บนเที่ยวบินระหว่างทางจากภูเก็ตถึงกรุงเทพฯ อ่านเจอข่าวเล็ก ๆ ข่าวหนึ่งที่พูดถึงการจ่ายโบนัสของธุรกิจในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปีนี้ในขณะที่เรียกว่าวิกฤต แต่ดูเหมือนว่าโดยเฉลี่ย บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ก็จ่ายเงินโบนัสอย่างน้อย ๆ 5-8 เดือน และมีบริษัทหนึ่งประกาศที่จะจ่ายโบนัสถึง 11.5 เดือน
เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ชะโงกหน้ามาดู พาดหัวข่าวเล็ก ๆ ข่าวนี้ด้วยอาการสนอกสนใจ และตั้งคำถามแบบที่มีคำตอบในทำนองปลอบใจตัวเองว่า หรือเพราะอุตสาหกรรมนี้ฐานเงินเดือนต่ำ ว่าแล้วเขาก็หมกมุ่นกับนิตยสารตรงหน้าต่อไป
แม้ในวงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ จะรับรู้กันดีว่าเรื่องเงินอาจจะไม่ใช่คำตอบที่สูงที่สุด สำหรับการจะทำงานในองค์กรนั้น ๆ ต่อ หรือย้ายงานไปทำงานในองค์กรใหม่ แต่เงินเดือนและผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบของบริษัท
เคยได้นั่งคุยกับนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ เขาตั้งข้อสังเกตที่ชัดเจนว่า อัตราการเติบโตของเงินเดือนของพนักงานที่ทำงานกับธุรกิจในประเทศไทยนั้นมีอัตราการเติบโตที่น้อยมาก หรือจะเรียกว่าแทบจะอยู่ในระดับที่หยุดนิ่ง นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นั่นรวมไปถึงช่องว่างที่ห่างกันอย่างชัดเจนระหว่างผู้บริหารระดับสูงสุดถึงพนักงานที่อยู่ในระดับล่างสุด
ถ้าจะอธิบายด้วยภาพในระดับมหภาค เปรียบองค์กรเป็นประเทศก็เป็นเหมือนกับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่นับวันจะยิ่งห่างกันมากขึ้น ในระดับประเทศช่องว่างที่ว่าก็นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำ พร้อมกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา เช่นเดียวกันช่องว่างเหล่านั้นก็อาจจะนำมาซึ่งความไม่แข็งแรง หรือสุขภาวะที่แย่ขององค์กร
ในระยะหลัง ๆ เราจึงเห็นองค์กรธุรกิจจำนวนมากกำลังพูดถึงเรื่อง “สุขภาวะขององค์กร” ซึ่งทั้งหมดต้องเริ่มต้นจาก “พนักงาน”
เพราะ “คน” คือหัวใจขององค์กร ถ้าไม่พัฒนาคน ถ้าไม่ดูแลคนและคุณภาพชีวิตพวกเขาเป็นอย่างดี โอกาสที่องค์กรจะมีสุขภาวะ “แข็งแรง แข่งขันได้ และยั่งยืน” ก็เป็นไปได้ยาก […]
Share on Facebook
แนวคิดด้านซีเอสอาร์ หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการนั้น นับวันจะทวีความสำคัญและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ แต่การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติให้ได้รับผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหมาย ยังคงเป็นคำถามสำหรับหลาย ๆ กิจการครับว่า ควรดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างไร ในรูปแบบไหน จึงจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด
โดยคำว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เน้นย้ำว่าเป็นประสิทธิภาพต่อทั้งกิจการและกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย โดยเฉพาะสังคมแวดล้อม และกลุ่มสาธารณะต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ให้ผลดีด้านผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างสมดุลต่อทั้งพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ สังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
แต่การดำเนินกิจการด้านซีเอสอาร์ของกิจการโดยทั่วไป มักจะเป็นรูปแบบการบริจาคเสียมากกว่า อาทิ บริจาคเงิน สิ่งของ สินค้า ฯลฯ นัยว่าเพื่อเป็นทานสร้างกุศล ซึ่งการทำซีเอสอาร์แบบนี้ถือว่าเป็นระดับแรก ๆ เท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบทางบวกอย่างเพียงพอและยั่งยืนครับ เพราะเมื่อขาดแคลนก็ต้องบริจาคกันใหม่อีก ไม่สามารถสร้างการพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นการทำซีเอสอาร์แนวคิดใหม่สำหรับปีที่กำลังจะมาถึง มีหลักการง่าย ๆ สามประการครับ เริ่มจาก ต้องเกาะติดวิเคราะห์กระแสสังคมด้วยว่า ในขณะนั้นมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น กำลังเผชิญอะไรอยู่ ทัศนคติและความต้องการของคนในสังคมมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ฯลฯ ซึ่งการทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อทราบความต้องการที่แท้จริงและสามารถตอบสนองสังคมได้อย่างตรงจุด อันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ที่มากพอสำหรับสร้างปรากฏการณ์ทางบวกต่อสังคมนั้น ๆ ได้ มิใช่ว่ากิจการอยากทำอะไร ก็ทำ โดยมิได้สนใจกระแสสังคมเลย ก็จะทำให้การทำซีเอสอาร์นั้นไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควรครับ
อาทิ กระแสปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เช่น […]
Share on Facebook
ปีวัว (2552) กำลังจะผ่านไป ปีเสือ (2553) กำลังจะเข้ามา เป็นยังไงกันบ้างครับ ท่านผู้อ่าน ปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ช่างมีความผันผวน หรือเรื่องไม่คาดฝันทางเศรษฐกิจกันเยอะเหลือเกินใช่ไหมครับ ตั้งแต่ปลายปีก่อนคาบเกี่ยวจนถึงต้นปีนี้โลกเรา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเราต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าภายในประเทศเราเป็นการเฉพาะแล้วทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเราทรุดดิ่งเหวกันไปตาม ๆ กัน …พอมาถึงราวเดือน เม.ย. 52 อยู่ ๆ ก็ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจบ้านเรากลับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เล่นเอาหักปากกาเซียนไปหลายคนว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนว่าจะยืดเยื้อยาวนาน น่าจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น จนหลาย ๆ ฝ่ายออกมาบอกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นรูปตัว V กล่าวคือ โลกเราจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว…พอมาปลายปีเรื่องราวกลับพลิกผันอีก…กรณี Dubai World ที่มีการเลื่อนการชำระหนี้ก็ดี หรือกรณีปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกรีซที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต้องลดอันดับความน่าเชื่อถือกรีซลงก็ดี กลับชี้ให้เห็นกันว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ว่า คงไม่ใช่เป็นรูปตัว V เสียแล้วกระมังครับ.. ตอนนี้แบงก์ชาติบางประเทศก็เริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกันแล้ว (ซึ่งแสดงว่าเศรษฐกิจประเทศเขาเริ่มร้อนแรงจนต้องมีนโยบายการเงินมาลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และ/หรือ เงินเฟ้อ) ในขณะที่บางประเทศ (เช่นกรณี ดูไบ หรือกรีซ) ยังมีสัญญาณการทรุดตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง… อ้าว สรุปแล้วมันยังไงกันแน่ครับ เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจบ้านเรามันจะฟื้นหรือไม่ฟื้นกันแน่ครับ ? นั่นสิครับ […]
Share on Facebook
คำคำหนึ่งบอกว่า “หากเพียงแค่ประเทศจีน จาม คนทั้งโลกย่อมเป็นหวัด” เป็นคำเปรียบเปรยที่ไม่ได้เลยจากความเป็นจริงแต่อย่างใด
เพราะจีนเป็นยักษ์ใหญ่มีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน
ขนาดเศรษฐกิจโตเป็นอันดับ 3 ของโลก คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จีนจะแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับ 2 แทนค่อนข้างแน่นอน
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับโลกหลายสถาบันถึงกับทำนายว่า ภายใน 20 ปีข้างหน้าจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นแท่นอันดับ 1 อย่างไรก็ตาม คำทำนายนี้นับว่าท้าทายอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะก้าวขึ้นแท่นอันดับ 2 ในสิ้นปีนี้ แต่ขนาดเศรษฐกิจรวมแล้วราว ๆ 7 หมื่นล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ขณะที่สหรัฐปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจโตถึง 2 แสนล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเทียบขนาดเศรษฐกิจระหว่างอันดับ 1 กับอันดับ 2 ยังห่างถึง 3 ตัว ทิ้งกันแบบไม่เห็นฝุ่น การจะขยับจาก 7 หมื่นล้านล้านเหรียญ แสนล้านล้านเหรียญย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ ยิ่งจะต้องดันให้ถึง 2 แสนล้านล้านเหรียญ ยิ่งเป็นเรื่องลำบาก
เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2552 ได้มีโอกาสไปเยือนจีนและได้เข้าไปดูงานในนามของ “สถาบันพระปกเกล้า” หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 13 ได้มีโอกาสฟังคำบรรยายจากสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง สถาบันพัฒนาข้าราชการและมหาวิทยาลัย […]
Share on Facebook
มี2552 เป็นปีแห่งความผันผวนที่สุดก็ว่าได้ โดยต้นปีสถานการณ์โดยรวมดูจะย่ำแย่ แต่พอปลายปีกลับตรงกันข้าม ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์พลาดกันไป แต่ ปี 2553 จะเป็นอย่างไรนั้น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ขอย้อนไปดูเหตุการณ์ในรอบปีที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกค่อนข้างรุนแรงที่สุด และคาดว่าจะมีคนตกงานไม่ต่ำกว่า 9 แสนคน รัฐบาลจึงต้องหยุดวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยให้ได้ โดยจัดงบฯกลางปี 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาทเพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน จากนั้นเตรียมเม็ดเงินอีก 8 แสนล้านบาทให้โครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมมาตรการปรับลดภาษีให้ธุรกิจ SMEs, เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อบ้านและจัดสินเชื่อ FAST TRACK ให้กับผู้ประกอบการ
จากผลของมาตรการทั้งหมดตามที่กล่าวมาในข้างต้น ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกส่งให้เศรษฐกิจไทยในปี 2552 ปรับตัวดีขึ้น จากเดิม (ก.ย. 2552) คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัว -3% ต่อปี ล่าสุดจึงหดตัวแค่ -2.8% ส่วนแนวโน้มในปีหน้านั้นเดิมคาดว่าจะขยายตัว 3% ต่อปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ต่อปี
* กรณีมาบตาพุดมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจปีหน้าอย่างไร
เศรษฐกิจปีหน้าจะโต 3-4% หรือเฉลี่ย 3.5% […]
Share on Facebook
เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลและฝ่ายค้านเปิดศึกน้ำลายผ่านหนังสือ “กำเนิดพระนางตอแหล”
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ จากสำนักธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชวนคนไทยอ่านข้อคิดจากหนังสือ “การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย 1850-1970″ ของ James C. Ingram
“ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จึงให้รองศาสตราจารย์ “วิทยากร เชียงกูล” คณบดีวิทยาลัย นวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของโครงการ “หนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน” แนะนำ 10 หนังสือดีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรอ่าน ไว้อย่างน่าสนใจ
หนังสือจากคำแนะนำของ ดร.วิทยากร ไม่ว่าจะนายกฯ ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล หรือใครก็ตามที่ได้อ่าน น่าจะได้ประโยชน์และประเทืองปัญญา
1.”capitalism 3.0″ โดย Peter Barnes นักคิดเสรีนิยมก้าวหน้า ที่เขียนเล่มนี้โดยเสนอเรื่องทุนนิยมที่มีการปฏิรูปมากขึ้น คำนึงถึงสภาพแวดล้อมมากขึ้น และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ทำเพื่อผลกำไรสูงสุดเหมือนทุนนิยมสมัยก่อน ทั้งนี้คนเขียนเห็นปัญหาว่า ระบบทุนนิยมไปไม่รอดโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งการมองปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนรวยและคนจน อันเป็นความไม่สมดุลซึ่งนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ
2.”is Small beautiful” หรือ […]
Share on Facebook
ในช่วงปี 2552 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลง “ระบบ” และโครงสร้าง “อำนาจ” อย่างมี นัยสำคัญ
ทั้งในรัฐสภา-ทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ตกอยู่ในภาวะวิกฤต
“ฉายา” ที่สื่อมวลชนสายทำเนียบ-รัฐสภาตั้งให้ จึงสะท้อนภาวการณ์อันวิกฤตของ “บ้านเมือง”
ฉายารัฐบาล : ใครเข้มแข็ง ?
รัฐบาลประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้ พ.ร.บ.และ พ.ร.ก.เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติ มีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่า การสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทย ทำให้ใครเข้มแข็ง ประชาชน หรือนักการเมือง ?
ฉายานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : หล่อหลักลอย
เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกเป็นจำนวนมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่ง ได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ ครม.มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้ จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้
ฉายานายสุเทพ เทือกสุบรรณ […]
Share on Facebook
หากย้อนกลับไปจะพบว่าความตื่นตัวเรื่องศาสตร์การแพทย์ทางเลือกในเมืองไทยเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 โดยเริ่มต้นจากการนำสมุนไพรมาใช้ การรื้อฟื้นภูมิปัญญาการแพทย์แบบพื้นบ้าน การหารูปแบบและวิธีการรักษาแบบต่าง ๆ จากต่างประเทศมาใช้กันอย่างหลากหลาย จนกระทั่งเมื่อปี 2545 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ความนิยมและการแพร่หลายของการแพทย์ทางเลือกที่มีมากขึ้นในปัจจุบันมาจากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในแง่ของการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนแปลงไปจนการแพทย์ระบบใดระบบหนึ่งไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพึงพอใจ ขณะเดียวกัน ระบบการแพทย์ดั้งเดิมได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสุขภาพมากขึ้น
การแพทย์ทางเลือกจึงเป็นทางเลือกในการรักษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นเพราะ “แพทย์ทางเลือก” ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกของการรักษาโรคโดยไม่ใช่การผ่าตัดและสารเคมีเท่านั้น แต่ “แพทย์ ทางเลือก” ยังเป็นทางเลือกในการรักษาเชิงป้องกันก่อนเกิดโรค
แม้ว่ามูลค่าตลาดรวมและการเติบโตในแต่ละปีนั้นยังไม่ได้มีการรวบรวมข้อมูลหรือตัวเลขอย่างเป็นระบบ แต่กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ที่ผ่านมามีคลินิกยื่นขอเปิดให้บริการการแพทย์ทางเลือกในแต่ละปีมีเป็นจำนวนมาก และมีการรักษาในหลาย ๆ โรค
ปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือกสามารถจำแนกได้หลายวิธี เช่น จำแนกตามการนำไปใช้ มีดังนี้
1.Complementary Medicine คือการแพทย์ทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน
2.Alternative Medicine คือการแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้โดยไม่ต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน
ขณะที่การจำแนกตามกลุ่มของการแพทย์ทางเลือกของ National Center of Complementary And Alternative Medicine (NCCAM) ของสหรัฐอเมริกา จำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม
1.การแพทย์ทางเลือกที่มีวิธีการตรวจรักษาวินิจฉัยและการบำบัดรักษาที่มีหลากหลายวิธีการ ทั้งด้านการให้ยา การใช้เครื่องมื่อมาช่วยในการบำบัดรักษาและหัตถการต่าง ๆ เช่น การแพทย์แผนโบราณของจีน […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม