Boom Green เอนไซม์จากผักผลไม้ สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Pinterest



  • ยังมีโอกาสทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมาภายใต้ คอนเซ็ปต์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม !

    ซึ่งบูมกรีน (Boom Green) และคิววิช (Q-Wish) ก็เช่นเดียวกัน ที่ถูกค้นคิดและพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้งานที่ตอบโจทย์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคและการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้ว่าที่ผ่านมาการทำตลาดสินค้าในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัด ทำได้ในลักษณะนิชมาร์เก็ต ไม่ใช่แมสมาร์เก็ต ลักษณะการเติบโตจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวาเหมือนสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ทั่วไป

    แต่ถามว่ามีโอกาสหรือไม่ จีระชัย พัฒนกุลชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรีน ควอลิตี้ ในฐานะผู้ทำตลาดสินค้ากรีนคอนเซ็ปต์ทั้ง 2 แบรนด์ มั่นใจว่ามีแน่นอน เพราะแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มตระหนักทั้งในเรื่องของคุณภาพสินค้าที่มาพร้อมกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพียงแต่ว่าสิ่งที่ต้องทำในการสร้างตลาดสินค้ากลุ่มนี้ก็คือ การให้ข้อมูล การให้การศึกษากับผู้บริโภคให้เข้าใจถึงกระบวนการผลิตว่า กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงคุณประโยชน์ของสินค้านั้นว่ามีความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ อย่างไร… ซึ่งไม่ง่ายเลย

    แต่ถ้าสามารถทำได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาจีระชัยก็เชื่อว่า จะเป็นการสร้างฐานตลาดที่สามารถเก็บกินได้ยาวและมั่นคง โดยมีตัวผู้บริโภคเป็นผู้การันตี ถึงการใช้แล้วดีก็จะเกิดการบอกต่อปากต่อปาก

    โดยกรณี Boom Green เป็นตัวอย่างแรกที่อยากเล่าสู่กันฟัง

    Boom Green เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราฉลากเขียว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอนไซม์จากผักและผลไม้เป็นวัตถุดิบหลัก เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 90-93% และสารสกัดจากธรรมชาติ 7-10% ไม่ใส่กรดเคมี ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่วางขายกันอยู่ในขณะนี้

    ที่ผ่านมามีการผลิตและทำตลาดมาเกือบ 10 ปี มีโรงงานผลิตอยู่ทางภาคใต้ มีลักษณะการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในด้านประเภทผลิตภัณฑ์และการตลาด เริ่มตั้งแต่สบู่ล้างหน้า สบู่อาบน้ำ แชมพูสระผม ต่อมาก็พัฒนาเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิวอเนกประสงค์ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน

    “สินค้าทุกตัวมีฐานวัตถุดิบจากเอนไซม์ ที่เกิดจากการบ่มเพาะผักและผลไม้ทั้งหมด อาทิ สบู่ล้างหน้าก็เกิดจากการหมักทับทิม มะเขือเทศ มะนาว ฯลฯ เป็นเวลา 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย หรือสินค้าบางตัวก็เกิดจากการหมักสับปะรดเป็นลูก เป็นเวลา 2 ปี

    มีสารปรุงแต่งน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง หรือสารอื่นๆ จึงไม่ระคายเคืองต่อผิว และปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ รวมถึงเมื่อเกิดการชำระล้างก็สามารถย่อยสลายได้ง่ายด้วย”

    จีระชัยเล่าว่า ก่อนหน้านี้การทำตลาดของบูมกรีน ค่อนข้างจำกัดในเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย แต่ปัจจุบันได้มีการปรับแผนการตลาดใหม่ โดยมุ่งสู่ช่องทางค้าปลีกเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้ง่ายขึ้น อาทิ เลมอนฟาร์ม รวมถึงร้านค้าอื่นที่ขายสินค้าภายใต้กรีนคอนเซ็ปต์ ขณะเดียวกันก็เปิดรับตัวแทนจำหน่ายที่สนใจด้วย

    ส่วน Q-Wish เป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค

    คิววิชเป็นชีวภัณฑ์จากธรรมชาติใช้เพื่อการล้างผัก ผลไม้ และอาหารที่ผลิตจากเอนไซม์ที่เกิดจากจุลินทรีย์ที่ดี ไม่ก่อให้เกิดโรคแก่คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม สามารถฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับผัก ผลไม้ อาหารแห้ง อาหารทะเล

    จีระชัยเล่าว่า ที่ผ่านมามีสินค้าหลายตัวที่ผลิตจากเอนไซม์ที่เกิดจากจุลินทรีย์ที่ดี แต่ส่วนใหญ่ผู้เป็นเจ้าของนวัตกรรมนี้จะผลิตเป็นแมสและส่งขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไม่ได้เน้นทำตลาดในช่องทางรีเทล

    “เจ้าของนวัตกรรมจากจุลินทรีย์นี้ก็คือ ดร.วิสุทธิ์ จันทวิชญสุทธิ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ไบโอวิช ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยที่พื้นฐานจากเอนไซม์จากจุลินทรีย์ สามารถพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าได้หลายๆ ตัว ทั้งเพื่อการบริโภคและอุปโภค และยังไม่ได้เจาะตลาดรีเทล ตนจึงมองว่ามีโอกาส หากสามารถทำตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ ด้วยคุณสมบัติของเอนไซม์ตัวนี้ก็คือ ช่วยกำจัดเชื้อโรคและสารพิษจากยาฆ่าแมลง และช่วยถนอมคุณภาพและความสดของอาหาร จึงได้ติดต่อขอเป็นผู้ทำตลาดเพียงเจ้าเดียว” จีระชัยกล่าวและว่า คิววิชจึงถูกพัฒนาออกมาเป็นในรูปของแคปซูล 1 แผง มี 9 เม็ด ใช้เพื่อการล้างผักและผลไม้โดยเฉพาะ

    ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ผักและผลไม้ที่วางขายอยู่ในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง ทั้งในเรื่องสารเคมีและยาฆ่าแมลง ที่ล้างยากและมีอัตราการตกค้างสูง แม้ว่าที่ผ่านมาผู้บริโภคจะมีทางเลือกคือหันไปบริโภคผักและผลไม้ที่ปลูกแบบออร์แกนิกส์หรือผักปลอดสารพิษ แต่การบริโภคพืชผักกลุ่มนี้ก็มีจำกัดคือมักจะมีราคาแพง

    “ตนจึงมองว่า คิววิชจึงน่าจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการบริโภคผักและผลไม้อย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิเคราะห์และรับรองโดยสถาบัน หน่วยงานภาครัฐหลายๆ หน่วยงาน อาทิ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข ฯลฯ รวมถึงราคาจำหน่ายก็สมเหตุสมผล 45 บาท/กล่อง (9 เม็ด) เพราะต้องการให้ผู้บริโภคทุกระดับสามารถซื้อใช้ได้”

    แต่ทั้งนี้จีระชัยยอมรับว่า เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่ คอนเซ็ปต์ใหม่ ที่การขายจำเป็นต้องให้ความรู้กับผู้บริโภค การขายจึงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่องทางการจัดจำหน่าย จึงเป็นช่องทางเดียวกับบูมกรีน คือ ร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพทั่วไป ปัจจุบันจึงเริ่มส่งสินค้าเข้าร้านบ้างแล้ว ขณะเดียวกันก็มองโอกาสช่องทางอื่นๆ รวมถึงเปิดกว้างสำหรับร้านค้าหรือเอเย่นต์ทั่วไปที่สนใจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มนี้ด้วย




    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply