ผมมีโอกาสได้เข้าฟังการบรรยายสาธารณะ 3 ตอนติดกันของ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลของปีที่แล้วไปเมื่อวันที่ 8-10 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ London School of Economics and Political Sciences (LSE) ในคืนแรก Krugman นำเสนอว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ (Keynes) โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่าด้วย “กับดักสภาพคล่อง” (Liquidity Trap) นั้นสามารถนำมาใช้อธิบายภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี พูดอีกแบบคือ Krugman เห็นว่าโลกตะวันตกกำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะกับดับสภาพคล่องนั่นเอง
แนวคิดของเคนส์โดยตัวมันเองถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายและเสนอทางออกให้กับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression) ในทศวรรษ 1930 ทฤษฎีของเคนส์ซึ่งต่อมาเราเรียกว่า เคนส์เซียน (Keynesian) นั้นครอบงำวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคมาตลอดจนกระทั่งทศวรรษ 1970 สำนักเคนส์เซียนจึงเริ่มถูกท้าทายจากทฤษฎีสกุลใหม่ๆ นำโดยนาย Friedman เจ้าพ่อแห่งสำนักการเงินนิยม ณ มหาวิทยาลัย Chicago ตามมาด้วยทฤษฎีในสกุล Rational Expectation และ Real Business Cycle จุดร่วมของสำนักใหม่ๆ เหล่านี้ก็คือการท้าทายและปฏิเสธแนวคิดของเคนส์ สำนักคิดเหล่านี้ภายใต้การนำของมหาวิทยาลัย Chicago ได้รับการยอมรับสูงจนกระทั่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาหากนักวิชาการคนไหนถูกเรียกว่าเป็นเคนส์เซียนแล้วก็เหมือนกับการถูกตบหน้าว่าตามโลกทางวิชาการไม่ทัน ยังคงเชื่อในทฤษฎีเก่าๆ ล้าสมัยที่ไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป
ดังนั้น การนำเสนอของ Krugman ในค่ำคืนนั้นจึงเป็นการทวนกระแส “แฟชั่น” ทางวิชาการครั้งใหญ่ โดยนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล
กล่าวอย่างหยาบๆ แล้ว เคนส์เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเกิดขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ เนื่องจากความต้องการสินค้าและบริการ (ดีมานด์) จะมีน้อยกว่าความสามารถในการผลิตสินค้า (ซัพพลาย) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักธุรกิจคาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ จึงลดการลงทุนลง เป็นต้น ดังนั้นการว่างงานจึงเป็นสิ่งที่ตามมา ในภาวะเช่นนี้รัฐบาลสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินหรือการคลังแบบขยายตัวฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อเป็นการยกระดับอุปสงค์มวลรวม ทดแทนการลงทุนที่ลดลงของภาคเอกชน ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาการว่างงานนั่นเอง
นอกจากนี้แล้ว เคนส์ยังได้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า กับดักสภาพคล่อง ซึ่งเกิดขึ้นในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยของระบบเศรษฐกิจมีค่าต่ำมากๆ ภายใต้สภาวะเช่นนี้การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจจะใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นเครื่องมือเศรษฐศาสตร์มหภาคชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของรัฐบาลก็คือ การใช้นโยบายการคลังขยายตัว
ถึงจุดนี้เคนส์ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดทั้งหมดของนักเศรษฐศาสตร์ก่อนหน้าเขา ซึ่งเคนส์เรียกว่าพวกคลาสสิก (classic) คนพวกนี้เชื่อว่าในระยะยาวแล้ว ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมีกลไกอัตโนมัติที่จะทำให้ดีมานด์เท่ากับซัพพลายเสมอ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะสามารถเบี่ยงเบนออกจากจุดการจ้างงานเต็มที่ได้ในระยะสั้นก็ตาม รัฐบาลจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแทรกแซงระบบเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินการคลัง แต่ประเด็นของเคนส์คือปัญหาในระยะสั้น โดยตอบโต้พวกคลาสสิกว่า หากรอจนถึงระยะยาว (กว่าที่ระบบจะปรับตัวแก้ปัญหาการว่างงานได้เอง) เราคงตายหมดเสียก่อนเป็นแน่ (”In the long run, We are all death”) ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความชอบธรรมในการแทรกแซงเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น
ในค่ำคืนนั้น Krugman เสนอว่าในขณะนี้เศรษฐกิจทั้งในอังกฤษและอเมริกาตกอยู่ภายใต้ภาวะกับดักสภาพคล่องแล้ว และภายใต้ภาวะนี้กลไกอัตโนมัติที่จะฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะตกต่ำแม้กระทั่งในระยะยาวก็จะไม่ทำงาน จึงเป็นไปได้ที่การว่างงานจำนวนมากจะดำรงอยู่ต่อไปเป็นเวลาอีกหลายปี กล่าวคือ ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ติดกับดักสภาพคล่องนั้น เมื่อภาวะถดถอยเกิดขึ้น ซึ่งแปลว่ามีดีมานด์น้อยกว่าซัพพลาย ดังนั้นในระยะยาวแล้วระดับราคาจะต้องลดลง ผู้คนก็จะบริโภคมากขึ้น ผู้ผลิตก็จะผลิตเพิ่มขึ้นทำให้การจ้างงานกลับเข้าระดับดุลยภาพที่ไม่มีการว่างงานอีกต่อไป
แต่ในภาวะกับดักสภาพคล่องปัจจุบันนั้น กระบวนการปรับตัวนี้จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากระดับราคาที่ลดลงนั้นจะไม่ทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นในระดับที่จะก่อให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ได้อีกครั้งหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าระดับหนี้สินของครัวเรือนมีสูงเกินไปกล่าวคือ เมื่อราคาลดลงเราอาจจะรู้สึกว่าเรารวยขึ้น (real balance effect) เราจึงบริโภคมากขึ้น
ในอีกทางหนึ่งนั้น เมื่อราคาลดลงแต่เราเป็นหนี้อยู่ หนี้ของเราจึงมีมูลค่าหนี้ที่แท้จริงสูงขึ้นด้วย (debt deflation) เราจึงบริโภคน้อยลง ณ จุดนี้ Krugman เชื่อว่าผลของ debt deflation จะมีค่ามากกว่า real balance effect ในอเมริกา
หากเชื่อว่ากลไกข้างต้นตามที่ Krugman เสนอจะเป็นจริงแล้ว และในภาวะที่ไม่ติดกับดับสภาพคล่อง ธนาคารกลางอเมริกาก็อาจจะแก้ปัญหาโดยการลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นให้ระดับราคาเพิ่มขึ้น (สร้างภาวะเงินเฟ้อขึ้น) เพื่อไม่ให้ภาวะ debt deflation เกิดขึ้น แต่เอาเข้าจริงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอเมริกาในปัจจุบันก็มีค่าเกือบจะเท่ากับศูนย์อยู่แล้ว มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลดดอกเบี้ยต่อไป
ดังนั้น หากจะทำให้ระดับราคาเพิ่มขึ้น ทางเดียวที่ยังเหลืออยู่ก็คือการที่ธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามความเชื่อกระแสหลักหลัง 1970s ที่เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินจะต้องก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างแน่นอน (Friedman กล่าวทำนองว่า Inflation is always a monetary phenomenon)
Krugman เสนอต่อไปว่า เอาเข้าจริงแล้วธนาคารกลางอเมริกาได้ “พิมพ์เงิน” เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาวะเงินเฟ้อก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี พูดภาษาเทคนิคก็คือ ฐานเงิน (monetary base) ของอเมริกาเพิ่มขึ้นมาก แต่ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) กลับไม่เพิ่มขึ้น หรือพูดอีกแบบคือตัวทวีคูณทางการเงิน (monetary multiplier) มีค่าน้อยกว่าหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสถาบันการเงินของอเมริกานั่งทับเงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นไว้โดยมิได้เอาไปปล่อยกู้ต่อ
ข้อสรุป ณ จุดนี้คือเครื่องมือทางการเงินของรัฐบาลก็ใช้ไม่ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งเดียวที่รัฐบาลเหลืออยู่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังขยายตัว แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องมือนี้จะเป็นยาวิเศษจนทำให้เศรษฐกิจออกจากภาวะตกต่ำได้อย่างรวดเร็ว มันเพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจไม่ตกต่ำมากไปกว่านี้เท่านั้น โอกาสที่ภาวะว่างงานรอบนี้จะกินเวลาอีกนานหลายปีแบบที่เคยเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นนานนับ 10 ปียังคงเป็นไปได้ และจะไม่กลับสู่ภาวะปกติจนกระทั่งภาระหนี้สินของระบบเศรษฐกิจค่อยๆ ลดลง
ข้อสรุปที่ว่าภายใต้ภาวะกับดับสภาพคล่อง ระบบเศรษฐกิจไม่มีกลไกอัตโนมัติในการปรับตัว และนโยบายการเงินไม่มีประสิทธิผลในการแก้ปัญหา เศรษฐกิจตกต่ำนั้นเป็นหัวใจของการอธิบายสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของเคนส์ ซึ่งทฤษฎีในยุคหลังจาก Friedman ต่างพากันปฏิเสธ โดยหันไปหาแนวคิดแบบคลาสสิกที่เน้นการปรับตัวโดยอัตโนมัติของกลไกตลาด ความไร้ประสิทธิผลของนโยบายการคลัง และความมีประสิทธิผลของนโยบายการเงิน อันเป็นขั้วตรงข้ามกับความคิดของเคนส์ ทั้งหมดนี้มีนัยอย่างไรต่อทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน ?
การวิเคราะห์ข้างต้นของ Krugman ตามแนวคิดของเคนส์นั้น Krugman เชื่อว่าทฤษฎีของเคนส์ซึ่งปฏิวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ก่อนที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อ 1930s ยังคงใช้การได้ดี มันเพียงแต่ถูกลืมไปตามกระแสแฟชั่นทางวิชาการของนักทฤษฎียุคใหม่ซึ่งเน้นการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่แน่นอนชัดเจน (rigorous) บนสมมติฐานที่สอดคล้องกับวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค (เน้น microfoundation) จนกระทั่งหลงลืมแก่นสารของวิชาไปในที่สุด
หมายเหตุ - ผู้สนใจรายละเอียดของการบรรยายครั้งนี้สามารถฟังได้ที่ http://www.lse.ac.uk/resources/podcasts/publicLecturesAndEvents.htm
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา
โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@econ.tu.ac.th
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม