![]() |
|
พบกับสุดยอดเทรนด์การตลาดในปี 2009 วิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ การตลาดแบบไหนถึงจะโดนใจผู้บริโภคปี 2009 ใครคือลูกค้าหน้าใหม่ที่ต้องจับตา อะไรคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่สำคัญในปีหน้า ทำตลาดยุคดิจิตอลต้องรู้ ใครคือ ผู้เล่นเว็บ Hi5, Facebook, Flickr, Friendster |
1. คนแก่ครองเมือง โอกาสทางการตลาดใหม่
ผลจากการเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์ คนเกิดน้อยลง แต่ตายยากขึ้น ทำให้คนสูงอายุวัย 40 ขึ้นไปเป็นผู้บริโภค กำลังกลายเป็นโอกาสทางการตลาดอันมหาศาลของผู้ผลิตสินค้าและบริการยุคถัดจากนี้
เมื่อข้อมูลทางด้านประชากรศาสตร์ของ U.S. Census Bureau, International Data Base กล่าวไว้ว่า ปี 2025-2050 หรืออีก 20 กว่าปีข้างหน้า ประชากรในแถบตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการเกิดที่ไม่เปลี่ยนแปลงหรือคงที่ นั่นหมายความว่า เด็กเกิดน้อยลง ขณะเดียวกันจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Longer Old Age ส่งผลโครงสร้างพีระมิดประชากรของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามประเทศตะวันตกแล้ว จากฐานกว้างยอดแคบ กลายเป็นฐานเริ่มแคบและป่องตรงกลาง
วันนี้ชัดเจนแล้วว่า คนแก่ (ผู้มั่งคั่ง) ครองเมือง
สาเหตุที่คนเกิดน้อยตายยาก มาจากคนส่วนใหญ่มีการควบคุมการวางแผนครอบครัว โดยเฉพาะในไทย และสิงคโปร์ ที่มีอัตราการเพิ่มจำนวนประชากรที่น้อยมาก สอดรับกับอัตราการการเกิดของคนไทยที่มีอัตราการเกิดคงที่มาแล้วถึง 8 ปี ตั้งแต่ปี 2543-2550 ปีที่ผ่านมาติดลบ 0.6% ขณะที่จำนวนครอบครัวก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงโดยในปี 2551 เทียบกับปี 2550 เติบโต 1.8% ขณะที่ในปี 2550 เทียบกับปี 2549 เติบโต 2.6%
โดยแนวโน้มนิยมมีลูกเพียงคนเดียว และมีการควบคุมการคุมกำเนิดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย
ขณะเดียวกันวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ก็ทำให้คนแก่มีอายุยืนยาวมากขึ้นทุกที
จากปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้เซ็กเมนต์อายุของคนเปลี่ยนแปลงไป คนมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น 90-100 ปีจากเดิมมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ปี
ช่วงอายุของวัยรุ่นขยายเพิ่มขึ้นจากเดิมอายุ 10-20 ปี เปลี่ยนอยู่ในช่วง 10-25 ปี
ช่วงอายุของผู้ใหญ่ขยายเพิ่มขึ้นจากเดิมอายุ 20-30 ปี เปลี่ยนอยู่ในช่วง 25-35 ปี
การมีครอบครัวชะลอตัวลงจากเดิมอายุ 30-40 ปี แต่งงานมีครอบครัว เปลี่ยนอยู่ในช่วง 35-50 ปี ทำให้กลุ่มที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อเปลี่ยนจากกลุ่มอายุ 20-30 ปี ซึ่งเป็นเริ่มทำงานกลายเป็นกลุ่มอายุ 30-50 ปี
จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์ดังกล่าว ทำให้ไม่เพียงแต่ก่อให้สังคมใหม่เกิดกฎและกระบวนการใหม่ๆ การจัดเซ็กเมนต์อายุของนักการตลาดแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป โดยเซ็กเมนต์อายุใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นดังนี้
อายุ 20+ หรือ 20 Something เป็นสังคมของกลุ่มวัยรุ่น ที่สินค้าเริ่มปรับมาจับกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น ซันซิลที่ปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูทันสมัยและสาวขึ้นกว่าเดิม
อายุ 40+ เป็นสังคมของกลุ่มคนที่ยังไม่แต่งงานแต่อาจอยู่กินกันนอกกฎหมาย
อายุ 40+ เป็นสังคมของกลุ่มที่มีฐานะมั่นคง ส่วนใหญ่ตัดสินใจไม่มีลูก
อายุ 30+ เป็นสังคมของกลุ่มคนมีฐานะมั่นคง มีลูกช้าหรือยืดเวลาการมีลูกออกไปเพราะยังสนุกสนานกับชีวิตคู่
ขณะที่โครงสร้างของครอบครัวเป็นสังคมครอบครัวที่หลากหลายของเชื้อชาติมากขึ้น ในยุคที่ การเหยียดสีผิวกลายเป็นเรื่องคร่ำครึ นอกจากนี้ยังมีสังคมของวัยกลางคนที่ชื่นชอบการผจญภัย และมีทัศนคติว่า ชีวิตเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่าหยุดที่จะท้าทายมัน
เมื่ออัตราการเกิดของเด็กไทยน้อยลง สินค้าเด็กย่อมได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ดังนั้นการปรับตัวมี 2 ประการ คือ ทำสินค้าที่พรีเมียมขึ้น เพราะเด็กจะเกิดน้อยลงแต่พ่อแม่เมื่อมีลูกคนเดียวย่อมทุ่มเทให้กับลูกอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ประการต่อมาคือขยายฐานจับกลุ่มเป้าหมายใหม่ เช่น แป้งเด็กหยิบเอา Consumer Insight สาวไทยที่นิยมใช้แป้งฝุ่นเด็กทาหน้าอยู่แล้ว จึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาตอบสนองความต้องการดังกล่าวโดยเฉพาะ เช่น กรณีของเบบี้ มายด์ สวีทตี้ พิงค์ ขณะที่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จับกลุ่มหญิงสาวยุคใหม่ด้วยครีมอาบน้ำ เป็นต้น
ส่วนกลุ่ม Old but Rich นับเป็นกลุ่มที่เนื้อหอม เพราะมีความมั่งคั่งมากกว่าวัยใด สินค้าและบริการจำนวนไม่น้อยกรีฑาทัพมาจับกลุ่มนี้ ที่เด่นชัดที่สุดคือสินค้าเพื่อสุขภาพ โรงพยาบาล และประกันสุขภาพ ประกันชีวิต บางแห่งออกแพ็กเกจประกันชีวิตให้กับคนชราโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ เป็นต้น
ในเมื่อพวกเขาไม่มีความกังวลเรื่องปัญหาทางการเงิน มิหนำซ้ำยังมีลูกหลานคอยเลี้ยงดู สิ่งที่พวกเขามองคือ สินค้าและบริการที่ดีเป็นอันดับแรก โดยราคาเป็นสิ่งที่คำนึงถึงในลำดับต่อมา
ด้านสินค้าไอที ก็ออกแบบเพื่อวัยซีเนียร์โดยเฉพาะ เช่น โนเกียให้บริการโทรศัพท์สั่งงานด้วยเสียง สำหรับคนสูงวัยที่มีปัญหาทางด้านสายตา ขณะที่ดีไซน์ของเครื่องก็เน้นหน้าจอและปุ่มกดที่ใหญ่ มีฟังก์ชันการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน
ในเมืองไทยมี “Old people playing young” เป็น Digital Club โดย LOXLEY สอนให้คนแก่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อกับลูกหลาน ซึ่งสามารถลดช่องว่างระหว่างวัยได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น คนแก่ยุคนี้จึงเป็นยิ่งกว่าทะเลสาบให้นักการตลาดตักตวงได้ยาวนานขึ้น และสามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้หลากหลาย กว้างขวางมากกว่าเดิม
2. ผู้หญิงแผลงฤทธิ์
Female Empowerment เป็นเทรนด์ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกวัน ด้วยเหตุผลที่ว่า อัตราการทำงานนอกบ้านของผู้หญิงไทยสมัยใหม่ใกล้เคียงกับผู้ชายมากขึ้น โดยอยู่ที่ 77.7% ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ 89.7% อันเป็นผลสำรวจของ Asain Development Bank (ADB)
ทุกวันนี้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็น Middle Management, Board of Director, CIO, COO, CMO และแม้กระทั่ง CEO, Chairman และ President ที่สำคัญพวกเธอส่วนหนึ่ง “โสด” และ “ร่ำรวย” มีอำนาจภายในบ้านมากขึ้น นอกเหนือจากการใช้จ่ายเพื่อไลฟ์สไตล์ส่วนตัวแล้ว พวกเธอยังมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกอย่างในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ชี้ขาด หรือว่ามีอำนาจในการตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ๆ มากยิ่งขึ้น เช่น บ้าน แนวทางการตกแต่งที่อยู่อาศัย รถยนต์ ซึ่งอดีตอำนาจจะอยู่ที่ผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้น สินค้าและบริการจำนวนมากที่เคยสื่อสารเฉพาะกับกลุ่มผู้ชาย หันมาให้ความสนใจกับกลุ่มผู้หญิงทรงพลังเหล่านี้มากขึ้น ทั้งรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แนว Outdoor และ Adventure ต่างๆ
โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ คือตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนทิศธุรกิจหาตลาดใหม่นอกเหนือจากกลุ่มลูกค้าเดิม การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด แอฟ ทักษอร ต่อจากแพนเค้ก เขมนิจ เป็นสิ่งยืนยันที่เป็นรูปธรรมที่สุด กับการเคลื่อนเข้าหากลุ่มลูกค้าผู้หญิงซึ่งมีทั้งเงินมีทั้งไลฟ์สไตล์ที่สมบุกสมบันไม่แพ้ผู้ชายมากขึ้น
บริษัทอสังหาริมทรัพย์บางแห่งถึงกับสร้างคอนโดมิเนียมเพื่อตอบสนองเป็นลูกค้าผู้หญิงโสด ไม่แต่งงาน ทำงานอยู่ในระดับผู้บริหาร เพราะประเมินแล้วว่า เป็นลูกค้ามีกำลังซื้อระดับบีขึ้นไป และมีจำนวนมาก
เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ เจาะใจลูกค้าผู้หญิง
กรณีของเอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ เป็นอีกกรณีศึกษาที่มาจากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่าอิทธิพลการซื้อสินค้าของผู้หญิงมีมากกว่าสูงกว่าผู้ชาย ผู้หญิงยุคนี้ เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีอาชีพการงานที่ดี ชื่นชอบการแต่งตัว และมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง เป็นที่มาของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “เอส.บี. พาโน ซีรีส์” เป็น Walk-in-Closet เฟอร์นิเจอร์ไร้ผนัง หรือเสากั้นกลาง ที่เอส.บี.นำออกมาทำตลาด เป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม มีรสนิยม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ชื่นชอบการแต่งตัวผู้ที่ต้องออกงานสังคมเป็นประจำ
เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง เอส.บี. ได้เลือก แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ นักแสดงสาวรุ่นใหม่ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเฟอร์นิเจอร์รุ่นดังกล่าวของเอส.บี.
ผลการวิจัยของเอส.บี.
จากการวิจัยกลุ่มเป้าหมาย พบว่า ผู้ที่เป็นคนตัดสินใจซื้อ Walk-in-Closet นั้นเป็นในกลุ่มผู้หญิง (ร้อยละ 84 ของกลุ่มเป้าหมาย) ทั้งในช่วงอายุตั้ง 30-39 ปี และ 40-49 ปี ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องของดีไซน์เป็นสำคัญ
ในขณะที่ผู้ชายให้ความสนใจเพียงเล็กน้อย มีแค่ 16% และยังกล่าวเสริมว่า แฟน (ฝ่ายหญิง) นั้นสนใจอยากจะมี (3 ราย) แต่ตนเองนั้นไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ จะเป็นผู้ที่ช่วยดูในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย
3. Mass ไม่เกิด Segment ไม่พอ ทำตลาดยุคนี้ต้องตัวต่อตัว
จะทำตลาดยุคนี้ Customer Segmentation คงไม่พอแล้วสำหรับผู้บริโภคในยุคนี้ เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ต้องการแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นคนลักษณะแบบไหน มีไลฟ์สไตล์แบบไหน ผ่านทางสินค้ามากขึ้น หรือใช้สินค้าเป็นเครื่องบอก Personal Identification
การตลาดแบบOne-to-One หรือบางครั้งเรียก 1:1 Marketing นั้น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองพฤติกรรมดังกล่าว แม้จะมีมานานสักระยะ แต่จะทวีความสำคัญขึ้นอย่างแน่นอน
ทำไมต้องเหมือนใคร
กรณีของรถจักรยานยนต์ “ยามาฮ่า” เป็นอีกกรณีตัวอย่างของการทำตลาดแบบวันทูวัน ที่ทำให้ยามาฮ่าค้นพบ “ขุมทรัพย์” ที่ซ่อนอยู่ หากวิ่งให้ทันความต้องการของลูกค้า
“พฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นเปลี่ยนไป นอกจากรถจักรยานยนต์ที่เคยใช้เป็นพาหนะขับขี่ไปไหนมาไหนแต่กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงตัวตนของเจ้าของ” สรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด บอก
สิ่งที่ยามาฮ่าค้นพบ คือ การตอบสนองลูกค้าด้วยการตลาดแบบเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเหล่านี้ เพิ่มเติมเรื่องอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะตนที่ไม่ซ้ำแบบใคร
“พวกเขาแสดงตัวตนผ่านรถจักรยานยนต์ที่ใช้ เช่นการตกแต่งทำให้แปลกหรือโดดเด่น เพื่อใช้เรียกร้องความสนใจ ยิ่งมีคนมองหรือให้ความชื่นชมมากเพียงใด ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีตัวตน โดยไม่สนใจเลยว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมาเท่าใด
จากปกติที่ซื้อรถจักรยานยนต์คันละ 40,000 บาท ใช้งบประมาณในการตกแต่งเพิ่มอีก 20,000 บาท หรือบางรายมีความต้องการมากทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงถึง 100,000 บาทเลยทีเดียว โดยการตกแต่งนั้นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่สีที่ไม่เหมือนใครในตลาด สั่งทำสีขึ้นมาเฉพาะ การเสริมล้อ หรือแม้แต่สติกเกอร์ลวดลายบนตัวถังก็ต้องแตกต่าง
ทุกวันนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงแต่เพิ่มยอดขายจากเพียงเดือนละ 8,000 คัน ปัจจุบันยอดขายสูงถึงเดือนละ 24,000 คัน กลายเป็นเบอร์สองในเวลานี้ของตลาดรถจักรยานยนต์ นอกจากรายได้จากการขายตัวรถแล้ว รายได้จากการขายอุปกรณ์ตกแต่งก็เพิ่มขึ้นมาเหมือนเงาตามตัว
เป็นตัวเองแบบสุดๆ
เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นสำหรับการเอาใจผู้บริโภคซึ่งเป็นยิ่งกว่าพระเจ้า ด้วยการนำตัวตนของผู้บริโภคใส่ไว้ในสินค้า ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นไอเดียน่าสนใจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น หนังสือนิทาน Personalised ของ Flattenme’s ที่เอาใจคุณหนูๆ ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีเรื่องราวผจญภัยในโลกนิทานของตัวเอง โดยพวกเขาจะเป็นตัวเอกของเรื่อง ด้วยคอนเซ็ปต์ง่ายๆ คือ Your Photo + Our Story = Your Personalised Adventure
นอกจากนี้ยังสามารถตั้งชื่อเรื่องในแบบเฉพาะได้อีกด้วย โดยเติมชื่อของตัวเองลงไป เช่น ….Saves Toy Town
บริษัท Eleven Forty ผู้ผลิต Cufflinks นำเสนอ Cufflinks พิเศษที่เป็นรูปของเราเองหรือสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราก็ได้ ขณะที่เด็ดมากคือ DNA11 สร้างสรรค์ Personalised Art จากดีเอ็นเอและลายนิ้วมือของเรา โดยใช้ดีเอ็นเอจากน้ำลายของเรานำไปแปรเปลี่ยนเป็น DNA Art ซึ่งส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะนำไปเป็นรูปภาพประดับผนังห้องนอน
ด้านบริษัท My DNA Fragrance มาในคอนเซ็ปต์คล้ายกัน ด้วยการนำดีเอ็นเอของลูกค้ามาเป็นส่วนผสมหนึ่งของน้ำหอมสำหรับลูกค้าคนนั้นๆ โดยเฉพาะ
เข้าถึงลูกค้าด้วย Social Network
เว็บไซต์ Social Networking ไม่เพียงแต่สร้างชุมชนคนที่ชื่นชอบอะไรที่เหมือนกันแล้ว ยังเป็นฐานข้อมูลชั้นดีให้กับนักการตลาด หากรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์เหล่านี้ในการเข้าถึงตัวตนของลูกค้า
ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคคนหนึ่งอาจจะกระจายว่อนอยู่ทั่วโลกออนไลน์ พวกเขาอาจเป็นสมาชิกหรือใช้บริการของเว็บไซต์หลากประเภท ดังนั้น Web 2.0 สามารถนำมาจับไลฟ์สไตล์เพื่อตอบสนองต่อ Personal Identification ได้
จากกราฟิกนี้ แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคใหม่ในสังคมออนไลน์ที่มีมากมายหลายถึง 22 กลุ่ม พวกเขาอาจเป็นสมาชิกของหลายกลุ่มในนั้น เช่น พวกเขาจัดการรูปภาพผ่าน Flickr จัดการเอกสารด้วย Scripd เกาะกลุ่มเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนโดยใช้ Facebook เป็นต้น
หากนักการตลาดรู้ว่าพวกเขาชื่นชอบภาพประเภทใด หรือเนื้อหาประเภทใด ย่อมสามารถต่อจิ๊กซอว์เพื่อบ่งชี้ถึงไลฟ์สไตล์ของเขาได้ครอบคลุมแบบบูรณาการมากขึ้น และสามารถชี้ชัดถึง Personal Identification ของผู้บริโภคแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ยิ่งกว่าการตอบแบบสอบถามหรือโฟกัสกรุ๊ป เพราะการสำรวจวิจัยด้วยวิธีนั้นมีข้อเสียคือ กลุ่มตัวอย่างมักไม่พูดความจริงทั้งหมด แต่พฤติกรรมที่เกิดในโลกออนไลน์กลับเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ติดตามความถี่และลักษณะการใช้งานได้
ตารางแสดงพฤติกรรมและลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค
Facebook
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน นักศึกษามหาวิทยาลัย คนทำงานที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีเพราะส่วนใหญ่ใช้ติดต่อกับเพื่อนฝูงต่างประเทศ (แม้ขณะนี้จะสามารถใช้งานภาษาไทยได้แล้วก็ตาม ลักษณะของเครือข่ายส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน โดยจะเป็นการขอ Add และรับ Add เฉพาะคนที่รู้จักเป็นหลัก
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 132 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรไทยและเกาหลี/ฝรั่งเศสรวมกัน)
MySpace
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน ผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ต้องการฟังก์ชันการใช้งานหวือหวา ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 117 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรอังกฤษและอิตาลีรวมกัน)
Friendster
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน เป็นสังคมเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีคลับต่างๆ แยก Category อย่างชัดเจน เป็นเครือข่ายของแฟนคลับที่แยกความสนใจเฉพาะด้านได้
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 90 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรของฟิลิปปินส์) ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นวัย 18-24 ปี (58%)
Hi5
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน เป็นสังคมเครือข่ายที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น นิยมโพสต์รูปสไตล์ Self-portrait นอกเหนือจากไว้รักษาสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงแล้ว ยังพบการใช้งานที่ขอ Add คนแปลกหน้าที่ตนเองสนใจในหน้าตามากกว่าโปรไฟล์
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 56 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรอิตาลี)
Mulitply
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน เด่นในเรื่อง File Sharing เป็นเครือข่ายโปรดของช่างถ่ายภาพในการโชว์และพรีเซนต์ Portfolio จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 11 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรคิวบา)
LikedIn
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน นักธุรกิจนิยมใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ไอเดีย และโอกาสทางทุกธุรกิจกว่า 150 อุตสาหกรรมทั่วโลก เป็นเครือข่ายสำหรับนักแสวงหาโอกาสและคอนเนกชั่น โดยแต่ละคนจะใส่ผลงาน ความสำเร็จต่างๆ ไว้อย่างเต็มที่
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 30 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรแคนาดา)
A Small World
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน สังคมเครือข่ายของคนรวย ที่พูดคุยกันถึงไลฟ์สไตล์อันโก้หรู และธุรกิจส่วนตัวของพวกเขา จะเป็นสมาชิกได้จะต้องได้รับคำแนะนำจากสมาชิกที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อคงความเป็น Exclusive ไว้
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 320,000 คน (เท่ากับจำนวนประชากรประเทศไอซ์แลนด์) มีรายได้ขั้นต่ำต่อปี 150,000
4. เจาะใจ Gen y ด้วยโลกร้อนกลายเป็น New Symbol ของคนรุ่นใหม่ไปเรียบร้อยแล้วสำหรับกระแสโลกร้อนที่ยังอิน ยังฮิตไม่สร่างซามาตลอดระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และถูกคาดหมายว่ายังคงเป็น Trend ที่สำคัญในปีหน้า เพราะเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงออกถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดและไม่ตกกระแสระดับโลกนี้งานสัมมนา Disruption ของ initiative เปิดเผยข้อมูลว่า วัยรุ่นไทยเป็นกลุ่มที่ตื่นตัวกับปัญหาโลกร้อนมากที่สุดในเอเชีย แม้ว่าส่วนใหญ่จะแสดงออกผ่าน “ถุงผ้า” เป็นหลักก็ตาม ขณะที่ ACNielsen Global Consumer ที่รายงาน คนไทยมีตอบรับกระแสโลกร้อนเหนือชาติใดในเอเชีย คือ 26% ตามมาด้วยอินเดีย 16% และออสเตรเลีย 13%
ทุกวันนี้ถุงผ้ากลายเป็นของใช้ที่แทบทุกคนมี บ้างได้มาฟรี เป็นของแจก เป็นของแถม บ้างซื้อหามาในราคาแพงเรือนพันเรือนหมื่นก็มี เพราะแบรนด์เนม อาทิ Hermes, Stella McCartney ก็แห่กันมาทำถุงผ้าขายกับเขาด้วย
ด้านสยามดิสคัฟเวอรี่ ยังคงเป็นศูนย์การค้าที่หยิบยกเอาโลกร้อนมาเป็นเครื่องมือการตลาดอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 รายการ นับตั้งแต่ต้นคริสต์มาสที่ประดิษฐ์จากถังน้ำเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีงานแสดงนิทรรศการของ ดร.สิงห์ อินทรชูโตในชื่อ Siam Discovery Presents OSISU Exhibition รวมถึงโครงการ 7กิจกรรมรักษ์โลก Eco Project ที่จัดเป็นซีรี่ส์ตั้งแต่กรกฎาคม-ธันวาคม 2551
สอดรับกับ Positioning ของศูนย์การค้าที่ทันสมัย เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักในงานดีไซน์ และมีไลฟ์สไตล์ที่ฉลาดคิดฉลาดทำ
ขณะที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กลับเป็นผู้นำในเรื่องของการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก โดยสามารถนำถุงผ้าของเซ็นทรัลมาใส่สินค้าที่ซื้อใหม่ได้ โดยจะได้ส่วนลดและยังได้รับแต้มสะสมจากเดอะวันการ์ด นับเป็นกลยุทธ์ที่นอกจากจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีแล้วยังได้ผลในแง่ของ CRM อีกด้วย
ยุวดี จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บอกว่า ภายใน 3 ปีนับจากปี 2551 ห้างเซ็นทรัลฯ ทุกสาขาจะใช้งบสำหรับรณรงค์การใช้ถุงผ้า ลดการใช้ถุงพลาสติกทั้งสิ้น 200 ล้านบาท
ด้านการประกวดออกแบบเกี่ยวกับการลดปัญหาโลกร้อน หรือ Green Design มีให้เห็นอยู่ต่อเนื่อง ทั้งจากหน่วยงาน ภาครัฐ และเอกชน
เรื่องน่ารู้ของ Green Marketing
1. ผู้บริโภคไม่น้อยยินดีจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าลดโลกร้อน วรรณี รัตนพล บอกในงานสัมมนา Disruption ของ Initiative ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผลสำรวจของ Wall Street Journal ที่บอกว่าผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มเล็กน้อยสำหรับสินค้าที่มีคุณธรรม เช่น รักษ์โลก ยิ่งแสดงความรับผิดชอบมากเท่าใด ผู้บริโภคก็ยอมจ่ายเม็ดเงินที่มากขึ้นเท่านั้น เช่น หากเป็นเสื้อยืดผ้าฝ้าย 100% ผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างยอมจ่าย ที่ราคา21.21เหรียญสหรัฐ ส่วนเสื้อยืดผ้าฝ้าย 50% ยอมจ่ายที่ราคา 20.44% เป็นต้น
2. บอกว่าตัวเองเป็น Green Product แต่เวลาทำโปรโมชั่นทีแจกใบปลิวตะพึดตะพือแบบนี้ก็คงไม่เกิด
ส่วนใหญ่เขาใช้สื่อ Digital กัน
3. แพ็กเกจจิ้งของ Green Product ถ้าไม่ได้ใช้วัสดุรีไซเคิลก็ดูจะไม่งาม ถ้าจะให้ดีนำแนวคิดโอริกามิมาใช้จะพบว่าประหยัดและลดต้นทุนไปในตัวได้ด้วย
4. ถึงแม้จะเป็นปัญหาใหญ่แต่เวลาทำการตลาดอย่าเครียดเกินไป เพราะ Green Marketing สามารถนำไปผสมผสานกับเรื่องบันเทิง สนุกสนานได้ไม่ยาก
5. ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหนก็ช่วยลดโลกร้อนได้ทั้งนั้น จะปิดทองหลังพระ หรือป่าวประกาศเปรี้ยงๆ ก็ไม่มีใครว่ากัน…ขอให้ทำเป็นพอ
5. สุขภาพดีไม่พอ ต้องทั้งสวยทั้งฉลาด
เทรนด์สุขภาพเป็นเรื่องที่พูดกันอย่างหนาหูในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภคได้ให้การตอบรับอย่างจริงจัง ที่ถูกคาดหมายว่ายังคงเป็นเทรนด์ที่สำคัญในปี 2009 แต่ Healthy ไม่อาจขายได้เดี่ยวๆ อีกต่อไป ต้องบวกคุณประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น Beauty และ Smart จะถูกหยิบยกมาเป็นส่วนผสมที่เติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค โดยเห็นได้ชัดเจนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่แม้บางรายจะไม่มีนวัตกรรมอะไรแต่การลดปริมาณน้ำตาลลงจากเดิมก็ใช้เป็นจุดขายได้ไม่ยาก
Taylor Nelson Sofres (ประเทศไทย) เปิดเผยด้วยตัวเลข Beauty Conscious ของผู้หญิงไทยมีมากถึง 65% เป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่า สาวไทยแม้ว่าเจอวิกฤตเศรษฐกิจที่ผันผวน สินค้าขึ้นราคา น้ำมันราคาเดี๋ยวถูกเดี๋ยวแพง แต่พวกเธอยังใช้จ่ายในด้านสุขภาพและความงามอย่างต่อเนื่อง โดยไม่อาจมีปัจจัยใดไปสั่นคลอนได้เลย
ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม และสุขภาพสามารถเติบโตได้เสมอ เพราะสำหรับผู้หญิงต้อง “ขอสวยไว้ก่อน” เรื่องอื่นไว้ที่หลัง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียซึ่งมี Beauty Concious ต่ำกว่าไทย อาทิ เวียดนาม 43% จีน 43% หรือสิงคโปร์ 33%
“กระแสรักสุขภาพรักสวยรักงามยังแรงไม่ตกลากยาวถึงปีหน้า เพราะผู้หญิงสมัยนี้ฉลาดขึ้นและอยากมีอายุอ่อนกว่าเยาว์ รักตัวเอง และไม่อยากเป็นแม่บ้านที่คร่ำครึอยู่แต่ในครัวอีกต่อไป” ยุพิน สุวรรณใจ Research Director ของ Taylor Nelson Sofres (ประเทศไทย) บอกถึงแนวโน้มที่เปลี่ยนไป
ขณะที่พฤติกรรมโดยรวมทั้งหญิงชายพบว่า 76% บอกว่าใส่ใจดูแลสุขภาพ และ 44% ออกกำลังกายอย่างน้อยเป็นประจำทุกสัปดาห์
บวก “ความงาม” ขายได้โลด
สินค้ากลุ่มสกินแคร์มีอัตราการเติบโตถึง 8% จากปีที่ผ่านมาโต 7% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้ลดการใช้จ่ายหรือชะลอการซื้อจากสินค้ากลุ่มนี้
สินค้ากลุ่ม Healthy+ สินค้ากลุ่มวิตามินเพื่อความงามกำลังเป็นเซ็กเมนต์ตลาดใหม่ที่น่าจับตามองในปีหน้า ขณะเดียวกันนี้ “แบรนด์” ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หันมารุกเซ็กเมนต์นี้เมื่อหลายปีก่อน ทั้งๆ เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว แต่แตกไลน์ขยายเซ็กเมนต์กระโดดเข้าสู่กระแส “ดื่มแล้วสวย” ภายใต้กลุ่มแบรนด์ “วีต้า” ที่มีตั้งแต่วีต้าพรุนสกัดเข้มข้น วีต้าเบอรี่สกัดเข้มข้น และล่าสุดวีต้า บาลานซ์ ตอกย้ำเป็นกลุ่มอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและความงาม
รวมถึงชาเขียว ลิปตัน ไนน์ จากค่ายเสริมสุข ที่ต้องการเจาะกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน อายุ 20-39 ปี ที่เอาสุขภาพและความงามยัดลงขวดพร้อมดื่มให้สาวยุคนี้ โดยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ผู้หญิงรุ่นใหม่รักและหันมากอดตัวเอง เน้นปริมาณน้ำตาลที่ต่ำกว่าในท้องตลาดเกือบครึ่ง เป็นการกลับมารุกตลาดชาเขียวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหลังจากอกหักจากครั้งก่อนหน้า
“การเปิดเซ็กเมนต์ความงามใหม่” คือคำตอบของ สุวรรณี สุวรรณี ศรีธัญญะโชติ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด เพราะถึงแม้จะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แต่ก็มีปลาใหญ่ในทะเลนี้อยู่แล้ว จึงทำให้เธอเลือกที่จะสร้างเซ็กเมนต์ใหม่ขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็สร้างให้ตลาดนั้นเติบโตพร้อมกับกลายเป็นปลาใหญ่ในท้องทะเลใหม่
เธอเล่าอีกว่า “กลุ่มสินค้าสกินแคร์สำหรับผิวหน้า ทุกแบรนด์ล้วนแต่พูดแต่เรื่องทำอย่างไรให้ผิวขาวขึ้น การจะไปพูดในเรื่องเดิมๆ ก็ไม่ช่วยในการสร้างมาร์เก็ตแชร์ได้ แต่ “ยูเซอร์รีน” กลับพูดเรื่อง “ไวต่อแดด” หลังจาก TVC ออนแอร์ ส่งผลให้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 6 เท่า
ถือเป็นการสอดแทรกหาจุดยืนในตลาดที่แตกต่างจาก Consumer Insight อันสลับซับซ้อนของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี
บำรุงสมอง ของขายคนไอเดียตีบ
หากปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ Beauty Drink มาแรง ปีนี้และปีต่อไปคือปีทองของ Smart Drink อย่างไม่ต้องสงสัย 2 ค่ายใหญ่ๆ ที่โฟกัสในเรื่องนี้ คือ โอสถสภาที่ส่งเปปทีน ซึ่งเป็นเครื่องดื่ม Soy Peptide เน้นคุณประโยชน์ของสารสกัดถั่วเหลือง จับกลุ่มทั้งนักเรียนนักศึกษาและคนทำงานระดับผู้บริหาร แต่ขณะนี้โดน อย.สั่งระงับการโฆษณาในสื่อทีวีและสิ่งพิมพ์เนื่องจากมีการโฆษณาในข้อความที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.
กรณีนี้จึงเป็นข้อคิดสำหรับสินค้าที่จะทำตลาด Smart Drink เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเช่นกรณีดังกล่าว
ขณะที่ BraneFit ของค่ายอายิโนะโมะโต๊ะ ก็เป็น Smart Drink อีกแบรนด์ที่เริ่มทำการตลาดอย่างจริงจัง โดยชูจุดขายของการเป็นเครื่องดื่มที่ส่วนผสมของสารอาหารที่มีมากกว่า 1 อย่าง อันมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
ส่วนผสมสารพัดมากกว่า 1 อย่าง ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพราะมีส่วนทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อว่า มากกว่าก็ดีกว่า ดังนั้น สินค้าที่ต้องการเป็น Healthy+ เพียงใดยิ่งต้องพัฒนานวัตกรรมเสาะหาสารที่มีคุณค่ามาเป็นส่วนผสม แต่ต้องกล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลและขายของด้วยความจริงที่ไม่โม้หรือโอ้อวดจนเกินเหตุ เพราะผู้บริโภคยุคนี้ Smartness ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะรายงานในลำดับถัดไป
6. Digitalism ลัทธิทำเงิน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของคนยุคใหม่ต่างเกี่ยวพันแนบแน่นกับโลกดิจิตอล หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นคน Gen C ที่วิวัฒนาการมาจาก Gen C ยุคเดิม กลายเป็น C ++ เช่น Connected,Creativity,Community,Content,
Comunicate,Co-creator,Control และ Channel นับเป็นผู้บริโภคที่มีอิทธิพลสูงมากกว่ายุคสมัยใดๆ เพราะทุกอย่างอยู่เพียงแค่ “คลิ๊ก”
หาก 3G และ Wimax ปรากฎเป็นจริงในปีหน้า อีกทั้ง iPhone ได้ฤกษ์จำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย จะยิ่งเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้ถึงขีดสุดด้วยความเร็วแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในโลกออนไลน์ของเมืองไทยเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินทางอินเตอร์เน็ตและบนโทรศัพท์มือถือจะเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ทั้งการซื้อขายผ่าน ebay การจองตั๋วออนไลน์ รวมถึงการสร้างเวบไซต์เพื่อหารายได้ผ่านทาง AdSense ของ Google
ผู้คนจะหลั่งไหลเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้นโดยมี “ความเร็ว” เป็นตัวดึงดูด
จากผลสำรวจของ www.internetworldstats.com พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย มีอัตราเติบโต (ปี 2000-2008) 483.3% มีจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต 13,146,000 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 65,493,298 คน หรือคิดเป็น penetration rate 20.5%
แสดงให้เห็นถึงประชากรจำนวนหนึ่งที่โลดแล่นอยู่ในโลกออนไลน์ ในฐานะที่เป็น Gen C การมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ บนอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมพวกเขาอาจเพียงสร้างคอนเทนท์ขึ้นมาเพื่อ Share & Show แต่ตอนนี้พวกเขาเรียนรู้แล้วว่าคอนเทนท์ที่เขาเป็นเจ้าของมีค่ามากกว่านั้น
การที่กูเกิลตัดสินใจ พัฒนา AdSense บริการโฆษณาออนไลน์ รองรับภาษาไทยได้แล้ว ทำให้บรรดาเว็บไซต์ บล็อกเกอร์ ไม่รีรอที่จะกระโจนลงสู่บ่อเงินบ่อทองแห่งนี้ ในการหารายได้ด้วยการเคี่ยวกรำคอนเทนท์ของตัวเองให้เข้มข้นและโดดเด่น จนกระทั่งสินค้าและบริการให้ความสนใจมาลงโฆษณาออนไลน์กันอย่างคับคั่ง
ถึงเวลาของ “ตัวจริง” คอนเทนท์ประเภท “ได้แรงบันดาลใจ” หรือ “ก๊อป-ตัด-แปะ” จะไร้ความหมายและตายไปในที่สุด
ขณะที่รายได้ด้านอื่นๆ ก็มีให้เก็บเกี่ยว เช่น ค่าสมาชิก ค่าอัพเกรดเพื่อรับบริการที่มากกว่า หรือจากค่าบริจาคเป็นต้น โดย Wikipedia ได้ค่าบริจาคเพื่อสนับสนุนประมาณปีละ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ
ว่ากันถึงเจ้าของ Facebook,Google หรือย้อนกลับไปถึง Hotmail ก็ล้วนเป็นหนึ่งใน Gen C ที่สร้างธุรกิจระดับโลกจากความเชี่ยวชาญ ขณะที่ในไทยกรณีศึกษาของ jeban.com ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตา
ต้องรอดูกันว่าจะในปีที่เทรนด์ Digitalism มาแรงอย่างที่สุดนี้ จะมีจีบันเพิ่มขึ้นในเมืองไทยอีกสักกี่ราย อนาคตมหาเศรษฐีคนใหม่ของเมืองไทยอาจมาจากธุรกิจออนไลน์ก็เป็นได้
Online Trend 2009
1.Crowd Sourcing ถูกใช้เป็นครั้งแรกโดย Jeff Howe ในนิตยสาร Wired ฉบับมิถุนายน 2006 โดยในปี 2009 นี้จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ด้วยการอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มชนในการสร้างสรรค์หรือพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน หากไม่นับ Wikipedia ที่คุ้นเคยกันดี ตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือ รัฐเท็กซัสได้ติดตั้งกล้องเคลื่อนที่จำนวน 200 ตัวตลอดระยะทางพรมแดนของรัฐเท็กซัสกับประเทศเม็กซิโก และเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ได้เห็นความเคลื่อนไหวระหว่างพรมแดนดังกล่าว และช่วยระแวดระวัง รวมถึงรายงานสิ่งผิดปกติให้กับทางการ ซึ่งได้รับความสนใจจากอเมริกันชนเป็นอย่างมากแม้ว่าพวกเขาบางส่วนอาจไม่ได้อาศัยอยู่ในรัฐเท็กซัสเลยก็ตาม
2. Phygital หรือการที่โลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์ผสานเข้าด้วยกัน เช่น การใช้ประโยชน์จากออนไลน์ ด้วยการทำเว็บไซต์ i-greenspace.com ไว้เป็นแหล่งในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย ของไฮเนเก้น ประเทศไทย
3. Web Application ของฟรีที่ดีมีในโลกซึ่งช่วยให้ชีวิตของคุณทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานง่ายขึ้นทั้งการจัดเก็บเอกสาร การจัดเก็บรูปภาพ การทำพรีเซนเตเชั่นต่างๆ เป็นต้น โดยมีจุดขายคือ Freemium ให้ใช้งานฟรีได้ แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากติดใจอยากใช้งานแบบเต็มๆ ก็เสียค่าสมัครเพิ่ม
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม