานผลงานของบริษัทด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทต้องดูแลรับผิดชอบหากต้องการทำธุรกิจ “อย่างยั่งยืน” แต่บริษัทไทยส่วนใหญ่ยังนิยมเรียกว่า “ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม” (ซีเอสอาร์) อยู่ และเข้าใจผิดว่าซีเอสอาร์เป็นเพียง “กิจกรรม” แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านใดด้านหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท
GRI ได้รับความนิยมอย่างสูงจนกลายเป็น “มาตรฐานสากล” ด้านการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับซีเอสอาร์ไปโดยปริยาย ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำกว่า 1,500 แห่ง จาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนบางแห่งในประเทศไทย เช่น เครือซิเมนต์ไทย และบางจากปิโตรเลียม ผลิต “รายงานความยั่งยืน” (sustainability report) ประจำปีที่ใช้ GRI และบริษัทที่ใช้ชุดหลักการนี้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี
ในเมื่อความรับผิดของบริษัท (accountability) เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในชุดหลักการใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับความยั่งยืน และในเมื่อบริษัทจำเป็นจะต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทันเหตุการณ์ และครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนที่ใครก็ตามจะตรวจสอบได้ว่าบริษัทมีความรับผิดต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใน CERES Principles จะมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ใน 10 ข้อ ได้แก่ “การให้ข้อมูลต่อสาธารณะ” (informing the […]
Share on Facebook
พลันที่รัฐบาลได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.15 แสนล้านบาท ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ไล่แจกเงินชาวบ้านชนิดลด แลก แจก แถมกันสุดเหวี่ยง
เฉพาะอย่างยิ่งเงินที่แจกให้นอกจากไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว อาจจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ ที่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงขั้นบอกว่าไร้สาระ หนีไม่พ้นมาตรการแจกเงินกับคนทำงานที่มีรายได้ไม่เกิน 14,999 บาท/เดือน จะได้สมทบอีกคนละ 2 พันบาท/เดือน เป็นเวลา 6 เดือนจึงโดนวิจารณ์อย่างหนักว่าเกาไม่ถูกที่คันไม่เป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่ถึงกับเดือดร้อน การไปเพิ่มเงินในกระเป๋าอย่างนี้คนที่ได้รับความช่วยเหลือน่าจะเป็นคนตกงานที่เดือดร้อนจริงๆ
ที่สำคัญการจะหวังให้คนที่ยังไม่เดือดร้อนเอาเงินที่ได้รับมาจับจ่ายใช้สอยก็เลยเป็นเรื่องยาก ยิ่งทุกคนไม่มั่นใจว่าอนาคตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน การเมืองก็ยังไม่นิ่ง แทนที่จะใช้เงินก็เก็บออมเอาไว้ถือเงินสดดีกว่าสบายใจดี รัฐนำเม็ดเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปลงทุนเพื่อให้เกิดการสร้างงานน่าจะดีกว่า จะทำให้เม็ดเงินที่ใส่ลงไปหมุนได้หลายรอบๆ
ฉะนั้น ความหวังที่จะเอาเงินใส่กระเป๋าเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เพื่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานอาจจะเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็มีไม่น้อย คนกลุ่มนี้บอกว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้เร็วทันสถานการณ์ และการแจกเงินก็เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวิธีหนึ่งเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของมาตรการอย่าง “นายกฯอภิสิทธิ์” ที่ออกมาการันตีด้วยตัวเองว่ามาตรการอย่างนี้ที่ไหนๆ ก็ทำกันทั้งโลก พร้อมกับบอกว่า “ไฟกำลังไหม้ ดับไฟอย่าเสียดายน้ำ” แต่ก็มีคำถามว่า หากไฟไหม้หลายๆ จุด หรือไฟไหม้ครั้งต่อไปจะมีน้ำพอดับไฟหรือไม่
“กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีคลังก็ออกมาบอกว่า การแจกเงินให้กับคนทำงาน คนละ 2 พันบาทเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ นี่คือมาตรการที่ดัดแปลงมาจากมาตรการ “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการผันเงินให้ถึงมือผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด
ว่ากันว่า มาตรการนี้แม้แต่ “นายเบน […]
Share on Facebook
ปี 2549 ธีรยุทธประดิษฐ์คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” จากนั้นสังคมไทยก็นำไปเรียกคดีการเมืองสำคัญๆ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาว่าเป็น “ตุลาการภิวัตน์” ผู้ประดิษฐ์คำนี้ นำคำนี้มาเทียบกับ “ของฝรั่ง” อย่าง judicial review, judicial activism, judicialization of politics
ในความเห็นของผู้เขียน ปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ตลอดเกือบ 3 ปี ไม่ใช่ “การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ” (judicial review) ในนามของนิติรัฐ องค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ (ผ่านทางการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ) และฝ่ายบริหาร (ผ่านทางการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง)
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ หรือ “judicial review” ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างปราศจากเงื่อนไขหรือไร้ซึ่งขอบเขต ต้องไม่ลืมว่าอีกมุมหนึ่ง หลักนิติรัฐในรัฐเสรีประชาธิปไตยก็เรียกร้องให้มีการแบ่งแยกอำนาจ และจำเป็นต้องหาดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย องค์กรตุลาการเองก็เช่นกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองมีอำนาจ “เชิงรับ” ศาลไม่อาจควบคุมองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม เรื่องจะขึ้นไปสู่ศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มคดีโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน และศาลไม่อาจลงมาหยิบยกเรื่องใดขึ้นพิจารณาได้ด้วยตนเอง
การพิพากษาของศาลมิใช่กระทำได้อย่างปราศจากกฎเกณฑ์ กว่าที่องค์กรตุลาการจะผลิตคำพิพากษาได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่เงื่อนไขการฟ้องคดี เช่น ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในการฟ้องคดีหรือไม่ การฟ้องทำตามรูปแบบหรือไม่ […]
Share on Facebook
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) และในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่พรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ ให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมว่า ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกต่างนำแนวคิดแบบเคนเซียนมาใช้
“เท่าที่ผมเข้าใจ เคนเซียนต้องการให้คนมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่คนไม่ยอมออกมาลงทุน ไม่ยอมออกมาซื้อ ทุกคนถือเงินสด หากเงินไม่ออกมาหมุน ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็ต้องให้รัฐบาลออกมากระตุ้น อย่างสหรัฐอเมริกา คนยังเอาเงินไปฝากโดยไม่มีดอกเบี้ยก็ยังฝากเงิน ดังนั้นมีเหตุผลว่าถ้าเงินไม่ออกมาหมุน ไม่เกิดกิจกรรม ต้องให้รัฐมากระตุ้น ตอนหลังมีแนวคิดว่าให้ขุดหลุม แล้วกลบ คนมักจะพูดอย่างนี้บ่อยมาก เคนเซียนมันไม่ใช่การ ขุดหลุมแล้วกลบ”
ดร.ศุภชัยกล่าวว่า คนมักจะตีความแนวคิดเคนเซียนผิด ว่ารัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ่ายเงินเดือนข้าราชการก็ถือว่าใช้จ่าย เอาไปทำโครงการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าก็เป็นการใช้จ่าย ถ้าถามผมอย่างประเทศจีน ที่รัฐบาลลงทุนทำสาธารณูปโภคมากมาย จนกระทั่งตอนนี้จีนทำเรื่องเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะไม่มี ที่จะทำแล้ว หรือประเทศญี่ปุน กระตุ้นด้วยการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคเช่นกัน มีการสร้างสะพานเยอะ มีแม่น้ำกี่สายก็สร้างสะพาน ตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ตอนหลังเขาเปลี่ยน ว่าจะสร้างหรือลงทุนอะไรให้เกิดผลผลิต หรือที่เพิ่มผลผลิตต่อหัว หรืออย่างที่ บารัก โอบามาพูดถึงเรื่องกรีน เทคโนโลยี หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกาเขาไปไกลกว่า คนอื่น ดังนั้นหากใส่เงินในกิจกรรมพวกนี้ก็จะเกิดผลผลิตที่ดีกว่า ไม่ใช่สร้างถนนธรรมดาๆ
“ผมพยายามอ่านแนวคิดเคนเซียน คนจะเอาเคนเซียนมาใช้จนเกิดปัญหาอื่น จนกระทั่ง…เกิดเงินเฟ้อ เกิดภาระหนี้ […]
Share on Facebook
นักเศรษฐศาสตร์ระดับ think tank ของทุกรัฐบาลตลอดกว่า 2 ทศวรรษ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การคลัง นักวิชาการ ระดับศาสตรา ภิชานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรากฏกายในฐานะคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างเงียบเชียบ
และให้สัมภาษณ์ ในตำแหน่งที่เจ้าตัวมุ่งหวังว่าจะได้สร้างนักเศรษฐศาสตร์ generation Z คิดนอกกรอบ เลิกท่องจำ เลิกทำตามแบบซ้ำๆ และแก้ปัญหาเป็น
“คนอาจแปลกใจ แต่ผมไม่ได้แปลกถิ่นแปลกที่ รู้จักและทำงานร่วมกับคณาจารย์ที่นี่มากว่า 15 ปี เมื่อท่านเสนอว่าอยากให้มาช่วยเสริมในส่วนที่ขาด เช่น การประสานกับวงการการเงิน การบริหารทั้งในและต่างประเทศ ผมก็ยินดี ฝันว่าจะได้ร่วมกันพัฒนาเด็กของเรา คณาจารย์ของเรา ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป ไม่มีใครหวังถึงอัศวินขี่ม้าขาว แต่ทุกคนจะช่วยกัน” คณบดีคนใหม่บอก หลังมาถึงคณะ เดินเลือกซื้อขนมเป็นอาหารเช้าวันทำงานด้วยตัวเอง
- โจทย์ทางเศรษฐกิจเวลานี้ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์มีความเห็นอย่างไร
ผมกับคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง ของ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เข้าพบคุณกรณ์ (จาติกวณิช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนการแถลงนโยบาย เราเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะถูกเฉไฉ กดดันให้ทำในสิ่งที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย สิ่งที่ได้เสนอซึ่งคุณกรณ์ก็ยอมรับ คือ ทุกคนตอนนี้คิดถึงแต่แนวคิดของเคนเซียน (Keynesian […]
Share on Facebook
หลังพิธีสาบานตนผ่านพ้นไป นอกเหนือจากตัว บารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ถอดด้ามของสหรัฐแล้ว ตัวละครที่จะมีบทบาทโดดเด่นไม่แพ้กันในระยะ 100 วันแรก อันเป็นเสมือนเส้นตายที่บรรดาเกจิและสื่ออเมริกันคาดหวังจะเห็นผลงานพลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบเด่นชัด ยังรวมถึง ดรีมทีมเศรษฐกิจของโอบามา
ทีมเศรษฐกิจของโอบามาได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นทีมเศรษฐกิจในฝัน ประกอบไปด้วย โมธี ไกธ์เนอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ประจำนิวยอร์ก ซึ่งจะรั้งตำแหน่ง “ขุนคลัง” รับช่วงในการแปรพิมพ์เขียว ปลดชนวนวิกฤต ให้เกิดผลในการปฏิบัติ
โอบามาคาดหวังกับไกธ์เนอร์ค่อนข้างมาก ซึ่งบทบาทของรัฐมนตรีคลังในยุคของโอบามา ไม่เพียงแต่จะต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถมองในมิติระดับโลกได้ด้วย เนื่องจากความเป็นจริงนั้น วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตของอเมริกา แต่เป็นวิกฤตโลก และจำเป็นต้องเข้าถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหามาตรการรับมือในระดับนานาชาติ
ไกธ์เนอร์เข้ามาทำงานในกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2531 ก่อนโชว์ความสามารถโดดเด่นในยุค 1990 โดยช่วยบริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจโลกในบราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ และไทย
อีก 2 ตำแหน่งในดรีมทีมเศรษฐกิจโอบามา ยังประกอบด้วย ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ในตำแหน่งประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Councils) และ คริสตินา โรเมอร์ ประธานคณะที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ (Director of Economic […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม