Performancing Metrics

Custom Search

KM เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร



  Donate


หลายๆ ครั้งที่ผมได้อ่านข่าวหรือบทความในหน้าซีเอสอาร์ หรือ Corporate Social Responsibility ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ทำให้ผมย้อนนึกอยู่เสมอว่า เรื่องของ KM (หรือการจัดการความรู้) กับเรื่องของ CSR นั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ก็ยังมิได้ปักใจลงความเห็นเสียทีว่าจะเอาทั้งสองเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร จนมีโอกาสได้อ่านบทความของท่าน ดร.พรชัย ศรีประไพ ในคอลัมน์ CEO Talk ที่ได้เขียนกล่าวแนะนำไว้ว่า องค์กรที่ต้องการมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นมิได้หมายถึงจะต้องเน้นไปที่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้ความสำคัญถึงการสร้างความรับผิดชอบภายในองค์กรด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือองค์กรควรที่จะต้องเห็นความสำคัญของการสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพและคุณค่า หมายถึงคนที่มีความรู้ความสามารถดีเพื่อทำงานที่ตนเองรับผิดชอบให้เกิดเป็นคุณค่าต่อตนเองและต่อผู้อื่นในสังคม สิ่งที่ท่าน ดร.พรชัยได้เขียนกล่าวแนะนำมานี้ได้ช่วยให้เกิดเป็นจุดประกายให้ผมคิดต่อยอดเพื่อตอบคำถามที่ว่า แล้ว KM เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร

ต้องขอเขียนกล่าวว่าผมเห็นด้วยกับท่าน ดร.พรชัยเป็นอย่างยิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้างคุณค่าในตัวงาน หรือแม้กระทั่งในตัวของผู้ปฏิบัติงาน เพราะผมมองว่าในสังคมในยุคปัจจุบันนั้น เหล่ามนุษย์ทำงานทั้งหลายถูกกระแสทุนนิยมบีบให้รีบทำมาหากินจนบางครั้งลืมที่จะมองให้เห็นลึกซึ้งมากขึ้นในเรื่องของคุณค่าของตัวงานที่ทำ หรือมองให้เห็นลึกซึ้งถึงตัวตนของตนเองว่ามีคุณค่าอย่างไร วิถีชีวิตอย่างนี้เป็นสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในยุคนี้ โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่คำว่า “ต่างคนต่างอยู่” ถูกนำมาใช้แม้กระทั่งกับบุคคลในครอบครัว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนในยุคนี้มองชีวิตตนเองให้ลึกซึ้ง ให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นคน คุณค่าของความเป็นคนที่มีครอบครัว คุณค่าของความเป็นคนที่มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ

ในบางครั้งผมเคยให้คติกับลูกศิษย์เพื่อให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการที่มีชีวิตอยู่ว่า “ขอให้เป็นคนดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง และต่อสังคม” ผมคิดว่าคติที่ว่านี้ส่งเสริมแนวคิดเรื่อง CSR ที่ว่าคนเราจะทำดีต่อผู้อื่นได้ต้องไม่ลืมที่จะเป็นคนดีต่อตนเองและต่อคนใกล้ตัวเสียก่อน เพราะถ้าท่านเป็นคนเก่ง แต่ไม่รู้จักทำตัวให้เป็นคนดี หรือไม่มีความรับผิดชอบต่อคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ผมก็มองไม่เห็นจริงๆ ว่า แล้วท่านจะมีความสามารถไปทำดีกับคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลตัวท่านออกไปในสังคมของท่านได้อย่างไร

หลายๆ ครั้งที่ท่านอาจจะเห็นบุคลากรในองค์กรของท่านนั้นมีชีวิตแบบไร้ค่า กล่าวคืออยู่ไปวันๆ ถ้าเป็นคนทำงานก็จะเป็นคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือมาทำงานเพื่อหวังจะกอบโกยเงินเดือนไปเลี้ยงตัวไปวันๆ เท่านั้น หาไม่จะเห็นคุณค่าในตัวตนเองในฐานะของผู้มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ หรือเห็นคุณค่าในตัวงานที่เป็นงานที่อาจจะมีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างยิ่ง ถ้าสามารถทำงานให้มีผลลัพธ์ออกมาดี บุคคลที่อยู่อย่างไร้คุณค่าอย่างนี้ย่อมถือเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมแน่นอน ในตรงกันข้าม บุคคลที่เห็นคุณค่าในตนเองและเห็นคุณค่าในงานที่ทำจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้อย่างมีคุณค่ากล่าวคือดำรงชีวิตด้วยการสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปในแต่ละวัน บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ หาความรู้ใหม่ๆ พัฒนาความสามารถของตนเองให้เก่งขึ้นและดีขึ้น เพื่อที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้กับองค์กรและต้องมิลืมว่าผลงานดีๆ ดังกล่าวก็อาจจะส่งผลกระทบที่ดีๆ ต่อบุคคลอื่นๆ ในสังคม สังคมก็จะได้พบเจอสิ่งดี สิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่า สังคมมีการพัฒนาไปในทางที่ดี เพราะประกอบไปด้วยคนที่ใฝ่รู้และไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้

ถ้าคนเรามีความสุข ผมคิดว่าคนนั้นน่าจะเห็นคุณค่าของการมีชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันนั้นนำมาซึ่งความยากในการหาความสุข โดยเฉพาะความสุขทางใจ แต่ทว่าท่านผู้อ่านอาจลองนำคติที่ผมได้เขียนอ้างไว้ข้างต้น กล่าวคือ “ขอให้เป็นคนดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง และต่อสังคม” ไปลองประยุกต์ใช้ดู ผมเชื่อว่าความสุขอันแท้จริงนั้นสามารถบันดาลขึ้นมาได้จากการสร้างความดีและการเห็นคุณค่าในด้านต่างๆ ในชีวิตของท่าน และหลักทางด้านการจัดการความรู้หรือ KM ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างดีในการสร้างคุณงามความดีต่างๆ ที่จะช่วยให้การดำรงชีวิตของท่านไม่ได้อยู่แบบไปวันๆ อย่างไร้ค่าดังที่กล่าวให้เห็นเป็นตัวอย่างไว้ข้างต้น

กล่าวคือโดยเริ่มต้นที่จะเป็นคนดีต่อตนเอง ในที่นี้คือการที่ท่านเรียนรู้และใฝ่รู้ในบทเรียนแห่งการใช้ชีวิตให้มากขึ้น แทนที่ท่านจะใช้ชีวิตแบบไม่สนใจว่าตนเองจะเป็นคนเช่นไร หรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองว่าท่านเป็นคนเช่นไร การเป็นคนดีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ผมมองว่าการจะทำอย่างไรให้เป็นคนดีนั้นถือเป็นความรู้ประเภทหนึ่ง และการเป็นคนดีนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจะมีแต่ดีกับดีขึ้นไปเรื่อยๆ อยากให้ท่านที่มองว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตแบบไร้ค่าอยู่ไปวันๆ ลองหันมามองดูตนเองว่าได้ทำอะไรเพื่อเสริมความเป็นคนดีให้กับตนเองบ้าง เช่น เรื่องง่ายๆ อย่างการเรียนรู้ที่จะรับประทานอย่างถูกสุขลักษณะ เรียนรู้ที่จะออกกำลังกาย เรียนรู้ที่จะออกห่างจากยาเสพติดและอบายมุขต่างๆ เมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็เรียนรู้ที่จะรักษาตนเองให้หายป่วย เหล่านี้ถือเป็นการสร้างคุณความดีให้กับตนเองและเห็นคุณค่าในความเป็นคนของตนเอง และถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะการเรียนรู้ทั้งหลายเหล่านี้ถือเป็นกระทำเพื่อที่จะป้องกันมิให้ท่านต้องตกเป็นภาระของผู้อื่นในสังคม

และเมื่อท่านพยายามทำตัวให้เป็นคนดีและไม่เป็นภาระต่อผู้อื่นแล้ว ท่านก็จะมีความพร้อมที่จะเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของท่านโดยการสร้างความดีต่อผู้อื่น โดยอาจเริ่มจากคนใกล้ตัวของท่านก่อน ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวของท่านหรือเพื่อนฝูงของท่าน หลักของ KM สามารถถูกนำมาประยุกต์ใช้ได้ในแง่ที่ว่าท่านจะต้องรู้สุขรู้ทุกข์ซึ่งกันและกันระหว่างคนในครอบครัวกับเพื่อนฝูง สภาพสังคมในยุคปัจจุบันทำให้ความสัมพันธ์อันดีแบบครอบครัวและเพื่อนฝูงนั้นบิดเบือนไป หน้าที่ของคนเป็นพ่อกับแม่กลับกลายเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อให้ลูกมีรับประทาน หน้าที่ของลูกคือตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้ในอนาคต หน้าที่ของเพื่อนกลายเป็นเพียงใครสักคนที่เพื่อไว้โทร.หาเมื่อต้องการความช่วยเหลือ แต่คนในยุคปัจจุบันลืมไปว่า หน้าที่ของการเป็นคนคือการสร้างสายใยระหว่างกัน มีความห่วงใยกัน รักใคร่กัน อยากให้ท่านถามตัวท่านว่า ท่านรู้หรือเปล่าว่า คนในสมาชิกของท่านหรือเพื่อนฝูงของท่านกำลังมีความสุข หรือมีความทุกข์เรื่องอะไรอยู่ สำหรับผม ผมถือว่าการรับฟังปัญหาหรือความทุกข์ของผู้อื่น การช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ หรือการร่วมยินดีไปกับความสุขของคนอื่นนั้นถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมประเภทหนึ่ง และถ้าทุกๆ คนในสังคมมีความรับผิดชอบประเภทนี้ได้ ก็จะทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความสุข

เมื่อท่านเป็นคนดีต่อตนเองและต่อคนใกล้ตัวของท่านแล้ว สิ่งนี้จะเป็นรากฐานที่ทำให้ท่านเป็นคนที่มีความสุข เพราะอย่างน้อยท่านจะเป็นคนที่เดินออกจากบ้านไปทำงาน หรือออกไปสู่สังคมภายนอกด้วยสีหน้าที่มีความสุขและยิ้มแย้มแจ่มใส่ ซึ่งผมถือว่าด้วยสภาพกายและใจที่ดีเช่นนี้ ท่านจะมีความพร้อมเต็มที่ที่จะสร้างคุณความดีให้กับสังคม โดยที่หลัก KM สามารถถูกนำมาประยุกต์ได้โดยการที่ท่านสามารถนำความรู้ที่ท่านมีอยู่มาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับองค์กรของท่าน ให้กับสังคมของท่าน ท่านจะเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองเพื่อที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ดีงามให้กับองค์กรของท่านหรือสังคมของท่าน นอกจากนี้ท่านยังสามารถนำความรู้ที่ท่านมีอยู่มาแบ่งปันให้กับผู้อื่นในที่ทำงานของท่านหรือในสังคมของท่าน เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถนำความรู้ของท่านไปประยุกต์เพื่อประโยชน์ของเขาเหล่านั้น หรือเป็นการต่อยอดไปสู่องค์ความรู้ใหม่อื่นๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการที่จะพัฒนาสังคมให้ดีต่อขึ้นไปเรื่อยๆ

สุดท้ายนี้ขอสรุปว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนหนึ่ง หรืออยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้น มิใช่เรื่องยากเลยในการที่ท่านจะสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และถ้าจะอาศัยหลัก KM ก็ขอให้ท่านเพียงแต่เริ่มสร้างความสุขในตัวท่านโดยการเรียนรู้ที่จะเป็นคนดีต่อตนเอง เรียนรู้ที่จะห่วงใยเอาใจใส่ทุกข์สุขของคนใกล้ตัว และเมื่อท่านมีความสุขแล้ว ท่านก็พร้อมที่จะเป็นคนดีต่อสังคม โดยสร้างสรรค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสังคม และแบ่งปันความรู้ที่ท่านมีอยู่เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นในสังคม

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>