![]() |
ขณะนี้มีข้อถกเถียงกันว่ารัฐบาลควรจำนำข้าวให้เกษตรกรหรือประกันราคาข้าว ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลหวังว่าจะลดภาวะจากการแทรกแซงข้าวของรัฐบาลและลดความรั่วไหล เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชั่นที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเวียนเทียนข้าว การลักลอบข้าวจากต่างประเทศมาขายให้รัฐบาลไทย ภาระของรัฐจากการต้องเก็บรักษาข้าว ฯลฯ แต่แนวทางที่ถกเถียงกันขณะนี้ก็ยังไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาหลักของข้าวไทย คือการที่ประเทศไทยมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เห็นได้จากตารางข้างล่างนี้ ซึ่งรวบรวมมาจากสถิติขององค์กรการเกษตร หรือ FAO
(ดูตาราง)
เห็นได้จากตารางข้างต้นว่าผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูก (ซึ่ง FAO ใช้หน่วยเป็นเฮกตาร์) ของไทยนั้นพัฒนาไม่มาก คือจาก 1.66 ตัน ในปี 1961 มาเป็น 2.38 ตัน ในปี 1997 ที่ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพประมาณ 43% ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 36 ปีดังกล่าว (ซึ่งถือได้ว่ายาวนานเท่ากับหนึ่งช่วงอายุทำงานของคนหนึ่งรุ่น) นั้น ประเทศอื่นๆ พัฒนาการปลูกข้าวของตนล้ำหน้าไทยไปมาก เช่น สำหรับโลกและเอเชียโดยรวมนั้นผลิตภาพเพิ่มขึ้นถึง 104% บางประเทศเช่นจีนเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 203% ในขณะที่เวียดนามและพม่าเพิ่มผลิตภาพได้ประมาณ 100% จึงเห็นได้ว่าการพัฒนาผลิตภาพของไทยนั้นถดถอยไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเอเชียและประเทศคู่แข่งเช่นเวียดนาม คือผลิตภาพไทยเคยเท่ากับ 87% ของเวียดนาม ในปี 1961 แต่ก็ปรับลดลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 61% ในปี 1997 เป็นต้น
จากปี 1997 เป็นต้นมา ประเทศไทยปรับลดค่าเงินบาทลงอย่างมาก จาก 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 34-38 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ จึงน่าจะเป็นแรงจูงใจให้ไทยเร่งพัฒนาผลิตภาพ เพราะสามารถผลิตข้าวในราคาที่แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้โดยง่าย เนื่องจากประเทศอื่นๆ ไม่ได้ปรับลดค่าเงินมาเช่นประเทศไทย ซึ่งตัวเลขผลิตภาพของไทยกระเตื้องขึ้นจาก 2.38 ตัน มาเป็น 2.69 ตันต่อเฮกตาร์ (ดีขึ้น 13%) ในขณะที่ผลิตภาพของเอเชียและของโลกดีขึ้นอีกประมาณ 8% ดูเสมือนว่าประเทศไทยจะต้องเข้าสูวิกฤตเศรษฐกิจและลดค่าเงินประมาณ 40-50% จึงจะสามารถกระตุกให้มีการพัฒนาผลิตภาพได้ แต่ผลสืบเนื่องจากการลดค่าเงินบาทซึ่งทำให้ราคาข้าวปรับขึ้น 40-50% นั้นเป็นการสร้างภาระให้กับคนไทยทุกคนที่บริโภคข้าว เพราะต้องซื้อข้าวด้วยเงินบาท ดังนั้นแนวทางการพัฒนาการผลิตข้าวของไทยจึงน่าจะพยายามเพิ่มผลิตภาพมากกว่าการเพิ่มราคาเป็นเงินบาทผ่านการลดค่าเงินบาท หรือการกดดันให้รัฐบาลตั้งราคาประกันหรือราคาจำนำข้าวที่สูงเกินกว่าราคาตลาดดังที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือไม่ว่าจะคิดที่จะประกันราคาข้าวหรือให้ชาวนามาจำนำข้าวที่ราคาสูงก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาการสร้างภาระให้กับผู้บริโภคข้าวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การตั้งราคาข้าวในประเทศที่ราคาสูงนั้นมีแต่จะทำให้ขายข้าวในต่างประเทศได้ยากยิ่งขึ้นเช่นที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ และในที่สุดก็จะมีการผลิตข้าวจนเหลือเกินความต้องการค้างอยู่ในประเทศ เพราะไม่มีใครต้องการซื้อข้าวไทยที่ราคาแพง โดยเฉพาะเมื่อประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาและขยายการผลิตข้าวของตนมาโดยตลอด
![]() |
แนวทางในการแทรกแซงภาคการเกษตรเช่นข้าวนั้น จึงน่าจะพยายามเน้นการเพิ่มผลิตภาพหรือผลผลิตต่อหน่วยที่ดินหรือต่อคน และเมื่อทำได้ก็จะทำให้รายได้ของชาวนาสูงขึ้น แม้ว่าราคาข้าวจะลดลง แต่การลดลงของราคาข้าวไทยก็จะทำให้ข้าวไทยแข่งขันกับข้าวของคู่แข่งและจำกัดการขยายการผลิตของคู่แข่ง อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลยังต้องการที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น ก็น่าจะพยายามเติมรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำ เช่น รัฐบาลตั้งมาตรการว่าครอบครัวเกษตรกรจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 50,000 ต่อปี เมื่อครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่านั้นรัฐบาลจะจ่ายเงินเพื่อจุนเจือให้มาอยู่ที่ระดับดังกล่าว เช่น สมมติว่าปัจจุบันประเทศไทยมีครอบครัวที่พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก 10 ล้านครัวเรือน และมี 3 ล้านครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ 50,000 บาท รัฐบาลก็จะสามารถจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือให้โดยตรงได้ โดยไม่ต้องไปบิดเบือนราคาตลาด และอาจทำให้รัฐบาลสูญเสียน้อยกว่าที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ที่ขาดทุนปีละ 15,000-20,000 ล้าน เช่น หาก 3 ล้านครัวเรือนที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ประมาณครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อปี ก็จะเป็นภาระเท่ากับ 15,000 ล้านบาท เป็นต้น
บางคนอาจโต้ได้ว่าการทำเช่นนั้นจะเพิ่มภาระให้รัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ส่งเสริมให้เร่งการผลิต แต่ก็เห็นแล้วกับประสบการณ์ที่ผ่านมา การพัฒนาการผลิตของข้าวไทยล้าหลังอย่างมาก ดังนั้นการที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินช่วยเกษตรกรเป็นจำนวนมากอย่างตรงไปตรงมาเปิดเผยและไม่รั่วไหลนั้น จึงน่าจะดีกว่าประสบการณ์ในอดีต นอกจากนั้นจะยังเป็นการทำให้รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญในการเร่งพัฒนาผลิตภาพและรายได้ให้กับเกษตรกรของรัฐบาลที่ถูกนำเอามาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย
การเร่งการพัฒนาผลิตภาพนั้นมีความเร่งด่วนในอีกมิติหนึ่ง คือการที่ประเทศไทยนั้นในอดีตเน้นการเพิ่มการผลิตโดยการขยายพื้นที่เพาะปลูกเป็นหลัก (ผลิตภาพจึงไม่พัฒนาเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ) แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการขยายพื้นที่เพาะปลูกในอนาคตจะทำได้โดยมีข้อจำกัดมากมาย เพราะประเทศไทยน่าจะเหลือพื้นที่เพาะปลูกอีกไม่มากแล้ว เห็นได้ว่าการเพิ่มปริมาณการผลิตของไทยซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ดังปรากฏในตารางข้างล่าง ซึ่งจะเห็นได้ว่าไทยเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวจาก 10.2 ล้านตันมาเป็น 27.9 ล้านตันในช่วง 46 ปีที่ผ่านมาเป็นการเพิ่มปริมาณการผลิต 175% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่ต่ำที่สุด ยกเว้นกรณีของประเทศอินเดีย เมื่อพิจารณาในเชิงของเปอร์เซ็นต์การเพิ่ม แต่หากดูจากปริมาณแล้ว ประเทศอื่นๆ เพิ่มปริมาณการผลิตแซงหน้าไทยมาก เช่นเวียดนามเพิ่มปริมาณการผลิต 26.6 ล้านตัน ในขณะที่ไทยเพิ่มปริมาณการผลิตเพียง 17.7 ล้านตันในช่วงเวลาเดียวกัน แม้แต่พม่าเองก็ยังเพิ่มปริมาณการผลิตได้เกือบ 26 ล้านตัน จึงสรุปได้ว่าประเทศไทยไม่ควรภูมิใจมากนักกับการเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก แต่น่าจะระดมความคิดในการแก้ปัญหาพื้นฐานของเราอย่างรีบเร่งที่สุด เพราะไทยไม่มีทางเลือกเหลืออยู่มากนักครับ
คอลัมน์ ระดมสมอง
โดย เพสซิมิสต์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.









ความรู้ยอดนิยม