Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

ความรู้ล่าสุด

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


www.usps.org best payout online casino for usa online blackjack for real money caribbean stud poker at las vegas www.usps.org/ play tri card poker online www.usps.org usa casinos accepting paypal www.usps.org

“รงค์ วงษ์สวรรค์ กรรมกรน้ำหมึก

Pinterest



“นักเขียนน่ะเป็นอาร์ตเลเบอร์ เป็นคนทำงานทางศิลปะ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหรอก ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เทวดา มาเกิด เป็นคนทำงานชนิดหนึ่งเหมือนกับคนตีเหล็ก เหมือนคนไถนา นักเขียนน่ะทำงานหนักแทบบ้า” “รงค์ วงษ์สวรรค์

“รงค์ วงษ์สวรรค์ (เป็นชื่อจริง ไม่ได้ มาจากณรงค์ วงษ์สวรรค์ อย่างที่คน ส่วนใหญ่เข้าใจ) เกิดที่คลองมะขามเฒ่า ชัยนาท เมื่อ 20 พฤษภาคม 2475 คุณพ่อเป็นวิศวกรกรมชลประทาน คุณแม่เป็นชาวสวน สมรสกับ “มาดามวารินชำราบ” สุมาลี ตระการไทย มีบุตรชาย 2 คน วงดำเลิง-สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์

วัยเด็กอยู่กับยายที่โพธาราม และเพราะพ่อต้องออกไปทำงานตามป่าเขาจึงต้องช่วยแม่ทำมาหากินอีกทางตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี โดยนำขนมที่แม่ทำไปขายที่โรงเรียน แม้ภายหลังจะเข้ามาเรียนชั้นมัธยมที่ โรงเรียนอำนวยศิลป์ กรุงเทพฯ แต่ปิดเทอมก็จะกลับบ้านไปช่วยแม่หาบแตงโมขาย

เป็นศิษย์อำนวยศิลป์รุ่นลมหวน ร่วมรุ่นกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.อ.วันชัย เรืองตระกูล และทวี ชูทรัพย์ (อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์) เป็นต้น เข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผลการเรียนดี แต่ถูก ให้ออกเพราะทะเลาะกับครู

ตั้งแต่เด็กถูกปลูกฝังให้รู้จักกับวรรณคดีเพราะต้องอ่านให้พ่อและยายฟัง ต่อมาเริ่มเขียนหนังสือลงจุลสารโรงเรียนเตรียมอุดม พึงใจและรับผลสะเทือนจากสำนวนสวิง ของ วิตต์ สุทธเสถียร ครั้นมีผลงานของ ตัวเอง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกสำนวนของเขาว่าสำนวน “เพรียวนม”

เมื่อออกจากโรงเรียนเคยเป็นนายท้ายเรือโยงจากบางบัวทอง นนทบุรี ไปสุพรรณบุรี เคยไปคุมปางไม้ที่ฝาง เชียงใหม่ กลับกรุงเทพฯ แสดงภาพยนตร์ ในบทพระรองเรื่องชั่วฟ้าดินสลาย และเป็นนายแบบนิตยสาร ทำให้รู้จัก ม.ล.ต้อย ชุมสาย ศิลปินถ่ายภาพนู้ดของไทย ได้เรียนการถ่ายภาพจาก ม.ล.ต้อย ซึ่งชักนำไปรู้จักคนในวงการหนังสือพิมพ์ด้วย กระทั่ง ได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ใช้นามปากกา “ลำพู” เขียนคอลัมน์ “รำพึง-รำพัน” ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ทำให้ ชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จัก ก่อนมีผลงานรวมเล่มเรื่อง หนาวผู้หญิง ตีพิมพ์ พ.ศ.2503

งานเขียนของ “รงค์ วงษ์สวรรค์ มีหลายประเภท ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น ปกิณกะ บทความ ฯลฯ ผลงานที่จัดพิมพ์รวมเล่มแล้วมีประมาณ 100 เล่ม สมาคม นักเขียนแห่งประเทศไทยประกาศเกียรติคุณเป็น 1 ใน 15 นักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น ของไทยในวาระครบรอบร้อยปีเรื่องสั้นไทย พ.ศ.2528 คณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติ ประกาศเชิดชูเกียรติ “รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นศิลปินแห่งชาติสาขา วรรณศิลป์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538

คนที่นำทางให้ “รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้เกิดในวงการนักเขียนและหนังสือพิมพ์คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ซึ่ง “รงค์ ถือเป็นครู ก่อสร้างอนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้จนวันสุดท้ายของชีวิต “รงค์เริ่มทำงานจากคนตรวจปรู๊ฟที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จนเมื่ออายุ 23 ปี (2498) จึงได้รับมอบหมายให้เขียนประจำคอลัมน์ “รำพึง-รำพัน” โดย “ลำพู” ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์และชื่อเสียงกระฉ่อนกระจายนับแต่นั้น

ผลงานที่โด่งดังเด่นชัดก็คือ สนิมสร้อย (2504) และดังโด่งมากตามมาอีก หลังกลับมาจากการใช้ชีวิตในซานฟรานซิสโก 4 ปีกว่า ก็คือใต้ถุนป่าคอนกรีท 3 ขบวน (2511) และเสเพลบอยชาวไร่ (1 ใน 100 หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน) ควบขบวน ผู้มียี่เกในหัวใจ (2512)

ช่วงนี้เองที่ “รงค์เริ่ม “ลูกเล่น” ของเขาด้วยการเติมวงเล็บ “หนุ่ม” ไว้ท้ายชื่อ สร้างความฮือฮา ฉงนฉงายแก่คนทั่วไป ขณะเดียวกันก็กลายเป็นจุดเด่นที่ดึงชื่อเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดติดต่อกันหลายปี

“ความจริงเราวงเล็บเล่นๆ เป็นวิธีการโปรโมชั่นแบบอเมริกัน ให้คนถามว่า วงเล็บทำไม ถ้าตราบใดเขายัง keep asking ว่า วงเล็บทำไม แสดงว่าเขายัง ไม่ลืมเรา เป็นเลศกลโฆษณาเท่านั้นเอง ตอนหลังชักจะไปกันใหญ่ ไอ้แต๋ว (สุวรรณี สุคนธา) ก็มาวงเล็บสาว มีบางคนวงเล็บม่าย บางคนวงเล็บโสด พลอยสนุกไปด้วย วุ่นวายกันเปลืองเหล้าชิบหาย ตอนหลังเราก็ปลดออก ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ แต่ดันมีคนมาบอกว่า ที่วงเล็บหนุ่มนี่หมายถึงลูกเราเขียน-ไอ้บักหำน้อย (หัวเราะ) เลยเอาออกดีกว่า”

ส่วนที่ให้สัมภาษณ์หรือเขียนไว้ในทุกที่ว่า จะหยุดอายุไว้ที่ 28 เจ้าตัวมีคำอธิบายหลังจากนั้นหลายปี

“ยี่สิบแปดเป็นอายุที่เรากำลังแจ่มใจที่สุด ในการทำงาน ในความว่องไว ในความอะไรต่างๆ ก็อยากจะหยุดอายุไว้แค่นี้ ตอนนี้ก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ ยังคิดว่าเราเป็นหนุ่มอยู่เสมอ เพราะถ้าเราคิดว่าเป็นคนอายุหกสิบหกเมื่อไหร่ เราทำงานอะไรไม่ได้หรอก นั่งคุยกับพวกนายก็ไม่สนุก เราต้อง keep young and look young รักษาความเป็นหนุ่มเอาไว้ จะได้มีความกระปรี้กระเปร่า ทั้งๆ ที่สังขารมันไม่เอื้อเฟื้อแล้ว แต่นี่คือสิ่งจำเป็น เพราะเราทำงานกับตรงนี้ (ชี้ที่ขมับ) อย่าให้ตรงนี้มันแก่ไปด้วย”

ระหว่างพอศอนี้เขารวมตัวกับศิลปินละแวกหน้าพระลานและเพื่อนหนุ่ม จัดทำนิตยสารรายเดือน “เฟื่องนคร” โดยมีนามสกุลห้อยท้าย ที่ HIP (High Individual Person) สุดสุดทั้งในพอศอ 2512 และยังทันสมัยอยู่จนถึงปัจจุบัน

ในด้านงานเขียน เขาหอบหิ้วต้นฉบับใหม่เอี่ยม นวนิยายขนาดสั้น หอมดอกประดวนมาจากอเมริกา เพื่อมอบให้สำนักพิมพ์ โอเลี้ยง 5 แก้วของอาจินต์ ปัญจพรรค์ แต่ด้วยเหตุผลอันขัดต่อธรรมจริยาของสำนักพิมพ์ซึ่งบางคนสัพยอกว่า “ห่มจีวร” ต้นฉบับจึงถูกส่งต่อให้กับสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

ขณะเดียวกันด้วยพิมพ์ดีดเครื่องเดิมที่เขียนเรื่องเมืองไทยด้วยความคิดถึงเมื่อตอน อยู่อเมริกา ก็เร่งผลิตสารคดีเชิงนวนิยาย ประจานชีวิตคนไทยในอเมริกา ในชื่อใต้ถุนป่าคอนกรีท คราวนี้สำนักพิมพ์ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ จัดพิมพ์เป็นเล่มพิเศษแบบเปเปอร์แบคต่างกว่าทุกเล่ม ด้วยยอดพิมพ์ชั้นต้น 15,000 เล่ม

ใต้ถุนป่าคอนกรีทขายดีมาก จนอาจินต์ต้องพิมพ์ซ้ำอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3,000 เล่ม เรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องสุดขีดของเขา งานเขียนที่พิมพ์ในช่วงนี้ส่วนมากเป็นหนังสือ ปกอ่อน ทุกเล่มได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นใต้ถุนป่า คอนกรีท ทั้ง 4 เล่ม 3 ขบวน หรือสารคดีกึ่งนิยายเก็บเกี่ยวจากอเมริกา เช่น หลงกลิ่นกัญชา, อเมริกันตาย, นิราศดิบ, ดอกไม้ดอลล่าร์

และงานรำพึงรำพันในนามของ “ลำพู” ที่เขียนส่งมาจากแอลเอ.ก็ได้รับการรวมพิมพ์เป็นเล่ม เช่น เสเพลบอยชาวไร่, ผู้มียี่เกในหัวใจ, หัวใจที่มีตีน, ไอแมลงวันที่รัก

“รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยเขียนคอลัมน์ประจำในเดลินิวส์ฉบับวันพุธ ยุคที่ สนิท เอกชัย เป็นกัปตัน และเขียนเรื่องสั้นในไทยรัฐฉบับสารพัดสี-วันอาทิตย์เป็นครั้งคราว มีผลลัพธ์เป็นหนังสือปกอ่อน 2 เล่ม คือ ปีนตลิ่ง และกรุงเทพฯรจนา

อีกสนามที่เขามีความผูกพันฉันเพื่อน ต่อกันอย่างล้ำลึกและยาวนาน คือสนาม ฟ้าเมืองไทยของอาจินต์ ซึ่งเขาประเดิมด้วย “ใต้ถุนป่าคอนกรีท ขบวน 2″ แล้วสลับด้วยคอลัมน์ “00.00 น.” จากนั้นจึงต่อด้วยขบวน 3 และขบวนจบ

ปี 2515 “รงค์ลาออกจากสยามรัฐ เขียนหนังสืออยู่กับบ้านโคนต้นไม้ริมคลอง นนทบุรี เขาเขียนนวนิยายอย่างผู้ดีน้ำครำ, นักเลงโกเมน, ดลใจภุมริน, นาฑีสุดท้ายทับทิมดง และอีกบางเรื่องลงพิมพ์ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ในนิตยสารจักรวาลของพนมเทียน ขณะเดียวกันก็เขียนรายงานเชิงข่าวให้กับสยามรัฐรายวัน เป็นที่มาของหนังสือเล่ม ตาคลี น้ำตาลไม่มีเสียงร้องไห้, สัตหีบ ยังไม่มีลาก่อน และต่อมาก็เขียนคอลัมน์ประจำในเสียงปวงชน

งานเขียนช่วงหลังของเขา แม้พลังในตัวหนังสือจะไม่อ่อนล้า แต่รูปแบบการเขียนก็เปลี่ยนไป เสมือนย้อนกลับไปสู่การเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง คือการเขียนคอลัมน์ในรูปแบบของ “รำพึงรำพัน” กระนั้นความคมคายในการมองปัญหาชีวิตและสังคมก็คมเข้มขึ้นตามวัย เหมือนอย่างที่ ลาว คำหอม เคยเอ่ยถึงเขาไว้ว่า “นักเขียนผู้ได้รับการยอมรับว่า เป็นนักมองชีวิตที่ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตนเห็นยิ่งคนหนึ่ง”

ต้นเดือนมกราคม 2518 “รงค์ วงษ์สวรรค์ เริ่มต้นคอลัมน์ประจำชุดใหม่ของเขาในนิตยสารฟ้าเมืองไทย ชื่อ “รงค์ วงษ์สวรรค์ 518 ตามตัวเลขท้ายของปี พ.ศ.นั้น หลังจากฟ้าเมืองไทยปิดตัวเองลง ผู้อ่านก็พบเขาเป็นประจำในมติชนสุดสัปดาห์ ในท่วงทำนองของ “รำพึงรำพัน” ที่เคยโด่งดังในอดีต ในรูปแบบของความคิดที่สุขุมลุ่มลึกตามวัยของความเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งแห่งวงการ เขาเขียนที่นี่จวบจนวาระสุดท้าย

ปี 2529 “รงค์ตั้งหลักแหล่งใหม่ที่สวนทูนอิน โป่งแยง เชียงใหม่ จากนั้นตัวละครแห่งชีวิตของป่าและบ้านบนดอยของเขาก็เรียงหน้ากันมาแสดงบทบาทบนหน้ากระดาษของมติชนสุดสัปดาห์ จากสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ทั้งขุนนางป่าและเสนาเมืองต่างยกขบวนกันมามากมายและมาชุมนุมกันพร้อมหน้าเมื่อรวมพิมพ์เป็นเล่มในชื่อ ขุนนางปี่ ขุนนางแห่งชีวิตภายในบ้านและรอบบ้านอันเป็นรังนอนสุดท้ายของชีวิต

“รงค์เจ็บป่วยด้วยอาการไตวายมากว่า 8 ปี รักษาตัวโดยมีภรรยาคอยดูแลใกล้ชิด เจ้าตัวไม่เคยย่อท้อที่จะมีชีวิตต่อ ต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่ก็ถึงเวลาจากไปในที่สุดก่อนอายุจะครบ 77 ปีไม่นาน

“รงค์ วงษ์สวรรค์

Contemporary Artist ตัวพ่อ

“เทพศิริ สุขโสภา” ศิลปินอิสระ นักเขียน เห็นพ้องกับใครหลายคนว่า “รงค์ วงษ์สวรรค์นี่แหละที่เป็น “Contemporary Artist” แท้ ด้วยว่าเมื่อดูจากงานเขียนแล้ว ล้วนข้ามพรมแดน ข้ามยุค ข้ามสมัยอย่างไม่เคอะเขิน ไม่จำกัดตัวเองไว้กับยุคสมัยใด มีเพื่อนพ้องใกล้ชิดไล่เรียงทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกที่มา หาขอบเขตไม่พบ

“จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร” เด็กหนุ่มวัย 25 แฟนเหนียวแน่นของ “รงค์ วงษ์สวรรค์ บอกได้ถึงอิทธิพลที่ไม่มีพรมแดนนั้น

เริ่มหลงใหลงานเขียนของ “รงค์ ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.5 แสดงออกจริงจังด้วยการไล่อ่านเกือบทุกเล่ม สนใจศึกษา เข้าประชุมพูดคุยกับกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่วัยต่างกันเท่าตัว นุ่งกางเกงขาสั้นไปเฝ้าฟัง แอบฟังในทุกที่ที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับ “รงค์ วงษ์สวรรค์ แม้ใครจะสงสัยว่า “คงแค่คลั่งไคล้ชั่วคราว” ก็ช่าง

ระหว่างติดตามงานและศึกษาอย่างจริงจังนั้น เขาเขียน เขียน และเขียน ส่งงานชิ้นแล้วชิ้นเล่าฝากคนไปให้ “รงค์อ่าน แจ้งให้ทราบทุกครั้งเมื่องานได้รับการตีพิมพ์ ยิ้มรับคำแนะนำแล้วกลับไปเขียน เขียน เขียนตามที่ “รงค์บอก ต่อมาดั้นด้นขึ้นไป จนพบ “รงค์ วงษ์สวรรค์ บนสวนทูนอิน

บัดนี้เด็ก ม.5 จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ใฝ่ฝันจะทำงานบนฟ้า แต่ยังคงเขียนหนังสือ มีผลงานทั่วไปรวมเล่มอย่างงดงาม

- ทำไมถึงอ่านหนังสือของ “รงค์ วงษ์สวรรค์ ทั้งที่คนรุ่นเดียวกันไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

ผมพบหนังสือ เสเพลบอยชาวไร่ และผู้มียี่เกในหัวใจ ด้วยความบังเอิญ แทรกอยู่ในกองหนังสือที่บ้านของคุณอา สงสัยว่า คำว่า เสเพลบอย และ ผู้มียี่เก มันแปลว่าอะไร เป็นคำผสมที่แปลกตา เรียนภาษาไทยมาตั้งนานไม่เคยเห็น พออ่าน เห็นชื่อ ตัวละครหลายตัวที่ยิ่งชวนงงเข้าไปอีก อย่าง แจ้ง ใบตอง เฉ่ มะเขือพวง ทอง มะขามอ่อน ฝืด ตำแย โดยเฉพาะ ท้วย ทับทิม ที่ชื่อบอกในเชิงเกียจคร้าน ยิ่งยั่วให้ติดตามอ่านจนจบ ผมเริ่มหลงใหลสำนวนภาษาแปลกๆ แบบนี้ แล้วก็สืบเสาะหามาอ่านอีกเท่าที่หาได้

ดังนั้นผมรู้จักกับอาปุ๊ผ่านตัวหนังสือ ผมอ่านด้วยความทึ่งในภาษาก่อนเป็นอันดับแรก บางครั้งท่านหยิบเอาภาษาโบราณของคนยุคก่อน อ่านยาก อ่านครั้งแรกหงุดหงิด ว่าทำไมต้องเขียนให้อ่านยาก ขี้เกียจคิด ขี้เกียจแปลไทยเป็นไทย

แต่ผมว่านี่คือความท้าทาย จึงลองอ่านเพื่อเอาชนะ อ่านอย่างตั้งใจและเปิดใจ ทำให้ผมมองเห็นว่าภาษาที่ผูกสร้างขึ้นมาในแบบฉบับของอา นำผมเข้าไปสัมผัสเรื่องราวที่เขาเขียนถึงได้ในระดับสะเทือนใจ แต่มันก็เป็นความประทับใจสำหรับวัยรุ่นที่ฟุ้งเฟ้อไปด้วยอารมณ์ แต่ขาดแคลนคำมาอธิบาย ผมรู้แค่ว่าความเพลิดเพลินในหนังสือของอา คือการเดินเถลไถลไปกับภาษา เข้าไปเก็บเกี่ยวถ้อยคำและถ้อยความที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่ระหว่างบรรทัด คำบางคำผมไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ได้เห็นและทำให้รู้ว่าภาษาไทยมีคลังคำมหาศาล

- งานคุณ “รงค์มีอิทธิพลกับคุณแค่ไหน

ก็ช่วงที่เด็ก ม.ปลายหลายคนกำลังเตรียมอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์ เตรียมวางแผนชีวิตในมหาวิทยาลัย ผมตั้งหน้าตั้งตาอ่านบางลำภูสแควร์ซึ่งเป็นเล่มที่แสดงภาพวัยรุ่นหรือวัยแสวงหาได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะเป็นวัยรุ่นในยุคเมื่อ 50 ปีก่อนก็ตาม แต่ “ยุคสมัย” เป็นเพียงเงื่อนไขภายนอก เป็นแค่กระพี้ปลีกย่อย ส่วนแก่นแท้ของวัยนี้ไม่ว่าจะยุคใด สมัยใด จะย้อนกลับไปถึงกรุงศรีอยุธยาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อลองไปอ่านเสภาขุนช้างขุนแผน วรรณคดีที่อาปุ๊อ่านซ้ำบ่อยมาก นั่นคือความสับสน ฉูดฉาด สุดโต่ง ไร้จุดหมาย และมีความขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งอาปุ๊ฉายภาพเหล่านี้ได้ครบทุกแง่มุม

คนหนุ่มสาวมีจิตใจรักอิสระ และผมเชื่อว่าวัยนี้เกือบทุกคนรักการท่องเที่ยว แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะรู้จักการเดินทาง หลายคนพยายามที่จะออกแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ไปจากความคุ้นชินเดิม ด้วยการออกไปพบกับคนต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างภาษา เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในชีวิต

ความต้องการที่เรียกร้องอยู่ภายในของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้สะท้อนออกมาอย่างเข้มข้นในหนังสือขบวนใต้ถุนป่าคอนกรีท และหลงกลิ่นกัญชา และยังกระจายสอดแทรกอยู่ในหลายๆ เล่ม ผมเองก็ได้รับอิทธิพลจากหนังสือเล่มนี้มาก เป็นแรงกระตุ้นให้ขวนขวายเดินทาง แต่ชีวิตผมก็ยังตื้นเขิน และจัดตัวเองเอาไว้เป็นเพียง “นักท่องเที่ยว” เท่านั้น ผมยังไปไม่ถึงหรือยังไม่เข้าถึงแก่นของการเดินทาง อาจเป็นเพราะผมหยิบจับแค่ภาพฉาบฉวยหรือ แค่เพียงความเท่ เป็นแฟชั่นของยุคสมัยเท่านั้น

- แล้วเมื่อเทียบกับงานที่เขียนมาให้วัยรุ่นปัจจุบันอ่าน เหมือนหรือต่างกันแค่ไหน

ผมเชื่อว่าหนังสือของ “รงค์ วงษ์สวรรค์ อ่านได้ในหลายช่วงวัย อรรถรสและความเข้าใจในเนื้อหาจะลึกซึ้งขึ้นตามประสบการณ์ของผู้อ่าน

สมัยนี้งานเขียนแนวเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยวในเมืองใหญ่กำลังนิยมในหมู่คนอ่านรุ่นใหม่ และดูเหมือนว่าตัวละครรวมถึงผู้อ่านจะพยายามดิ้นรนหาทางสำรวจภายในจิตใจ ตัวเองมากขึ้น

เรื่องพวกนี้ผมว่า “รงค์ วงษ์สวรรค์เขียนมาแล้ว แถมยังเขียนไปไกลกว่านั้น เพราะไม่เพียงสำรวจตัวเอง เพื่อเข้าใจตัวเอง แต่สะท้อนจิตใจของตัวละครที่หลากหลายอาชีพ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง

นอกเหนือไปจากความสามารถในเรื่องการใช้ภาษาและเนื้อหาที่มีสีสัน มีความ จริงใจกับผู้อ่านแล้ว เขายังเป็นปากเป็นเสียงแทนผู้อ่าน ทำให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้อ่านได้

ตัวตนของ “รงค์ วงษ์สวรรค์ เองก็เป็นชีวิตในฝันของหลายคนรวมถึงวัยรุ่นปัจจุบัน คือชีวิตของเขาไม่เคยเชย งานเขียนของเขา ชีวิตของเขาจึงช่วยเติมความฝันเราให้ เต็มอิ่มได้ เป็นความฝันของผู้ที่อยากจะมีชีวิตที่สันโดษ ชีวิตที่ให้ผู้อื่นโดยไม่เลือก ยศ ฐานะบรรดาศักดิ์และอายุ

“ผมว่าทั้งชีวิตของ “รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นชีวิตที่สมบูรณ์สำหรับผู้อื่นโดยแท้จริง”




Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>