![]() |
ทั้งแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย แสดงท่าทีตรงกันว่า ยังคงมีความสุขกับการใช้อำนาจอยู่ในฝ่ายรัฐบาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทยที่ขับเคลื่อน 2 ทาง เพื่อเป้าหมายก่อร่างสร้างพรรค และเตรียมต้นทุนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ยิ่งการทำคลอดลูกคนแรก ในการเลือกตั้งซ่อมพื้นที่ จ.สกลนคร ของพรรค ภูมิใจไทย ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้อง เกาะเกี่ยวอยู่ในรัฐบาล
ยิ่งมีกลุ่มทุนต้องตอบแทน ยิ่งต้องยืดเยื้ออยู่ในรัฐบาล เพื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ผ่านการ “อนุมัติ”
ทั้งวงเงินใน “พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ” รวมทั้งสิ้น 8 แสนล้านบาท และวงเงินตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2553 วงเงิน 1.75 ล้านล้านบาท ล้วนเป็นเป้าหมายและเข็มมุ่งของทุกพรรคร่วมรัฐบาล
ดังนั้น เพียงแค่พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งชาติไทยพัฒนา ร่วมขบวนการออกมา”เขย่าขา” พรรคประชาธิปัตย์ ก็สะเทือน “วงเงิน” ทันที ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท
โดยก่อนอภิปรายในสภาผู้แทนฯเพียง 1 ชั่วโมง ครม.ก็มีมติ “อนุมัติ” รายละเอียดวงเงินให้กับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 อีก 4,409 ล้านบาท
แบ่งเป็นของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่กำกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 2,459 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการลงทุนเพื่อฟื้นฟู วิกฤตด้านการท่องเที่ยว ภายใต้วาระแห่งชาติ
และเพิ่มวงเงินเอ็กซ์ตร้าให้กับพรรคภูมิใจไทย ในฐานะกำกับกระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,950 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการยกระดับคุณภาพ การศึกษาท้องถิ่น ในส่วนของการก่อสร้างอาคารเรียนศูนย์เด็กเล็ก
ทำให้งบประมาณในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่เดิมเคยอนุมัติไว้เดิม 231,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 235,720 ล้านบาท
จากเดิมที่เคยแจกแจง กระจายไปทั่วทุกพรรคร่วมรัฐบาล ที่พร้อมจะลงทุนในปี 2552-2553 รวม 11 สาขา วงเงินทั้งสิ้น 235,720 ล้านบาท
สาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร ในสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา 62,422 ล้านบาท สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการ ท่องเที่ยว 1,159 ล้านบาท สาขาพัฒนา ท่องเที่ยว เดิมได้รับ 2,559 ล้านบาท ได้เพิ่มอีก 2,459 ล้านบาท รวมเป็น 5,018 ล้านบาท
สาขาขนส่ง ในการกำกับของพรรคภูมิใจไทย โลจิสติกส์ 47,875 ล้านบาท
ส่วนงานในกำกับของพรรคแกนนำ อาทิ สาขาสวัสดิภาพของประชาชน 4,826 ล้านบาท สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2,636 ล้านบาท สาขาสิ่งแวดล้อม 1,417 ล้านบาท
สาขาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 1,379 ล้านบาท สาขาการศึกษาเดิมได้รับ 43,923 ล้านบาท ได้เพิ่มอีก 1,950 ล้านบาท รวมเป็น 45,873 ล้านบาท สาขาสาธารณสุข 31,776 ล้านบาท และการลงทุนในระดับชุมชน 31,339 ล้านบาท
นอกจากเรื่องเงินเรื่องทอง และโครงการขนาดใหญ่แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลยังมีความสุขกับการ “แบ่งอำนาจ” กันอย่างเป็นระบบ อาทิ
หากเป็นปรับ-ปลด-ลด-ย้าย หรือ แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในสังกัด หากพรรคใดกำกับกระทรวงใด ก็จะไม่มีการก้าวข้ามพรมแดนซึ่งกันและกัน
หากเป็นตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ต้องเป็นไปตามอำเภอใจของพรรคประชาธิปัตย์
แต่หากเป็น “พ่อเมือง” ในเขตภาคอีสาน-เหนือ พรรคไหนก็แตะไม่ได้ นอกจากพรรคภูมิใจไทย
เช่นเดียวกับภาคกลาง ที่ขออนุโลมให้กับคนของพรรคชาติไทยพัฒนา
ยังไม่นับรวมบอร์ดรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณมหาศาล อาทิ บริษัทการบินไทย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบอร์ดในสาขาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่ปรากฏ “คน” ของนักการเมือง 2 ขั้วจากประชาธิปัตย์และ ภูมิใจไทยเดินกันขวักไขว่
ถึงลูกถึงคนในระดับที่หากเป็น “คน” ของฝ่ายประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ไม่มีสิทธิถาม เช่นเดียวกับ “คน” ของฝ่ายภูมิใจไทย ที่รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจปฏิเสธ
ดังนั้น บุคคลสำคัญที่พาเหรดเข้าไปสู่บอร์ดรัฐวิสาหกิจ จึงต้องแบ่งเป็น 2 ฝ่าย 2 ขั้วโดยปริยาย
หาก “นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ถูกตัดสินว่าจะเข้าชิงตำแหน่งดีดีการบินไทย ในโควตาจากพรรคประชาธิปัตย์
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สภาพัฒน์ ที่เข้าประจำการในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย ก็ถูกตัดสินได้ว่าเป็นคนในโควตาของพรรคภูมิใจไทย
เช่นเดียวกับที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีงบประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ที่ยังยืดเยื้อ ไม่สามารถแต่งตั้ง “ผู้ว่าการ” คนใหม่ได้ เพราะ “คน” จากพรรคชาติไทยพัฒนา ยังติดกับดัก “ข้อกฎหมาย” ว่าด้วยการ “สรรหา”
เสถียรภาพของรัฐบาล จึงถูกยึดโยงด้วยผลประโยชน์-โครงการลงทุน และการจัดวางกำลังคนที่อยู่ในกำกับของพรรคร่วมรัฐบาล
และหากว่าฝ่ายรัฐบาลจากพรรคภูมิใจไทย เป็นฝ่ายกำชัยผลการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร ยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลดำรงสถานภาพ “ฝ่ายชนะ” อย่างเบ็ดเสร็จ
ตราบใดที่พรรคฝ่ายค้านยังตั้งหลัก ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองไม่ได้
ตราบนั้นรัฐบาลพรรคร่วม 5 พรรค จะยังคงยืนอยู่ในฝ่ายชนะ และเป็นรัฐบาลที่มีอายุยิ่งยืนยาว
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม