อาจถือเป็นวิถีปกติในสังคมบริโภคนิยมที่ผู้คนบนโลกนี้ถูกกระตุ้นให้ซื้อ ซื้อ และซื้อ สินค้าและบริการโดยเฉพาะคนเมือง
การจะปลูกผักสวนครัว ทำอาการกินเอง ตัดเสื้อ ถักเสื้อเพื่อใช้เอง ที่เคยเป็นวิถีปกติของคนรุ่นคุณย่า คุณยาย ดูจะห่างไกลจากชีวิตคนเมืองในยุคปัจจุบัน
ห่างไกลกระทั่งกลายเป็นว่า ใครทำแบบนั้นก็เป็น เรื่องแปลก
เหตุผลที่บรรดาคนเมือง ยิ่งเฉพาะพวกมนุษย์เงินเดือนเอาไว้ อ้างกับตัวเองเวลาจะไม่ทำเรื่องนี้ คือ “ไม่มีเวลา” มีคำกล่าวหนึ่งที่ผู้นิยมการใช้ชีวิตทางเลือกด้วยการฟื้นฟูจิตใจภายในตัวเองบอกว่า โรคไม่มีเวลา เป็นโรคของยุคสมัย เป็นโรคที่เกิดขึ้นเพราะคนเราเชื่อว่า ถ้าเราทำอะไรอย่างหนึ่ง และเราจะทำอย่างอื่นไม่ได้ ประมาณว่าถ้าใช้เวลาไปกับงานหนัก เวลาที่จะเหลือใช้กับการทำกับข้าว ตัดเสื้อผ้า จะไม่ค่อยมี ทั้งที่ความจริงคนเราสามารถทำอะไรได้ 2-3 อย่างในเวลาเดียวกัน เพียงแต่ต้องรู้จักบริหารจัดการ “เวลา” ที่มีอยู่ วิธีคิดแบบนี้ยังเชื่อด้วยว่าหากเราทำทุกอย่างบนความมีสติ อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสมอ จะทำให้เวลาของคนเรามีมากขึ้น
การมีวิถีชีวิตแบบปกติด้วยการซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง จึงทำให้รายจ่ายมักมากกว่ารายรับ หรือถ้าไม่มากกว่าโอกาสที่จะออมเงินก็แทบไม่มี และเรื่อง
แบบนี้กลายเป็นวิถีสากล เพราะจะประเทศไหนๆ ในโลกก็ล้วนแต่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน
ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพราะในวันนี้ดูเหมือนว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก กำลังจะสร้างให้เกิด “การเปลี่ยนแปลง” บางอย่างซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวิถีชีวิตผู้บริโภค ซึ่งทำให้วันนี้ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะบริโภคน้อยลง
จังหวะเวลาแบบนี้ “อ็อกแฟรม” องค์กรพัฒนาเอกชนในสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการผลักดันเรื่อง “การค้าที่เป็นธรรม” จึงมีไอเดียเก๋ๆ ที่จะรณรงค์ให้คนหันกลับมาใช้ชีวิตในแบบเดิมๆ เข้าทำนอง “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ด้วยการดำรงชีวิตอยู่ด้วยการไม่ซื้อให้มากเกินความจำเป็น […]
Share on Facebook
สัมภาษณ์
ก้าวเข้าสู่ปีวัวมาได้เกือบเดือน หลายๆ ปัญหาดูจะถูกขจัดให้ทุเลาเบาบางไปได้บ้าง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะหลายๆ นโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ประกาศออกมาทำให้คนไทยมีจิตวิทยาที่ดีขึ้น แม้ว่าข้อเท็จจริงยังมีอีกหลายปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก หนึ่งในนั้นคือปัญหาคนตกงานที่เกิดจากหลาย ๆ ธุรกิจไม่สามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้
แต่ทุกวิกฤตมีโอกาสอยู่เสมอ นั่นเป็นข้อเท็จจริง เพราะท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจที่ดำเนินการอยู่จะย่ำแย่ไปทุกประเภท ยังมีธุรกิจที่ดีและสามารถเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ที่สำคัญยังเป็นธุรกิจที่มีช่องทางช่วยแก้ปัญหาคนว่างงานได้ด้วย…ธุรกิจที่ว่าก็คือธุรกิจร้านขายยา ส่วนอาชีพที่จะมารองรับก็คือผู้ช่วยเภสัชกรประจำในร้านขายยา
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ เภสัชกรเมธ์วดี เรียววิไลสุข กรรมการบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด บีโต้ ฟาร์มาซี ผู้ดำเนินธุรกิจร้านขายยาและเจ้าของ B-to Training Centre ผู้พัฒนาหลักสูตร “ผู้ช่วยเภสัชกรร้านขายยามาตรฐาน” ถึงทิศทางการเติบโตของธุรกิจร้านขายยาที่ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องกับธุรกิจสร้างคนเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว
- มีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยบวกของธุรกิจร้านขายยา
ปัจจัยแรก คือธุรกิจร้านขายยาของตัวเองที่ดำเนินกิจการอยู่ ยังมียอดขายมีการเติบโตมาตลอด
ปัจจัยต่อมา คือดูจากตัวเลขการเปิดร้านขายยาที่มีการเติบโตสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ
อีกปัจจัยหนึ่ง ก็คือสถิติตัวเลขผู้ประกอบการร้านขายยาใน 3 สมาคม ได้แก่ชมรมร้านขายยา มีสมาชิกประมาณ 6,000 ร้าน สมาคมร้านขายยา มีประมาณ 8,000 ร้าน และสมาคมเภสัชกร อีก 3,000 ร้าน รวมแล้วกว่า 1 หมื่นร้าน
“ร้านบีโต้ฯ เปิดมาตอนปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่เศรฐกิจเริ่มชะลอตัว ซึ่งตอนแรกคิดว่าธุรกิจเราน่าจะแย่ แต่กลับพบว่ายังมีร้านขายยาเปิดขึ้นไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นร้านเก่าที่ปรับปรุงใหม่ […]
Share on Facebook
พอถึงฤดูการส่งงบประมาณประจำปี ผมจะได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆที่แต่ละหน่วยงานคิดขึ้นมาสำหรับอนาคต เช่นเดียวกัน ในปีนี้มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเขียนมาถามผม
อีเมล์ของผู้ถามระบุว่า เขาเป็นหัวหน้างานอยู่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรแห่งหนึ่งที่มีขนาดขององค์กรอยู่ในระดับกลางๆ และที่สำคัญมีรายได้อยู่ในระดับกลางๆ ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ปีนี้เป็น ปีแรกที่เขาได้มีโอกาสจัดทำงบประมาณประจำปีสำหรับหน่วยงานของเขา
คำถามของเขาคือว่า ในปีนี้เขาคิดจะจัดทำโครงการเกี่ยวกับการจัดอบรมหรือปฐมนิเทศพนักงานใหม่เพื่อให้พนักงานใหม่มีความคุ้นเคยกับองค์กรและบุคคลต่างๆภายในองค์กรได้เร็วขึ้น ปัญหาของเขาก็คือควรทำอย่างไรจึงจะดีและมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เพราะการจัดอบรม ไม่ว่าจะจัดอบรมอะไรก็แล้วแต่ ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียเวลาคนที่เป็นวิทยากร (ถึงแม้จะเป็นคนข้างในก็เถอะ) ค่าอาหารและค่าเอกสารต่างๆ เป็นต้น
การอบรมหรือปฐมนิเทศพนักงานใหม่หรือที่เราเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษอย่างติดปากว่า Employee Orientation นั้นมีด้วยกัน 2 รูปแบบหลักๆ โดยแบบแรกที่เราเห็นกันบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรเล็กๆ จะเป็น รูปแบบของการอบรม หรือ ปฐมนิเทศอย่างไม่เป็นทางการ กล่าวคือ พนักงานใหม่ที่เข้ามาจะถูกส่งไปที่แผนกที่ตนเองสังกัดอยู่ จากนั้นในแผนกนั้นๆ ก็จะให้ใครสักคนหนึ่งหรืออาจจะเป็นคนของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเอง เป็นคนพาพนักงาน ใหม่ ไปแนะนำให้ได้รู้จักกับแผนกอื่นๆ รวมถึงสถานที่ต่างๆ ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องอาหาร เป็นต้น
ส่วนแบบที่สอง เป็นรูปแบบของการอบรมหรือปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการ กล่าวคือมีการจัดอบรมอย่างเป็นทางการในห้องประชุมโดยมีวิทยากรที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับองค์กรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างองค์กร ใครเป็นใครในองค์กร แบบฟอร์มต่างๆ ที่ใช้ สวัสดิการต่างๆที่พนักงานพึงได้รับ รวมถึงสินค้าและบริการขององค์กร เป็นต้น
การอบรมอย่างเป็นทางการนั้น มีตั้งแต่การอบรมกันภายในบริเวณบริษัทหรือในห้องประชุมขององค์กร […]
Share on Facebook
หากยังพอจำได้ถึงภาพยนตร์เรื่อง “อเมริกัน บิวตี้” (American Beauty) ที่ออกฉายเมื่อหลายปีก่อน ที่เนื้อหาสะท้อนถึงภาพความว้าเหว่ของคนอเมริกัน ที่แม้คน ในครอบครัวซึ่งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทุกวัน แต่กลับเต็มไปด้วยความเหินห่าง
สัมพันธภาพในครอบครัวเช่นนี้มิได้เกิดเฉพาะกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แต่ภาพของความว้าเหว่ ความห่างเหิน และความไม่เข้าใจ กลับกำลังเกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นกระทั่งในประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้นกับทั้งคนในสังคมเมืองหลวง เช่น กรุงเทพฯ ที่ชีวิตต้องแข่งกับเวลา
และนี่เป็นปัญหาร่วมของสังคมและเป็นปัญหาเกือบทุกๆ ครอบครัว
เพียงแต่บ่อยครั้ง “ปัญหา” เหล่านี้ กลับไม่ได้รับการมองว่า เป็น “ปัญหา”
“มนุษย์ทั่วไปถึงไม่คิดว่าตัวเองมีความทุกข์ เพราะเขารู้สึกว่าคนทั่วไปก็เป็นแบบนี้ แต่ถ้าเราลองมองดีๆ จะเห็นว่าการที่ขยันทำงานจนเราเป็นโรคความดัน เป็นโรคหัวใจ หรือเรายิ่งใช้ชีวิตยิ่งมีความทุกข์ มีปากเสียงกับคนในครอบครัว อย่างนี้ไม่ใช่ไม่มีอะไร แต่คือปัญหาที่ กำลังเกิดขึ้นโดย ที่เราไม่รู้” อังคณา มาศรังสรรค์ หรือ “ครูณา” กระบวนกรจากโรงเรียนพ่อแม่ลูก ฉายภาพสถานการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้น
“ปัจจุบันสังคมเรามันเร็วมาก และการอยู่ในสังคมบริโภคนิยมทำให้เราพยายามฟังเสียงของสังคมมากขึ้น มนุษย์ก็เลยห่างไกลจากการฟังเสียงของตัวเอง แม้เราอาจจะรู้ว่าเรามีความปรารถนา ต้องการอะไร แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากสิ่งเหล่านั้น”
ครอบครัวที่ควรจะเป็นฐานนำพาความสุข ความพอใจในชีวิตให้กับเรา จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เกิดสมรภูมิย่อมๆ จากความไม่เข้าใจกันและกันระหว่างคนเป็นพ่อกับลูก คนเป็นแม่กับลูก หรือระหว่างคนเป็นพ่อและแม่
ตัวช่วยใหม่พ่อแม่
ดังนั้นสิ่งที่ “โรงเรียนพ่อแม่ลูก” พยายามทำก็คือ […]
Share on Facebook
นโยบายสาธารณะดีๆ หลายต่อหลายครั้งไม่ได้ริเริ่ม หรือผลักดันโดยรัฐบาลแต่ผ่านการเคลื่อนไหวผลักดันต่อสู้อย่างยาวนานของประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ระบบประกันสังคม และนโยบายสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการสังคม
อย่างเช่น การพยายามสร้างระบบประกันสังคมให้เกิดขึ้นในไทย มีความพยายามมานับตั้งแต่หลังการอภิวัฒน์ 2475 ภายใต้เค้าโครงสมุดปกเหลืองของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แต่มาสำเร็จเอาเมื่อสมัยรัฐบาลชาติชาย ในปี พ.ศ. 2533 โดยสภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายประกันสังคมมาบังคับใช้อย่างเป็นเอกฉันท์
เมื่อปี พ.ศ. 2530-2531 ผู้เขียนได้เข้าร่วมกับขบวนการแรงงานในนามของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาและองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ผลักดันกฎหมายดังกล่าว
การเรียกร้องผลักดันในช่วงดังกล่าว นอกจากจะใช้พื้นที่สาธารณะชี้แจงทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะภาคธุรกิจอุตสาหกรรมแล้ว ยังต้องใช้วิธีเดินขบวน ชุมนุม และอดอาหารประท้วง เพราะรัฐบาลในเวลานั้น ไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเท่าที่ควร ต่างจากในยุค พ.ศ. 2518 รัฐตั้งคณะกรรมการเตรียมการประกันสังคม และ ยุค พ.ศ. 2497 (สมัยจอมพล ป.) ฝ่ายรัฐเป็นผู้ริเริ่มแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นบังคับใช้เป็นกฎหมาย และอ้างกันว่า ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในการใช้ระบบประกันสังคม
มาวันนี้ เรามีระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งพอสมควร ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ทดแทนถึง 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ […]
Share on Facebook
ต้องยอมรับว่าเวลากล่าวถึงการจัดการความรู้นั้น หลายๆ ท่านมักจะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้ทรัพยากรเยอะ และที่สำคัญว่าผู้นำเบอร์หนึ่งขององค์กรต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้เคยแนะนำผ่านทางคอลัมน์นี้ไปแล้ว อย่างไรก็ดีมีหลายๆ ท่านอาจเห็นด้วยกับผมถึงคุณค่าอันมากมายที่ไม่สามารถมองเห็นได้ทันทีของการจัดการความรู้ แต่ผู้นำในองค์กรหลายๆ ท่านอาจไม่เห็นด้วยกับการทำ KM เพราะมองว่าเสียเวลาเสียต้นทุนโดยไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน ผู้นำในองค์กรบางท่านอาจรู้จักและเคยได้ยินว่าการจัดการความรู้ แต่ไม่รู้และเข้าใจอย่างแท้จริงว่าการจัดการความรู้ หรือที่เรามักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า KM ซึ่งย่อมาจาก knowledge management แท้จริงแล้วคืออะไร
ในฐานะที่เป็นนักวิชาการไทยทางด้านการจัดการความรู้ ผมจึงต้องทำหน้าที่ให้คำตอบต่อคำถามที่ถามเข้ามาหลายต่อหลายครั้งสำหรับบุคลากรในองค์กรที่เห็นและเข้าใจในเรื่องของ KM แต่เกิดอุปสรรคจากการที่ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรไม่มีความเข้าใจและเห็นคุณค่าของการทำ KM อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ยากมากต่อการผลักดันให้เกิดการทำ KM ขึ้นมาในองค์กร
จริงๆ แล้วผมพยายามสื่อให้คนทั่วไปรับรู้ว่า KM มิใช่เรื่องยาก และได้เคยกล่าวแนะนำผ่านทางคอลัมน์นี้ว่า KM เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราทุกคนกระทำกันอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว แต่การทำ KM เป็นการเน้นให้บุคลากรในองค์กรเห็นถึงกระบวนการจัดการความรู้ที่ชัดเจนมากขึ้น และทำให้วงจรของกระบวนการจัดการความรู้หมุนไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และองค์ความรู้ใหม่ๆ นี่เองที่เป็นสิ่งที่ทุกๆ คนให้ความสำคัญในปัจจุบัน ซึ่งก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า นวัตกรรม นั่นเอง และหลายๆ องค์กรสามารถอาศัยอยู่ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันอันดุเดือดภายใต้สภาพเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ตกต่ำได้ ก็เพราะการสร้างนวัตกรรมในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมประเภทสินค้า บริการ กระบวนการทำงาน หรือนวัตกรรมประเภทอื่นๆ
ก่อนอื่นเมื่อท่านเข้าใจแล้วว่า […]
Share on Facebook
ในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าที่นายจ้างคนใหม่อาจโทร.ไปหานายจ้างคนเก่า เพื่อขอให้วิจารณ์ลูกจ้างอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นวิธีที่นายจ้างคนใหม่จะได้รู้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับนิสัยการปฏิบัติงานของลูกจ้าง แต่ทว่าในยุคปัจจุบันวิธีดังกล่าวหมดสมัยไปแล้ว เพราะวันนี้มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าสิ่งใดควรพูดไม่ควรพูดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
ว่าที่นายจ้างคนใหม่จึงต้องแสวงหาวิธีการอื่นในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาร่วมนาวาเดียวกันใหม่
ในหนังสือกลยุทธ์ อ่านใจคน จากพลังธาตุทั้งสี่ ซึ่งเขียนโดย ลอรี่ เบธ โจนส์ กลางปีที่แล้ว ขวัญดวง แซ่เตีย นำมาแปลเป็นภาษาไทย ได้เขียนไว้ตอนหนึ่งอย่างน่าสนใจว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าการจัดหาคนที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับงาน จะทำให้เกิดต้นทุนเป็นเงินหลายพันดอลลาร์ ทั้งจากรายได้ที่ต้องสูญเสีย ค่าใช้จ่ายในการคัดเลือกว่าจ้างพนักงานคนใหม่ รวมถึงต้นทุนในการฝึกอบรม
บทความ แชลลี ดอลล์ ใน Builder. com ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า “การใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ จะช่วยลดความเสี่ยง ในการพิจารณาบุคลิกลักษณะของลูกจ้าง และอาจช่วยให้นายจ้างเข้าใจถึงแรงกระตุ้น และพฤติกรรมของลูกจ้างได้ดีขึ้น”
ในปัจจุบัน มีซีอีโอหลายท่านใช้เครื่องมือในการประเมินบุคลิกภาพ เพื่อช่วยให้ตัวเองเข้าใจลูกจ้างมากขึ้น และสามารถบริหารงานบุคคลได้ดีขึ้น ทั้งในส่วนของลูกจ้างปัจจุบันและการจ้างงานใหม่
นิตยสารอิงค์ (Inc.) ฉบับเดือนมิถุนายน 2547 ได้พูดถึงธุรกิจลูกกวาด แอลไพน์หนึ่งในผู้ผลิตลูกกวาดรายใหญ่ที่สุดของอเมริกาเหนือ กำลังหันมาประเมินบุคลิกภาพเป็นเครื่องมือสร้างประสิทธิผลในการจัดลำดับก่อนหลังให้แก่ทีม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมี 2 กลุ่มที่ได้ครองสิทธิ์เมื่อสองปีก่อนที่ผ่านมา และกลุ่มหนึ่งได้สิทธิในการทำสัญญากับฮอล์มาร์ก
ซีอีโอ เดวิด เทเคลต อ้างว่า การประเมินทำให้จุดมุ่งหมายทางการบริหารมีความชัดเจนขึ้น และระดับความเชื่อมั่นของเราก็จะเพิ่มขึ้น
การทดสอบการจ้างงานทั้งหมด รวมทั้งการทดสอบด้านบุคลิกภาพในช่วงสามปีที่ผ่านมามีการเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น […]
Share on Facebook
“โหงวเฮ้ง” มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในชีวิตจริงหรือ ?
“โหงวเฮ้ง” มีอิทธิพลต่อการได้ทำงานหรือไม่ได้ทำงานในองค์กรใหญ่จริงหรือ ?
คำถามที่อยู่ค้างคาใจใครหลายคนมานาน วันนี้ “อาจารย์ธวัชพงศ์ ธนิตลิมปะพงศ์ ที่ปรึกษา บริษัท ซี.พี. เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้คำตอบไว้ในการบรรยายเรื่อง “โหงวเฮ้งกับงาน HR” ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุมไว้อย่างกระจ่างชัดว่า การเลือกบุคคลเข้ามาทำงานนั้นจะมีการดูโหงวเฮ้งเป็นส่วนประกอบ อีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากจะดูเรื่องวันเดือนปีเกิด เพราะโหงวเฮ้งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จได้
โดยปกติแล้วการคัดเลือกบุคลากรของกลุ่ม ซี.พี. หรือบริษัทที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้จะเริ่มพิจารณาตั้งแต่โครงสร้างของใบหน้า
โครงสร้างใบหน้าของคนเราจะประกอบไปด้วยภูเขา 5 ลูก
ภูเขาลูกที่ 1 คือ หน้าผาก เป็นภูเขาทิศใต้ ลักษณะหน้าผากที่ดีต้องโค้งมนได้รูป ตำแหน่งนี้จะบอกถึงความสำเร็จในทุกๆ ด้าน มีความคิดสร้างสรรค์ ชื่อเสียงหรือแม้แต่คุณธรรมของคนคนนั้น ถ้าหน้าผากมีเส้น 3 เส้นวิ่งอยู่บน หน้าผาก คนคนนั้นเป็นคนมีคุณธรรม แต่ถ้ามีเส้นเดียวผาดผ่านคนคนนั้น คบไม่ได้ เห็นแก่ตัว
ภูเขาลูกที่ 2 คือ คาง เป็น
ภูเขาทิศเหนือ ลักษณะที่คางที่ดีต้องตรงตำแหน่งใต้ริมฝีปาก เป็นเหมือนร่อง ปลายคางโค้งงอน ตำแหน่งจะบอกถึงมั่นปลายชีวิตมีลูกหลานอันประเสริฐ ใครมีลักษณะคางบุ๋มๆ มีความโรแมนติก สุนทรีย์ มีจินตนาการมาก
ภูเขาลูกที่ 3 […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม