Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

กับดักสภาพคล่องที่อเมริกา



Donate


ขณะนี้มีการถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ที่อเมริกาและที่อื่นๆ ว่า การที่รัฐบาลอเมริกันขออนุมัติรัฐสภาที่จะกู้เงินมาใช้พยุง และกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาจำนวนมาก รวมๆ แล้วน่าจะเกิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

พวกรีพับลิกันซึ่งมีความโน้มเอียงที่จะเป็นพวกที่เชื่ออย่างสุดโต่งในทางทฤษฎีปริมาณเงิน ก็โจมตีนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีพรรคเดโมแครตที่รัฐบาล เข้ามายุ่งกับระบบเศรษฐกิจมากจนเกินไป เอาเงินมาอุ้มสถาบันการเงินเกือบทั้งหมด โดยเอาเงินเข้าไปเพิ่มทุนธนาคารพาณิชย์ จับวาณิชธนกิจรวมเข้ากับธนาคารพาณิชย์ ลดทุนแล้วก็เพิ่มทุนเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่จะล้ม หรือขอศาลฟื้นฟูกิจการ จนกลายเป็นว่าสถาบันการเงินก็ดี บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ นี้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจไปหมดแล้ว ตามแนวความคิดของทฤษฎีของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งขัดกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมอย่างสิ้นเชิง จนอเมริกาจะกลายเป็นสังคมนิยมในทางเศรษฐกิจไปเสียแล้ว

พวกที่เชื่อทฤษฎีปริมาณเงินซึ่งควบคู่กับการต้องปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปตามกลไกของตลาด ถ้าธุรกิจจะล้มก็ต้องปล่อยให้ล้มไป เมื่อล้มไปแล้ว ระบบเศรษฐกิจก็จะปรับตัวลง คนว่างงานมากขึ้น ค่าแรงก็จะลดลง ค่าเงินก็จะอ่อนตัวลง ดอกเบี้ยลดลง แล้วเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวเองแบบที่รัฐมนตรีคลังอเมริกัน เจมส์ รูบิน กับไอเอ็มเอฟมาสอนเราที่สถาบันศศินทร์ หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นเมื่อปี 2540

การที่รัฐบาลอเมริกันทำแบบนี้รังแต่จะเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เพราะรัฐบาลอเมริกันเมื่อออกพันธบัตรกู้ยืมเงินมาใช้ ก็ไม่ได้นำพันธบัตรออกขายในท้องตลาดมากนัก เพราะตลาดขาดแคลนสภาพคล่อง ภาคธุรกิจต้องการเงินไปตัดบัญชีขาดทุน ต้องเอาเงินไปเพิ่มทุน ธุรกิจฝืดเคือง โรงงานเดินเครื่องผลิตไม่ถึงครึ่งของกำลังการผลิต เพราะเศรษฐกิจหดตัว ไม่มีใครลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต

เงินที่รัฐบาลกู้ยืมส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดกู้ยืมจากธนาคารกลางหรือ ธนาคารชาติ หรือที่เรียกกันว่า Federal Reserve ซึ่งก็เท่ากับเป็นการพิมพ์ธนบัตรเอาออกมาใช้ น่าจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำลง และจะเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หรือไม่ก็เท่ากับเป็นการยืดเวลาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจออกไป อีกทั้งไม่ยุติธรรมกับประชาชนผู้เสียภาษี ประธานาธิบดีบุชซึ่งเป็นรีพับลิกันไม่กล้าตัดสินใจรอให้รัฐบาลพรรคเดโมแครตทำ

ความเห็นนี้นอกจากพวกอนุรักษนิยมที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันจะเชื่อและใช้โจมตีรัฐบาลโอบามาแล้ว จีนและรัสเซียซึ่งเข้าใจว่ามีเหตุผลทางการเมืองอยู่ด้วยก็สนับสนุน

จีนได้ออกมาเสนอให้มีการสร้างเงินใหม่ของโลกที่ไม่เป็นของประเทศใด ออกโดยองค์การการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ออกมาใช้แทนเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างที่เคยมีความคิดเรื่องการสร้างเงินที่เรียกว่า “สิทธิถอนเงินพิเศษ” หรือ SDR ขึ้นมาใช้แทนเงินดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเป็นการสำทับเพิ่มเติมจากการที่มีกระแสกดดันในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจในสหรัฐอีกด้วย

ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อในทฤษฎีหรือแนวความคิดของ จอห์น เคนส์ ที่ว่าในยามเศรษฐกิจตกต่ำ ความต้องการสินค้าและบริการมีไม่พอที่จะรองรับความสามารถ ในการผลิต เช่น ในยามนี้ ไม่มีใครลงทุน ดอกเบี้ยลดลงจนต่ำสุด ถึงฟื้นแล้วก็ยังไม่มีโครงการใดของเอกชนที่มีช่องทางจะลงทุน เงินฝากในสถาบันการเงินจะเพิ่มสูงขึ้น มากกว่าอัตราการเพิ่มของเงินกู้ การลดดอกเบี้ยจนต่ำสุดก็ไม่มีประโยชน์

สถาบันการเงินจึงเป็น “กับดักสภาพคล่อง” หรือ “Liquidity Traps” กล่าวคือเมื่อเงินเข้าไปในระบบสถาบันการเงินแล้วหายไปเลย ไม่หมุนกลับมาในระบบเศรษฐกิจอีก เหมือนกับอเมริกาในขณะนี้ ดอกเบี้ยลดต่ำลงจนเกือบเท่ากับศูนย์แล้ว ก็ยังไม่มีใครกู้ไปลงทุน

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ก็ไม่ต้องกลัวกับการที่กระทรวงการคลังอเมริกาจะกู้จากธนาคารชาติของตัวเอง หรือการพิมพ์เงินออกมาให้รัฐบาลใช้ ที่บอกว่าการที่รัฐบาลกู้จากธนาคารชาติเป็นการพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ ก็เพราะธนาคารชาติไม่ได้รับฝากเงินจากประชาชน นอกจากรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์ เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรมาขายให้ธนาคารชาติ ก็เท่ากับพิมพ์เงินออกมาในระบบ เมื่อธนาคารพาณิชย์นำเงินกลับมาฝากที่ธนาคารชาติ ก็เท่ากับเอาไปเผาทิ้ง หายไปจากระบบ

คณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลโอบามาของพรรคเดโมแครต ซึ่งไม่ใช่พวกที่มีความคิดเสรีนิยมสุดโต่ง ตามแบบของสำนักที่เชื่อไปทางเสรีนิยม หรือพวกเชื่อไปทางทฤษฎีปริมาณเงินก็อธิบายว่า

เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจของอเมริกาก้าวเข้าสู่สภาพกับดักสภาพคล่องแล้ว ดอกเบี้ยลดต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว ความต้องการเงินไม่มีทั้งผู้ลงทุนและผู้บริโภค เมื่อรัฐบาลขอกู้เงินจากธนาคารกลาง เงินที่ธนาคารกลางเขียนเช็คออกมาให้ใช้ รัฐบาลจะนำไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนสถาบันการเงินก็ดี หรือเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายเพื่อประคับประคองไม่ให้ล้มละลายก็ดี หรือไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งความจริงยังมีน้อยมากก็ดี เงินเหล่านี้ก็จะไหลไปฝากกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่จะเข้าไปซื้อหุ้นหรือตราสารอะไรก็คงมีไม่มาก

ธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่สามารถปล่อยออกมาเป็นสินเชื่อได้ เพราะไม่มีใครยากลงทุน หรือมีคนอยากลงทุน แต่ไม่มี โครงการใดที่ธนาคารเห็นว่าดีพอที่จะให้ กู้ยืมได้ ธนาคารก็ไม่กล้าปล่อย

พวกกองทุนเก็งกำไรที่ธนาคารเคยปล่อยสินเชื่อให้ก็ไม่กล้ากู้ยืมไปเก็งกำไร เพราะตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย เช่น ตลาดน้ำมัน เหล็ก แร่ธาตุ ทรัพยากรทั้งหลาย ต่างก็ซบเซากันหมด จะไปเก็งกำไรก็ไม่น่าจะคุ้มกับความเสี่ยง ธนาคารจึงได้แต่เอาเงินฝากที่เพิ่มขึ้นมานั้นกลับไปฝากกับธนาคารกลางหรือธนาคารชาติอเมริกา ตามเดิม ตกลงเงินที่ธนาคารชาติปั๊มออกมาให้รัฐบาลไว้ก็ไหลกลับคืนไปที่ธนาคารชาติตามเดิม ไม่ทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบการเงินเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะได้ต่ำมากเพียงแต่ร้อยละ 0.25 ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ กู้แล้วเป็นหนี้เสีย

ที่จะมีช่องทางนำเงินไปลงทุน นอกจากเอากลับไปฝากธนาคารชาติ ก็เห็นจะต้องมองหาแหล่งลงทุนในตลาดทุนในต่างประเทศ ก็เห็นจะมีแต่ทวีปเอเชีย เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย และประเทศอื่นๆ นอกจากญี่ปุ่นที่อัตราผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง เงินดอลลาร์จึงเริ่มไหลออกจาก อเมริกามาที่เอเชีย ทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในตลาดเอเชียมีมากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ในตลาดในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลง ประเทศที่ฉลาดอย่างจีนก็ไม่ยอมให้ค่าเงินหยวนของตนแข็งค่าขึ้นมาก ทั้งๆ ที่จีนเป็นประเทศที่เกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งดุลการชำระเงินก็เกินดุลมากกว่าประเทศใดๆ ในภูมิภาค เงินดอลลาร์ จึงไหลกลับมาลงทุนในประเทศจีนอีกรอบ

เงินดอลลาร์อีกส่วนหนึ่งก็ไหลไปลงทุนในยุโรป ปริมาณเงินดอลลาร์ในยุโรปก็มีมากขึ้น ค่าเงินยูโรและเงินสกุลอื่นในยุโรปก็มี ค่าแข็งขึ้น แต่ไม่เท่ากับค่าเงินในเอเชียและออสเตรเลีย ปริมาณเงินดอลลาร์ในอเมริกาจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นจนจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ มีแต่จะเกิดภาวะเงินฝืดคือขาดเงิน ราคามีแนวโน้มลดลงไปด้วยซ้ำ ภาวะอันตราย เรื่องเงินเฟ้อเพราะปริมาณเงินจึงไม่มี

ความเห็นอย่างหลังน่าจะมีเหตุผลมากกว่าพวกที่มีความเห็นเสรีนิยมสุดโต่ง แบบที่ไอเอ็มเอฟเชื่อถือกันอยู่ ถ้าภาวะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่รุ่งเรืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้ จะมีความเห็นสุดโต่งแบบสำนักทางทฤษฎี การเงินไม่ลืมหูลืมตาคงไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะเชื่อไปในทางไหน กล่าวคือถ้าเชื่อว่าอเมริกากำลังทำผิดไม่ยอม “กัดลูกกระสุนปืน” หรือ “กัดลิ้นกลืนเลือด” หรือ “bite the bullet” ยอมให้ธุรกิจต่างๆ ล้มไปตามกลไกตลาด แล้วเศรษฐกิจก็จะฟื้นเร็ว กลับปั๊มเงินออกมาช่วย รังแต่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อและยืดเวลาการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจออกไป

หรือถ้าเชื่อตามทฤษฎีของเคนส์ว่าระบบเศรษฐกิจได้เข้าสู่ภาวะของ “กับดักสภาพคล่อง” ไม่มีความต้องการสินเชื่อ ธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ปริมาณเงินก็ไม่เพิ่ม ราคาแทนที่จะเพิ่มเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่กลับจะลดลง ซึ่งเป็นอาการของ “ภาวะเงินฝืด” หรือ “deflation” แม้ว่าจะยังไม่เคลื่อนตัวไปเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ “depression” เพราะยังมีจีน อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงคอยฉุดเอาไว้ จึงยังเห็นปล่องปลายทางอยู่บ้าง ดังจะเห็นได้ว่า พอจีน อินเดีย รัสเซีย ขยับเพิ่มการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์เข้าเป็น สินค้าคงคลัง ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เริ่มขยับขึ้น เงินไหลกลับมาทางเอเชีย ทำให้ราคาสินทรัพย์ทางการเงินในภูมิภาคเริ่มขยับขึ้น ทำให้อันตรายจากภาวะ “เงินฝืด” ที่อเมริกาเป็นต้นเหตุใหญ่ค่อยบรรเทาเบาบางบ้าง

การที่สื่อมวลชนอเมริกันและ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันระดับหางแถวออกมาประสานเสียงว่าเศรษฐกิจอเมริกันเริ่มฟื้นแล้ว ด้วยเหตุผลเดียวว่า ดอกเบี้ยระยะยาวเกิน 10 ปี หรือผลตอบแทน หรือ “yield” ของตราสารระยะยาวเกิน 10 ปี เริ่มผงกหัวขึ้นแล้ว จึงเป็นเหตุผลเลื่อนลอย เพราะถ้าใช้ระยะเวลานานเกิน 10 ปี อย่างไรเสีย เศรษฐกิจอเมริกันก็น่าจะฟื้นแน่ แต่ในระยะ 3-4 ปีนี้ ยังมอง ไม่เห็นสัญญาณอะไร

พวกเรานักเศรษฐศาสตร์ไทย พอ อ่านข่าวจากสำนักข่าวตะวันตกก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ว่าตามเขาไป รวมทั้งทางการไทยเราด้วย โดยไม่เคยให้เหตุผล หรือถ้าจะให้เหตุผลก็เป็นเหตุผลที่บอกไม่ถูก ว่าจะว่าอย่างไรดี

การที่เศรษฐกิจอเมริกันยังไม่ฟื้นตัวเร็ว สิ่งที่คาดการณ์ได้ คือดอกเบี้ยเงินดอลลาร์คงจะยังไม่ผงกหัวขึ้น แม้ว่าดอกเบี้ยระยะยาวจะมีสัญญาณว่าจะเริ่มขยับตัวขึ้น

ค่าเงินดอลลาร์คงจะยังอ่อนตัวต่อไป เมื่อเทียบเงินตราสกุลต่างๆ ในยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย ถ้าไม่ระวัง ค่าเงินบาทอาจจะกลับไปที่ 31 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ อย่างในปลายปี 2523 ถึงตอนนั้นเราก็คงจะแย่อีก

การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงไป ก็จะเป็นเหตุที่นักค้าสินค้าโภคภัณฑ์อ้างเป็นเหตุให้ขึ้นราคาน้ำมัน ทรัพยากรแร่ธาตุและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ แต่การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มขยับตัวสูงขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ เพียงแต่จะทำให้อันตรายจากภาวะราคาสินค้าลดลง หรือภาวะเงินฝืด หรือ deflation มีน้อยลง

อย่าให้เราต้องเข้ากับดักสภาพคล่องอีกก็แล้วกัน

คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>