Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

พนักงานที่รักองค์กร-องค์กรที่น่ารัก


บนเที่ยวบินระหว่างทางจากภูเก็ตถึงกรุงเทพฯ อ่านเจอข่าวเล็ก ๆ ข่าวหนึ่งที่พูดถึงการจ่ายโบนัสของธุรกิจในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปีนี้ในขณะที่เรียกว่าวิกฤต แต่ดูเหมือนว่าโดยเฉลี่ย บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ก็จ่ายเงินโบนัสอย่างน้อย ๆ 5-8 เดือน และมีบริษัทหนึ่งประกาศที่จะจ่ายโบนัสถึง 11.5 เดือน

เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ชะโงกหน้ามาดู พาดหัวข่าวเล็ก ๆ ข่าวนี้ด้วยอาการสนอกสนใจ และตั้งคำถามแบบที่มีคำตอบในทำนองปลอบใจตัวเองว่า หรือเพราะอุตสาหกรรมนี้ฐานเงินเดือนต่ำ ว่าแล้วเขาก็หมกมุ่นกับนิตยสารตรงหน้าต่อไป

แม้ในวงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ จะรับรู้กันดีว่าเรื่องเงินอาจจะไม่ใช่คำตอบที่สูงที่สุด สำหรับการจะทำงานในองค์กรนั้น ๆ ต่อ หรือย้ายงานไปทำงานในองค์กรใหม่ แต่เงินเดือนและผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบของบริษัท

เคยได้นั่งคุยกับนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ เขาตั้งข้อสังเกตที่ชัดเจนว่า อัตราการเติบโตของเงินเดือนของพนักงานที่ทำงานกับธุรกิจในประเทศไทยนั้นมีอัตราการเติบโตที่น้อยมาก หรือจะเรียกว่าแทบจะอยู่ในระดับที่หยุดนิ่ง นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นั่นรวมไปถึงช่องว่างที่ห่างกันอย่างชัดเจนระหว่างผู้บริหารระดับสูงสุดถึงพนักงานที่อยู่ในระดับล่างสุด

ถ้าจะอธิบายด้วยภาพในระดับมหภาค เปรียบองค์กรเป็นประเทศก็เป็นเหมือนกับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่นับวันจะยิ่งห่างกันมากขึ้น ในระดับประเทศช่องว่างที่ว่าก็นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำ พร้อมกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา เช่นเดียวกันช่องว่างเหล่านั้นก็อาจจะนำมาซึ่งความไม่แข็งแรง หรือสุขภาวะที่แย่ขององค์กร

ในระยะหลัง ๆ เราจึงเห็นองค์กรธุรกิจจำนวนมากกำลังพูดถึงเรื่อง “สุขภาวะขององค์กร” ซึ่งทั้งหมดต้องเริ่มต้นจาก “พนักงาน”

เพราะ “คน” คือหัวใจขององค์กร ถ้าไม่พัฒนาคน ถ้าไม่ดูแลคนและคุณภาพชีวิตพวกเขาเป็นอย่างดี โอกาสที่องค์กรจะมีสุขภาวะ “แข็งแรง แข่งขันได้ และยั่งยืน” ก็เป็นไปได้ยาก หลายบริษัทยังไม่ใช่ดูแลแค่พนักงาน แต่ยังดูแลไกลไปถึงครอบครัว อย่าง “ไลอ้อน” เจ้าแห่งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค เพิ่งตัดสินใจสร้างห้อง “เดย์ แคร์” สำหรับดูแลเด็ก ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ พนักงาน อายุระหว่าง 3 เดือน-3 ปี หรือเด็กก่อนวัยเรียน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าระหว่างที่ทำงาน พนักงานจะได้ไม่ต้องพะวักพะวนและกังวลใจ ที่จะทำให้เขามีความสุขในการทำงานมากขึ้น เมื่อมีความสุขงานก็ออกมาดี ประสิทธิผลของงานก็ดีขึ้น ผลดีจึงไม่ได้ตกอยู่แค่เพียงพนักงาน แต่ยังส่งผลกลับมาที่บริษัท

พูดถึง “ความสุขของพนักงาน” แล้วนึกถึงบทเรียนของ “เอเชีย พรีซีชั่น” ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายหนึ่งที่เติบโตจากบริษัทเล็ก ๆ มียอดขาย 50-60 ล้านบาท กลายมาเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมั่นคงในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีรายได้ต่อปีถึงกว่า 720 ล้านบาท ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่ตอนวิกฤตบริษัทนั้นได้รับผลกระทบด้วยซ้ำ แต่การพลิกสถานการณ์จากที่เลวร้ายที่สุดมาเป็นดีที่สุดได้ เป็นเพราะเขาเปลี่ยนวิธีคิด ด้วยการทำให้โรงงานเป็นมากกว่าโรงงาน แต่เป็นบ้านหลังที่ 2 ของพนักงาน เปลี่ยนจากการมองแค่ “กำไร” มาเป็นการมอง “คุณค่าขององค์กร”

ถึงวันนี้เมื่อมีคนตั้งคำถามกับเขาว่า ทำไมต้องทำและทำอย่างไร

“อภิชาติ การุณกรสกุล” เจ้าของ “เอเชีย พรีซิชั่น” ตอบว่า “องค์กรมักอยากให้พนักงานรักองค์กร แต่กลับลืมส่องกระจกและถามตัวเองว่า องค์กรน่ารักพอที่จะให้พวกเขารักแค่ไหน” ดังนั้นแทนที่ผู้บริหารจะถาม “พนักงาน” พวกเขาต้องตั้งคำถามกับ “ตัวเอง” ว่า “จะทำอย่างไรให้องค์กรน่ารักพอจะให้พนักงานรัก”

จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับความจริงข้อหนึ่งของชีวิต “เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ถ้าไม่เปลี่ยนตัวเอง” สำคัญก็แค่ ต้องไม่ลืมส่องกระจก !!

โดย วรัญญา ศรีเสวก

[...]

ซีเอสอาร์ 2010


แนวคิดด้านซีเอสอาร์ หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการนั้น นับวันจะทวีความสำคัญและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ แต่การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติให้ได้รับผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหมาย ยังคงเป็นคำถามสำหรับหลาย ๆ กิจการครับว่า ควรดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างไร ในรูปแบบไหน จึงจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

โดยคำว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เน้นย้ำว่าเป็นประสิทธิภาพต่อทั้งกิจการและกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย โดยเฉพาะสังคมแวดล้อม และกลุ่มสาธารณะต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ให้ผลดีด้านผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างสมดุลต่อทั้งพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ สังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แต่การดำเนินกิจการด้านซีเอสอาร์ของกิจการโดยทั่วไป มักจะเป็นรูปแบบการบริจาคเสียมากกว่า อาทิ บริจาคเงิน สิ่งของ สินค้า ฯลฯ นัยว่าเพื่อเป็นทานสร้างกุศล ซึ่งการทำซีเอสอาร์แบบนี้ถือว่าเป็นระดับแรก ๆ เท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบทางบวกอย่างเพียงพอและยั่งยืนครับ เพราะเมื่อขาดแคลนก็ต้องบริจาคกันใหม่อีก ไม่สามารถสร้างการพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

ดังนั้นการทำซีเอสอาร์แนวคิดใหม่สำหรับปีที่กำลังจะมาถึง มีหลักการง่าย ๆ สามประการครับ เริ่มจาก ต้องเกาะติดวิเคราะห์กระแสสังคมด้วยว่า ในขณะนั้นมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น กำลังเผชิญอะไรอยู่ ทัศนคติและความต้องการของคนในสังคมมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ฯลฯ ซึ่งการทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อทราบความต้องการที่แท้จริงและสามารถตอบสนองสังคมได้อย่างตรงจุด อันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ที่มากพอสำหรับสร้างปรากฏการณ์ทางบวกต่อสังคมนั้น ๆ ได้ มิใช่ว่ากิจการอยากทำอะไร ก็ทำ โดยมิได้สนใจกระแสสังคมเลย ก็จะทำให้การทำซีเอสอาร์นั้นไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควรครับ

อาทิ กระแสปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เช่น ภาวะโลกร้อน ปัญหาโรคระบาดไข้หวัดพันธุ์ใหม่ หรือแม้แต่ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก็สามารถนำมาพิจารณาเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ได้

ประการถัดมา คือ กิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของกิจการนั้น ต้องสอดคล้องกับความสามารถหลัก หรือทักษะที่โดดเด่นของกิจการด้วย ยิ่งถ้าเป็นความสามารถหรือทรัพยากรที่หายาก ไม่มีในกิจการอื่น ๆ ได้ ก็จะยิ่งดี อาทิ เทคโนโลยีขั้นสูงเหนือระดับกว่าคู่แข่งขันที่ยังไม่สามารถตามทัน หรือทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สั่งสมกันมา ยากที่จะถูกลอกเลียนแบบได้ เป็นต้น

เหตุผลของการที่กิจกรรมด้านซีเอสอาร์ควรสอดคล้องและพัฒนาขึ้นมาจากความสามารถหลักดังกล่าวนั้น ก็เนื่องมาจากว่าจะทำให้กิจการสามารถทำกิจกรรมดังกล่าวได้ดีกว่ากิจการอื่น ๆ มาก และสามารถสร้างประโยชน์และเรียกว่ามี “impact” เป็นกอบเป็นกำ จับต้องได้แก่สังคมแวดล้อมที่เกี่ยวข้องมากที่สุดครับ

อาทิ บริษัทเจเนอรัลอีเล็กทริกส์ หรือจีอี มีเทคโนโลยีขั้นสูงที่พัฒนาสั่งสมมานานทางด้านเกี่ยวกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อนอย่างมาก จีอีจึงนำเทคโนโลยีดังกล่าวที่ไม่มีใครเทียบ มาพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวและนำสู่วิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการกับสภาพแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหากันทั่วโลกดังกล่าวด้วย

หรือการที่กิจการด้านสถาบันการเงิน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการความเสี่ยงและสินเชื่อต่าง ๆ ดำเนินกิจกรรมซีเอสอาร์เน้นย้ำให้ตอบสนองแนวโน้มของวิกฤตซับไพรมแฮมเบอร์เกอร์ดังกล่าว จึงได้ริเริ่มโครงการ Micro Banking ซึ่งเน้นให้ความรู้ สร้างความแข็งแกร่งด้านพื้นฐานการเงินและสินเชื่อระดับชุมชน เพื่อให้หล่อเลี้ยงสภาพคล่องดูแลกันภายในพื้นที่ได้ โดยที่ไม่ต้องอิงกับสถาบันการเงินระดับประเทศแต่เพียงอย่างเดียว นับว่าได้รับความสนใจและสร้างกระแสสังคมได้อย่างมากทีเดียว

ท้ายสุด คือ กิจกรรมซีเอสอาร์ดังกล่าวต้องสร้างผลประโยชน์ตอบแทนที่ลงตัวสมดุลที่สุดให้กับทั้งสังคมและกิจการที่ดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ เองด้วย กล่าวคือมิใช่แค่เป็นการเทเงินให้กับกิจกรรมดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวทั้งหมด แต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกลับมาสู่กิจการอีกด้วย แต่เน้นย้ำว่าเป็นระดับที่เหมาะสม มิใช่มุ่งหาแต่ผลประโยชน์หรือกำไรเป็นหลักเหมือนในอดีตครับ

เหตุผลก็คือการทำแบบนี้ ทำให้กิจการซีเอสอาร์เกิดความยั่งยืนในฝ่ายของกิจการเองด้วย เนื่องจากหากกิจกรรมโครงการดังกล่าวสามารถเลี้ยงตัวได้ สร้างผลตอบแทนกลับมาตามสมควร ทำให้กิจการยิ่งมีแรงจูงใจ มีทรัพยากรเพียงพอที่จะพัฒนาต่อยอดเพิ่มกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้นต่อไปอีก และเมื่อผลประโยชน์เกิดขึ้นกับทั้งสังคมและองค์กรเองอย่างสมดุล ก็จะยิ่งดีครับ เพราะกิจการก็จะดำเนินโครงการต่อยอดมากขึ้น สังคมก็ได้รับประโยชน์สูงขึ้นตามไปอีก โดยที่กิจการเองก็มิได้มีภาระทางด้านนี้มากเกินไปอีกด้วย นับว่าเป็นย่างก้าวที่สมดุลกันทั้งสองฝ่าย

ดังกรณีของจีอี ที่เน้นกระแสสิ่งแวดล้อมและนำเอาเทคโนโลยีขั้นสูงของตนมาพัฒนาต่อยอดตอบแทนสังคม และท้ายสุดกลายเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ภายใต้โครงการ Ecomagination ที่มีเทคโนโลยีชั้นเลิศเพื่อสิ่งแวดล้อมมากมายที่ไม่มีใครเทียบ ผลิตภัณฑ์ในหน่วยธุรกิจนี้จึงสามารถสร้างผลตอบแทนแก่กิจการเป็นกอบเป็นกำ จนถือเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของกิจการไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังมีกิจกรรมแคมเปญและพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าบริการตอบแทนสังคม ช่วยบรรเทาปัญหาสังคมในยุคโลกร้อนนี้อย่างสัมฤทธิผลและต่อเนื่องอีกด้วย และจีอีเองก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากได้รับทั้งภาพลักษณ์ คุณค่าต่อสังคม และทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินการสานต่อแนวคิดดังกล่าวอย่างยั่งยืนในระยะยาว

กิจการของทุกท่านลองพิจารณาไอเดียข้างต้น และอาจนำไปประยุกต์ใช้กับแนวคิดซีเอสอาร์ของท่าน เพื่อส่งผลดีต่อทั้งองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลและยั่งยืนครับ

คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค Teerayout@acc.chula.ac.th

[...]

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2553


ปีวัว (2552) กำลังจะผ่านไป ปีเสือ (2553) กำลังจะเข้ามา เป็นยังไงกันบ้างครับ ท่านผู้อ่าน ปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ช่างมีความผันผวน หรือเรื่องไม่คาดฝันทางเศรษฐกิจกันเยอะเหลือเกินใช่ไหมครับ ตั้งแต่ปลายปีก่อนคาบเกี่ยวจนถึงต้นปีนี้โลกเรา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเราต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าภายในประเทศเราเป็นการเฉพาะแล้วทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเราทรุดดิ่งเหวกันไปตาม ๆ กัน …พอมาถึงราวเดือน เม.ย. 52 อยู่ ๆ ก็ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจบ้านเรากลับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เล่นเอาหักปากกาเซียนไปหลายคนว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนว่าจะยืดเยื้อยาวนาน น่าจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น จนหลาย ๆ ฝ่ายออกมาบอกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นรูปตัว V กล่าวคือ โลกเราจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว…พอมาปลายปีเรื่องราวกลับพลิกผันอีก…กรณี Dubai World ที่มีการเลื่อนการชำระหนี้ก็ดี หรือกรณีปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกรีซที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต้องลดอันดับความน่าเชื่อถือกรีซลงก็ดี กลับชี้ให้เห็นกันว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ว่า คงไม่ใช่เป็นรูปตัว V เสียแล้วกระมังครับ.. ตอนนี้แบงก์ชาติบางประเทศก็เริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกันแล้ว (ซึ่งแสดงว่าเศรษฐกิจประเทศเขาเริ่มร้อนแรงจนต้องมีนโยบายการเงินมาลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และ/หรือ เงินเฟ้อ) ในขณะที่บางประเทศ (เช่นกรณี ดูไบ หรือกรีซ) ยังมีสัญญาณการทรุดตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง… อ้าว สรุปแล้วมันยังไงกันแน่ครับ เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจบ้านเรามันจะฟื้นหรือไม่ฟื้นกันแน่ครับ ? นั่นสิครับ นี่คงเป็นคำถามใหญ่สำหรับเศรษฐกิจปีหน้าครับ เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากหลังจากวิกฤตครั้งนี้ แถมปัจจัยภายในประเทศเราก็มีแต่ความไม่แน่นอน ปีหน้าคงผันผวนเอาเสียมาก ๆ จริง ๆ ครับ

เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงยังไงหรือครับ…ลองมาดูกันครับ…ประเทศอเมริกาต้นตอของปัญหาวิกฤตการเงินโลกครั้งนี้ ทุกคนก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีขนาดเศรษฐกิจราว 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ความมั่งคั่งของประเทศนี่ ไม่ต้องพูดถึงครับ ก่อนจะเจอวิกฤตเขามีความมั่งคั่งรวมถึง 64 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือประมาณ 2.1-2.2 พันล้านล้านบาท ขนาดเศรษฐกิจไทยเราประมาณ 10 ล้านล้านบาท นั่นหมายถึงว่าเท่ากับ GDP ไทยเรา 200 กว่าปีครับ … พอเขาเจอวิกฤตความมั่งคั่งของเขาหายไป 14 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเท่ากับ GDP ของเขาประมาณ 1 ปีพอดี…เจอวิกฤตครั้งนี้ คนอเมริกันจนลงเยอะเลยนะครับ…ปกติเมื่อก่อนถ้าเรารวย ๆ อยู่ เคยใช้เงินฟุ่มเฟือย พออยู่ ๆ เราจนขึ้นมาเราจะเป็นยังไงกันบ้างครับ ? ที่เคยฟุ้งเฟ้อก็ต้องเลิกฟุ้งเฟ้อกันใช่ไหมครับ .. คนอเมริกันก็เป็นคนครับ ก็ไม่ต่างจากเรา เมื่อก่อนเค้ามีรายได้ 100 บาท เขาออมกันประมาณบาทเดียว ตอนนี้ต่างแล้วครับ หลังจากวิกฤตเขาออมกัน 4-5 บาทแล้วครับ (สูงสุดในรอบราว 30 ปี) ก็เป็นธรรมดาครับ ความมั่งคั่งหายไปมาก ก็ต้องเริ่มอดออมสร้างฐานะกันใหม่ครับ

ออมกันเยอะ ก็หมายความว่าบริโภคกันน้อย…การบริโภคที่น้อยลงนี้จะทำให้เราคาดหวังว่าเราจะส่งออกไปอเมริกาได้มากเหมือนเดิมคงไม่ได้แล้วหละครับ…พวกรวยเก่าไม่ใช่เฉพาะประเทศอเมริกา แต่หมายถึงในอีกหลาย ๆ ประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญหมดสตางค์กันแล้ว และคงจนกันไปอีกนานครับ…แล้วอย่างนี้ ตอนนี้เศรษฐกิจโลกมันฟื้นขึ้นได้ยังไงครับ ? คำตอบกำปั้นทุบดินก็คือ โลกเราต้องมีผู้นำทางเศรษฐกิจใหม่น่ะสิครับ…ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) ครับ ที่นำเศรษฐกิจโลกอยู่ตอนนี้

(ดูกราฟ)

บทความวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เขาทำไว้น่าสนใจครับ SCB EIC ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลกเป็นต้นไป Landscape ทางเศรษฐกิจโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กลุ่มประเทศที่จะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จะเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets) มากกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนา (Developed Markets) ครับ การเปลี่ยนแปลงใน Lanscape นี้จะทำให้มีการเปลี่ยนในกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกทั้งสินค้าและบริการของไทย จาก Electronic Products และ Garment ที่เคยนำตลาดจากการนำเข้าของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเป็นอุตสาหกรรม Electronic Products, Rubber และ Auto Parts ที่จะส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ในทางกลับกัน พึงต้องจับตามองการปรับตัวของอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพิงตลาดประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วและไม่สามารถเจาะกลุ่มตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ เช่น โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ที่ในปีหน้า (2553) อาจจำเป็นต้องมีการแข่งขันด้านราคาสูง เพื่อกระตุ้นอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้น โดยเราคาดว่าในปีหน้า (2553) ราคาห้องพักของโรงแรมระดับ 4-5 ดาวจะปรับตัวลงมาในระดับที่สูงกว่าโรงแรมระดับ 3 ดาวไม่มากอย่างในปัจจุบันครับ…ในทางกลับกัน ก็มีอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เมื่อก่อนประเทศพัฒนาไม่ได้ต้องการมากนัก แต่ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาก เช่น น้ำมันดิบ ยางพารา ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ อุตสาหกรรมพวกนี้จะเป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นทั้งด้านยอดขายและราคา…ลองจับตาดูกันไว้นะครับ

ลองมาดูเศรษฐกิจในประเทศบ้างนะครับ สำหรับเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว SCB EIC คาดว่าปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 3.5% – 4.0% โดยมีโอกาสที่จะขยายตัวอยู่ในระดับประมาณ 3.7% ซึ่งสิ่งที่น่าสังเกตคือในการขยายตัว 3.7% นี้จะมาจากแรงขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม และภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมถึง 1.8% และ 0.8% ตามลำดับ…ตรงนี้น่าสนใจครับ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึง 40% และภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึง 25% ในเศรษฐกิจไทย จึงไม่น่าแปลกที่การขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าที่ระดับประมาณ 3.7% จึงจะถูกขับเคลื่อนจาก 2 ภาคนี้รวมกันถึง 2.6% ดังนั้นเราคงต้องจับตาดูปัญหามาบตาพุดซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไปนะครับ ถ้าปัญหานี้ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะทรุดตัวไม่เป็นไปอย่างที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดก็มีมากครับ

ลองมาดูด้านราคากันบ้างครับ เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เฉลี่ยในปี 2553 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.0% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เฉลี่ย 2.5% โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในเดือนธันวาคม 2552 น่าจะไต่ระดับขึ้นไปถึงราว ๆ ใกล้เคียง 4% และน่าจะอยู่ในระดับประมาณนี้ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยหลัก 2 ประการได้แก่ 1. ดัชนีราคาผู้บริโภคในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 อยู่ในระดับต่ำ และ 2.การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าหลังปีใหม่น่าจะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกรอบหนึ่งครับ

สำหรับอัตราดอกเบี้ย ก็คาดว่า ธปท.ยังคงน่าจะคงนโยบายอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2553 ทั้งที่ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เงินเฟ้อค่อนข้างสูงในช่วงไตรมาสนี้ และไตรมาสหน้า จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นครับ แต่จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ผ่านมา ยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตอันใกล้แต่อย่างใด ซึ่งโดยปกติแล้วหากแบงก์ชาติรู้ว่าเงินเฟ้อกำลังจะมา เขาก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อไว้ก่อนครับ แต่นี่แบงก์ชาติคงเห็นว่าเงินเฟ้อที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ ไตรมาสหน้าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวกระมังครับ จึงไม่มีความกังวลมากถึงกับต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

สุดท้ายครับ คงหนีไม่พ้นแนวโน้มค่าเงินบาท…แม้ช่วงเดือน ธ.ค. 2552 นี้ ค่าเงินดอลลาร์ สรอ. จะเริ่มกลับมาแข็งตัวขึ้นบ้างจากความกังวลต่าง ๆ นานา ทั้งกรณีปัญหา ดูไบเวิลด์ ปัญหาประเทศกรีซ รวมไปถึงการที่เริ่มมีเงินไหลกลับเข้าประเทศสหรัฐ เพื่อไปซื้อสินทรัพย์ที่เริ่มขายจากกระบวนการประนอมหนี้ แต่ก็ยังคาดว่าค่าเงินดอลลาร์ สรอ. หลังจากปีใหม่ไปจนตลอดทั้งปียังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. นี้เองจะส่งผลให้แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องไปในปี 2553 ทั้งนี้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ต่ำจนเกือบเป็นศูนย์ ประกอบกับการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างมหาศาลจากธนาคารกลางสหรัฐ รวมทั้งการขาดดุลงบประมาณการคลังในระดับสูงในปีที่ผ่านมา และจะต่อเนื่องไปยังปีที่กำลังจะมาถึงครับ

สรุปกันเลยดีกว่าครับ…สรุปแล้วปีหน้าแม้ GDP ไทยจะพลิกฟื้นกลับจากการติดลบกว่า -3.0% มาเป็นบวกเกือบ 4.0% ได้ แต่ต้องยอมรับครับ ว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงแรงขับเคลื่อนจากไม่กี่แหล่ง ?. แหล่งในประเทศก็พึ่งพิงการอัดฉีดเงินจากรัฐบาล และหากดูฝั่งการผลิต ก็พึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม…ประเทศเราทะเลาะกันจนบ้านเมืองไม่ไปไหนครับ…ปีหน้าความอึมครึมในประเทศทั้งปัญหาด้านข้อกฎหมาย ทั้งปัญหากีฬาสี ก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจเราอยู่อย่างต่อเนื่อง…เมื่อหันไปดูภาคต่างประเทศ…เศรษฐกิจโลกก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนขั้วผู้นำทางเศรษฐกิจจากประเทศมหาอำนาจเก่า มาเป็นประเทศกำลังพัฒนา…ประเทศเราเป็นประเทศที่มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจสูงกว่า 100% ของ GDP จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจเราจะผันผวนไปตามเศรษฐกิจโลกครับ…ปีหน้าความผันผวนยังมีต่อไปครับ…พี่น้องชาวไทยจะลงทุนอะไรผมว่าคงต้องพิจารณาเลี่ยง ๆ การลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย (high risk high return) หน่อยนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อนครับ สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทุกคนรวย ๆ สุขภาพกาย สุขภาพจิตแข็งแรงครับ

คอลัมน์ นอกรอบ
โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com

[...]

มหัศจรรย์แห่งจีน


คำคำหนึ่งบอกว่า “หากเพียงแค่ประเทศจีน จาม คนทั้งโลกย่อมเป็นหวัด” เป็นคำเปรียบเปรยที่ไม่ได้เลยจากความเป็นจริงแต่อย่างใด

เพราะจีนเป็นยักษ์ใหญ่มีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน

ขนาดเศรษฐกิจโตเป็นอันดับ 3 ของโลก คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จีนจะแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับ 2 แทนค่อนข้างแน่นอน

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับโลกหลายสถาบันถึงกับทำนายว่า ภายใน 20 ปีข้างหน้าจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นแท่นอันดับ 1 อย่างไรก็ตาม คำทำนายนี้นับว่าท้าทายอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะก้าวขึ้นแท่นอันดับ 2 ในสิ้นปีนี้ แต่ขนาดเศรษฐกิจรวมแล้วราว ๆ 7 หมื่นล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ขณะที่สหรัฐปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจโตถึง 2 แสนล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเทียบขนาดเศรษฐกิจระหว่างอันดับ 1 กับอันดับ 2 ยังห่างถึง 3 ตัว ทิ้งกันแบบไม่เห็นฝุ่น การจะขยับจาก 7 หมื่นล้านล้านเหรียญ แสนล้านล้านเหรียญย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ ยิ่งจะต้องดันให้ถึง 2 แสนล้านล้านเหรียญ ยิ่งเป็นเรื่องลำบาก

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2552 ได้มีโอกาสไปเยือนจีนและได้เข้าไปดูงานในนามของ “สถาบันพระปกเกล้า” หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 13 ได้มีโอกาสฟังคำบรรยายจากสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง สถาบันพัฒนาข้าราชการและมหาวิทยาลัย ที่สอนทางด้านการเมืองการปกครองของจีน

ทุกที่ทุกสถาบันที่เข้าฟังคำบรรยาย เมื่อถึงเวลาให้ซักถาม ส่วนใหญ่มักจะถามถึงความมหัศจรรย์ของเศรษฐกิจจีนมากกว่าถามถึงเรื่องการเมืองการปกครอง อาจเป็นเพราะผู้ที่เข้าฟังบรรยายส่วนใหญ่ นอกจากจะเป็นนักการเมือง ส.ส.และ ส.ว.ยังมีข้าราชการ นักบริหาร นักธุรกิจ เข้าร่วมรับฟังด้วย เรื่องเศรษฐกิจจีนจึงกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาทันที

จากการฟังบรรยายทำให้รู้ว่า ในห้วงเวลา 30 ปีนับตั้งแต่จีนเปิดประเทศมาตั้งแต่ปี 1978 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจจีนเติบโตทุกปี แต่ละปีเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9.7

น่าสนใจตรงที่ประเทศจีนมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ขึ้นแท่นเป็นที่หนึ่งของโลก อย่างน้อยเพิ่งรับรู้ว่า นักศึกษาจีนมีมากที่สุดในโลกแม้ว่าจะรู้ว่าประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดก็ตาม และเท่าที่เห็นนักศึกษาของเขาตั้งใจเรียนมากกับการแข่งขันสูงเพราะจำนวนนักศึกษาที่จบมามากกว่าความต้องการของตลาดแรงงาน

ในแต่ละปีประเทศจีนผลิตโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์มากที่สุดในโลก จีนกำลังมีตึกสูงที่สูงที่สุดในโลก อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีรถไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วย แม้แต่การสอบเข้ารับราชการของจีนถือว่ามีความดุเดือดมากที่สุดในโลก ล่าสุดมีคนสมัครสอบกว่า 1 ล้านคน แต่มีอัตราแค่ 1.5 หมื่นตำแหน่ง เท่ากับคนสมัคร 100 กว่าคนแต่รับได้แค่คนเดียว

ข้าราชการของเขาถึงมีคุณภาพ เพราะกว่าจะฝ่าด่านมาได้ด้วยความลำบากยากเย็น

ผู้บรรยายเล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจว่า ในสังคมจีนถือว่ามีข้อดีตรงที่แม้เราจะเกิดเป็นลูกคนระดับรากหญ้า แต่มีโอกาสเป็นใหญ่เป็นโตได้ด้วยการสอบอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเส้นมีสาย

การสอบข้าราชการของเขาเข้มข้นมาก สมัยก่อนที่เราเคยดูหนังจีนโบราณมีการสอบ “จอหงวน” ปัจจุบันคล้าย ๆ กันเพียง แต่ก็มีความเข้มข้นที่สุดในโลกเลยทีเดียว

คนจีนนั้นให้ความสำคัญกับการศึกษามากถึงกับมีคำเปรียบเปรยว่า “ย้ายบ้าน 3 ครั้งเพื่อให้ลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ”

แม้จะสอบผ่านรับราชการได้แล้ว จีนเขายังมีการสอน ยังปลูกฝังให้ข้าราชการเหล่านี้เข้าใจรูปแบบวัฒนธรรมจีน

สอนให้สำนึกความเที่ยงธรรมของสังคมจีน ต้องมีเป้าหมายพัฒนาให้สังคมจีนเป็นสังคมมีอันจะกินและต้องเรียนรู้ลัทธิขงจื๊อและเม่งจื๊อ ที่สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ประหยัด มีเมตตา กตัญญู มีมารยาท ใจถึง ซื่อสัตย์ เป็นต้น

ปัจจุบันวัฒนธรรมขงจื๊อที่ปลูกฝังคนจีนกำลังได้รับความสนใจกันทั่วโลก มีหลายประเทศมีการก่อตั้งสถาบันขงจื๊อ กระทั่งประเทศไทยก็มีการตั้งแล้วที่หากจำไม่ผิดน่าจะตั้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปรัชญาขงจื๊อได้ถูกพร่ำสอนคนในประเทศจีนมาแล้วนับพัน ๆ ปี ทุกวันนี้ก็ยังทันสมัยเสมอ

นอกจากนี้ ข้าราชการจีนถูกสอนให้เรียนรู้วัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลง ไม่แปลกแยกเอาส่วนดีของวัฒนธรรมของประเทศอื่น ๆ มาปรับใช้กับวัฒนธรรมของจีน ที่สำคัญจีนได้ปลูกฝังให้ข้าราชการของเขาเรียนรู้ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง

ตรงนี้แหละที่ถือว่าเป็นแก่นแท้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้โตอย่างรวดเร็ว ยังมีเกร็ดสาระที่น่าสนใจ คราวหน้าจะเล่าสู่กันฟัง

คอลัมน์ สามัญ สำนึก

[...]

สศค.ชี้ปัจจัยเสี่ยงปี 2553 เศรษฐกิจโลกฟื้นจริงและนานแค่ไหน !


มี2552 เป็นปีแห่งความผันผวนที่สุดก็ว่าได้ โดยต้นปีสถานการณ์โดยรวมดูจะย่ำแย่ แต่พอปลายปีกลับตรงกันข้าม ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์พลาดกันไป แต่ ปี 2553 จะเป็นอย่างไรนั้น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ขอย้อนไปดูเหตุการณ์ในรอบปีที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกค่อนข้างรุนแรงที่สุด และคาดว่าจะมีคนตกงานไม่ต่ำกว่า 9 แสนคน รัฐบาลจึงต้องหยุดวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยให้ได้ โดยจัดงบฯกลางปี 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาทเพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน จากนั้นเตรียมเม็ดเงินอีก 8 แสนล้านบาทให้โครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมมาตรการปรับลดภาษีให้ธุรกิจ SMEs, เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อบ้านและจัดสินเชื่อ FAST TRACK ให้กับผู้ประกอบการ

จากผลของมาตรการทั้งหมดตามที่กล่าวมาในข้างต้น ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกส่งให้เศรษฐกิจไทยในปี 2552 ปรับตัวดีขึ้น จากเดิม (ก.ย. 2552) คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัว -3% ต่อปี ล่าสุดจึงหดตัวแค่ -2.8% ส่วนแนวโน้มในปีหน้านั้นเดิมคาดว่าจะขยายตัว 3% ต่อปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ต่อปี

* กรณีมาบตาพุดมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจปีหน้าอย่างไร

เศรษฐกิจปีหน้าจะโต 3-4% หรือเฉลี่ย 3.5% ต่อปี ทาง สศค.ได้รวมผลกระทบกรณีมาบตาพุดไว้แล้ว หากศาลปกครองอนุมัติให้ผู้ประกอบการลงทุนต่อได้เกินกว่า 50% เศรษฐกิจไทย ปีหน้าก็จะโต 3.5% แต่ถ้าสั่งระงับโครงการลงทุนทั้งหมดก็จะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าโตแค่ 3%

กรณีของมาบตาพุดถือเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมหนักที่คิดจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ก็คงต้องคิดหนักเพราะพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกค่อนข้างจะหนาแน่นมาก ครั้นจะไปหาพื้นที่ใหม่อย่างชายฝั่งทะเลภาคใต้ก็อาจจะถูกแรงต่อต้านจากชาวบ้านได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมควรที่จะมาช่วยกันคิดแล้วว่าจะเดินหน้าทำอุตสาหกรรมหนักต่อไปหรือจะมุ่งไปที่อุตสาหกรรมสะอาด ดูแลสิ่งแวดล้อมตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก

* ปัจจัยเสี่ยงในปีหน้ามีอะไรบ้าง

หลัก ๆ ก็จะมีประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกฟื้นจริงหรือไม่ นานแค่ไหน…ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น ความเสื่อมถอยของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะมีผลต่อการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ

ดังนั้นการเร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็งในปีหน้ายังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทแรกที่อาศัยอำนาจ พ.ร.ก.จะเน้นไปที่โครงการลงทุนที่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เม็ดเงินก้อนที่ 2 ที่มาจาก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภา ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการลงทุนระยะยาวเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เม็ดเงินก้อนที่ 2 จะมีความสำคัญอย่างมากถ้าเราไปดูที่ต้นทุนในการขนส่งของประเทศ ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 20% ของ GDP และถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนที่ว่านี้ก็จะปรับตัวสูงขึ้นเป็น 25% ของ GDP ซึ่งภาคเอกชนจะถูกกระทบอย่างหนักจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่เศรษฐกิจโลกฟื้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรก็มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

วิกฤตครั้งนี้เกิดจากการที่เราส่งออกไม่ได้ จึงต้องหันมาลงทุนภายในประเทศแทน และในระหว่างที่ภาคเอกชนยังอ่อนแออยู่ รัฐบาลจึงต้องจัดงบฯทำโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะมีส่วนที่จะช่วยสร้างความสมดุลภายในประเทศ หากรัฐบาลไม่เร่งลงทุนวันนี้ เอกชนไม่ตามมา เราก็ต้องไปพึ่งพาการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ผมอยากเห็นคืออุปสงค์ภายในประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพิ่มสัดส่วนการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศขึ้นมาทดแทนเศรษฐกิจไทยถึงจะโตได้อย่างยั่งยืน ไทยเข้มแข็งก็มีส่วนช่วยสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้

* ฐานะการคลังของประเทศในปีหน้าจะเป็นอย่างไร

ถ้าดูจากข้อมูลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าประมาณการเฉลี่ยเดือนละ 20,000 ล้านบาท ทั้งปีอาจจะเก็บรายได้เกินเป้าถึง 2 แสนล้านบาท สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วเกินคาด เพราะฉะนั้นเรื่องฐานะการคลังในปีหน้าจึงไม่มีอะไรน่าห่วงเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าห่วงคือการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาวมากกว่า อย่างในปี 2555 สาธารณะจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของ GDP กรณีที่รัฐบาลเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายจะมีผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลง และงบประมาณก็จะเข้าสู่งบฯสมดุลได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ในปี 2553

การดำเนินนโยบายการคลังในปีหน้ายังคงมีบทบาทมาก ทั้งในเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษี และเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินภาครัฐโดยเฉพาะโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง ส่วนนโยบายการเงินจะต้องเน้นเรื่องเสถียรภาพดูแลเงินเฟ้อและลดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นหลัก

* ประมาณการเศรษฐกิจปี 2553 อย่างไร

สำหรับการปรับปรุงประมาณการเศรษฐกิจใหม่ อยู่ภายใต้สมมติฐาน 6 ประการ คือ 1.เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก 14 ประเทศฟื้นตัวดีขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -1.5% หดตัว แค่ 1.2% ต่อปี ส่วนปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 3% ส่งผลทำให้ การส่งออกไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยเดือนพ.ย. 2552 มูลค่าส่งออกขยายตัว 17.2% ส่วนในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวที่ 15.5% ต่อปี

2.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2553 ฟื้นตัวช้าลง คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบใน ปี 2553 น่าจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ 80 เหรียญต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก ๆ 10 เหรียญต่อบาร์เรลจะส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% และยังมีผลทำให้ GDP ลดลงอีก 0.2% ต่อปี

3.ภาคการส่งออกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะมูลค่าราคาสินค้า ส่งออกเริ่มปรับตัวสูงขึ้นถึง 7.4% คาดว่าปี 2553 ราคาสินค้า ส่งออกและสินค้านำเข้าจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง สศค.คาดว่ามูลค่าส่งออกจะขยายตัว 15.5% ส่วนมูลค่าการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัว 27.7%

4.จากการที่ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

5.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะมีผลทำให้การบริโภคภายในอ่อนแอลง ดังนั้นช่วงครึ่งปีแรก ปี 2553 แบงก์ชาติอาจจะยังไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไป แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะมีการพิจารณาปรับขึ้นได้บ้างประมาณ 0.25-0.75% คาดว่าทั้งปีน่าจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ต่อปี

6.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและงบฯไทยเข้มแข็ง จะต้องพยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด เศรษฐกิจไทยในปี 2553 ถึงจะขยายตัว 3.5% ต่อปี

กล่าวโดยสรุปเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจคู่ค้าที่น่าจะส่งผลให้การส่งออกของไทยสูงขึ้น และการเร่งลงทุนของภาครัฐภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ประกอบกับรายได้เกษตรกรที่สูงขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก และการจ้างงานที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้การใช้จ่ายภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมาจากความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และความล่าช้าในการแก้ปัญหาการระงับการลงทุนในเขตมาบตาพุด รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศที่อาจกระทบให้ภาคเอกชนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด

ดังนั้น ภาครัฐยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายในช่วงที่เอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และต้องเร่งผลักดันให้ภาคเอกชนกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยเร็ว

[...]

หนังสือ 10 เล่ม ที่นายกฯ “อภิสิทธิ์” ควรอ่าน

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลและฝ่ายค้านเปิดศึกน้ำลายผ่านหนังสือ “กำเนิดพระนางตอแหล”

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ จากสำนักธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชวนคนไทยอ่านข้อคิดจากหนังสือ “การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย 1850-1970″ ของ James C. Ingram

“ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จึงให้รองศาสตราจารย์ “วิทยากร เชียงกูล” คณบดีวิทยาลัย นวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของโครงการ “หนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน” แนะนำ 10 หนังสือดีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรอ่าน ไว้อย่างน่าสนใจ

หนังสือจากคำแนะนำของ ดร.วิทยากร ไม่ว่าจะนายกฯ ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล หรือใครก็ตามที่ได้อ่าน น่าจะได้ประโยชน์และประเทืองปัญญา

1.”capitalism 3.0″ โดย Peter Barnes นักคิดเสรีนิยมก้าวหน้า ที่เขียนเล่มนี้โดยเสนอเรื่องทุนนิยมที่มีการปฏิรูปมากขึ้น คำนึงถึงสภาพแวดล้อมมากขึ้น และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ทำเพื่อผลกำไรสูงสุดเหมือนทุนนิยมสมัยก่อน ทั้งนี้คนเขียนเห็นปัญหาว่า ระบบทุนนิยมไปไม่รอดโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งการมองปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนรวยและคนจน อันเป็นความไม่สมดุลซึ่งนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ

2.”is Small beautiful” หรือ เล็กนั้นงาม โดย อี.เอฟ. ชูมาเกอร์ เล่มนี้ ผู้เขียนสนใจศึกษาพุทธศาสนา จนนำมาสู่การเขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ซึ่งเป็นคนตะวันตกคนแรก ๆ ที่เขียนเรื่องนี้ โดยให้ความสำคัญเรื่องการกลับไปหาชุมชนเล็ก ๆ เทคโนโลยีที่เรียบง่าย ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

3.”BRINGING THE FOOD ECONOMY HOME” เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดของเศรษฐกิจ สังคม นิเวศ โดย เฮเลนา แอร์เบอร์ก-ฮอดจ์ นักคิดนักเขียนชาวสวีเดน ที่เดินทางไปประเทศอินเดีย แล้วพบว่าชุมชนแบบเก่า ชุมชนแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปรับตัวได้ดีกว่าชุมชนซึ่งถูกครอบงำโดยทุนนิยม และทำให้ความเป็นชุมชนเข้มแข็งกว่า พึ่งตัวเองได้มากกว่า ไม่ต้องกินอาหารสารเคมี นอกจากนี้ผู้เขียนได้เสนอเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัญหาโลกเวลานี้ไม่ใช่ไม่พอกิน แต่อาหารถูกกระจายโดย ไม่เป็นธรรม คนจนไม่ได้กิน แต่คนรวยกลับกินฟุ่มเฟือย

4.”TO THINK WELL IS GOOD TO THINK RIGHT IS BETTER” แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล เล่มนี้พูดถึง 12 นักคิดซึ่งเป็นนักปฏิรูป เช่น อามาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลกับทฤษฎีพัฒนาคนให้มีความสุข หรือ มูฮัมหมัด ยูนุส นายธนาคารนอกกระแส ผู้สร้างธนาคารคนจนในบังกลาเทศ รวมทั้งข้อคิดจากนักปฏิรูปที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม เล่มนี้ชี้ให้เห็นว่ามีนักคิด นักปฏิบัติที่หลากหลายที่ไม่ต้องไปตามกระแสอเมริกา หรือกระแสโลกเพียงอย่างเดียว

5.”พลังของคนหัวรั้น” ของ JOHN ELKINGTON และ PAMELA HARTIGAN แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล เล่มนี้เน้นการคิดนอกกรอบ กล้าคิดอะไรใหม่ ๆ แล้วทำสิ่งที่ไม่ใช่กระแสหลัก แต่เป็นแนวคิดสร้างสรรค์ เน้นประโยชน์ส่วนรวม

6.”สรรนิพนธ์พุทธทาส ว่าด้วย วิถีประชาธิปไตยและหัวใจเศรษฐกิจพอเพียง” เรียบเรียงโดย กวีวงศ์ เล่มนี้เป็นการรวบรวมงานของท่านพุทธทาสด้านสังคม เพราะเรามักจะมองท่านพุทธทาสในแง่ศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วท่านพูดเรื่องการพัฒนาสังคมไว้เยอะมาก ซึ่งมีแง่คิดที่เป็นประโยชน์ งานของท่านที่เป็นปัญญาชน เป็นภูมิปัญญา สังคมไทยน่าจะเอามาใช้พัฒนาประเทศได้

7.”๔๘ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ๔๘ ปาฐกถาภูมิปัญญานักคิดไทย” เล่มนี้ทำในโอกาสครบวาระ 48 ปีพรรษาพระเทพฯ ในปี 2546 โดยมีปาฐกถาด้านสังคมศาสตร์หลายด้าน ทั้งศาสนา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สิทธิมนุษยชน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต เป็นการรวบรวมแนวคิดนักคิด นักเขียนไทยที่เป็นปัญญาชนชั้นนำ ซึ่งมีประโยชน์ น่าจะมีใครสรุปย่อ ๆ หรือนำมาอภิปรายกันว่า นักคิดไทยคิดอะไรกันบ้าง เพราะบ้านเราไม่ค่อยมีการถกกัน ก็เลยมองแบบตะวันตก

8.”รวมบทคัดย่อ รายงานวิจัยกรณีศึกษา” ของ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และทีมวิจัยกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง มีทั้งเรื่องปัญหาคนจน จากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มแรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพรายย่อย ฯลฯ รวมทั้งการมองสาเหตุของปัญหาและวิธีการแก้ไข โดยวิเคราะห์จากข้อมูลกระแสหลัก รวมทั้ง บทวิเคราะห์สังคมไทย เป็นงานชิ้นหนึ่งซึ่งถ้าตามดี ๆ จะมองเห็นทางแก้ไขปัญหาของสังคมไทยได้

9.”หนังสือของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” แม้จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แต่ท่านรักความเป็นธรรมสูงมาก เป็นคนเรียบง่าย ไม่หาผลประโยชน์และเป็นคนลึกซึ้ง ซึ่งงานเขียนมีแง่คิดดี ๆ ต่อสังคมไทยมากมาย และมีภาษาการเขียนดีมาก อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน

10.”มองมุมใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลก” โดย วิทยากร เชียงกูล พูดถึงการเจาะลึกวิกฤตเศรษฐกิจโลกเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานของระบบทุนนิยม

ดร.วิทยากรมีเหตุผลที่อยากให้ “นายกรัฐมนตรี” อ่านหนังสือ 10 เล่ม ว่า

“…เพราะผมมองว่า คุณอภิสิทธิ์เป็นนักเรียนนอก อาจจะรู้จักแต่ประเทศตะวันตก มองการพัฒนาแบบกระแสหลัก ส่งเสริมการเจริญเติบโต ส่งเสริมต่างชาติมาลงทุนเยอะ เปิดตลาดเสรี แต่ไม่ค่อยมองแบบกระแสทางเลือก เช่น พัฒนา สิ่งแวดล้อม เน้นความเป็นธรรม หรือสังคมนิยมประชาธิปไตย”

“อยากให้ท่านอ่านหนังสือไทยมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา ผู้นำหรือชนชั้นนำของไทย ชอบมองแต่ตะวันตก คล้ายว่าถ้าอ่านคนไทยเขียนแล้วไม่ค่อยก้าวหน้า ต้องอ่านหนังสือฝรั่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องได้ทั้ง 2 อย่าง หมายความว่าเราต้องติดตาม ความก้าวหน้าของนักวิชาการฝรั่ง แต่เรา ก็ต้องเข้าใจสังคมไทยด้วย โดยเฉพาะคุณอภิสิทธิ์แกไปเรียนนอกเยอะ ยังสัมผัสกับคนชนบทน้อย ฉะนั้นความเข้าใจในสังคมไทยอาจจะยังมีน้อย ฉะนั้น ท่านควรจะอ่านหนังสือที่คนไทยเขียนมากขึ้น”

[...]

“ฉายา” สะท้อนวิกฤตการเมือง รัฐบาล “ใครเข้มแข็ง ?” สภาผู้แทน “ถ่อย-เถื่อน-ถีบ”

ในช่วงปี 2552 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลง “ระบบ” และโครงสร้าง “อำนาจ” อย่างมี นัยสำคัญ

ทั้งในรัฐสภา-ทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ตกอยู่ในภาวะวิกฤต

“ฉายา” ที่สื่อมวลชนสายทำเนียบ-รัฐสภาตั้งให้ จึงสะท้อนภาวการณ์อันวิกฤตของ “บ้านเมือง”

ฉายารัฐบาล : ใครเข้มแข็ง ?

รัฐบาลประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้ พ.ร.บ.และ พ.ร.ก.เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติ มีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่า การสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทย ทำให้ใครเข้มแข็ง ประชาชน หรือนักการเมือง ?

ฉายานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : หล่อหลักลอย

เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกเป็นจำนวนมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่ง ได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ ครม.มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้ จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้

ฉายานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี : แม่นมอมทุกข์

แม้ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่นายอภิสิทธิ์โดยตรง แต่ก็คอยดูแล อุ้มชู และสนับสนุนในทางการเมืองทุกอย่าง ถึงขั้นประกาศว่า ความใฝ่ฝันทางการเมืองสูงสุด คือการผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ แต่เมื่อสานฝันได้สำเร็จ นายอภิสิทธิ์กลับสร้างปัญหาหนักอกให้ นายสุเทพตามล้างตามเช็ด อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ, การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำให้ผู้จัดการรัฐบาลถูกพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์อย่างหนักว่าตีตัวออกห่าง มัวแต่เอาใจพรรคร่วมรัฐบาล จนเจ้าต้องอยู่ในอาการอมทุกข์

ฉายานายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ช่างจัดฉาก

เป็นคนสนิทของนายกฯ กำกับดูแลสื่อของรัฐ มักเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็น “อิมเมจเมกเกอร์” พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้รัฐบาล เป็นจอมจัดการ เช่น การจัดคิวให้นายกฯ และ ครม.ลงพื้นที่, จัดฉากให้ ครม.ออกทีวี วิทยุ, จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ทว่าเสียงสะท้อนกลับติดลบเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” ที่ให้ทุกจังหวัดเกณฑ์คนมาร้องเพลงชาติ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องงบประมาณ เสมือนช่างพยายามจัดฉากให้ดูดี แต่ไม่มีเนื้องานเป็นรูปธรรม

ฉายานายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี : กั๊ก-กอบ-โกย

ขึ้นชื่อว่าเป็นรองนายกฯ จอมตรวจสอบ กั๊ก และคอยดักจับโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนือง ๆ และถูกแกนนำพรรคร่วมตั้งสมญาว่า “พ่อชุนละเอียด” แต่ไป ๆ มา ๆ กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อพบปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้งน้องชายเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มีตัวเองเป็นประธาน สุดท้าย ทั้งพี่และน้องก็ฝ่าแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จำต้องโกยออกจากตำแหน่ง แม้กระทั่งตำแหน่งตัวเอง ก็ต้องโกยออกไปเป็นเลขาธิการนายกฯ

ฉายานายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ : ไส้ติ่งรัฐบาล

เป็นอดีตนักการทูตที่ได้เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาล จากการเป็นดาวไฮก์ปาร์กบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กลับไม่ยอมใช้วาทศิลป์ทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ตรงกันข้าม ถูกวิจารณ์ว่าปากเป็นพิษ โดยเฉพาะการเปรียบเปรยนายกฯกัมพูชาว่าเป็น “แก๊งสเตอร์” จึงเปรียบเสมือนเป็น “ไส้ติ่ง” ที่แม้จะอยู่ในร่างกายได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดีไม่ดี พอเกิดการอักเสบขึ้นมา จะเป็นโทษต่อร่างกายถึงขั้นเสียชีวิตด้วย

ฉายานางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ : เจ้าแม่แพ้หน้าเน็ต

เป็นรัฐมนตรีหญิงที่มีบทบาทสำคัญใน ครม. เพราะพยายามผลักดันโครงการของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าสู่ ครม.ตลอดเวลา อาทิ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การปรับเปลี่ยนระบบการจัดงบฯ เพื่อบริหารสินค้าเกษตร ฯลฯ แต่ถูกแกนนำรัฐบาลรุมเตะสกัด ทำให้บางโครงการ ไม่ผ่านการอนุมัติ บางครั้งถึงกับร่ำไห้กลางวงประชุม ครม. เปรียบเสมือนนักตบลูกหนังที่แค่ตั้งท่า ยังไม่ทันตบ ก็ติดบล็อกจาก ฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว

ฉายานายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย : สตันต์เฒ่าเฝ้าเก้าอี้

สิงห์เฒ่าวัย 73 ปีผู้นี้ได้เข้ามารั้งเก้าอี้ มท.1 พร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แทนบุตรชายที่อยู่ในบ้านเลขที่ 111 การเป็นรัฐมนตรี ถูกมองว่าเป็นการแสดงบทตามที่ลูกและเพื่อนลูกอย่างนายเนวิน ชิดชอบ คอยกำกับเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทนมานั่งเฝ้าเก้าอี้รอตัวจริง แต่แม้จะเป็น “สตันต์เฒ่า” ก็มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม และมีชั้นเชิงทางการเมืองสูง ทำให้สามารถเฝ้าเก้าอี้ มท.1 เฝ้าเก้าอี้หัวหน้าพรรคอยู่ในรัฐบาลได้อย่างเหนียวแน่น

ฉายานายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม : ภูมิใจ “นาย”

ไม่เคยทำงานบริหารและผ่านงานคมนาคมมาก่อน แต่เป็นลูกน้องคนสนิทของ นายเนวิน ชิดชอบ จึงได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงคมนาคม จากนักการเมืองโนเนม จึงมีชื่อติดกระแสขึ้นมา การเสนอโครงการเป็นไปตามใบสั่ง “นาย” แทบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน หลังต่อสู้กับพรรคร่วมหลายรอบ เป็น โต้โผใหญ่ในการเปิดบ้านพักที่ จ.บุรีรัมย์ต้อนรับนายกฯ แทนลูกพี่ โดยไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาปั่นป่วน จึงถือเป็นลูกน้องที่สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เป็น “นาย” อย่าง “เนวิน”

ฉายานายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง : “ทวิต-กู้”

เป็นขุนคลังที่ประชาชนจดจำผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากภาพการกู้เงินที่เป็นไม้ตายการแก้ปัญหา แต่ภาพของนายกรณ์ในโลกไซเบอร์ คือ นักโพสต์มือ 1 ผ่านเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ และไฮไฟ มักเข้าไปอัพเดตภาพ-ข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งขณะนั่งประชุม ครม. ก็ยังทวิตข้อความและรูปภาพให้สมาชิกได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ในช่วงที่ถูกโจมตีเรื่องการทำงาน บางครั้งศรีภริยาก็ออกมาทวิตแก้ต่างให้ สมเป็นขุนคลัง ออนไลน์ ที่มีผลงานกู้เร็วทันใจ ราวกับ ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต

ฉายา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม : ป้อมพลัง “ป.”

ชื่อเล่นเขาคือ “ป้อม” ได้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นโควตาของกลุ่มการเมืองใด ไม่ใช่สายตรงประชาธิปัตย์ ไม่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับภูมิใจไทย ไม่ใช่ตัวแทนของกองทัพอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ได้รับความเกรงกลัว-เกรงใจจากคนในรัฐบาลอย่างมาก ถึงขั้นปล่อยผ่านเมกะโปรเจ็กต์ของกองทัพอย่างง่ายดาย เนื่องจากมีพลัง อิทธิพล และบารมีของ คนชื่อ “ป ปลา” แห่งกองทัพ เป็น ป้อมปราการค้ำบัลลังก์และป้องกันภัยทางการเมือง

วาทะแห่งปี 2552 : “ใครก็ตามที่ประกาศชัยชนะ ผมถือว่าคนนั้นและกลุ่มคนนั้นคือศัตรูของประเทศอย่างแท้จริง” ซึ่งเป็นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีช พัทยา จ.ชลบุรี หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงนำมวลชนบุกล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนและคู่เจรจาที่เมืองพัทยา และประกาศว่าเป็นชัยชนะของชาวเสื้อแดง

ฉายาสภาผู้แทนราษฎร “ถ่อย-เถื่อน-ถีบ”

ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรตกต่ำอีกครั้ง เพราะเต็มไปด้วยความแตกแยกอย่างหนัก ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล มีการใช้ความรุนแรง ทั้งการเปิดศึกหวิดวางมวย มีการโต้เถียง ด่ากันด้วยด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หยาบคาย จนเกิดเหตุการณ์ชกต่อยและยกเท้าเตรียมถีบ

ฉายาวุฒิสภา “ตะแกรงก้นรั่ว”

ภาพการตรวจสอบของวุฒิสภาไม่เข้มข้น ทำให้สังคมผิดหวังกับบทบาทการตรวจสอบของวุฒิสภา เสมือนว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เสมอตัว เหมือนความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ บทบาทการตรวจสอบ เหมือนกับตะแกรง ในการแยกสิ่งดีไม่ดีออกจากกัน ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงไม่ต่างจากตะแกรงก้นรั่วนั่นเอง

ฉายานายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ผู้แทนราษฎร “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์”

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องรับบทหนักในการควบคุมการประชุม แต่ด้วย ชั้นเชิงที่คร่ำหวอดในสภามานาน ใช้บท ร้อยเล่ห์ ทั้งการประนีประนอม ทั้งไม้แข็งและไม้นวม กระทั่งใช้ความอาวุโส ความเป็น “พ่อเฒ่า” หลอกล่อสมาชิก รุ่นลูก ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล จนหัวหมุน หลงประเด็น ด้วยชั้นเชิงที่แพรวพราวดัง “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์”

ฉายานายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา “ประธานหลักเลื่อน”

ด้วยต้นทุนทางสังคม เคยเป็นถึงอดีตประธานศาลอุทธรณ์ แต่บทบาทของประธานวุฒิสภา ได้สร้างความผิดหวังกับสังคม ไม่กล้าตัดสินใจใช้อำนาจในฐานะประมุขของสภาสูง ในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และมักจะโอนเอนไปตามแรงกดดันของสังคม หรือเกมการเมือง ทำให้เกิดภาวะเลื่อนลอย เปรียบเหมือนหลักยึดที่เลื่อนไป-มาตาม แรงกดดัน

ดาวเด่น “น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย”

บทบาทอภิปรายเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ซึ่ง น.พ.ชลน่านก็สามารถยกข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายมาหักล้างได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณที่ผ่านมา

ดาวดับ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย”

การอภิปราย หรือการยื่นกระทู้ถามในสภา ไม่ได้แสดงความเป็นขุนศึกของฝ่ายค้านได้อย่างสมศักดิ์ศรี มีแต่วาทะที่เชือดเฉือนกระแหนะกระแหนไปยังฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มุ่งไปที่เนื้อหาสาระของการอภิปราย ที่เคยทำได้อย่างโดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา

เหตุการณ์เด่นแห่งปี “การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อหาทางออกกรณีวิกฤตการเมือง”

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 22-23 เม.ย. 2552 เพื่อพิจารณาญัตติด่วน ที่รัฐบาลขอคำเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภา เพื่อหาทางออกในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลังเกิดเหตุการณ์ “สงกรานต์จลาจล” หลายฝ่ายคาดหวังว่าการประชุมรัฐสภานัดนี้จะช่วยให้ความ ตึงเครียดทางการเมืองลดอุณหภูมิลง แต่ปรากฏว่าเวทีรัฐสภากลับไม่เป็นที่พึ่งหวังในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

วาทะแห่งปี “พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม”

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบวาทะนี้มาพูดในสภา ระหว่างตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. เรื่องการส่งตัวผู้ร้าย ข้ามแดน โดยระบุว่า “พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยทำทุจริต ที่ถูกศาลตัดสิน เป็นเรื่องทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย”

คู่กัดแห่งปี “นายจตุพร พรหมพันธุ์-นายวัชระ เพชรทอง”

นักการเมืองคู่นี้ เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน แต่เมื่อมาอยู่ต่างพรรคต่างขั้ว ทำให้วิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองต้องเข้าห้ำหั่นกัน ด้วยความที่รู้ไส้รู้พุงกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา

คนดีศรีสภา “นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์”

ปัญหาสภาล่มบ่อยครั้ง 11 เดือน 11 ครั้ง เพราะ ส.ส.ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่เข้าประชุมสภา ทำให้งานสภาเดินหน้าไปไม่ได้ แต่นายเจริญซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ กลับเข้าประชุมสภาและร่วมลงมติผ่านกฎหมาย 88 ครั้ง จากการประชุมสภา มีการลงมติ 100 ครั้ง

ฉายาผู้นำฝ่ายค้าน-ไม่มีการตั้งฉายา

[...]

ความสุขที่คุณเลือกได้…(ในการดูแลตัวเอง)

หากย้อนกลับไปจะพบว่าความตื่นตัวเรื่องศาสตร์การแพทย์ทางเลือกในเมืองไทยเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 โดยเริ่มต้นจากการนำสมุนไพรมาใช้ การรื้อฟื้นภูมิปัญญาการแพทย์แบบพื้นบ้าน การหารูปแบบและวิธีการรักษาแบบต่าง ๆ จากต่างประเทศมาใช้กันอย่างหลากหลาย จนกระทั่งเมื่อปี 2545 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ความนิยมและการแพร่หลายของการแพทย์ทางเลือกที่มีมากขึ้นในปัจจุบันมาจากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในแง่ของการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนแปลงไปจนการแพทย์ระบบใดระบบหนึ่งไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพึงพอใจ ขณะเดียวกัน ระบบการแพทย์ดั้งเดิมได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสุขภาพมากขึ้น

การแพทย์ทางเลือกจึงเป็นทางเลือกในการรักษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

นั่นเพราะ “แพทย์ทางเลือก” ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกของการรักษาโรคโดยไม่ใช่การผ่าตัดและสารเคมีเท่านั้น แต่ “แพทย์ ทางเลือก” ยังเป็นทางเลือกในการรักษาเชิงป้องกันก่อนเกิดโรค

แม้ว่ามูลค่าตลาดรวมและการเติบโตในแต่ละปีนั้นยังไม่ได้มีการรวบรวมข้อมูลหรือตัวเลขอย่างเป็นระบบ แต่กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ที่ผ่านมามีคลินิกยื่นขอเปิดให้บริการการแพทย์ทางเลือกในแต่ละปีมีเป็นจำนวนมาก และมีการรักษาในหลาย ๆ โรค

ปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือกสามารถจำแนกได้หลายวิธี เช่น จำแนกตามการนำไปใช้ มีดังนี้

1.Complementary Medicine คือการแพทย์ทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

2.Alternative Medicine คือการแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้โดยไม่ต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน

ขณะที่การจำแนกตามกลุ่มของการแพทย์ทางเลือกของ National Center of Complementary And Alternative Medicine (NCCAM) ของสหรัฐอเมริกา จำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม

1.การแพทย์ทางเลือกที่มีวิธีการตรวจรักษาวินิจฉัยและการบำบัดรักษาที่มีหลากหลายวิธีการ ทั้งด้านการให้ยา การใช้เครื่องมื่อมาช่วยในการบำบัดรักษาและหัตถการต่าง ๆ เช่น การแพทย์แผนโบราณของจีน (Traditional Chinese Medicine) การแพทย์แบบอายุรเวชของอินเดีย

2.วิธีการบำบัดรักษาแบบใช้กายและใจ เช่น การใช้สมาธิบำบัด โยคะ ชี่กง เป็นต้น

3.วิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้สารชีวภาพ สารเคมีต่าง ๆ เช่น สมุนไพร วิตามิน Chelation Therapy, Ozone Therapy หรือแม้กระทั่งอาหารสุขภาพ เป็นต้น

4.วิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้หัตถการต่าง ๆ เช่น การนวด การดัด การจัดกระดูก Osteopathy, Chiropractic เป็นต้น

และ 5.วิธีการบำบัดรักษาโดยใช้พลังงานในการบำบัดรักษา ที่สามารถวัดได้และไม่สามารถวัดได้ในการบำบัดรักษา เช่น การสวดมนต์บำบัด พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล เรกิ โยเร เป็นต้น

นี่คือสารพัดกลวิธีดูแลตัวเองที่คุณเลือกได้

[...]

“แพทย์ทางเลือก” ตะวันตก+ตะวันออก เทรนด์ใหม่มาแรงของคนรักสุขภาพ

ยังทยอยเปิดให้บริการและผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดเลยก็ว่าได้ สำหรับแพทย์ทางเลือกแขนงต่าง ๆ ที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่องในปี 2552

ไม่ว่าจะเป็นคลินิก ไคโรแพรกติก คลินิกนวด คลินิกฝังเข็ม รวมถึงการใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า หรือยาสมุนไพร ฯลฯ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจแพทย์ทางเลือกมีความเคลื่อนไหวมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผู้ให้บริการต่างก็เริ่มวางกลยุทธ์การทำตลาดเชิงรุก เพื่อรองรับอนาคตที่คาดว่าจะสดใส

จากเดิมทำการตลาดแบบเงียบ ๆ ก็เริ่มลุกขึ้นมาจัดกิจกรรม ต่าง ๆ อาทิ การสาธิตการรักษาแบบประชิดตัวกลุ่มเป้าหมาย สร้างการรับรู้และประสบการณ์ตรง ขณะเดียวกัน ก็เตรียมจะขยายตลาดออกไปต่างจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้นด้วย

นอกจากเทรนด์สุขภาพที่เป็นตัวแปรสำคัญแล้ว การรักษา แบบองค์รวม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการแพทย์ตะวันออกและวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่จากตะวันตก ซึ่งมีวิทยาศาสตร์รองรับ รวมถึงมีเครื่องมือการวินิจฉัยที่ทันสมัย เป็นสิ่งที่ทำให้คนหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น

จุดกระแส “แพทย์ทางเลือก”

นายกิติพงศ์ มุตตามระ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คิว เมดิคัล เซ็นเตอร์ จำกัด ศูนย์สุขภาพและฟื้นฟูสภาพร่างกาย “รีจู อโศก” ให้ความเห็นว่า แพทย์ทางเลือกเริ่มบูมมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่ยังเป็นตลาดเล็ก เมื่อเทียบกับแพทย์แผนปัจจุบัน และมีผู้เล่นในตลาดไม่กี่ราย อย่างไรก็ตาม ปีนี้แนวโน้มการรักษาแบบใหม่นี้ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมทั้งมีรายใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้ตลาดมีความหลากหลาย ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ประกอบการหลายรายหันมาทำตลาดจริงจังมากขึ้น จากเดิมไม่ทำการตลาด นอกจากนี้ โรงพยาบาล หลาย ๆ แห่งก็หันมาศึกษาและเปิดเป็นแผนกให้บริการ รวมทั้งมีคลินิกเปิดใหม่มากขึ้น

คาดว่า 1-2 ปีจากนี้ไปจะเห็นตลาดขยายตัวอย่างชัดเจน และจากนั้นไปน่าจะเข้าสู่ช่วงของการเติบโตแบบก้าวกระโดด

ขณะที่ นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท เวลเนส จำกัด ศูนย์การแพทย์แบบบูรณาการ กล่าวว่า ปัจจุบันการแพทย์ทางเลือกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เข้ามาสู่ธุรกิจนี้แล้ว ในแง่ของลูกค้าก็หันมาใช้บริการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักและใส่ใจสุขภาพ รวมทั้งคนยังไม่ป่วย แต่ด้วยไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตบางอย่างที่อาจทำให้อวัยวะบางส่วน ไม่อยู่ในสภาพปกติ เช่น โรคที่เกิดจากการทำงาน เมื่อหาคำตอบจากแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ ก็หันมาหาแพทย์ทางเลือก เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้แพทย์ทางเลือกได้รับความนิยมมากขึ้น

แม้กระทั่งโรงพยาบาลชื่อดังอย่าง “บำรุงราษฎร์” ที่เปิดให้บริการด้านนี้ นายแอนโทนี จู๊ด ตัน แห่งไวทัลไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น ยอมรับว่า ตลาดนี้มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ที่สำคัญคือลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการ คำแนะนำ คำปรึกษา การตรวจสุขภาพ และการรักษาแบบส่วนตัว โดยเฉพาะบุคคลสำคัญและคนที่มีชื่อเสียง

งัด “เอดูเคตมาร์เก็ตติ้ง” ขยายตลาด

นายกิติพงศ์กล่าวด้วยว่า แม้แพทย์ทางเลือกจะมีแนวโน้มเติบโต แต่ยังต้องใช้เวลาสร้างการรับรู้ เพราะขณะนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจศาสตร์การรักษาของแพทย์ทางเลือก เชื่อว่าหากจะรักษา ก็ต้องไปที่โรงพยาบาล ดังนั้น กลยุทธ์การตลาดของผู้ให้บริการแพทย์ทางเลือกหลัก ๆ ในขณะนี้ จึงมุ่งเข้าไปให้ข้อมูล ผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจ สนใจศึกษา ข้อมูลต่อ และเกิดความต้องการทดลองรับบริการ

สำหรับรีจู อโศก เน้นการจัดสัมมนาสุขภาพทุกเดือน ร่วมกับบัตรเครดิต เครื่องสำอาง และสถาบันการเงินจัดสัมมนาเวิร์กช็อปทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด การจัดงานสัมมนาให้ความรู้แต่ละครั้ง ก็พบว่ามีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าแพทย์ทางเลือกได้รับการยอมรับมากขึ้น

“การจัดสัมมนาดังกล่าว จะเป็นช่องทางเข้าถึงและช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้เป็นอย่างดี เน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ เข้ามาใช้บริการด้วยบุคลากรการแพทย์ที่มีประสบการณ์ เมื่อลูกค้ามาใช้แล้วเห็นผล ก็จะเกิดการบอกต่อปากต่อปาก”

สำหรับ แอ๊บโซลูท นายแพทย์ฉัตรชัยกล่าวในเรื่องนี้ว่า แนวทางหลัก ๆ ของแอ๊บโซลูท เน้นการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์ทางเลือก ควบคู่การจัดโปรโมชั่นสอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่าย อาทิ แบ่งคอร์สโปรแกรมการรักษาสั้นลง จากเดิมเป็นโปรแกรมใหญ่ และจัดโปรแกรมเข้ากับโรคปัจจุบัน อาทิ โปรแกรมเสริมภูมิต้านทาน โปรแกรมวัยทอง เป็นต้น

ขณะที่ นายนพดล ไชยเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี เนเชอรัล จำกัด คลินิกแพทย์ทางเลือกเฉพาะทางด้านกล้ามเนื้อและโรคปวดเรื้อรัง “ดอกเตอร์แคร์คลินิก” กล่าวว่า ธุรกิจการให้บริการแพทย์ทางเลือกมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง จะเห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละ 30-40% และมั่นใจว่ายังมีช่องว่างเติบโตได้อีก เนื่องจากสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ทำให้อาการปวดเมื่อยต่าง ๆ เกิดขึ้น และกลยุทธ์หลักเน้นการให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจในบริการ

ที่ผ่านมา ยังได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการหันมาเน้นการโรดโชว์ เพื่อสาธิตวิธีรักษาตามสำนักงาน ที่สำคัญคือทำให้มีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น ควบคู่กับแนวทางดังกล่าว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการรับรู้ผ่านเว็บไซต์

เตรียมขยายบริการบุกต่างจังหวัด

นอกจากการรุกตลาดดังกล่าวแล้ว ล่าสุดแพทย์ทางเลือกหลาย ๆ แห่ง ก็เตรียมจะขยายตลาดออกไปในต่างจังหวัดด้วย

นายกิติพงศ์แห่ง “รีจู อโศก” กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันมีลูกค้าจากต่างจังหวัดเข้ามาใช้บริการค่อนข้างมาก บริษัทจึงวางแผนลงทุนขยายสาขาตามหัวเมืองสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวก เป็นศูนย์การให้บริการแต่ละภาค อาทิ ขอนแก่น ภูเก็ต หรือหาดใหญ่

เช่นเดียวกัน ศูนย์การแพทย์บูรณาการแอ๊บโซลูท เฮลธ์ นายแพทย์ฉัตรชัยระบุว่า มีแผนรองรับปริมาณลูกค้าเพิ่มขึ้น อาทิ เพิ่มบุคลากร ขยายสาขาตามต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก จากปัจจุบันมีสาขาในกรุงเทพฯ 2 แห่ง เบื้องต้นสนใจเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม นายนพดลยังกล่าวด้วยว่า แม้แนวโน้มของ แพทย์ทางเลือกจะยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีก แต่วันนี้แพทย์ทางเลือก ก็อาจจะยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง อย่างยิ่งในแง่ของความไม่มั่นใจของผู้บริโภคว่าจะสามารถรักษาหายหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดในแง่ของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละด้านที่มีน้อย หรือบางสาขาก็อาจจะไม่มีเลย และอีกประการหนึ่ง ก็คืออัตราค่าบริการยังอยู่ในเกณฑ์สูง ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการได้ จึงจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม

นอกจากบริการของภาคเอกชน ในส่วนของภาครัฐก็มีนโยบายสนับสนุนแพทย์ทางเลือกเช่นกัน น.พ.เจริญ มีชัย ผู้อำนวยการ บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างองค์การเภสัชกรรมกับภาคเอกชน ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมยาจากสมุนไพรและการแพทย์ทางเลือก เพื่อสร้างทางเลือกด้านสุขภาพที่หลากหลายผสมผสานภูมิปัญญาไทยและสากล โดยมีเป้าหมายภายใน 5 ปี (2550-2554) มีระบบบริการการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีบริการเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี รวมถึงการใช้สมุนไพรตามโรงพยาบาลภาครัฐมีสัดส่วน 25% หรือเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 5-10% ของมูลค่าการใช้ยาในโรงพยาบาล

ปัจจุบัน การใช้ยาสมุนไพรตามโรงพยาบาลยังมีปริมาณไม่ถึง 0.1% เทียบการบริโภคยาแผนปัจจุบันทั้งปีมีมูลค่าประมาณแสนล้านบาท ขณะที่สมุนไพรมีมูลค่าการใช้ยาอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างศึกษาวิจัยอีกหลายรายการ เพื่อบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มียาสมุนไพรที่ใช้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ จำนวน 30 รายการ อาทิ ฟ้าทลายโจร ขมิ้นชัน เจลพริก บัวบก เป็นต้น

วันนี้ แม้ว่าในแง่มาร์เก็ตไซซ์ อาจจะยังมีขนาดที่ ไม่ใหญ่นัก จำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่ม แต่ก็เป็นธุรกิจที่น่าจับตาไม่น้อย เพราะนับวันก็จะมีผู้ประกอบการรายใหม่กระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกระแสการยอมรับจากผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยและคนทั่วไปที่ต้องการทางเลือกใหม่ ๆ ในการดูแลรักษาตัว

[...]

กิโลละ 3 สลึง อัลติส ซีเอ็นจี

ค่ายโตโยต้าตอบสนองความต้องการของโลกที่อยากจะเย็นลง และมนุษย์ที่อยากลดโลกร้อนด้วยการคิดค้น “พลังงานสะอาดเพื่อคนรุ่นใหม่” จนตกผลึกกลายเป็น “โคโรลล่า ซีเอ็นจี เกียร์ออโต” มาให้พวกเราได้ใช้งาน ความเด่นของรถรุ่นนี้ต้องบอกว่าเป็นอีกขั้นที่เหนือกว่าจากการออกแบบ พร้อมมาตรฐานการติดตั้งจากโรงงานโตโยต้าผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ 3 ของยุโรป ซึ่งหมายถึงเครื่องยนต์ที่สะอาดสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จำนวนมหาศาล

โคโรลล่า ซีเอ็นจี เกียร์ออโต ใช้เครื่องยนต์ 3ZZ-FE ขนาด 1598 ซีซี 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC VVT-i แรงม้าสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังอัจฉริยะ Super ECT ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลด้วยระบบ ส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 4 สปีด ที่ควบคุมด้วยไฟฟ้าแบบ Super ECT (Electronic Controlled Transmission)

รถรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติอัดโดยเฉพาะ ดังนั้นระบบกันสะเทือนหน้า-หลัง และคอยล์สปริงหลัง รวมถึงพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพื่อความสบายและนุ่มนวลในการขับขี่ พร้อมการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น

กล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ทำหน้าที่ประมวลผลในการกำหนดการจ่ายก๊าซ ให้เหมาะสม และพัฒนาให้สามารถรองรับก๊าซได้จากทุกแหล่งส่งทั่วประเทศ ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้น และให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด มั่นใจในความปลอดภัยเนื่องจากวาล์วเติมรับก๊าซอยู่บริเวณใกล้จุดเติมน้ำมัน พร้อมมีลิ้นกันกลับป้องกันก๊าซไหลย้อนกลับ ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ลิ้นเปิด-ปิดอัตโนมัติ (solenoid valve) ช่วยควบคุมการจ่ายก๊าซแรงดันสูงตามคำสั่งของกล่องอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปรับค่าให้เหมาะสมกับความต้องการของเครื่องยนต์ และช่วยป้องกันการไหลออกของก๊าซเมื่อดับเครื่องยนต์

นอกจากนี้ ยังมีลิ้นกันกลับ 2 จุด (double check valve) ป้องกันก๊าซไหลย้อนกลับ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

คนใช้รถซีเอ็นจีมักจะกังวลเรื่องความทนทานของเครื่องยนต์ สำหรับตัวนี้สบายใจได้ ทนทานระยะยาวแน่นอน เพราะชุดหัวฉีดก๊าซ sequential injection system ควบคุมการจ่ายก๊าซธรรมชาติอัดด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับคำสั่งจาก กล่องอิเล็กทรอนิกส์ ฝาครอบวาล์ว ช่วยให้การติดตั้งหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์มีความแข็งแรงและทนทานยิ่งขึ้น ท่อนำก๊าซแรงดันสูงผลิตจากสเตนเลส แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับก๊าซแรงดันสูงได้มากกว่า

ที่สำคัญถังบรรจุก๊าซธรรมชาติอัดความจุ 75 ลิตร ทำจากวัสดุเหล็กชนิดพิเศษ (chromium molybdenum steel) น้ำหนักเบา ทนทานสูง ซึ่งมีฐานรองรับพร้อมตัวรถยึดถังก๊าซช่วยเพิ่มความแข็งแรง และยึดถังก๊าซให้มั่นคงไม่ให้เกิดการกระแทกระหว่างขับขี่ ที่อาจเป็นสาเหตุของการรั่วไหลของก๊าซ

มีแผงกั้นถังก๊าซ เพิ่มความสะดวก ความสวยงาม และป้องกันการกระแทกบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ที่สำคัญการออกแบบสามารถยกยางอะไหล่เข้าออกได้ง่ายดาย ถังไม่ขวาง มีสวิตช์เลือกชนิดเชื้อเพลิงและแสดงสถานะก๊าซ สวิตช์แสดงสถานะการใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติอัด พร้อมบอกระดับก๊าซที่เหลืออยู่ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 หรือก๊าซธรรมชาติอัด ขณะขับขี่

หลายคนกังวลว่า ซีเอ็นจีอยู่ในเกียร์ออโตจะมีปัญหาเรื่องอัตราเร่งรึป่าว ? เพราะในรุ่นเกียร์ธรรมดาบรรดาเหล่าโชว์เฟอร์แท็กซี่เขาพิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว บางช่วงนั่งไปเสียวไปต้องบอก “กูไม่รีบ” ซะด้วยซ้ำ แต่อัลติส ซีเอ็นจี ตัวนี้ไม่ต้องห่วงครับ เหมือนปกติทุกอย่าง ถ้าไม่มีโหลดประเภทนั่งกัน 2-3 คน ชิว ๆ จริง ๆ ส่วนอุปกรณ์ทุกอย่างในรถ

ที่สำคัญสิ่งที่ได้คืนมา คือประหยัด คำนวณค่าออกมาแค่กิโลเมตรละ 3 สลึงเท่านั้น วันที่ไปทดลองผมใช้ระยะทางเกือบ 450 ก.ม. เติมก๊าซซีเอ็นจีไป 250 บาทเท่านั้น ลองคิดดูครับ ไป-กลับหัวหิน พ่อแม่ลูก เสียตังค์ค่าเดินทางไม่ถึง 300 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

และที่สำคัญรถคันนี้ผลิตจากโรงงานโตโยต้า ได้การรับประกันคุณภาพสูงสุด มาตรฐานโตโยต้าเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือระยะทาง 100,000 ก.ม. สนนราคา 834,000 บาท เอาเงินที่ประหยัดจากการเติมน้ำมันปีละเกือบ 5 หมื่นบาท มาเป็นค่าผ่อนรถ ผมว่าไม่เลวทีเดียวครับ

คอลัมน์ Test Car
โดย อมร พวงงาม

[...]