ประเทศในสมาคมอาเซียนกับ CSR

Pinterest




  • คนเป็นจำนวนมากสงสัยกันว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นนี้ CSR จะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างไร งาน CSR เพิ่งที่จะเริ่ม มันจะต้องมาหยุดกลางคันหรือไม่ และงาน CSR ในประเทศในสมาคมอาเซียนจะถูกกระทบอย่างไร ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้เราจะต้องศึกษาลักษณะของประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนเสียก่อน

    ลักษณะของประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน

    สมาคมอาเซียนมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ มีประชากรทั้งสิ้น 560 ล้านคน และมีรายได้ประชาชาติรวมทั้งสิ้น 1,100 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำการค้าขายระหว่างกันปีละประมาณ 1,400 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีพลังการซื้อและการทำการค้าระหว่างกันที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่ง

    สมาชิกอาเซียน มีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน ประเทศที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าประเทศที่เล็กที่สุดถึง 2,700 เท่า ในแง่ของประชากรประเทศที่ใหญ่ที่สุด (อินโดนีเซีย) มีประชากรมากกว่าประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุด (บรูไน ดารุสซาลาม) 580 เท่า และในแง่ของความร่ำรวย ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด (ในแง่ของรายได้ประชาชาติ/พลเมือง 1 คน บรูไน ดารุสซาลาม) ร่ำรวยกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดถึง 145 เท่า ระดับการพัฒนาของ CSR และความต้องการของชุมชนในแต่ละประเทศก็ต่างกันโดยมีสิงคโปร์นำตามด้วยประเทศมาเลเซียและประเทศไทย

    ประเทศทั้ง 10 ต้องการสร้างตลาดให้กับสมาชิกอาเซียนเพื่อป้องกันภัยจากเศรษฐกิจที่เกิดจากตลาดหดตัวของตลาดส่งออก นอกจากนี้ในยามปกติอาเซียนต้องการค้าขายกับประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งมีกฎเกณฑ์มากมาย สมาชิกจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมตัวเพื่อให้มีมาตรฐานการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับในประชาคมยุโรปและในสหรัฐอเมริกา มาตรการที่จะต้องปรับปรุงมี 7 ประการด้วยกัน คือ 1) มีการบริหารจัดการองค์กรที่ดี 2) ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน 3) ปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม 4) การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน 5) ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค 6) ไม่โกงหรือละเมิด ลิขสิทธิผู้อื่น 7) ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม


    CSR ในสมาคมอาเซียน

    ระดับการพัฒนาของ CSR ในแต่ละประเทศต่างกันมาก เช่น ภาคธุรกิจเอกชนในประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า ถูกควบคุมโดยกลไกของรัฐ ภาคธุรกิจดังกล่าวยังเล็กและยังไม่สามารถให้การสนับสนุนกิจกรรม CSR ได้ ประกอบกับความเข้าใจในกิจกรรม CSR ยังไม่ดีนัก ในปัจจุบันบริษัทข้ามชาติได้เข้าไปทำกิจกรรม CSR แต่ก็ยังไม่ได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่* ตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะนำมาเล่าให้ฟัง คือ เมื่อปี 2547 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระกระแสรับสั่งให้ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าไปช่วยทำ CSR ในประเทศกัมพูชา ADB ได้ขอให้สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนรับเป็นที่ปรึกษาโครงการและเกิดโครงการ CBIRD ขึ้นในกัมพูชา**

    ประเทศฟิลิปปินส์มีปัญหาอีกลักษณะหนึ่ง แม้ว่าจะเริ่มมี CSR เมื่อปี 2493 แต่การที่รัฐบาลไม่สามารถสร้างโครงการวางแผนครอบครัวได้ ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ยังอยู่ในสภาพยากจน เมื่อปี 2513 รายได้ประชาชาติ/คน และพลเมืองของประเทศฟิลิปปินส์กับประเทศไทยเท่ากันพอดี ปัจจุบันรายได้ประชาชาติ/คนของประเทศไทยเป็น 3 เท่าของประเทศฟิลิปปินส์มีพลเมือง 87.1 ล้านคนในขณะที่พลเมืองประเทศไทยมีแค่ 62.8 ล้านคน แม้ว่า NGO ในประเทศฟิลิปปินส์จะมีมากและเข้มแข็งแต่ CSR ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก ประเทศอินโดนีเซียก็อยู่ในสภาพคล้ายกันแต่ความก้าวหน้าด้าน CSR ของอินโดนีเซียก็ไปได้ดี

    ผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจต่อ CSR

    ผลกระทบต่อ CSR ขึ้นอยู่กับประเภทของ CSR และการหาทุนขององค์กร NGOCSR ที่อยู่ในลักษณะของการบริจาคหรือทำทาน (philanthropy) จะได้รับผลกระทบกระเทือนค่อนข้างมากเนื่องจาก รายได้ขององค์กรและบริษัทลดลงมาก บางกิจการถึงกับขาดทุนทำให้ผู้ถือหุ้นต้องการลดกิจกรรม CSR ลง

    CSR ประเภทที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ (ระยะยาว) ขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรใหญ่ๆ ที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อทำ CSR โดยเฉพาะ จะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนมาก เช่น มูลนิธิ Mitsubishi หรือมูลนิธิ Bill and Melinda Gates เป็นต้น เพราะมูลนิธิเหล่านี้มีการวางแผนระยะยาว

    CSR ที่ฝังตัวอยู่ในธุรกิจขององค์กรจะ ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนมาก เช่น บริษัทโคคา-โคลา มีแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำที่ดีซึ่งเกี่ยวกับธุรกิจหลักของเขาโดยตรง โคคา-โคลาจะเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำอย่างแน่นอน

    CSR ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์พลังงาน การพัฒนาพลังงานทางเลือกหรือการพัฒนากลไกที่สะอาดจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และตรงกันข้ามอาจมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาคมยุโรปเล็งเห็นอันตรายจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

    CSR ประเภทธรรมาภิบาลหรือการบริหารกิจการที่โปร่งใส ยุติธรรมต่อลูกค้า ลดการโกงและการละเมิดลิขสิทธิ์ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นหากธุรกิจนั้นต้องการที่จะอยู่ต่อไปในระยะยาว

    บทสรุป

    องค์กร NGO ในประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้เวลานี้ช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งของ CSR นำความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละองค์กรมาแลกเปลี่ยนกันและสนับสนุนกันในการพัฒนาที่ยั่งยืน

    การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (CSR) ในประเทศกลุ่มอาเซียนระยะนี้ (ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ เราน่าจะเน้น 4 ด้านด้วยกัน คือ 1) การสร้างความเข้าใจว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจคืออะไร เป็นการสร้างภาพลักษณ์หรือน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น 2) การฝึกอบรมพนักงานในองค์กรให้เข้าใจ มีความสามารถและมีความรักในการทำกิจกรรม CSR 3) การจูงใจให้ธุรกิจเล็กหรือใหญ่ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม 4) และอย่าให้ธุรกิจลืมว่าการบริหารงานด้วยความยุติธรรมและด้วยความโปร่งใสเป็นพื้นฐานของการรับผิดชอบต่อสังคม

    อ้างอิง

    * ข้อมูลจาก CSR International

    ** President Chino ADB (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว)

    คอลัมน์ CEO Talk
    โดย ดร.อัศวิน จินตกานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส มูลนิธิอนุรักษ์พลังงานแห่งประเทศไทย

    Total Views: 24 ,



    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply