![]() |
สถาบันการเงินจำนวนกว่า 117 แห่งจาก 42 ประเทศทั่วโลก ที่ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดบนเวที Sustainable Banking Awards 2009 ซึ่ง นิตยสารไฟแนนเชียล ไทม์ และ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) หน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลก ร่วมกันจัดขึ้นในปีนี้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา
นับเป็นสัญญาณหนึ่งของความตื่นตัวของสถาบันการเงินทั่วโลก ที่มีต่อแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เวทีนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพราะจำนวนสถาบันการเงินที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมมีเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่การจัดประกวดครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อนที่มีส่งผลงานเพียง 48 แห่ง
การพัฒนาอย่างยั่งยืนของสถาบัน การเงิน (sustainable banking) จึงเป็นแนวโน้มและวิถีใหม่ในโลกการเงิน ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดการทำธุรกิจในแบบเดิมๆ
แค่เพียงถ้าลองใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นและค้นหาด้วย คำว่า sustainable banking ผลที่ปรากฏจำนวนเรื่องราวกว่า 17,000,000 เรื่องเป็นอีกเครื่องสะท้อน
“เหตุผลทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สร้างแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกต้องปรับตัวโดยเฉพาะในแง่ของการมองหาตลาดใหม่และการลดความเสี่ยง” สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและนักการเงิน ที่ติดตามเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
สำรวจความตื่นตัวในต่างประเทศ
Deutsche Bank ถือเป็นสถาบันการเงินในกระแสหลัก ที่เชื่อในแนวคิดนี้ โดยเข้าไปสนับสนุนธุรกิจที่ธนาคารคิดว่ามีความยั่งยืนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนสินเชื่อเพื่อคนจน อุตสาหกรรมอาหาร ปลอดสารพิษ ฯลฯ เพราะไม่เพียงเป็น การเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ในเวลาเดียวกัน ยังเชื่อว่าในระยะยาวการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ ที่มีความยั่งยืนเหล่านี้ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกับธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจแบบดั้งเดิม
มีธนาคารอีกหลายแห่งที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แหวกแนวและมีนวัตกรรม โดยเฉพาะในตลาดคนจน อย่าง “Triodos Bank” ที่มีสาขา 5 ประเทศในยุโรป ที่เปิดธนาคารขึ้นมาเพื่อให้บริการกับ 5 เซ็กเตอร์ที่บอกว่ายั่งยืน คือ ธุรกิจเพื่อสังคม อาหารปลอดสารพิษ พลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม และการค้าที่เป็นธรรม (fair trade)
หรือ “root capital” ที่ตั้งขึ้นมาเป็นสมาคมไม่ใช่ธนาคาร เป็นลักษณะกองทุนที่ลงทุนด้านสังคม ในสหรัฐอเมริกาที่มุ่งให้ สินเชื่อกับคนจน ในประเทศโลกที่สาม
“ไม่ใช่แค่เหตุผลทางธุรกิจอย่างเดียว วันนี้ยังมีเสียงที่เรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จากผู้บริโภค สังคม สื่อ และแรงกดดันจาก ต่างชาติ เพราะในวิกฤตซับไพรมซึ่งมีต้นเหตุมาจากความไม่รับผิดชอบของสถาบันการเงิน ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าสถาบันการเงินต้องมีความรับผิดชอบและสนับสนุนการ เติบโตที่ยั่งยืนและไม่หลอกลวงผู้บริโภค”
“การที่ทั่วโลกพูดเรื่อง sustainable banking ก็เพราะว่ามองว่าสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นความกังวลระดับโลกและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้นสถาบันการเงินในฐานะที่เป็นตัวแทนหลักในการจัดสรรเงินในระบบเศรษฐกิจก็จะต้องทำอะไรที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย เช่น มีโครงการอะไรที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมโดยที่ไม่มีมาตรการฟื้นฟู ก็ต้องไม่ปล่อยสินเชื่อให้ หรือพฤติกรรม
ที่รู้อยู่แล้วว่าจะไปทำให้ฟองสบู่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คือการกู้เงินไปต่อเงิน พอกหนี้ไปเรื่อยๆ ธนาคารก็ต้องไม่พยายามปล่อยกู้ให้กับคนเหล่านั้น”
“ที่ผ่านมาแม้ว่าธนาคารอาจจะบอกว่ารับผิดชอบแล้วเพราะดูความสามารถในการชำระหนี้ของเฮดจ์ฟันด์และทุกอย่างตรงตามเงื่อนไขหมด อันนี้ถือว่ารับผิดชอบ แต่หากเอาเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาจับก็จะเห็นว่ายังไม่รับผิดชอบต่อสังคมเพราะไปสนับสนุนให้เกิดการเก็งกำไรเกินควรในตลาด” สฤณีกล่าว
ย้อนมองจุดอ่อนประเทศไทย
แม้ปัจจุบันสถาบันการเงินในไทยจะ มีความตื่นตัวในเรื่องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมและโครงการเพื่อสังคมต่างๆ เป็นจำนวนมาก ขณะที่บางธนาคารก็เริ่มมี นโยบายในการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างในรายงานการดำเนินการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมปี 2551 ของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มีการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อกรุงไทยประหยัดพลังงาน (KTB-Green Loan) ในการสนับสนุนผู้ประกอบการในการลงทุนในโครงการหรือมาตรการที่ก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยังไม่รวมถึงการประกาศกลยุทธ์ CSR ของธนาคารจำนวนไม่น้อยในช่วงเวลาที่ผ่านมา
แต่ในทางกลับกันถ้าดูตัวเลขคดีที่ศาลแพ่ง รัชดา รายงานนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551-ธันวาคม 2551 พบว่ากว่า 230 คดีที่ผู้บริโภคฟ้องร้องผู้ประกอบการ ส่วนมากจะเป็นคดีการเช่าซื้อรถยนต์ บัตรเครดิต คดีการกู้ยืมเงินจากธนาคารและสถาบันการเงิน รวมทั้งบริษัทสินเชื่อ
“ไม่มีประโยชน์เลยที่จะประกาศว่าคุณมีโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม แต่พนักงานกลับไปเปิดบัญชีในชื่อคนอื่นแล้วเล่นหุ้น front-running (การลงทุนตัดหน้ากองทุน) ซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เสมอ ประเด็นสำคัญก็คือสถาบันการเงินต้องมีกลไกอะไรบางอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของตนเองจะรักษาหน้าที่พื้นฐานได้อย่างเต็มที่” สฤณีกล่าวย้ำ
จริยธรรมพื้นฐานสำคัญที่สุด
และเสนอแนะว่า เพื่อให้เข้าใกล้ความรับผิดชอบที่แท้จริง สถาบันการเงินไทยต้องเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับ “หน้าที่พื้นฐานของนักการเงิน”
“นี่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนที่จะพูดว่าคุณรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร กล่าวคือ หน้าที่พื้นฐานก็คือการรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าและไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ 3 อย่าง คือ 1.มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างตนเองกับลูกค้า 2.มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างลูกค้า 2 ราย เช่น ถ้าเราทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับลูกค้าในธุรกิจเหล็ก ก็ต้องคิดว่าจะเป็นที่ปรึกษาให้กับคู่แข่งเขาด้วยหรือไม่ เพราะเราอาจไม่รักษาผลประโยชน์ของคนทั้งสองได้อย่างเต็มที่ และ 3.ต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจหน้าที่โดยที่ลูกค้าไม่ยินยอม หรือในทางที่เอาเปรียบผู้เล่นคนอื่นในตลาดรวมถึงการรับสินบนจากลูกค้า”
ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) หลักการคือวิถีการพัฒนาใดก็ตามที่จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลังในการตอบสนองความต้องการของพวกเขา โดยต้องให้ความสำคัญในเรื่องความเท่าเทียมของโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรหรือความเท่าเทียมของโอกาสที่จะพัฒนาตนเองเพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์และให้ความสำคัญต่อความยุติธรรม ขณะเดียวกันต้องมีมุมมองระยะยาว และต้องคิดอย่างเป็นระบบในการเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด triple of bottom line ซึ่งจะเดินไปสู่ทิศทางนั้นได้ต้องบริหารจัดการความต้องการของการมีส่วนได้ส่วนเสียหลายๆ ฝ่าย ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีคำถามว่าเราจะทำได้อย่างไร เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความต้องการไม่เหมือนกัน”
สฤณีกล่าวด้วยว่า “ถ้ามองในมุมภาคการเงินขณะที่ผู้ถือหุ้นต้องการกำไรสูงสุด และเห็นสถาบันการเงินโปร่งใสและมีความเป็นมืออาชีพ ผู้ฝากเงินก็อยากจะได้ ดอกเบี้ยสูง มีความเป็นธรรมและโปร่งใส หากเป็นผู้กู้ยืมเงินก็ต้องการเห็นธนาคารให้ดอกเบี้ยต่ำในเงื่อนไขที่เป็นธรรมและโปร่งใส ในวิกฤตซับไพรม ข้อเท็จจริงก็ปรากฏแล้วว่าเงื่อนไขในการปล่อยกู้ของธนาคารเป็นเงื่อนไขที่เจ้าหนี้ได้ประโยชน์เยอะ คือซุกซ่อนเงื่อนไขที่ลูกหนี้รู้ไม่ทัน แต่นั่นถือว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหนี้ด้วยเหมือนกัน เวลาปล่อยกู้ก็ควรดูความสามารถในการชำระหนี้ไม่ใช่ว่ารู้จักกับ ผู้บริหาร ซึ่งถ้าทั้งหมดสถาบันการเงินทำได้ก็ถือได้ว่ามีความรับผิดชอบ”
เป็นความรับผิดชอบ (ที่แท้) และเป็นเสียงเรียกร้องที่ผู้คนในสังคมโลกมีต่อสถาบันการเงิน ที่วันนี้สถาบันการเงินไทยฟังแล้วต้องได้ยิน !
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม