![]() |
เป็นอีกงานหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ในเชิงลบ จากปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศ ผนวกกับการจัดการภายในที่ไม่ใช่ มืออาชีพ สำหรับงานไทยแลนด์ เฮลท์แอนด์บิวตี้ 2009 ที่เพิ่งจบไป ทำให้ผลตอบรับจากงาน ในมุมของผู้ประกอบการไม่ระรื่นนัก งานไซซ์เล็กลง เพราะผู้ประกอบการมาร่วมออกบูทน้อยลง ลูกค้าต่างประเทศมาน้อย การประชาสัมพันธ์ภายในประเทศก็ไม่ดี เท่าที่ควร ทำให้ทั้งวันเทรดและวันพับลิก แม้แต่คนในประเทศก็มาน้อย แถมโลเกชั่นที่จัดก็ไม่เหมาะสำหรับการจัดงานระดับ อินเตอร์เนชั่นแนล ฯลฯ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือปัญหาที่สะท้อนผ่านผู้ประกอบการ ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับตัวเลขที่รัฐบาลประกาศออกมา
จริงอยู่ถ้าเรามองแค่ตัวเลขมูลค่ารวมของธุรกิจบริการสุขภาพและความงาม ในปี 2551 ที่มีสูงถึง 107,419 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตอย่างน้อย 10% ก็จะพบว่าอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ยังเป็นดาวรุ่ง เพราะมีอัตราการเติบโตทุกปี แต่ถ้าเข้าไปดูในรายละเอียดก็จะพบว่า กว่า 54,000 ล้านบาท เป็นยอดการส่งออกสินค้าเครื่องสำอาง ที่รวมหมดทั้งแชมพู สกินแคร์ เมกอัพ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตเพื่อการส่งออกของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ที่มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการ ส่งออกเป็นส่วนใหญ่
ส่วนตัวเลขการส่งออกที่เกิดจากผู้ประกอบการ SMEs ไทยนั้นน้อยมาก และหากนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลไม่ต่อเนื่องและไม่จริงจังด้วยแล้ว โอกาสที่ผู้ประกอบการจะเติบโตได้อย่างมั่นคงในธุรกิจนี้ก็จะน้อยลงไปอีก
แนะปีหน้า ชู “สมุนไพร”
“งานไทยแลนด์ เฮลท์แอนด์บิวตี้ 2009 ที่ผ่านมา เป็นการสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีไทยในกลุ่มนี้เริ่มอ่อนแอ” เกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวและว่า หลายปีที่ผ่านมา งานเฮลท์แอนด์บิวตี้เคยยิ่งใหญ่มาก มีผู้ประกอบการมาร่วมออกบูทจำนวนมาก ขณะเดียวกันคนซื้อต่างชาติก็มาเป็นจำนวนมากขึ้น แต่มาปีนี้มีปัญหาเยอะมาก ทั้งในเรื่องการเมือง เรื่องงบประมาณ การเลือกโลเกชั่น ฯลฯ กอปรกับสถานการณ์เศรษฐกิจไม่จูงใจ ก็ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้ามาออกบูท แม้ว่ารัฐบาลจะช่วยซัพพอร์ตลดค่าบูทให้แล้วก็ตาม
![]() |
อีกทั้งธีมหลักในการจัดงานก็ยังโฟกัสไปที่ธุรกิจสปาเป็นหลัก ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักความน่าสนใจลดลง เพราะก็เป็นที่รับทราบกันว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่ดี กำลังซื้อลดลง ทำให้ธุรกิจสปาก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
“ที่ผ่านมามีธุรกิจสปาจำนวนมากได้รับผลกระทบต้องปิดกิจการไปก็เยอะ ขณะที่ผู้ประกอบการที่สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาเพื่อการส่งออกก็ได้รับผลกระทบ ออร์เดอร์ลด ยอดขายตก ดังนั้นการเลือกประเด็นที่เป็นไฮไลต์ในการจัดการงานก็สำคัญ ถ้าโฟกัส ไม่ถูก คอนเซ็ปต์ไม่ชัด ผู้ประกอบการก็ขาดความสนใจ จึงร่วมออกงานน้อยลงอีก ดังนั้นการจัดงานปีนี้จึงน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการจัดงานครั้งต่อไป” เกศมณีกล่าวและว่า
ซึ่งโดยมุมมองส่วนตัวคิดว่า ประเด็นที่น่าจะโฟกัสให้เป็นประเด็นหลักในปีหน้า (2010) น่าจะเป็นเรื่องของสมุนไพร
สมุนไพร ตอนนี้เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งธุรกิจสุขภาพและความงาม สปาก็เกี่ยว เครื่องสำอางก็ใช้ อาหารเสริมก็มี และเมื่อพูดถึงเรื่องศักยภาพแล้ว บ้านเราไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ทั้งในการผลิต การเพาะปลูก โนว์ฮาวในการพัฒนา ฯลฯ เพราะฉะนั้นเราน่าจะใช้ความพร้อมที่มีประกาศออกไปเลย ไม่เช่นนั้นเราจะสูญเสียโอกาสในการเป็นผู้นำ ให้กับสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย ฯลฯ ที่เวลานี้เทรนด์บ้านเขาหันมาให้ความสนใจเรื่องสมุนไพรกันมากขึ้น
![]() |
“จริงๆ บ้านเรามีการจัดงานสมุนไพรทุกปี แต่เป็นการจัดระดับในประเทศ ขณะที่งานเฮลท์แอนด์บิวตี้ยังไม่มีการชูเรื่องสมุนไพรเป็นไฮไลต์เลย ดังนั้นปีหน้าเพื่อให้รับกับเทรนด์โลก บวกกับศักยภาพของบ้านเราที่ค่อนข้างพร้อม เราน่าจะไฮไลต์เรื่องสมุนไพรเป็นระดับอินเตอร์ เพื่อสร้างชื่อเสียงประไทยด้วย และสร้างแนวร่วมผู้ประกอบการคนไทยด้วย”
ต้องปรับระบบการบริหารจัดการ
นายพงษ์สรรค์ ลีลาหงษ์จุพา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุดธนา (2534) จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์สปา กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า งานเฮลท์แอนด์บิวตี้ 2009 ที่ผ่าน ในด้านของผลตอบรับที่ได้นั้นน้อยกว่างานบิ๊กอีก
“งานบิ๊กที่ว่าแย่แล้ว งานนี้กลับแย่กว่า เพราะบายเออร์รายใหญ่ๆ แทบไม่มีเลย มีแต่รายเล็กๆ ที่คาดว่าจะเป็นรายที่เพิ่งหัดบินเพื่อทำธุรกิจ ขณะที่ลูกค้าในประเทศก็มีน้อย ส่วนในวันที่เปิดขายปลีกที่คนน่าจะเยอะเพราะจัดในห้างสรรพสินค้า กลับน้อยจนน่าตกใจ โดยรวมงานนี้คาดว่าผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ขาดทุน” พงษ์สรรค์กล่าวและว่า ออร์แกไนซ์ที่รับผิดชอบงานนี้จริงๆ น่าจะเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ เฉพาะอย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนแผนเพื่อสร้างทราฟฟิกให้หนาแน่น
ในประเทศสิงคโปร์ เวลามีพื้นที่จัดงานที่จัดชั้นล่าง หรือลานจอดรถ เขาก็จะมีวิธีการดึงดูดคนให้ลงไปดูงาน โดยการแจกใบปลิว หรือมีของแถมของแจกเพื่อสร้างแรงดึงดูด แต่กรณีบ้านเราจัดแล้วจัดเลย ไม่มีการวางแผนเชิงกลยุทธ์แบบวันต่อวันเพื่อแก้เกมช่วยเหลือผู้ประกอบการ
ดังนั้นสำหรับปีหน้า ทางคณะผู้จัดน่าจะมีการสรุปบทเรียนความล้มเหลวในปีนี้ เพื่อไปปรับทำให้ปีหน้าดีขึ้น
ประกาศ อย. เป็นดาบสองคม
นอกจากนี้กรณีที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการประกาศรายชื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอันตรายต่อสาธารณะนั้น ก็เปรียบเหมือนดาบสองคม
คมหนึ่งเป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิด แต่อีกดาบหนึ่งเป็นการทำร้าย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแบบไม่รู้ตัว
“พอตรวจเจอผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหา และประกาศให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นก็ถูกต้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เวลาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเดินทางไปงานแฟร์ต่างประเทศ ก็จะเจอคำถามว่า บ้านยูผลิตเครื่องสำอางที่เป็นอันตราย แล้วไอจะมั่นใจได้อย่างไรว่า สินค้าที่นำมาขายบ้านไอเวลานี้มีคุณภาพจริงๆ และไม่มีปัญหาตามมา ทั้งนี้ก็เพราะข่าวที่เกิดขึ้นในประเทศ ต่างประเทศเขามีการแปลข่าวสารถึงกัน ดังนั้นประกาศลักษณะนี้จึงเป็นปัญหามากกับผู้ผลิตเพื่อการส่งออก เฉพาะอย่างยิ่งตลาดยุโรปที่เข้มงวดมาก”
ดังนั้นมีแนวทางอื่นอีกหรือไม่ในการที่จะประกาศเพื่อให้ผู้บริโภครับทราบ ขณะเดียวกันก็ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ดำเนินธุรกิจถูกต้อง
เกศมณีกล่าวให้ความเห็นตอนท้าย ว่า จุดที่สามารถแก้ได้ทันทีก็คือ การไม่ประกาศเครื่องสำอางที่ใช้สารปรอท หรือไฮโดรควิโนน เป็นเครื่องสำอาง
“ตามหลักการสากล สินค้าใดๆ ที่ใช้ สาร 2 ชนิดนี้ ไม่จัดเป็นเครื่องสำอางอยู่แล้ว เราจึงไม่ควรเรียกและจัดเข้ากลุ่มเครื่องสำอาง ดังนั้นสิ่งที่แก้ได้ก็คือ การใช้คำในการสื่อสาร ด้านหนึ่งเพื่อเป็นการสร้างความรู้ให้กับผู้บริโภคด้วย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็นการโพรเท็กต์ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกต้องด้วย” เกศมณีกล่าวตอนท้าย
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.










June 28th, 2009 at 1:28 am
งานนี้น่าไปมากๆครับ ไปทุกปีเลย