ร้านหนังสือ 24 ชั่วโมง

Pinterest





  • ไทเปเป็นเมืองอะเมซิ่งค่ะคุณขา แล้วก็ amazing ในความหมายจริงๆ เสียด้วย ไม่ใช่แค่สักแต่อ่านออกเสียงให้มันเดิ้นๆ แบบที่บ้านเราชอบทำกันเวลาพูดถึงเรื่องเที่ยวที่จะต้องให้แปลกประหลาดเข้าไว้ หรือไม่ก็ต้อง unseen เท่านั้นถึงจะขายได้

    เมืองไทยอะไรที่ธรรมดาสามัญเขาไม่ขายกันค่ะ

    แต่แปลกจัง “อะเมซิ่ง” หลายอย่างที่ไทเปนั้นเป็นอะเมซิ่งในความธรรมดาสามัญเสียนี่กระไร คือไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อจะโด่งดัง แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนที่นั่นอยู่แล้ว

    ความมหัศจรรย์อันสามัญธรรมดาที่น่าทึ่งนี่เองที่ทำให้คุณอุ๋มอิ๋มแห่ง “รักแรกอุ้ม” ถึงกับอุทานเป็นประโยคขึ้นต้นสารคดีที่เธออยากเขียนว่า “ไต้หวัน-ที่ซึ่งไม่อยากไป แต่ไปแล้ว

    ไม่อยากกลับ”

    สำหรับเรา 2 คนเป็นเช่นนั้นจริงค่ะ

    ไม่น่าเชื่อว่ามหานครนอกสายตาบรรดานักเดินทางทั้งหลายจะมีอะไรให้ทึ่งได้ปานนี้ ถนนสายหนังสือก็หนึ่งล่ะ แต่ยังไม่พอค่ะ ยังมีร้านหนังสือที่เปิด 24 ชั่วโมงให้บรรดานักอ่านยามราตรีได้เพลิดเพลินกันสุดฤทธิ์สุดเดชอีกด้วย

    เรื่องร้านหนังสือ 24 ชั่วโมงนี้ก็ได้มาจากงานไทเปบุ๊กแฟร์นั่นแหละ ในฐานะที่เป็น guest of honour ทำให้เรามีโอกาสได้เข้าเยี่ยมชมร้านหนังสือใหญ่ที่สุดในไทเปซึ่งตั้งอยู่ในย่านซินยี่ (Xin-yi District) ไม่ไกลจากตึก 101 เท่าไหร่ เดินเท้าก็น่าจะราวๆ 10 นาที

    ร้านหนังสือชื่อ “เอสลิต” (Eslite) แผลงมาจากคำ elite ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงพวกชนชั้นสูงผู้ลากมากดีในสมัยศตวรรษที่ 12 เมื่อนำมาใช้เป็นชื่อร้านมีการเพิ่มตัวอักษรเข้าไป แต่ยังคงความหมายแฝงที่แสดงให้เห็นตัวตนของร้านหนังสือแห่งนี้ว่ามีระดับต่างไปจากร้านหนังสือทั่วไปที่เรียงรายอยู่ตามถนนซื่อเหมินติ้ง

    เอสลิตสาขาซินยี่ที่ว่าใหญ่นั้นใครไม่เคยไปเห็นรับรองว่านึกไม่ออก เพราะมีทั้งหมด 8 ชั้น ชั้นแรกเป็นสินค้าแฟชั่น ชั้น 2 เป็นพื้นที่สำหรับแมกาซีน นิยายและหนังสือออกใหม่ ชั้น 3 เป็นหนังสือคอลเล็กชั่นพิเศษต่างๆ รวมทั้งหนังสือหายากและหนังสือเพื่อการสะสม ชั้น 4 น่าสนใจที่สุดเพราะมีหนังสือญี่ปุ่นล้นหลาม เนื่องจากหวู ชิง หยู (Wu Ching-yu) ท่านประธานของเอสลิตเป็นนักเรียนญี่ปุ่น จึงหลงใหลคลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ ในชั้นนี้ยังมีหนังสือประวัติศาสตร์ ศิลปะ รวมทั้งเครื่องเขียนที่สรรหาของน่าใช้มาจัดวางได้งามหยด และยังมีแผ่นซีดีเพลงแนวดนตรีธรรมชาติ คลาสสิก และเพลงหายากเพียบ ส่วนดนตรีแนวพ็อปนั้นไม่ต้องถามหา เพราะที่นี่เป็น “เอสลิต” นี่คะ

    ชั้น 5 เป็นร้านอาหารและร้านหนังสือเด็กที่กว้างขวางโอ่อ่า มีที่ให้เด็กได้นั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือร่วมกับผู้ปกครองแสนสบาย ส่วนชั้น 6 เป็นห้องประชุมใช้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ดูหนังฟังเพลง แล้วยังมีฟู้ดคอร์ตและของกินของใช้ทั่วไปในชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้น เรียกว่ากิจกรรมทุกอย่างรวมกันอยู่ในตึกเดียวนี้ จึงไม่ต้องเดือดร้อนกับเรื่องฝนตกแดดออก

    สำหรับร้านหนังสือ 24 ชั่วโมงนั้นเป็นสาขาหนึ่งของเอสลิตที่ถนนตุนหวา (Tunhua) ซึ่งเปิดบริการด้วยความบังเอิญ เนื่องจากในวันเปิดร้านปี 1995 นั้นมีโปรโมชั่นพิเศษเอาใจคนนอนดึกด้วยการเปิดจนถึงเที่ยงคืน ปรากฏว่าคนแห่มาร่วมงานมืดฟ้ามัวดินกว่า 5 หมื่นคน ถึงขนาดคอยคิวเข้าร้านตั้งแต่ตี 4 และทำยอดขายแค่วันเดียวได้ถึง 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในปี 1997 ฝ่ายบริหารได้ทดลองเปิดร้านที่สาขานี้จนถึงเที่ยงคืนควบคู่ไปกับสาขามหาวิทยาลัยไต้หวัน ซึ่งก็มีกระแสตอบรับน่าพอใจ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดร้านสาขาตุนหวาตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อปี 1999 ในวาระฉลองครบรอบ 10 ปีการก่อตั้งเอสลิต ทำให้เอสลิตตุนหวากลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ สถานที่นัดพบยอดนิยมตอนกลางคืนของคนไทเป จนนิตยสารไทม์เอเชียระบุให้เป็น a must-see places และยกย่องให้เป็นร้านหนังสือดีที่สุดแห่งเอเชีย

    เวลาผ่านไป 10 ปีแล้ว ร้านเอสลิตสาขานี้ก็ยังคึกคักด้วยบรรดาหนอนหนังสือสายพันธุ์นกฮูกซึ่งจะมาชุมนุมกันหนาแน่นที่สุดระหว่าง 4 ทุ่มจนถึงตีสอง ความน่าสนใจของร้านไม่ได้อยู่แค่ปริมาณหนังสือจำนวนมหาศาลจากทุกมุมโลก แต่อยู่ที่บรรยากาศของร้านโดยรวมที่ส่งเสริมการอ่านสุดฤทธิ์ เพราะจัดมุมต่างๆ แยกหนังสือเฉพาะประเภทให้คนเข้าร้านหยิบจับมาอ่านง่ายแบบไม่หวง จะนั่งเปิดอ่านเพลินจนจบเล่มโดยไม่ควักตังค์ซื้อก็ไม่มีใครว่า หรือจะงีบหลับเอาแรงในมุมสงบก็ไม่ถูกไล่ ส่วนใครที่ชอบฟังเพลงคลาสสิกละก็ สวรรค์เป็นของคุณเลยค่ะ เพราะที่ร้านเปิดคลอเบาๆ อยู่ตลอดเวลา

    ในบรรยากาศแบบนี้ใครบางคนถึงกับเปรียบเทียบว่า

    เอสลิตตุนหวาก็คืออีกภาคหนึ่งของการท่องราตรี เพียงแต่ที่นี่เป็นไนต์คลับของนักอ่านในสถานที่สะอาดสะอ้านโอ่โถง พื้นกระดานมันวับน่านั่ง มีแสงไฟสว่างไสวเพียงพอ มีเสียงดนตรีไพเราะบางเบาแทนเสียงอึกทึกครึกโครมของดิสโก้ และทุกคนมาที่นี่ก็เพื่อแสวงหาความสุขดุจเดียวกัน

    ทั้งหมดนั้นต้องยกเครดิตให้กับท่านประธานหวู ซึ่งเป็นนักอ่านตัวยงและชื่นชมหลงใหลในศิลปะทุกแขนง เขาตั้งใจสร้างร้านหนังสือแห่งนี้ขึ้นมาเป็นต้นแบบร้านหนังสือที่ดีของไต้หวัน ต้องการสร้างวัฒนธรรมใหม่กระตุ้นการอ่านในหมู่ชาวไต้หวันโดยเฉพาะ วัฒนธรรมเอสลิตจึงเป็นไลฟ์สไตล์ที่มีรสนิยมพิเศษในการบริโภคศิลปะและวัฒนธรรมอย่างสุนทรีย์ โดยไม่เน้นเรื่องการค้าขายหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เป็นสถานที่ซึ่งผ่อนคลายอบอุ่นเป็นกันเองในหมู่นักอ่าน

    และแน่นอนด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ทำให้เอสลิตทิ้งห่างร้านหนังสือด้วยกันแบบไม่เห็นฝุ่น หลังจากเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1989 บัดนี้เอสลิตมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 49 แห่งทั่วไต้หวัน แต่สาขาตุนหวาเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่เปิด 24 ชั่วโมง ทำยอดขายต่อเดือนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

    และปัจจุบันเอสลิตยังเป็นร้านหนังสือเพียงร้านเดียวในโลกที่ไม่เคยหลับใหล

    คอลัมน์ Dejavu
    โดย สุมิตรา จันทร์เงา

    Total Views: 24 ,



    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply