ราศีเมษ Aries (13 เม.ย.-13 พ.ค.)
ความรัก ความสัมพันธ์ของคุณ 2 ถ้วย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคู่รัก การปรับความเข้าใจ การมอบของขวัญแก่กัน บางคนได้พบบุคคลที่สอดคล้องกันไปหมดทุกอย่าง
ข้อคิดชีวิตคุณช่วงนี้ The High Priestess อย่ามองข้ามการใช้สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด หรืออาศัยจังหวะที่ฟ้าเปิดด้วยไหวพริบ การรับฟังคำปรึกษาจากสตรีที่เฉลียวฉลาด
ราศีพฤษภ Taurus (14 พ.ค.-13 มิ.ย.)
ความรัก ความสัมพันธ์ของคุณ The Hermit อาจต้องอยู่ไกลกันสักระยะ ด้วยภาระทางการเรียนการศึกษา หรือเป็นช่วงโดดเดี่ยว ต้องปลีกตัวเพียงลำพัง ความใฝ่ฝันใดๆ อยู่ในช่วงเงียบเหงาวังเวง
ข้อคิดชีวิตคุณช่วงนี้ 4 เหรียญ อย่าตระหนี่ถี่เหนียวมากเกินไปเลย มั่นใจในสิ่งที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นทุนด้านการเงิน ความสัมพันธ์ หรือสถานภาพทางสังคม เชื่อเถอะว่าคุณอาจมีมากกว่าอีกหลายคน
ราศีมิถุน Gemini (14 มิ.ย.-14 ก.ค.)
ความรัก ความสัมพันธ์ของคุณ มหาดเล็กคทา อาจพบรักกับคนอายุน้อยกว่า หรือกับคนเก่ามีเรื่องต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีสิ่งที่ต้องนับ 1 [...]
Share on Facebook
หนึ่งในต้นเหตุของปัญหาสารพัดอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้อยู่ที่ “ความเครียด”
เครียดมาก เครียดน้อย เครียดสะสม เครียดจริงจัง ไปจนถึงคนแอบเครียด ล้วนแต่ส่งผลร้ายทั้งนั้น ทั้งทางสุขภาพและทางจิตใจ รวมไปถึงระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะแปรปรวนไปด้วย แต่จะเป็นมากเป็นน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเครียดของแต่ละคนที่มีไม่เท่ากัน
ความเครียดจะเข้าโจมตีที่จุดอ่อนของแต่ละคน ถ้าทางร่างกายจะทำให้บางคนปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลีย ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดท้อง โรคกระเพาะ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง รวมไปถึงระบบภูมิต้านทานโรคลดลง ยิ่งไปกว่านั้น มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า คนที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังเป็นระยะเวลายาวนาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูง
แต่ถ้าเป็นทางจิตใจ คนที่มีความเครียดนานๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาในชีวิตได้ จะรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง อาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทำงานไม่ได้ ไม่สามารถรับผิดชอบครอบครัว ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติไม่ได้ จนบางรายอาจจะรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตายก็เป็นได้
รุนแรงและร้ายกาจเช่นนี้ ทักษะในการจัดการกับความเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคน หลักการคร่าวๆ คือ พยายามลดแรงกดดันให้เหลือน้อยที่สุด และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกดดัน
น.พ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า การเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกดดัน ทำได้โดยจัดการไม่ให้ความเครียดสะสมอยู่ในตัวเรา ถ้าจะเปรียบด้านร่างกายเราต้องอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน เพื่อขจัดสิ่งสกปรก เหงื่อไคล ด้านจิตใจก็เช่นกัน แต่ละวันเราต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบจิตใจ ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ทั้งบวกและลบ [...]
Share on Facebook
วงจรชีวิต (life cycle) ของ “แบรนด์” หรือการรับรู้ของคน ต่อตรงสินค้า เมื่อเทียบกับ วิวัฒนาการการเติบโตของ “มนุษย์เรา”ก็ไม่ต่างกันนัก คือมีที่เริ่มต้นตั้งแต่การเกิดขึ้น เติบโต ถึงจุดสูงสุด และปิดท้ายคือ “จุดจบ” แต่กว่าที่มาของแบรนด์หนึ่งๆ นั้น ล้วนแลกมาด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาล จึงทำให้บรรดาบริษัทต่างๆ ผู้ประกอบการหรือองค์กรคงไม่ยอมที่จะให้แบรนด์ที่ตนเองฟูมฟักมาอย่างยาวนาน ล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตาอย่างแน่นอนดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าในทุกวันนี้ บริษัทเจ้าของแบรนด์สินค้าต้องหาทุกวิถีทาง เพื่อคืนความหนุ่มสาวให้กับแบรนด์ หรือ Brand Rejuvenation หรือเรียกอีกอย่างว่า “แอ๊บเด็กให้กับแบรนด์” ก็ได้2 กรณีศึกษาฉบับนี้ อาจารย์บุริม โอทกานนท์ ประธานสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้หยิบยกมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลงานการศึกษา ของว่าที่มหาบัณฑิต ในสาขาการตลาดของวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย น.ส.นริสรา วานิกร นายพัฒน์ สัมปทานุกุล นายกิตติ ตรีทศายุทธ นายคฑาวุธ น.ส.พจนารถ โกมล และ น.ส.จิตต์อารี สุขอินต๊ะ ที่ได้เข้าไปเก็บข้อมูล ศึกษากรณีศึกษา “น้ำยาอุทัยทิพย์” [...]
Share on Facebook
ในโลกธุรกิจ มีความจริงข้อหนึ่งที่จริงเสียยิ่งกว่าจริงและเป็นสิ่งที่คนที่เคยผ่านการเริ่มต้นธุรกิจทั้งหลายเข้าใจกันได้ดี ว่าการที่ใครสักคนคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ ระหว่างความล้มเหลวและความสำเร็จนั้นมีเพียงเส้นบางๆ ที่กั้นไว้ เส้นบางๆ ที่แยกเอาไอเดียทางธุรกิจและโอกาสที่ไอเดียนั้นจะมีโอกาสกลายมาเป็นธุรกิจจริงๆ
ดังนั้นแม้จะมีความคิด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักธุรกิจได้ และนั่นถือเป็นช่องว่างที่แยกเอา “ความฝัน” และ “ความจริง” ออกจากกัน และถือเป็นจุดอ่อน แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเจ้าของเว็บไซต์หนึ่งมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ ที่ไม่เพียงจะสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็งและสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
ในเวลาเดียวกันยังเป็นการสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้มีเพิ่มมากขึ้น ด้วยการสร้างช่องทาง แห่งโอกาสในการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นความจริง และเปลี่ยนแผนธุรกิจที่เขียนบนกระดาษให้กลายเป็นธุรกิจได้
เว็บไซต์เจ้าของไอเดียนี้ใช้ชื่อว่า Quirky โดยสำหรับเจ้าของแผนธุรกิจสามารถเข้ามาโพสต์แผนธุรกิจของตัวเองไว้ในเว็บไซต์นี้ โดยเสียค่าบริการ 99 เหรียญสหรัฐ โดยเว็บไซต์นี้รับประกันว่า จะมีผู้คนจากหลากหลายสาขา และความเชี่ยวชาญ เข้ามาให้คำแนะนำ
และให้ความคิดเห็นเพื่อจะพัฒนาแผนธุรกิจและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งราคาแค่นี้คุ้มแสนคุ้มเพราะเป็นเหมือนการนำธุรกิจบนกระดาษให้เดินทางใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ได้แต่เพียงจะสามารถนำแนวคิดไปปรับปรุงแผนธุรกิจ สินค้า และบริการ แต่ในเวลาเดียวกันยังมีโอกาสที่เป็นไปได้มากว่าแผนธุรกิจที่โดนใจ
นักลงทุนจะมีโอกาสกลายเป็นธุรกิจจริงโดยที่เจ้าของแผนธุรกิจไม่ต้องลงเงินสักกะบาท เพราะบนเว็บไซต์เหล่านี้นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาให้ความเห็น ยังมีการคัดเลือกแผนธุรกิจที่ยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์
โดยแผนธุรกิจที่ได้รับการคัดเลือกจะได้มีการนำไปสร้างเป็นธุรกิจจริง และเจ้าของความคิดจะได้รับรายได้ 12 เปอร์เซ็น จากยอดขาย ขณะที่อีก 70 เปอร์เซ็นของรายได้ที่เหลือจะนำเข้ากองทุนสำหรับการสร้างผู้ประกอบการที่จะสะสมไว้สำหรับลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ต่อๆ ไป
ไม่รู้ว่าวันนี้มีธุรกิจที่กลายเป็นจริงไปแล้วไม่รู้กี่แผนเพราะยังไม่ได้มีการแจ้งไว้ แต่ ที่แน่ๆ นี่เป็นไอเดียสุดล้ำ และก้าวหน้า กว่าการประกวดแผนธุรกิจหลายๆ เวทีที่สร้างได้แต่ฝัน แต่ไม่สามารถทำให้ฝันกลายเป็นจริง
คอลัมน์ biz oops !
โดย why [...]
Share on Facebook
เขาว่าสินค้าที่มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้าขายยากขึ้น มีจำนวนมากขึ้น อายุของสินค้าที่จะโชว์ตามเชลฟ์ต่างๆ ก็สั้นลง แชมพูมีมากมายหลายยี่ห้อ สำหรับผมแต่ละแบบ ผมแห้ง ผมมัน ผมแตกปลาย ผมขาดการบำรุง ยังมีครีมบำรุงเคลือบให้ผมอยู่ทรง ครีมบำรุงแก้ผมเสียจากการดัด
สินค้าอย่างเพลงเองก็มีจำนวนมากมาย รวมทั้งหนังสือที่นับวันจะเป็นสินค้าที่มีอายุสั้นมาก คือราวๆ 2 อาทิตย์ก็จะต้องลงจากเชลฟ์ ไปกองรวมอยู่ในสต๊อกแล้ว ทั้งๆ ที่สินค้าเหล่านั้นเป็นของดีมีคุณภาพ
สินค้าที่ร้านไม่อาจจัดวางต่อไปได้เหล่านี้บางทีของชิ้นนี้ที่เชียงใหม่หรือที่ภูเก็ตอาจจะยังเป็นที่ต้องการอยู่ก็ได้
และของจำนวนนี้ก็มีอยู่มากในแต่ละอุตสาหกรรม ในแต่ละร้านค้า สินค้าส่วนหางที่ทำกำไรน้อยจำนวนมากมายเหล่านี้เองที่หากเราขาย หรือสร้างกลยุทธ์ในการขายได้อย่างเหมาะสมก็จะกลายเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไปในที่สุด
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการการตลาด ครั้งที่ 3 เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา หนึ่งในหัวข้อสัมมนาที่มีการพูดถึงในวันนั้นก็คือกลยุทธ์ long tail
โดยกฎของพาเรโต้ก็คือ 80/20 หมายถึงยอดขาย 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากสินค้าเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สินค้า “ส่วนหาง” ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ทำยอดขายได้เพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
แต่ถ้าเราสามารถขายสินค้า 80 เปอร์เซ็นต์นั้นได้อย่างละเล็ก ละน้อย ก็จะมีรายได้ที่ไม่น้อยกว่าสัดส่วนสินค้า 20 เปอร์เซ็นต์เลยก็ได้ แต่กฎก็คือสินค้าที่เหลือค้างในสต๊อกนั้นเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ก็ต้องมีการจัดการหลายช่องทาง และนั่นคือการจัดการสินค้าส่วนหางที่เราเรียกว่า [...]
Share on Facebook
เทคโนโลยีกลายเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญสำหรับธุรกิจยุคนี้ที่จำเป็นต้องลดต้นทุน แต่ยังต้องการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปข้างหน้าให้สำเร็จ
โดยบทบาทของเทคโนโลยีในยามที่ธุรกิจต้องเผชิญกับวิกฤตมีหลายประการด้วยกัน เริ่มจาก
เอื้อต่อการสื่อสารทางไกล
ทางออกที่น่าจะลงตัวเมื่อบริษัทจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง คือการให้พนักงานทำงานจากที่บ้านโดยใช้อุปกรณ์การสื่อสารเป็นตัวช่วย (telework) ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของพนักงาน สร้างความพึงพอใจในการทำงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้คุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น ด้านนายจ้างได้รับประโยชน์จากขีดความสามารถในการทำงานของพนักงานที่จะเพิ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายประจำและค่าเช่าต่างๆ ที่จะลดลง ส่วนชุมชนและสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับ ผลกระทบน้อยลง เนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดที่จะลดลง การปล่อยมลพิษและการบริโภคน้ำมันก็จะลดลงตามไปด้วย
พีซี เวิรลด์ ประเมินว่า การทำงานโดยใช้อุปกรณ์สื่อสารมาช่วยจะทำให้ประหยัดต้นทุนการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไปได้ราว 25-90% ต่อปี ขณะที่สมาคมโทรกิจระหว่างประเทศ รายงานว่า นายจ้างสามารถประหยัดต้นทุนจากการขาดงานของพนักงานได้ถึง 63% ต่อคนต่อปี และไม่ต้องเสียเวลาไปกับการคุยเล่นและ สูบบุหรี่ในที่ทำงาน
ด้านบริษัทเทคโนโลยีหลายรายพยายามผลักดันให้ “telepresence” หรือการประชุมทางไกลมาทดแทนการเดินทางที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตามการลงทุนเพื่อประชุมไฮเทคต้องอาศัยเม็ดเงินไม่น้อยเช่นกัน
ขณะที่จำนวนบริษัทที่ต้องการสร้าง สตูดิโอ telepresence อาจเพิ่มขึ้นช้าๆ แต่ธุรกิจอื่น เช่น โรงแรมและศูนย์การประชุมอาจช่วยเติมเต็มช่องว่างได้ โดยการให้ลูกค้าเช่าบริการดังกล่าว ทั้งนี้เอบีอาร์ รีเสิร์ช ประเมินว่า ในปี 2554 ตลาดธุรกิจ telepresence ที่มีการจัดการครบครันจะมีมูลค่าสูงถึง 360 ล้านดอลลาร์
หนุนตลาดออนไลน์
นอกจากการใช้เทคโนโลยีสำหรับการสื่อสารระหว่างพนักงานและออฟฟิศแล้ว เศรษฐกิจถดถอยยังผลักดันให้บริษัทต่างๆ หันมาเน้นการตลาดแบบอีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้น โดยเหล่าผู้ค้าปลีกออนไลน์ได้เปลี่ยนจากการโฆษณาแบบดั้งเดิมมาสู่การโฆษณาผ่านเครื่องมือที่ประหยัดกว่า เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook.com) ทวิตเตอร์ [...]
Share on Facebook
ที่ผ่านมาวิกฤตแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ทำให้บริษัทน้อยใหญ่หลายแห่งต้องล้มหายตายจากวงการ เนื่องจากขาดการเตรียมพร้อม หรือไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนไปได้สำเร็จ
สำหรับบรรดาธุรกิจที่ต้องการอยู่รอด ต่างพยายามพลิกแพลงหลากกลยุทธ์เพื่อต่อลมหายใจของธุรกิจต่อไป ดังต่อไปนี้
ปรับเวลาทำงาน
บทความจาก printweek.com ระบุว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดต้นทุนองค์กร หลายบริษัทตัดสินใจปลดพนักงานเพื่อให้พ้นบ่วงวิกฤตภาวะถดถอย แต่ในความเป็นจริงยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถช่วยลด ต้นทุนชั่วคราวในช่วงเศรษฐกิจซบเซาเช่นกัน
โฮเวิร์ด แมทธิวส์ ซีอีโอของเอ็นอีเอ็มซี เผยว่า การตัดสินใจลดวันทำงานเป็นสิ่งที่ยากแต่จำเป็นเมื่อบริษัทมียอดสั่งซื้อลดลง และมาตรการนี้ต้องบังคับใช้กับพนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับบริหารจนถึงระดับปฏิบัติการ
ซึ่ง แอนดรู บราวน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ของบีพีไอเอฟ อธิบายว่า มาตรการนี้เป็นหัวใจสำคัญสำหรับบริษัทที่มีธุรกิจและตลาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งพร้อมจะฟื้นตัวได้หลังภาวะถดถอย การลดเงินเดือนและลดเวลาทำงานชั่วคราวจะช่วยให้บริษัทรักษาพนักงานเก่งๆ ไว้ได้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว
นอกจากการลดเวลาทำงานแล้ว บางองค์กรเลือกปรับเวลาทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้องค์กรลดต้นทุนเงินเดือน โดยไม่ต้องปลดพนักงานจำนวนมาก อีกทั้งช่วยเสริมสร้างกำลังใจของพนักงาน และรักษาพนักงานมากความสามารถไว้ ในยามที่บริษัทต้องขยายธุรกิจใหม่ในอนาคต
ฟอร์บส ได้ยกตัวอย่างองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้แนวทางนี้ได้แก่ เคพีเอ็มจี บริษัทบัญชีที่เปิดโครงการ “Flexible Futures” สำหรับพนักงานในอังกฤษ 11,000 คน โดยแผนแรกพนักงานมีสิทธิเลือกทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และรับเงินเดือนน้อยลง 20% หรือแผน 2 เลือกหยุดงานเพื่อพักผ่อน 4-12 สัปดาห์ พร้อมรับเงินเดือนลดลง 30% หรือแผน 3 อาจเลือกผสมผสาน 2 [...]
Share on Facebook
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งองค์กรใหญ่ที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและเข้มข้นมาตลอด โดยเฉพาะการจัดการความเสี่ยงด้านทุนมนุษย์ ได้ถูกโฟกัสเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่องค์กรต้องจัดการ
“ปิติพันธ์ เทพปฏิมากรณ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บอกว่า อานิสงส์ที่ผู้บริหาร ปตท.ได้วางแนวนโยบายในการจัดการเรื่องบุคลากรไว้ตั้งแต่ในอดีต ทำให้วันนี้ ปตท.ลดความเสี่ยงในเรื่องของบุคลากรไปได้มาก
“ผมจำได้สมัยผู้ว่าการ เลื่อน กฤษณกรี มีการเปิดโรงแยกก๊าซใหม่แห่งที่สอง แต่ท่านไม่ยอมให้เพิ่มคน ผู้บริหารก็ไม่พอใจ แต่ท่านก็ยืนกรานใช้คนเท่าเดิม จนกระทั่งเปิดโรงงานใหม่อีกแห่งเป็นโรงงานที่ 3 ท่านก็ให้ใช้คนในจำนวนเท่าเดิม ในช่วงนั้นคนทำงานก็รู้สึกอึดอัด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นแนวทางนี้ไม่ผิด เพราะทุกอย่างสามารถบริหารจัดการได้ แต่ถ้าเอาคนใส่เข้ามาในระบบ องค์กรจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งในเรื่องของการดูแล พัฒนาพนักงาน ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นทุกปี
เมื่อเวลาผ่านไป รีเทิร์นที่กลับมายังองค์กร คือศักยภาพของพนักงานเพิ่มมากขึ้น พนักงานทุกคนทำงานได้มากกว่าเดิม ทำงานต่างๆ ได้ดีขึ้น ปตท.จึงยึดหลักการนี้เป็นพื้นฐานในการบริหารจัดการองค์กรมาจนถึงปัจจุบัน”
นี่คือที่มาของการแปลงทรัพยากรมนุษย์จากเป็นความเสี่ยงให้เป็นทุนสำคัญขององค์กร คนที่อยู่กับ ปตท.ในวันนี้เป็นเสมือนแกนหลัก ต้องมีคุณภาพ คิดเอง ทำเองได้ เรียกว่าสามารถทำงานได้อย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง ในวันที่วิกฤตเศรษฐกิจกลับมาเยือนอีกครั้ง องค์กรจึงยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง
ความแข็งแกร่งของ ปตท. เริ่มตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากรเข้ามาร่วมทีม นอกจากจะดูในแง่ของวิชาการ ความสามารถในการทำงานแล้ว ระบบสกรีนนิ่งจะทดสอบเรื่อง thinking [...]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม