เมื่อสิบกว่าปีก่อนกาแฟเป็นเครื่องดื่มธรรมดาๆ ที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนเมืองคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามรถเข็นด้วยราคาไม่ถึงสิบบาท หรือหากเป็นร้านเบเกอรี่ก็ราคาเพียงแค่ยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น แต่เมื่อราวสิบปีมานี้เองที่กาแฟที่คนเมืองนิยมดื่มกันได้ถูกยกระดับให้เป็นสินค้าพรีเมี่ยมราคาแก้วละเป็นร้อยบาทหรือเกือบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ใครเป็นคนสร้างกระแส เขาทำได้อย่างไร Howard Schultz ประธานและหัวหน้าคณะผู้บริหารบริษัทสตาร์บัคส์มีคำตอบในหนังสือเรื่อง Pour Your Heart Into It : How Starbucks Built a Company One Cup at a Time ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2542 นอกจากนั้นหนังสือขนาด 351 หน้าซึ่งแบ่งเป็น 24 บทเล่มนี้ยังเล่าเรื่องราวของการสร้างธุรกิจจากความฝัน แรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อของผู้เขียน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อีกด้วย
ผู้เขียนเป็นลูกคนแรกของครอบครัวและเป็นคนแข็งแรงจึงเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก เขาทำงานส่งหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 12 ปีเพราะพ่อแม่ของเขาเป็นชนชั้นกรรมาชีพ พ่อของเขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การพยาบาลในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและติดเชื้อไข้เหลืองและมาลาเรียมา อีกทั้งยังต้องทำงานหนักจึงมีสุขภาพไม่แข็งแรง แม้ว่าท่านจะมีเวลาว่างไม่มากนัก แต่ท่านก็พยายามที่จะร่วมกิจกรรมทุกอย่างกับลูกๆ ส่วนแม่ของเขาก็เรียนไม่จบชั้นมัธยม แต่ท่านก็เป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เขียน ท่านพยายามกระตุ้นให้เขากล้าที่จะท้าทายตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าผู้เขียนต้องทำงานตั้งแต่ยังเล็ก แต่เขาก็ยังสนใจกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเบสบอล เขาคิดว่าหนทางเดียวที่จะหนีจากสภาพความยากจนและโครงการบ้านเอื้ออาทรของรัฐได้ก็คือการเล่นกีฬา เขาจึงเล่นให้กับทีมเบสบอลของโรงเรียน เมื่อเขาสามารถที่จะเล่นชนะในทุกการแข่งขัน มหาวิทยาลัยมิชิแกนเหนือจึงเสนอที่เรียนให้ แต่หลังจากที่เขาเข้าเรียนสาขาการสื่อสารและวิชาการพูดในที่สาธารณะ เขากลับไม่สามารถเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยได้ เขาจึงจำเป็นต้องหางานทำและขายเลือดเป็นบางครั้งเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและจ่ายคืนเงินกู้ให้กับมหาวิทยาลัย
หลังจบการศึกษาในปี 2518 […]
Share on Facebook
หลายๆ ครั้งที่ผมได้อ่านข่าวหรือบทความในหน้าซีเอสอาร์ หรือ Corporate Social Responsibility ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ทำให้ผมย้อนนึกอยู่เสมอว่า เรื่องของ KM (หรือการจัดการความรู้) กับเรื่องของ CSR นั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ก็ยังมิได้ปักใจลงความเห็นเสียทีว่าจะเอาทั้งสองเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร จนมีโอกาสได้อ่านบทความของท่าน ดร.พรชัย ศรีประไพ ในคอลัมน์ CEO Talk ที่ได้เขียนกล่าวแนะนำไว้ว่า องค์กรที่ต้องการมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นมิได้หมายถึงจะต้องเน้นไปที่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้ความสำคัญถึงการสร้างความรับผิดชอบภายในองค์กรด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือองค์กรควรที่จะต้องเห็นความสำคัญของการสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพและคุณค่า หมายถึงคนที่มีความรู้ความสามารถดีเพื่อทำงานที่ตนเองรับผิดชอบให้เกิดเป็นคุณค่าต่อตนเองและต่อผู้อื่นในสังคม สิ่งที่ท่าน ดร.พรชัยได้เขียนกล่าวแนะนำมานี้ได้ช่วยให้เกิดเป็นจุดประกายให้ผมคิดต่อยอดเพื่อตอบคำถามที่ว่า แล้ว KM เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร
ต้องขอเขียนกล่าวว่าผมเห็นด้วยกับท่าน ดร.พรชัยเป็นอย่างยิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้างคุณค่าในตัวงาน หรือแม้กระทั่งในตัวของผู้ปฏิบัติงาน เพราะผมมองว่าในสังคมในยุคปัจจุบันนั้น เหล่ามนุษย์ทำงานทั้งหลายถูกกระแสทุนนิยมบีบให้รีบทำมาหากินจนบางครั้งลืมที่จะมองให้เห็นลึกซึ้งมากขึ้นในเรื่องของคุณค่าของตัวงานที่ทำ หรือมองให้เห็นลึกซึ้งถึงตัวตนของตนเองว่ามีคุณค่าอย่างไร วิถีชีวิตอย่างนี้เป็นสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในยุคนี้ โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่คำว่า “ต่างคนต่างอยู่” ถูกนำมาใช้แม้กระทั่งกับบุคคลในครอบครัว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนในยุคนี้มองชีวิตตนเองให้ลึกซึ้ง ให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นคน คุณค่าของความเป็นคนที่มีครอบครัว คุณค่าของความเป็นคนที่มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ
ในบางครั้งผมเคยให้คติกับลูกศิษย์เพื่อให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการที่มีชีวิตอยู่ว่า “ขอให้เป็นคนดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง และต่อสังคม” ผมคิดว่าคติที่ว่านี้ส่งเสริมแนวคิดเรื่อง CSR ที่ว่าคนเราจะทำดีต่อผู้อื่นได้ต้องไม่ลืมที่จะเป็นคนดีต่อตนเองและต่อคนใกล้ตัวเสียก่อน เพราะถ้าท่านเป็นคนเก่ง […]
Share on Facebook
เมื่อเฉลียง 3 ฝ่ายมาเจอกัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น !
ที่แน่ๆ ไม่ได้เป็นเฉลียงหน้าจั่วแต่อย่างใด
แต่ประเทศไทยระอุ เพราะทุกประเด็นถูกปลุกขึ้นมายำใหญ่
เพราะเป็น “เฉลียง” จึงทำได้ เฉลียงเปิดเวที กล้าเปิดพื้นที่ให้ตัวเอง แถมยังได้เงินเป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก
“เฉลียง” ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากรายหนึ่ง
เป็นการสะกิดสะเกาประเด็นปัญหาของสังคมในมุมที่เราเจอะเจอทุกวันขึ้นมาสะท้อนให้เห็นว่าสังคมมันผิดปกติแล้วนะ พึงตระหนักและจะช่วยกันเยียวยาอย่างไร เป็นการกระตุกต่อมสังคม กระตุกสำนึกที่ดี กระตุกให้มีสติกลับมา อย่าหลงไปกับกระแสจนไม่ลืมหูลืมตา
เป็นเวทีทอล์กโชว์ที่สะท้อนปมด้อยของประเทศที่เป็นไท้…ไทยมากๆ very thai thai ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และสรุปว่าในท้ายที่สุดแล้วคนไทยก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน จะแก้ปัญหากันอย่างไร ไม่มีข้อสรุป ไม่มีข้อเสนอแนะ และชี้ว่าเราก็ยังวนๆ อยู่กับปัญหา และยังวนๆ กันอยู่กับคำว่าหยวนๆ ไปเถอะ เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง
สะท้อนลึกๆ ว่า ปัญหามันแก้ไม่ได้จริงๆ ! และเราต้องอยู่กับมัน (ปัญหา) ซ้ำๆ อย่างคุ้นชิน
ที่ขาดไม่ได้คือการเหน็บแนมตั้งแต่ฉึกฉักๆๆ รถไฟไทยว่า…โคตรจะล้าหลัง เมื่อเทียบกับชิงคันเซนของญี่ปุ่น ที่บุกเบิกรถไฟมาพร้อมๆ กันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อไหร่ที่มีขยับปรับเปลี่ยนรถไฟก็หยุดวิ่งประท้วง (ข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็น ถ้าใครได้เข้าไปที่สำนักงานการรถไฟ จะพบเห็นอุปกรณ์ทำอาหาร หม้อไฟฟ้า กระทะ เครื่องปรุงอาหาร ฯลฯ ซุกอยู่ใต้โต๊ะพนักงาน […]
Share on Facebook
ขณะนี้มีข้อถกเถียงกันว่ารัฐบาลควรจำนำข้าวให้เกษตรกรหรือประกันราคาข้าว ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลหวังว่าจะลดภาวะจากการแทรกแซงข้าวของรัฐบาลและลดความรั่วไหล เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชั่นที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเวียนเทียนข้าว การลักลอบข้าวจากต่างประเทศมาขายให้รัฐบาลไทย ภาระของรัฐจากการต้องเก็บรักษาข้าว ฯลฯ แต่แนวทางที่ถกเถียงกันขณะนี้ก็ยังไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาหลักของข้าวไทย คือการที่ประเทศไทยมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เห็นได้จากตารางข้างล่างนี้ ซึ่งรวบรวมมาจากสถิติขององค์กรการเกษตร หรือ FAO
(ดูตาราง)
เห็นได้จากตารางข้างต้นว่าผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูก (ซึ่ง FAO ใช้หน่วยเป็นเฮกตาร์) ของไทยนั้นพัฒนาไม่มาก คือจาก 1.66 ตัน ในปี 1961 มาเป็น 2.38 ตัน ในปี 1997 ที่ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพประมาณ 43% ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 36 ปีดังกล่าว (ซึ่งถือได้ว่ายาวนานเท่ากับหนึ่งช่วงอายุทำงานของคนหนึ่งรุ่น) นั้น ประเทศอื่นๆ พัฒนาการปลูกข้าวของตนล้ำหน้าไทยไปมาก เช่น สำหรับโลกและเอเชียโดยรวมนั้นผลิตภาพเพิ่มขึ้นถึง 104% บางประเทศเช่นจีนเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 203% ในขณะที่เวียดนามและพม่าเพิ่มผลิตภาพได้ประมาณ 100% จึงเห็นได้ว่าการพัฒนาผลิตภาพของไทยนั้นถดถอยไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเอเชียและประเทศคู่แข่งเช่นเวียดนาม คือผลิตภาพไทยเคยเท่ากับ 87% ของเวียดนาม ในปี 1961 แต่ก็ปรับลดลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 61% ในปี […]
Share on Facebook
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคง ขับเคลื่อนการเมืองแบบหลายทาง เพื่อหวังผล 2 ต่อ ในหมากกระดานอำนาจ
ต่อที่หนึ่ง ปั่นกะเพื่อชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคเสียงข้างมาก จัดตั้งรัฐบาล สมัยหน้า และต่อที่สอง ให้เครือข่ายคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อเปิดทางให้ “ทักษิณ” กลับเมืองไทย โดยปราศจาก “คดี” ด้วยการ “ถวายฎีกา” ทั้ง “โฟนอิน” บนเวทีเสื้อแดง สายตรงถึงผู้สมัครตัวต่อตัว และยัง “ต่อสาย” ถึงพวกนักการเมือง “ขาใหญ่” ในบ้านเลขที่ 111 ที่กระจัดกระจายอยู่ในพรรครัฐบาล
ศูนย์กลางของขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อต่อสู้ให้ชนะ 2 ต่อ ถูกปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “ศูนย์พรรค” ไปเป็น “เวทีเสื้อแดง” แต่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับทฤษฎี “ขับเคลื่อนหลายทาง” เพื่อไปสู่เป้าหมาย ถูกทดสอบและ วัดผลได้แล้วใน 2 จังหวัด ที่มีการเลือกตั้งซ่อมทั้ง จ.สกลนครและศรีสะเกษ
มาร์เก็ตแชร์ที่พรรคเพื่อไทยได้เพิ่ม จนชนะ เฉพาะ 2 จังหวัด ได้เกือบ 3 แสนคะแนน ที่โหวตให้กับนายพิทักษ์ […]
Share on Facebook
นี่เป็นอีกทริปทดสอบรถยนต์ที่ผมค่อนข้างชื่นชอบ เพราะ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เขาเชิญให้ไปทดลองนั่งทำตัวเป็นผู้โดยสารจริงๆ คุณพี่เอก สุพัฒพงศ์ จันทร์พรหม พี.อาร์.ใหญ่ฮุนได เตรียมโชว์เฟอร์ฝีมือดีไว้พร้อม เราก็แค่ทำหน้าที่ “นั่งเต๊ะจุ๊ย” ร้องรำทำเพลงไปตลอดทาง ยิ่งได้นักเล่าเรื่องฝีปากกล้า คุณมะปรางค์ (สมศักดิ์ มีลือการ) จากคู่แข่งเรดิโอ พร้อม บ.ก.ซี-แม็ก คุณเปี๊ยก วัชระ ธรรมศรี, บ.ก.อะคาร์ คุณตุ้ย วัชระ เรืองมาลัย และคุณตู่ วิโรจน์ ธัญญาหาร อดีต บ.ก.ข่าวรถยนต์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ตอนนี้หันไปเอาดีทางจัดรายการวิทยุ คลื่นเท่าไหร่ผมจำไม่แม่น แต่จัดช่วงบ่ายวันศุกร์นี่ล่ะครับ นั่งร่วมทริปไปด้วย หัวร่อ งอหาย ครื้นเครงกันไปถึงที่หมายไม่รู้เรื่องเลยครับ
ตอนนี้ใครเผลอมาถามผมว่าอยากเดินทางไกลเอารถอะไรไปดี ? ผมตอบไม่คิดเลย ต้องเป็น “เอ็มพีวี” อเนกประสงค์แบบนี้ล่ะครับ ถึงจะ “แด่ว” รับรองมีที่ทางกว้างขวางให้เปลี่ยนอิริยาบถได้ตลอดทาง ไม่ต้องไปทนนั่งหลังขดหลังแข็ง แม้จะได้ซีดานขนาดใหญ่เป็นพาหนะก็ตาม
พูดถึงเอช 1 ตอนนี้มีให้เลือกถึง […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม