Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

ระวัง! 10 ภัยร้ายออนไลน์ ล่อลวงช่วงเทศกาลวันหยุด

ในช่วงเวลาแห่งความสุขปีใหม่กับเทศกาลวันหยุดอาจทำให้นักท่องไซเบอร์เศร้าได้ เมื่อมีการประกาศเตือนจากศูนย์วิจัยข้อมูลเทรนด์แล็บส์ ว่าอาชญากรไซเบอร์จะใช้เทคนิคกลลวงทางสังคมที่แตกต่างกันเพื่อหลอกล่อเหยื่อ เช่น การคลิกลิงก์ที่เป็นสแปม, การดาวน์โหลดไฟล์ หรือการกรอกแบบฟอร์มโดยใส่ข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับ สิ่งเหล่านี้อาชญากร ไซเบอร์ พยายามจะหาผลประโยชน์จากช่วงเทศกาลวันหยุด เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อค้นหาร้านค้า เลือกซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์
       
        สรุป 10 อันดับภัยร้ายออนไลน์ที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต้องระวังช่วงเทศกาลวันหยุดที่จะมาถึงนี้
       
        อันดับ 10 ภัยลวงนักล่าของถูก อาชญากรไซเบอร์จะใช้ส่วนลดและโปรโมชั่นเพื่อหลอกล่อเหยื่อให้คลิกลิงก์ที่เป็นอันตราย หรือใส่ข้อมูลที่เป็นความลับของตนลงในเว็บไซต์หลอกลวง โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ล่อเหยื่อจะเป็นสินค้ายอดนิยมและสินค้าขายดี ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้อดใจไม่ได้ที่จะคลิกลิงก์ที่ปรากฏ และในปี 2525 เทรนด์ ไมโคร พบว่าโทรจัน TROJ_AYFONE.A ใช้ประโยชน์จากการเปิดตัว Apple iPhone โดยมัลแวร์จะแสดงในรูปแบบโฆษณาลวงเหมือนกับการสร้างเว็บไซต์ลวงของร้านค้าออนไลน์ที่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้
       
        อันดับ 9 ไซต์การกุศลจอมปลอม ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหว ไฟป่า น้ำท่วมล้วนถูกอาชญากรไซเบอร์นำมาใช้ประโยชน์เพื่อหลอกลวง โดยเฉพาะเทศกาลวันหยุดเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกอยากทำบุญและต้องการบริจาคอยู่แล้ว ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับอาชญากรไซเบอร์ที่จะบรรลุตามแผนการที่วางไว้ นอกจากผู้ใจบุญที่ตอบกลับข้อความอีเมลลวงหรือเว็บไซต์ลวงซึ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใดแล้ว ยังจะต้องสูญเสียเงินหรือข้อมูลที่เป็นความลับไปแทนอีกด้วย
       
        อันดับ 8 บัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ (อี-การ์ด) อาชญากรไซเบอร์มักจะใช้บัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีการ์ดเพื่อล่อลวงเหยื่อให้คลิกลิงก์ที่เป็นอันตรายในข้อความสแปม และนั่นอาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อตกอยู่ในอันตรายได้ การโจมตีประเภทนี้มักใช้ประโยชน์ของเทศกาลวันหยุด เมื่อมีผู้ใช้ส่งอีการ์ดมากขึ้น และคาดหวังว่าอีการ์ดที่ได้รับนั้นจะมาจากเพื่อนหรือญาติสนิท
       
        อันดับ 7 โฆษณามัลแวร์ (Malvertisements) อาชญากรไซเบอร์จะใช้โฆษณาและโปรโมชั่นของปลอม (เลียนแบบโฆษณาของจริง) เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ โดยอาศัยความเชื่อใจของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ที่มักสนใจเรื่องสินค้าราคาพิเศษ โฆษณาที่แสดงอยู่ในเว็บไซต์ที่มีการเข้าชมสูงจะถูกใช้เป็นตัวกระตุ้นให้ดาวน์โหลด มัลแวร์ โดยเว็บไซต์ยอดนิยม เช่น Google, Expedia.com, Rhapsody.com, Blick.com และแม้แต่ MySpace มักถูกใช้เป็นที่แฝงตัวของแบนเนอร์โฆษณาที่เป็นอันตราย ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูก็จะดาวน์โหลดมัลแวร์ลงในระบบของผู้ใช้งานได้ แสดงให้เห็นว่าโฆษณาที่เป็นอันตรายเหล่านี้ถูกฝังตัวอยู่แทบจะทุกแห่งบนโลกไซเบอร์
       
        อันดับ 6 ผลการค้นหาแหล่งชอปปิ้งช่วงคริสต์มาสที่เป็นอันตราย ผลลัพธ์คำตอบที่มากับสคริปต์ที่เป็นอันตราย ทำให้เกิดภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบ เช่น มัลแวร์ ฟิชชิ่งไซต์ ยูอาร์แอลอันตราย โดยผู้เขียนมัลแวร์จะเลือกช่วงเทศกาลต่างๆ ที่จะนำผู้ใช้งานไปยังผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายของตนได้ ในปี 2550 ผลของการค้นหาคำว่า ‘Christmas gift shopping’ ถูกพบว่านำไปสู่มัลแวร์หลากหลายชนิดที่เป็นอันตราย และเมื่อเร็วๆ นี้ ผลของการค้นหาคำว่า ‘Halloween costumes’ ถูกพบว่าแอบซ่อนซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสของปลอมไว้
       
        อันดับ 5 เว็บไซต์สุดฮิต จัดเป็นภัยคุกคามสำหรับผู้ใช้ออนไลน์ เพราะเป้าหมายหลักของการติดเชื้อจะเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ที่คาดว่าปลอดภัยและน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดเทศกาลที่กำลังจะมาถึง ซึ่งผู้ซื้อนิยมซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ เช่น ร้านอาหารออนไลน์ เว็บไซต์ประมูล หรือเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ อาชญากรไซเบอร์จะแพร่กระจายเชื้อไปยังเหยื่อโดยการเลือกเว็บไซต์ยอดนิยม และมีการเข้าชมสูง
       
        อันดับ 4 ข้อมูลส่วนบุคคล บัตรของขวัญและโปรโมชั่นของปลอม ผู้ใช้ที่ชอบค้นหาของฟรีหรือโปรโมชั่นพิเศษบนเว็บนั้นเสี่ยงต่อการถูกโจมตีในลักษณะนี้ได้ แบบสำรวจข้อมูลที่ดูเหมือนจะปลอดภัยนี้มักจะถูกใช้เก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยของรางวัล บัตรของขวัญ หรือแม้แต่เงินสดจะถูกใช้เพื่อล่อเหยื่อให้กรอกแบบสำรวจของปลอม โดยที่เหยื่อจะไม่ทราบว่านั่นคือ ฟิชชิ่งไซต์ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขโมยข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับ
       
        อันดับ 3 อี-คอมเมิร์ซ ฟิชชิ่ง อีเบย์ (eBay) ถูกจัดอันดับให้เป็นร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2550 มีผู้ใช้บริการมากกว่า 124 ล้านคน และอีเบย์ยังติดอันดับสูงสุดของเว็บไซต์ที่แฮกเกอร์นิยมใช้ทำเป็นเว็บไซต์ลวงด้วย นับจากการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลจนถึงการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อาชญากรไซเบอร์จะใช้แผนการที่ชาญฉลาดเพื่อให้ได้ข้อมูลของผู้ใช้เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางการเงิน
       
        อันดับ 2 โทรจันที่มาพร้อมใบรับสินค้าของปลอม ข้อความต่างๆ จากผู้จัดส่งสินค้ายอดนิยม ซึ่งแจ้งทางอีเมลว่าไม่สามารถส่งมอบของให้ผู้รับได้ พร้อมแนบไฟล์ข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นใบแจ้งหนี้ แต่จริงๆ แล้วเป็นข้อความสแปมที่จะล่อลวงผู้ใช้ให้ติดตั้งโทรจันลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ปัญหาดังกล่าวค่อนข้างแยกแยะลำบากสำหรับนักชอปออนไลน์ที่กำลังรอการจัดส่งสินค้าในช่วงเทศกาล ทั้งนี้ UPS และ FedEx เป็นตัวอย่างของบริษัทผู้จัดส่งสินค้าที่อาชญากรไซเบอร์นิยมใช้เป็นเหยื่อล่อผู้ซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุด
       
        อันดับ 1 ใบแจ้งราคาสินค้าปลอม บางครั้งผู้ใช้งานอาจจะได้รับข้อความอีเมลที่แจ้งให้พวกเขาเปิด และพิมพ์ใบแจ้งราคาสินค้าที่ได้แนบมา ไฟล์ที่แนบมานั้นไม่ใช่ใบแจ้งราคาสินค้าของจริง แต่ว่าเป็นโทรจัน ผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์บ่อยๆ จะได้รับใบแจ้งราคาสินค้าอยู่แล้ว และถือเป็นเป้าหมายหลักของภัยคุกคามประเภทนี้ แต่ในทางกลับกันผู้ใช้ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ และแน่ใจว่าไม่ได้ทำการสั่งซื้อสินค้าใดๆ ก็อาจจะสงสัยและเปิดไฟล์แนบท้ายดังกล่าว สแปมก็จะแพร่กระจายไปทั่ว ล่าสุดที่พบคือหนอนไวรัส WORM_OTORUN.C ดังนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหรือผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จึงต้องระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยมากขึ้นระหว่างเลือกซื้อสินค้าออนไลน์


 ปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย”โปรแกรมป้องกันไวรัสและความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ต 2010″

[...]

BIG CHANGE 5 ที่สุดแห่งปี

       แบล็กเบอร์รี่ 3G ทวิตเตอร์ วินโดวส์ 7 และโน้ตบุ๊กบางเบา คือ 5 ที่สุดแห่งปีที่เป็น “BIG CHANGE” อย่างแท้จริง เพราะทั้งหมดไม่เฉพาะแต่เปลี่ยนแปลงตลาดครั้งใหญ่ครั้งใหม่กับการแจ้งเกิดในตลาดเมืองไทย แต่ยังเป็นการสร้างพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภคด้วย และ 5 ที่สุดแห่งปี 2552 จะส่งผลต่อเนื่องในปี 2553 อย่างแน่นอน และจะอิมแพกต์มากขึ้นขนาดไหนเป็นสิ่งที่จะต้องติดตาม
       
       BB ฟีเวอร์
       ไม่มีไม่ได้แล้ว
       

       กระแสของแบล็กเบอร์รี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “บีบี” ไปแล้วทั้งบ้านทั้งเมือง กำลังกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ทุกคนอยากลองใช้ ลองสัมผัส หลังจากที่เจ้าบีบีก่อกระแสจากกลุ่มดารา ไฮโซ จนเป็นภาพที่เราเห็นกันชินตากับพฤติกรรมการนั่งพิมพ์ยืนพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดแป้นพิมพ์ เพื่อแชต อีเมล และการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ทุกคนอยากเป็นหนึ่งในแฟนคลับผู้ใช้บีบี
       
       แม้ว่าบีบีจะมีให้เลือกไม่หลากหลายรุ่นนัก แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้บีบีที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น รุ่นเคิร์ฟ รุ่นโบลด์ และรุ่นสตรอมที่เป็นทัชสกรีน ยิ่งช่วงปลายปี 2552 บีบีต้องการขยายฐานผู้ใช้บีบีในเมืองไทยให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวเคิร์ฟ 8520 ที่มีราคาระดับหมื่นต้นๆ จุดนี้เองทำให้กระแสการใช้งานบีบียิ่งเพิ่มสูงขึ้น
       
       ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ “ดีแทค” ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับสองของเมืองไทย กระโดดลงมาเล่นในตลาดบีบีต่อจากเอไอเอส และทรูมูฟ ภาพการแข่งขันช่วงชิงผู้ใช้บริการบีบีจากฟากฝั่งโอเปอเรเตอร์จึงเข้มข้นกลายเป็นสงครามสามก๊กรอบใหม่ที่ระอุขึ้น
       
       การเข้าสู่การให้บริการบีบีหลังเพื่อนรายอื่นของดีแทค มาพร้อมกับความใหม่สดในจุดขายที่ว่า “เร็วกว่า คุ้มกว่า ขาวกว่า” ดีแทคโชว์ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เคลมว่าเร็วที่สุด ส่วนเรื่องของความคุ้มค่านั้นมาจากโปรโมชั่นการเปิดตัวบริการบีบี ที่มีการทำราคาต่ำกว่าคู่แข่ง และมีการสร้างแพกเกจใช้งานที่ผนวกเรื่องค่าโทร.เข้าไปด้วย
       
       แต่ที่เป็นกระแสอย่างแท้จริงน่าจะมาจากการที่ดีแทคได้นำบีบีรุ่นเคิร์ฟ 8520 สีขาว เข้ามาทำตลาดก่อนเอไอเอสและทรูมูฟ เนื่องจากที่ผ่านมาบีบีจะเน้นโทนสีเข้มที่เป็นสีดำ กระแสของเครื่องสีขาวได้ดึงดูดทั้งผู้ที่ใช้งานบีบีอยู่แล้วและผู้ที่ยังไม่เคยใช้ให้มาเป็นเจ้าของ แน่นอนว่าต้องกระทบกับทั้งเอไอเอสและทรูมูฟอย่างแน่นอน
       
       อย่างไรก็ตาม ทั้งเอไอเอสและทรูมูฟต่างก็มีจุดขายและการทำตลาดที่นานกว่าดีแทค ความได้เปรียบย่อมมีมากกว่า โดยเอไอเอสถือได้ว่ามีความครบเครื่องบริการบีบีในทุกๆ ด้าน ยิ่งไปกว่านั้นยังกวาดต้อนบรรดาดารา ไฮโซเกรดเออัดแน่นอยู่เต็มค่าย ส่วนทรูมูฟก็มีการขยับเตรียมทำตลาดบีบีอย่างหนักในปี 2553 และพยายามสร้างจุดแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น
       
       วันนี้จึงบอกได้ว่าบีบีเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมการใช้งานที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในสังคมผู้บริโภค ที่สำคัญยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดโดยเฉพาะความดุเดือดในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังมีส่วนผลักดันให้ตลาดสมาร์ทโฟนเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วด้วย
       
       3G เริ่มแล้ว
       นับวันยิ่งเข้มข้น
       

       แม้ว่า “3G” ในฟากฝั่งเอกชนที่รอการประมูลใบไลเซนส์จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมจะยังไม่เกิด แต่ทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ ก็ยังคงเดินหน้าที่จะพัฒนาการให้บริการ 3G บนโครงข่ายเดิมไปก่อน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าน่าจะได้เห็นบรรดาเอกชนให้บริการ 3G แบบเต็มตัวในต้นปี 2554
       
       อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปี 2552 ทีโอที คอร์ปอเรชั่น ได้ฤกษ์เปิดตัว “TOT 3G” ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลบางพื้นที่ จึงถือเป็นการปักธง 3G ครั้งแรกในประเทศไทย และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการโทรคมนาคมไทย
       
       จุดเด่นของการสื่อสารในยุค 3G อยู่ที่การรองรับการใช้บริการแบบดาต้าได้อย่างเต็มรูปแบบ จุดนี้เองจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการใช้งาน ผู้ใช้มือถือสามารถมองเห็นหน้าซึ่งกันและกันผ่านทางวิดีโอคอลล์ เป็นต้น
       
       และการเริ่มต้นของ 3G ของทีโอทีในครั้งนี้ ยังสร้างรูปแบบทางการตลาดแบบใหม่ให้เกิดขึ้นด้วย MVNO (Mobile Visual Network Operator) ซึ่งปัจจุบันมี 5 ราย ได้แก่ กลุ่มสามารถ ไอ-โมบาย ที่บริการภายใต้แบรนด์ i-mobile 3G กลุ่มล็อกซเล่ย์ ภายใต้แบรนด์ i-KooL 3G กลุ่มไออีซี ภายใต้แบรนด์ IEC 3G กลุ่มเอ็ม คอนซัลต์ ภายใต้แบรนด์ MOJO 3G และบริษัท 365 ภายใต้แบรนด์ 365
       
       MVNO ทั้ง 5 รายนี้เสมือนแม่ทัพการตลาดที่จะวางรูปแบบการตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างกระแสให้กับ 3G โดยแต่ละรายต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป จุดนี้ต้องรอพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจไหนจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่ากัน
       
       อีกด้านหนึ่งกับการเกิดขึ้นของบริการ 3G คือความคึกคักของบรรดาค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่เตรียมพร้อมทำตลาดมือถือ 3G มากยิ่งขึ้นในช่วงปี 2553 หลังจากที่ผ่านมามีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือที่มีฟีเจอร์ 3G มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความนิยมการใช้งานสมาร์ทโฟนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหากมีการขยายพื้นที่การให้บริการ 3G แบบครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต
       
       นอกจากนี้บริการ 3G ยังเป็นการลบปัญหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่ไม่มีสายให้บริการ จุดนี้จะทำให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายกระจายไปทั่วประเทศอีกด้วย
       
       กระแสทวิตเตอร์
       คนไทยติดอันดับโลก

       
       ต้องยอมรับว่ากระแสของ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” นั้นเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดในปี 2552 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทวิตเตอร์” ที่นิยมใช้งานไปทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าช่วงแรกที่คนในประเทศรู้จักและเริ่มที่จะสนใจการใช้งานทวิตเตอร์ มาจากการที่การเมืองนำมาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารติดต่อกับกลุ่มที่ติดตามตนเอง โดยมีกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำทวิตเตอร์มาให้เป็นสื่อหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้
       
       สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยคลั่งทวิตเตอร์ขนาดไหน เห็นได้ชัดจากเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คำว่า “WeLoveKing” ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของ Trending Topics หรือหัวข้อสนทนายอดนิยมของโลกได้
       
       แน่นอนว่าในอนาคตการใช้งานทวิตเตอร์และเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กจะยิ่งกว้างขึ้น เข้าถึงกลุ่มคนได้มาก รองรับการใช้งานของคนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น และจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา เช่นฟังก์ชั่นการแปลภาษาอัตโนมัติ ทำให้เกิดการสื่อสารข้ามเชื้อชาติได้ง่ายยิ่งขึ้น
       
       เมื่อทวิตเตอร์และโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ภาคธุรกิจต่างๆ ก็เล็งเห็นและเข้ามาเกาะกระแสที่เกิดขึ้น เพราะสามารถทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักของสินค้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานอายุระหว่าง 25-40 ปี จะใช้ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กมากที่สุด
       
       กลยุทธ์ที่ธุรกิจจะอาศัยกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ควรใช้การกระตุ้นหรือมีกลยุทธ์ที่ให้คนที่มีอิทธิพล (Influencer) พูดถึงสินค้า หรือแบรนด์ แทนเจ้าของแบรนด์นั้นๆ เนื่องจากจะสร้างความสนใจได้มากกว่า และจะพูดถึงแบรนด์หรือสินค้านั้นต่อๆ ไปเอง
       
       ปรากฏการณ์เลข 7
       เปลี่ยนเครื่องพีซีทั่วโลก

       
       หลังจากที่ไมโครซอฟท์สะดุดขาตัวเองจากไมโครซอฟท์ วินโดวส์ วิสต้า การเปิดตัวระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 7 จึงเกิดมาเพื่อลบข้อจำกัดและความบกพร่องที่เกิดขึ้นในวิสต้า
       
       ไมโครซอฟท์ยืนยันว่า วินโดวส์ 7 จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ชีวิตประจำวันง่ายยิ่งขึ้น ส่วนองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วินโดวส์ 7 นับเป็นระบบปฏิบัติการที่ดีที่สุดทั้งสำหรับการทำงานและใช้งานส่วนตัว และด้วยวินโดวส์ 7 โปรเฟสชันนัล สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ และช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ วินโดวส์ 7 พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ มีการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยมากขึ้น มีการควบคุมในการลดความเสี่ยง จัดการการใช้งานให้ง่ายยิ่งขึ้นและช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจ
       
       ไมโครซอฟท์ตั้งใจว่าการมาของวินโดวส์ 7 จะต้องเปลี่ยนแปลงเครื่องพีซีทั่วโลกให้มาใช้งานระบบปฏิบัติการตัวใหม่นี้ รวมถึงคนที่ใช้งานวินโดวส์เอ็กซ์พีที่ใช้กันมากว่า 7-8 ปีแล้วด้วย
       
       ด้านค่ายผู้ผลิตคอมพิวเตอร์นั้นเชื่อว่าวินโดวส์ 7 จะพลิกโฉมหน้าให้กับวงการคอมพิวเตอร์ด้วย อย่างเดสก์ทอปที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีมัลติทัชสกรีน หรือลูกเล่นที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่นี้จะช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ง่ายขึ้น รองรับการใช้งานได้ทั้งมัลติมีเดียและการทำงานที่หลากหลายรูปแบบ
       
       ที่สำคัญที่ผ่านมาหลายองค์กรจะกลัวว่าการย้ายระบบไปยังระบบปฏิบัติการตัวใหม่จะเป็นเรื่องยากและเสียเวลา แต่การอัปเกรดมาใช้วินโดวส์ 7 เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
       
       โน้ตบุ๊กบางสุดๆ แบตอึด
       ผลพวงจากชิปอินเทล

       
       ช่วงปี 2551 กระแสของ “เน็ตบุ๊ก” ได้กลายเป็นพระเอกให้กับวงการคอมพิวเตอร์ แต่สำหรับปี 2552 และปี 2553 นี้ โน้ตบุ๊กบางเฉียบ เบาสุดๆ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวทั้งวันคือพระเอกตัวจริงของวงการนี้
       
       เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่เอเซอร์ร่วมกับอินเทล เปิดตัวเอเซอร์ แอสไปร์ ไทม์ไลน์ โน้ตบุ๊กที่มาพร้อมโปรเซสเซอร์อินเทล คอร์ 2 ดูโอ แบบอัลตร้า โลว์ โวลเทจ ทำให้เกิดโน้ตบุ๊กเซกเมนต์ใหม่ที่มีความบางเบาเป็นพิเศษ ที่สำคัญโน้ตบุ๊กนั้นสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานต่อเนื่องกว่า 8 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ทั้งในเรื่องของนวัตกรรมและการดีไซน์
       
       ทั้งนี้ โน้ตบุ๊กที่มาพร้อมกับดีไซน์บางเฉียบ และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานมาก ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบัน ในด้านความคล่องตัวและการพกพาสะดวกมากขึ้น จากการที่อินเทลสามารถพัฒนาโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ให้มีขนาดเล็กลง 58% ทำให้โน้ตบุ๊กที่ใช้โปรเซสเซอร์รุ่นนี้สามารถออกแบบให้มีขนาดบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ประกอบกับอินเทล ลามินาร์ วอลล์ เจต เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยลดความร้อนของคอมพิวเตอร์ และยังช่วยแต่งเติมลูกเล่นในเรื่องของการดีไซน์ให้เก๋ไก๋และทันสมัยมากขึ้น
       
       หลังจากที่เอเซอร์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าว ค่ายคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ ได้ทยอยเปิดตัวกันอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระแสความนิยมใช้งานในหมู่ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้ประกอบการชี้ว่าโน้ตบุ๊กในเซกเมนต์นี้จะเป็นเรือธงในปี 2553 ด้วย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก
       
       และนี่คือ 5 ที่สุดแห่งปีของไอทีและเทเลคอมไทย ที่จะมีผลอย่างแน่นอนในปี 2553 นี้ และต้องคอยจับตาดูว่าจะมีผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อมาแข่งรัศมีของทั้ง 5 ได้หรือไม่ หรือทั้ง 5 นี้จะยิ่งกลายเป็นพระเอกที่ฉายแววโดดเด่นต่ออีก 1 ปี

[...]

คำค้นหาสุดฮิตบน “กูเกิล” บ่งบอกทุกอย่างในเมืองไทย

       เหตุการณ์สำคัญ เรื่องราวที่โดดเด่น แนวโน้มที่มาแรงที่สุดในรอบปีของเมืองไทย ปิดไม่ได้บนโลกออนไลน์ เมื่อคำค้นหาสุดฮิตบน “กูเกิล” บ่งบอกทุกอย่างในเมืองไทยที่เป็นความสนใจสูงสุดของคนในประเทศนี้ได้อย่างชัดเจน
       
       ธรรมเนียมปฏิบัติของกูเกิล” เป็นประจำทุกปีที่จะมีการประกาศผลไซท์ไกสท์ ซึ่งเป็นสถิติการค้นหาคำบน Google.co.th ในรอบปี 2552 ของคนไทย คำยอดนิยมที่ฮิตค้นหากันนั้นสามารถสะท้อนภาพรวมที่โดดเด่นเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ และแนวโน้มที่มาแรงที่สุดในรอบปีได้อย่างชัดเจน
       
       ทั้งนี้ ข่าวเด่น ข่าวดังมากมายในช่วงปี 2552 ที่สร้างกระแสการค้นหาในกูเกิล ที่มาแรงสุด เช่น แพนด้าน้อยหลินปิงลืมตาดูโลกที่สวนสัตว์เชียงใหม่ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ตรังเกมส์ และนโยบายเรียนฟรีสำหรับโรงเรียนรัฐบาล ทั้งหมดอยู่ในความสนใจของประชาชนมากที่สุดจากสถิติทั้งปี
       
       ส่วนแนวโน้มกระแสท่องเที่ยวทั่วไปไปยังแหล่งท่องเที่ยว อย่างตลาด 100 ปีที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองชายทะเลอย่างหัวหิน ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
       
       และจากภาวะเศรษฐกิจขาลง คนไทยมองหาสินค้าราคาถูกผ่านอินเทอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง โดยมีการค้นหาคำว่าลดราคา” เพิ่มมากขึ้นถึง 62.5% เมื่อเทียบกับปี 2551
       
       ข้อมูลคำค้นหาสูงสุดบนกูเกิลประเทศไทย เผยให้เห็นประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุดจากคนไทย โดยพบว่าคนไทยใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นในการเข้าถึงไฟล์พอร์ทัลบนอินเทอร์เน็ต เช่น 4shared และการค้นหาภาพยนตร์ออนไลน์”
       
       นอกจากนี้ในหมวดความบันเทิง พบว่าคนไทยค้นหาผลการประกวดร้องเพลงทางโทรทัศน์ The Star 5 และ Academy Fantasia 6 เพิ่มมากขึ้น และมีการค้นหาเพลง “ความคิด” และ “การเปลี่ยนแปลง” ส่วนนักเรียนก็ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ Gat-Pat สำหรับการสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย และใช้พจนานุกรมออนไลน์ไทย-อังกฤษเพื่อรองรับการแปลคำศัพท์
       
       ส่วนประเด็นเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คนไทยให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยคำค้นหาที่มาแรงได้แก่ไข้หวัดใหญ่ 2009″ และทำนายฝัน”
       
       คนไทยยังให้ความสนใจกับหนังสือเล่มใหม่เรื่องสแกนกรรม” กันอย่างกว้างขวาง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ค้นหาธรรมะออนไลน์” เพื่อศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า
       
       ละครโทรทัศน์หลังข่าวเรื่องชิงชัง” ได้รับความนิยมสูงสุด ส่วนงานแต่งงานของดาราสาว กบ สุวนันท์ กับ บรู๊ค ดนุพร ก็ได้รับความสนใจสูงสุดในหมวดหมู่การค้นหาเกี่ยวกับคนดัง
       
       เครื่องมือไซท์ไกสต์ของกูเกิล นอกจากจะบอกถึงประเด็นที่มาแรงที่สุดในเมืองไทยแล้ว ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอีกด้วย สถิติคำค้นหาสูงสุดจากกว่า 50 ประเทศมีอยู่บนเว็บเพจกูเกิล ไซท์ไกสต์ ที่google.com/zeitgeist2009 โดยครอบคลุมประเด็นต่างๆ มากมาย เช่น ผู้สมัครรับเลือกตั้งในแอฟริกาใต้ ข่าวสารต่างๆ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แบรนด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในฮ่องกง เป็นต้น

[...]

ออกกายบริหาร

ไม่เพียงเพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ แต่เพราะดวงตาทำหน้าที่ในการมองเห็นและยังมีผลต่อการทรงตัว ของคนเราอีกด้วย ดวงตาจึงเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของคนเรา ปัจจุบันดวงตาเราต้องเผชิญอะไรหลายหลาก มลพิษ แสงแดด ฝุ่นควัน รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้งานอย่างมากมาย จึงทำให้ดวงตาอ่อนล้า อ่อนแอ จนอาจทำให้เสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานไปได้ ศูนย์โยคะ Good Life Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพกายและจิตเพื่อชีวิตที่ดี มีเทคนิคออกกายบริหารดวงตามาฝาก

1.พักสายตาด้วยการหลับตาลงช้า ๆ

2.กะพริบตาถี่ ๆ

3.ตั้งศีรษะตรง กลอกลูกตาไปทางซ้ายให้มากที่สุด 10 รอบ

4.ตั้งศีรษะตรง กลอกลูกตาไปทางขวาให้มากที่สุด 10 รอบ

5.เหลือบลูกตามองขึ้นไปบนเพดาน สลับกับเหลือบมองพื้นให้มากที่สุด ทำซ้ำ

10 รอบ

6.เหลือบตามองที่ตำแหน่งปลายคิ้วด้านซ้าย ก่อนลากสายตาให้เหลือบมองแก้มด้านขวา ทำให้ได้ 10 รอบ

7.เหลือบมองที่ตำแหน่งปลายคิ้วขวาแล้วเหลือบมองแก้มซ้าย 10 รอบ

8.กลอกลูกตาในลักษณะเป็นวงกลม วนทั้งทางขวาและซ้าย ด้านละ 10 รอบ

9.หลับตาลงช้า ๆ กำหนดลมหายใจเข้าออกจนรู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อลูกนัยน์ตา

10.วางนิ้วชี้ลงบริเวณเหนือคิ้วแต่ละข้าง แล้วกดนวดทั้งบริเวณคิ้วและรอบดวงตา เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา

แค่นี้ดวงตาก็จะกลับมากระฉับกระเฉงได้อีกครั้ง

[...]

ออฟฟิศซินโดรม ภัยใกล้ตัวที่มิอาจมองข้าม…

อย่าเผลอไผลไปเชียวนา เพราะว่าในสถานที่ทำงาน นี่แหละมีภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นกับเราโดยไม่รู้ตัวและปัจจุบันยิ่งพบบ่อยขึ้น

โดยโรงพยาบาลศิริราชเคยสำรวจพบว่าเกินร้อยละ 60 ของคนที่นั่งทำงานใช้คอมพิวเตอร์ มันเป็นกลุ่มอาการที่เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม”

สาเหตุเกิดมาจากการใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ๆ ร่วมกับการนั่งผิดท่า จนมีอาการหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน ที่พบบ่อย ๆ คือ ปวดคอ ปวดบ่า รองลงมา คือ ปวดตา หรือแสบรอบกระบอกตา รวมทั้งอาจปวดหลัง ปวดสะโพกร้าวลงขา

อาการนี้จะพบได้ในคนช่วงอายุ 21-50 ปี แต่ส่วนมากระหว่าง 21-30 ปี และจะพบว่าในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

นายแพทย์นฤพงศ์ ตันติภิรมย์สิน แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู

โรงพยาบาลนครธน บอกว่า คนไข้จะมาหาหมอด้วยอาการปวด โดยหลังจากเรานั่งผิดท่านาน ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะยึดเกร็งเป็นจุด ๆ หรืออีกลักษณะหนึ่ง คือ จะเกิด กล้ามเนื้อเกร็งแข็งทั้งมัด

ในอาการกล้ามเนื้อเกร็งแข็งทั้งมัดนั้นต้องแยกว่า เป็นเพราะกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง หรือว่ากล้ามเนื้อถูกยืดมาก ๆ จนกระทั่งเรา ไปจับแล้วพบว่ามันแข็งเกร็ง ด้วยการนั่งผิดท่า เช่น นั่งไหล่ห่อจะไปยืดกล้ามเนื้อส่วนบ่า จะมีกล้ามเนื้อด้านหนึ่งที่แข็ง ต้องไปดูว่า กล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือการถูกยืด เพราะการรักษาจะไม่เหมือนกัน

กล้ามเนื้อเกร็งตัวนั้นการรักษาที่ตอบสนอง คือ การวางผ้าร้อน ประคบร้อน และการนวดจะช่วยลดอาการได้ดี

แต่ถ้าเป็นกลุ่มอาการที่กล้ามเนื้อถูกยืดจะต้องปรับท่านั่งให้ถูกต้อง กล้ามเนื้อที่ยืดจะหดสั้นลง หรืออาจจะใช้อุปกรณ์บางอย่างเข้ามาช่วย เช่น โชลเดอร์ซัพพอร์ต เพื่อพยุงไหล่

ส่วนการปวดกล้ามเนื้อเป็นจุด ๆ นั้น การรักษาจะมีตั้งแต่การทำกายภาพ การฝังเข็ม และการนวดกดจุด ซึ่งแต่ละอย่างจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

การทำกายภาพอาจจะใช้ระยะเวลานานเพราะต้องทำต่อเนื่องกันในระยะเวลาหนึ่ง

การฝังเข็มให้ผลค่อนข้างเร็วแต่จะเจ็บในขณะที่ทำ โดยการ ฝังเข็มจะมีสองแบบ คือ แบบจีนกับแบบตะวันตก

สำหรับการนวดกดจุดขึ้นกับฝีมือคนทำ ซึ่งถ้าทำได้ดีและ ถูกต้อง อาการปวดจะลดลง

เมื่อมาหาหมอจะตรวจว่า มีจุดกระตุ้นอาการปวดหรือไม่ กล้ามเนื้อตึงหรือไม่ การรักษาจะใช้ 3 วิธีข้างต้น จากนั้นก็จะดูว่าคนไข้สามารถกลับไปออกกำลังกายได้เองหรือยัง โดยดูจากอาการปวด จะมีการปวดต่อเมื่อมีการขยับ หรือมีช่วงที่ไม่มีอาการปวด หรือมีอาการปวดไม่รุนแรง

ซึ่งกลุ่มที่มีอาการปวดไม่รุนแรงจะสอนการออกกำลังกายและ ปรับท่านั่ง

จากการที่คลุกคลีกับคนไข้มาอย่างต่อเนื่องนายแพทย์นฤพงศ์ ได้พบวิธีการปรับท่านั่งที่ช่วยลดอาการปวดได้

“ปกติการนั่งกระดูกสะโพกจะหมุนไปด้านหลัง จะดึงกระดูก สันหลังส่วนล่างให้โค้ง จะดึงไปถึงกระดูกคอและกระดูกบ่า

เพราะฉะนั้นการปรับท่านั่ง ต้องปรับตั้งแต่กระดูกสะโพกให้หมุนมาทางด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อที่จะดึงกระดูกสันหลังให้แอ่นโดยที่ไม่ต้องเกร็ง นั่งให้เท้าเหยียบพื้น เอาก้นส่วนหน้าสัมผัสเก้าอี้เลื่อนก้นมา ด้านหน้านิดหนึ่ง และเข่าจะอยู่ต่ำกว่าสะโพก โดยจะถ่ายน้ำหนัก

ลงที่เท้า หลังจากนั้นก็เอาหมอนเล็ก ๆ เสียบเข้าไปที่ช่วงเอว”

ส่วนที่สองที่ต้องปรับ คือ ไหล่ ถ้าไหล่ยังห่ออยู่เหมือนเดิมจะ

ไม่ได้ประโยชน์ วิธีการแก้ คือ ให้ยกไหล่ขึ้น หมุนไปทางด้านหลัง

ให้มากที่สุดแล้วผ่อนไหล่ลง หรือยืนแล้วประสานมือไปด้านหลัง

ดึงแล้วก็คลาย

รวมทั้งการออกกำลังกายอื่นที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอกับบ่าได้

ที่ทำอยู่มีการยืดกล้ามเนื้อ เช่น เอียงคอ ดัดยืดคอ หรือ

การออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหว โดยจะทำช้า ๆ ขณะที่ทำพยายาม

ผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุด โดยจะบริหารเพื่อผ่อนคลาย คอ หัวไหล่ และหลัง

ซึ่งการออกกำลังกายเหล่านี้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น เพื่อจะได้ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี

นอกจากนี้ยังใช้อุปกรณ์ฟิตเนสเพื่อบริหารกล้ามเนื้อมัดที่ปวด โดยจะไม่เล่นกล้ามเนื้อมัดนั้น เช่น ปวดกล้ามเนื้อบ่าจะไม่ให้ คนไข้เล่นท่าบ่าแต่จะให้เล่นกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง เพราะกล้ามเนื้อหลังจะทำงานตรงข้ามกับกล้ามเนื้อบ่ามัดที่ปวดซึ่งจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย

หากคนไข้ปวดมากหรือข้อที่กระดูกคอติดขัดอาจจะต้องสอน คนไข้ให้ดัดกระดูกคอเองโดยใช้ผ้าช่วย แต่แพทย์จะต้องประเมิน ก่อนว่าเป็นกระดูกคอระดับไหน และจะต้องเป็นคนสอนว่าจะต้องวางผ้าที่ระดับไหน ดึงท่าไหน เพราะถ้าทำผิดอาการอาจจะรุนแรงขึ้น

และการใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ลูกตาทำงานหนัก จะมีการปวดรอบ ๆ กระบอกตา หรือมีอาการ ปวดตื้อ ๆ ที่ขมับ โดยกลุ่มคนที่สายตาสั้นเวลามองจอบางคนอาจจะก้มลงไปมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อคอกับบ่ามีอาการปวดมากขึ้น

“วิธีการหลีกเลี่ยงก็ต้องไปแก้ไขเรื่องสายตา อันที่สองแก้ไขเรื่องการปรับความสว่างของจอคอมพิวเตอร์ให้สว่างเท่า ๆ กับภาวะปกติ ร่วมกับการพักสายตาเป็นระยะ ๆ ถ้าปวดมากก็ใช้ประคบเย็นรอบ ๆ ลูกตาก็จะช่วยลดอาการได้”

เช่นเดียวกับความเครียดเป็นตัวกระตุ้นมีอาการปวดมากขึ้น เพราะว่าศูนย์ควบคุมการปวดของเราอยู่ที่สมองส่วนหน้า เมื่อใดที่สมองส่วนหน้าถูกกระตุ้นมากขึ้นอาการปวดจะเพิ่มขึ้น

แล้วทำอย่างไรที่จะให้คนทำงานออฟฟิศหลีกหนีพ้นจากอาการนี้ ?

นายแพทย์นฤพงศ์แนะนำว่า การลดกลุ่มอาการนี้ที่สำคัญที่สุดคือ awareness การรู้ตัวเอง เมื่อใดเรารู้ว่านั่งผิดท่าให้แก้ไขทันที

หากมีอาการปวด แล้วให้ใช้การบริหาร เบื้องต้น เช่น การยืดกล้ามเนื้อพอจะช่วยได้

แต่ถ้ามีอาการปวดมากก็ต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าต้องทำกายภาพบำบัดหรือ ฝังเข็มหรือเปล่า

และควรตระหนักไว้ด้วยว่า การรักษานั้นไม่หายขาด เมื่อใดก็ตามคนไข้กลับไปอยู่ในภาวะดังกล่าวอาจจะมีอาการนี้เกิดขึ้นมาอีก

ฉะนั้นเรื่อง awareness จึงสำคัญอย่างยิ่ง

จรัญ ยั่งยืน…เรื่อง

[...]

บทเรียนจาก “วิกฤต” กับทิศทางที่ SMEs ควรเลือกเดินใน ปี 2010

ถ้ามองโลกในแง่ดีอย่างที่หลายสำนักคาดการณ์ในปี 2553 นี้ จะเป็นปีที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงจะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น ถ้ามองโลกในแง่ดี สถานการณ์ปีนี้น่าจะอยู่ในฝั่งบวก แต่อย่างไรก็ตาม “วิกฤตเศรษฐกิจ” ที่ทุกคนและทุกธุรกิจต้องเผชิญชะตากรรมในปี 2552 ที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่วิกฤตเท่านั้นที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของผู้คนในสังคมในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ ๆ ยังกลายมาเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว

ก่อนก้าวข้ามปีไม่กี่ชั่วโมง นิตยสาร อองเทอเพอเนอร์ (Entrepreneur) นิตยสารด้านผู้ประกอบการชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์บทความที่ว่าด้วยทิศทางในปี 2553 ซึ่งเป็นการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ประกอบการจำนวนกว่า 15 คน

โดยพวกเขามองว่า ทิศทางหลักที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ คือการที่ผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่กำลังจะลงทุนจะหันไปให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครือข่ายทางสังคม (social networks) บล็อก (blog) และมัลติมีเดียเป็นช่องทางในการแนะนำสินค้าใหม่ ๆ และการสร้างแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น จะกลายมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำตลาด

อย่างที่ “แอลเลน มูน” บอกว่า”จะเห็นว่าในปีนี้ธุรกิจที่เคยเป็นพวกโลว์เทค หรือไม่ค่อยสนใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเริ่มสร้างความเป็นไปได้ในการก้าวสู่การตลาดแบบออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้เห็นปรากฏการณ์ที่ว่านี้แล้วจากบริษัทใหญ่ ๆ และเขาแนะนำว่า ถ้าไม่ต้องการตกขบวน คุณจำเป็นต้องก้าวเข้ามาสู่เส้นทางนี้”

สิ่งที่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่าเป็น สิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน คือการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนธุรกิจ การบริหารจัดการภาษี การสร้างวัฒนธรรมในองค์กรของคุณด้วยการสร้างความท้าทายให้เกิดกับ พนักงาน และเรื่องสำคัญที่ต้องระมัดระวังให้มาก คือเรื่องการเงิน เพราะที่ผ่านมา คำกล่าวที่ได้ยินกันมาก ก็คือธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ แต่ในสายตาผู้เชี่ยวชาญแล้ว พวกเขากลับเชื่อว่า การจัดการระบบทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการบันทึกข้อมูลที่สำคัญเป็นอย่างดี รวมถึงการทำการเงินอย่างมีกลยุทธ์และเป็นระบบมากขึ้น จะทำให้สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้

เพราะในยุคนี้ “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความไว้วางใจ” ในการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่นิตยสารไทม์ระบุว่า ปีที่ผ่านมา ถือเป็น ปีที่ผู้คนต่างไม่มีความเชื่อมั่นและความไว้วางใจกับธุรกิจมากที่สุด ไม่เฉพาะธนาคารที่จะปล่อยกู้ แต่ยังรวมไปถึงลูกค้า พวกเขาจึงแนะนำว่า ในปีนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก หากสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจเหล่านั้นได้ โดยกลยุทธ์ที่พวกเขามองว่าสำคัญที่สุด คือการฟัง โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องออกผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ ขอย้ำว่า แทนที่จะบอกว่าสินค้าของคุณดียังไง คุณต้องพยายามฟังเช่นเดียวกันว่า ลูกค้านั้นมีผลตอบรับต่อสินค้าของคุณอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้าน ผู้ประกอบการ อย่าง “แบรด ชูการ์” มองว่า ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือธุรกิจใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่บริษัทส่วนใหญ่ลดคน กลายเป็นโอกาส ทำให้คนจำนวนมากกำลังมองหางานใหม่ ๆ ทำ โดยเฉพาะความต้องการในการเป็นเจ้าของธุรกิจ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะในขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง บริษัทในต่างประเทศจึงกำลังมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่พวกเขาไม่เคยมองหามาก่อน นอกจากการทำมาค้าขายกับบริษัทขนาดใหญ่

สำหรับผู้กำลังมองหาธุรกิจที่จะเริ่มต้น มีไอเดียมากมายที่พวกเขาแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจง่าย ๆ ที่พวกเขาคิดว่าจะฮอต อย่างการทำเว็บไซต์ ที่มีเพียงดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ ก็เริ่มต้นธุรกิจได้ ธุรกิจซื้อมาขายไป ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพคล่องอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการตัดสินใจในการลงทุนที่จะประสบความสำเร็จด้วยวิธีที่ชอร์ตคัตที่สุด คือการตัดสินใจลงทุนในแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการลงทุนที่มีทั้งแบรนด์และระบบอยู่แล้ว

ดังนั้น ใครที่กำลังลังเลและอยู่ระหว่างตัดสินใจที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ ทั้งหมดนี้คือคำตอบ คำถามคือคุณกล้าพอหรือไม่ เท่านั้น !

คอลัมน์ Biz Oops !
โดย Why U Why

[...]

แนะ SMEs ติดอาวุธ สร้างภูมิคุ้มกัน ใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์ ลุย ASEAN

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา สมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จะยกเลิกภาษีสินค้า 8,000 กว่ารายการ เป็นร้อยละ 0 และในอีก 6 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2558 สมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จะลดภาษีทุกรายการเป็นร้อยละ 0 และสามารถยืดหยุ่นในบางรายการได้ในปี 2561

โดยช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พยายามรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือและแสวงหาโอกาสกับตลาดอาเซียน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้บริบททางการค้าระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เราจำเป็นต้องก้าวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเราต้องหันมาติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการของเราให้มีความรู้ความสามารถที่จะไปฉกฉวยโอกาสในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ไปแข่งขันกับคู่แข่งของเราให้เรามีความได้เปรียบทางการค้า รวมถึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มหรือสาขาที่เรายังไม่มีความพร้อมให้เขาสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

โดยนโยบายกระทรวงพาณิชย์ต่ออาเซียน คือ “ASEAN First Policy” หรือการให้ความสำคัญกับอาเซียนลำดับแรกเพื่อส่งเสริมยุทธศาสตร์ในการสร้างพันธมิตรในระดับภูมิภาค สร้างโอกาสและลู่ทางในด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากอาเซียนเป็นมิตรประเทศที่มีความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นกับไทยมาโดยตลอด

ภายใต‰ยุทธศาสตร์ ASEAN Hub ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ทั้งทางด้านการค้า การตลาด การลงทุน ในลักษณะที่เกื้อกูลกันให้เกิดเครือข่ายร่วมกัน เพื่อที่จะให้ภูมิภาค ASEAN เป็นฐานการค้าสินค้า/บริการของไทยสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงขยายฐานการผลิตของไทยสู่ตลาดโลก โดยมีกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ

1) การสร้างพันธมิตรทางการค้า โดยสร้างความร่วมมือระหว่างกันผ่านเวทีเศรษฐกิจต่าง ๆ

2) ตลาดสำหรับสินค้าไทย โดยขยายเครือข่ายการค้าไทยในภูมิภาค ASEAN ให้มูลค่าเพิ่มขึ้น

3) เสริมสร้างสมรรถนะนักธุรกิจไทย โดยช่วยให้ SMEs ไทยทำธุรกิจใน ASEAN ได้มากขึ้น

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า ลำพังเพียงนโยบายของรัฐบาลอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่เราต้องสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการของเราด้วย ซึ่งมักจะมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่า เราจะสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ คำตอบคือ คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่อยากจะขอฝากแง่คิดสำคัญไว้ 3 ประการเพื่อสร้างความพร้อมติดอาวุธและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา คือ

ประการแรก การใฝ่หาความรู้ ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เราสามารถรู้เท่าทันและปรับตัวได้ทันท่วงที รู้ก่อน ปรับตัวได้ก่อน ก็มีความได้เปรียบ รู้ทีหลัง ปรับได้ช้า ก็ย่อมเป็นฝ่ายที่ เสียเปรียบเป็นธรรมดา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารมีความรุดหน้าไปมาก น่าจะช่วยให้เราเป็นผู้ที่มีหูตากว้างไกล และทันต่อเหตุการณ์

ประการที่ 2 การมีความคิดเชิงสร้างสรรค์ (creative thinking) การคิดให้แตกต่างจากผู้อื่น การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า บริการของเรา ซึ่งจะเป็นจุดขายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา เราจำเป็นต้องลงทุนในเรื่อง R&D มากขึ้น เราคงไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของเราได้เพียงแค่การรับจ้างผลิตแล้วส่งออก หรือเพียงแค่คัดลอก (copy) แล้วเลียนแบบ ซึ่งไม่ใช่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต้องหันมาคิดค้นและสร้างตราสินค้าของเรา ใช้ภูมิปัญญาของเรา ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ขณะนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นรื่องที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญ ทั้งในเชิงส่งเสริมให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และการให้ความคุ้มครองในสิทธิทรัพย์สินทางปัญญานั้น การดำเนินงานในเรื่องนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากในช่วงแรก แต่หากสามารถทำได้ประสบผลสำเร็จแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ประการที่ 3 การสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เรามีเครือข่ายทางธุรกิจที่กว้างขวาง และสามารถเชื่อมโยงไปยังกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ ที่กว้างขวางมากขึ้นด้วย หากเป็นไปได้ อาจจำเป็นต้องมองหาลู่ทางในการออกไปลงทุนในตลาดภายนอก ซึ่งอาจทำในลักษณะ joint venture เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้โดยตรง และใช้จุดแข็งของประเทศคู่ค้าของเราให้เกิดประโยชน์

การทำธุรกิจในวันนี้คงไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพังเพียงคนเดียว จำเป็นต้องมีการร่วมมือกัน ไม่ว่าจะในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเพื่อให้สามารถมีการพัฒนาร่วมกันไปได้ทั้งระบบ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้มีแนวคิดในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในเชิง cluster ต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถสร้างจุดแข็งในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ได้ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง

ปัจจุบันอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยนำหน้าตลาดดั้งเดิม อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปีที่แล้วไทยเราส่งออกไปอาเซียนมีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีการนำเข้าประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เบ็ดเสร็จเราเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าถึงกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับอาเซียนในฐานะมิตรประเทศที่มีความใกล้ชิดกับไทย ไม่ว่าจะในด้านสภาพภูมิศาสตร์ ความใกล้เคียงกันในด้านสังคมและวัฒนธรรม รวมไปถึงการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ในด้านการค้าและการลงทุน อาเซียนจัดเป็นตลาดสำคัญและมีศักยภาพ ด้วยประชากรรวมกันกว่า 580 ล้านคน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติรวมกันกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งของโลก มี FDI หรือการลงทุนทางตรงที่เข้ามาในภูมิภาคสูงถึง 59,440 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และคาดว่าน่าจะขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากการปรับปรุงความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียนให้เป็นความตกลงที่น่าดึงดูดและน่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค ด้วยการเปิดเสรีที่มีความก้าวหน้า มีความชัดเจนในแง่เงื่อนไข กฎระเบียบ รวมถึงมีมาตรการที่จะให้ความคุ้มครองการลงทุนที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และดึงดูด FDI ให้เข้ามาสู่ภูมิภาคของเราได้มากขึ้น

[...]

จากสบู่ดิน สู่เครื่องสำอางฮาลาล

เปิดตัวไปได้เพียงปีเดียว ผลิตภัณฑ์สบู่ดินเหลว “ANADA” และ “HAL-KLEAN” สบู่สำหรับชำระล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ ตามหลักศาสนาอิสลาม จากศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เดินหน้าเตรียมศึกษา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางฮาลาลเป็นเฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางชิ้นแรก ไม่เกินปลายปี 2553 นี้

รศ.ภก.ดร.เอกรินทร์ สายฟ้า จากศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงศึกษาวิจัยต่อยอดในผลิตภัณฑ์แชมพู สบู่ก้อน และครีมทาผิว

“ส่วนผสมของการทำสบู่ดินเป็นเกรดเดียวกันกับที่โรงงานอุตสาหกรรมเครื่องสำอางใช้ แต่เกรดที่เราใช้ทำสบู่เหลว เมื่อเอาไปทำความสะอาดผิวจะแห้ง เพราะออกแบบมาสำหรับชำระล้างเครื่องมือ เครื่องใช้ สำหรับผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางกำลังพัฒนานี้อยู่ในขั้นตอนการอาร์แอนด์ดี คาดว่าภายในปี 2553 นี้น่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาให้เห็น”

“ตลาดหลักก็คืออินโดนีเซีย โดยที่ผ่านมามีการสั่งสบู่ดินเหลว และมีการรีพีตออร์เดอร์ไปแล้ว ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์สบู่เหลวอนันดา เราใช้คอนเซ็ปต์ว่ามีดินเป็นส่วนประกอบไม่มากก็น้อย ทางอินโดนีเซียเองมองว่าการนำเข้าและการตรวจสอบมาตรฐานฮาลาล โดยสั่งสินค้าเพียงอย่างเดียวนั้นไม่คุ้ม สู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายการตรวจสอบมาตรฐานก็เหมือนกันพร้อมกัน เป็นการลดคอร์สด้วย เราจึงเดินหน้าในการศึกษาเรื่องเครื่องสำอางต่อไป”

สำหรับบริษัทเครื่องสำอางที่มองเห็นโอกาสในตลาดนี้ รศ.ภก.ดร.เอกรินทร์ สายฟ้า แนะว่า “เขาต้องมีความรู้เรื่อง ฮาลาลอย่างดี ถ้าเขาทำต้องมีความรู้เรื่องการนำเอาโปรดักต์มาพัฒนา เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่สั่งอิมพอร์ตเกือบทั้งหมด แต่เวลาอิมพอร์ต ส่วนสมเหล่านั้นทำมาจากพืช สัตว์ หรือ ปนเปื้อนหรือไม่นั้นไม่มีหลักฐานยืนยัน อันนี้ ผู้ประกอบการจะต้องแม่นในเรื่องนี้”

ส่วนการพัฒนาสบู่ดินเหลวนั้นเปิดตัวไปเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา เป็นการพัฒนาโดยนำเอางานวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกมาต่อยอดอีกที โดยการพัฒนาควบคู่ไปกับนักการศาสนาจนได้สบู่เหลวที่เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหารและใช้ในครัวเรือน

รศ.ภก.ดร.เอกรินทร์ สายฟ้า กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการใช้ดินในการชำระล้างจะต้องเป็นดินที่นักการศาสนาตรวจสอบและอนุญาตแล้วจึงจะนำมาใช้ได้ ซึ่งบางครั้งก็ถูกต้องตามฮาลาล และบางครั้งก็ไม่ได้มาตรฐานฮาลาล เช่น ดินที่นำมาเมื่อละลายน้ำแล้วจะต้องขุ่นพอสมควร ดินบางชนิดอาจจะมีความขุ่นไม่พอก็มี ด้วยเหตุนี้จึงกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเป็นสบู่ดินเหลวมาตรฐานฮาลาลขึ้น

โดยกระบวนการผลิตทางศูนย์จะให้บริษัทเครื่องสำอางเป็นผู้ผลิตให้ โดยวัตถุดิบหลักคือดินขาวจากจีน และมาพัฒนาส่วนผสมทางวิทยาศาสตร์ให้ได้มาตรฐานฮาลาลอีกที ทำให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น ซึ่งในระยะแรกจำหน่ายผ่านดีลเลอร์ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ๆ ในบ้านเรา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร์อีกด้วย โดยมีการผลิตที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่าหมื่นแกลลอนต่อออร์เดอร์

[...]

พนักงานคิดดี องค์กรผาสุก

ต้องยอมรับว่าในรอบปีที่ผ่านมา ความผันผวนของเศรษฐกิจ ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้สร้างความบอบช้ำให้กับคนทำงานไม่ใช่น้อย ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ในปี 2553 มนุษย์เงินเดือนจะอยู่อย่างไรจึงจะมีความสุข

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ” จากวัดบางปลากด (ธรรมลีลา) คลอง 13 ปทุมธานี อดีตเจ้าอาวาสวัดป่า ในนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เจ้าของหนังสือ หักหอกเป็นดอกไม้ ได้ขึ้นเวทีให้ข้อคิดกับคนทำงานในงานสัมมนาหัวข้อ “พนักงานคิดดี งานยอดเยี่ยม องค์กรผาสุก” ณ สำนักพิมพ์ดีเอ็มดี ไว้อย่างน่าสนใจ

พระอาจารย์ประสงค์ชี้ให้ทุกคนเห็นว่า โลกใบนี้จะเปลี่ยนโฉมไปทันทีถ้าทุกคนเปลี่ยนมุมคิดหันไปมองมุมใหม่

“บนโลกใบนี้มีผู้พูดและผู้ฟัง ในการฟังต้องใช้ทั้งหูและใจ อยู่กับนายก็ฟังนาย อยู่กับลูกน้องก็ฟังลูกน้อง ชีวิตก็มีความสุข”

หลักของการทำงานให้มีความสุขในมุมของพระอาจารย์ประสงค์นั้นไม่อยาก เพียงแต่เราต้องทำความเข้าใจกับภารกิจงานในแต่ละวันเสียใหม่ เพราะพระอาจารย์ประสงค์บอกว่า เราต้องเข้าใจว่างานที่เราทำนั้นบริษัทเขาไม่ได้ให้เราทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว สมมติว่าบริษัทจ่ายเงินเดือนให้เดือนละ 20,000 บาทก็ให้จัดสรรเงินเดือนออกเป็น 4 ส่วน

5,000 บาทแรกให้คิดว่าเป็นเงินที่เขาจ้างให้เราไปฟังเจ้านาย ฉะนั้นไม่ว่าเจ้านายจะพูดอะไรก็ให้หายใจลึก ๆ แล้วฟังอย่างตั้งใจเพราะเขาจ้างเรามาฟัง

5,000 บาทที่ 2 ให้คิดว่าเป็นเงินที่เขาจ้างให้เราไปติดต่อประสานงานกับคนที่พูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

5,000 บาทที่ 3 ให้คิดว่าเขาจ้างเราไปทำงานกับเพื่อนที่ชอบกินแรง มีนิสัยชอบ อู้งาน นินทาเจ้านาย ถ้าเจอคนอย่างนี้ในที่ทำงานก็ให้ถอนหายใจยาว ๆ แล้วคิดว่านี่คือสิ่งที่เขาจ้างเรามาทำ

และ 5,000 บาทสุดท้าย คือเงินที่เขาจ้างให้ทำงานในหน้าที่ของเราโดยตรง

ฉะนั้น ถ้าเราเลือกที่จะรับเงินเดือน 20,000 บาทก็ให้ยิ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้น

พระอาจารย์ประสงค์บอกว่า การจะทำงานให้มีความสุขต้องว่าอย่าคาดหวัง ทำดีก็อย่าหวังผล ช่วยคนก็อย่าไปหวัง สิ่งตอบแทน ทำงานก็อย่าไปหวังค่าจ้าง แต่ถ้าเขาให้ก็รับเอาไว้ เวลาทำงานทำให้เต็มที่แล้วมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แล้วสิ่งดี ๆ จะตามมาเอง

ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สิ่งสำคัญอยู่ที่ความคิด มุมมอง พระอาจารย์ประสงค์ ย้ำว่า ถ้าเรามองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ทุกคนมีทุกข์ของตัวเองอยู่แล้วอย่าไปเพิ่มทุกข์ให้กับเขา ถ้าเจ้านายด่าก็ให้ดึงลมหายใจ ลึก ๆ ยิ้มแล้วคิดว่านายเขาเอาขนมนมเนยมาให้ เพราะถ้าเขาไม่รักคงไม่ว่ากล่าวเพื่อให้ปรับปรุงตัว เวลาถูกลูกน้องด่าก็ให้ดึง ลมหายใจยาว ๆ แล้วคิดว่าเพราะลูกน้อง ไม่อยากให้ใครมาด่าเรา เขาจึงต่อว่า เราเอง

ถ้าสามารถเปลี่ยนมุมมองได้อย่างนี้ ก็จะมีความสุขในการทำงาน เพราะที่ผ่านมาคนเรามักเป็นทุกข์เพราะคิดผิด แต่ถ้าเราทำความเข้าใจเรื่องความคิดเสียใหม่ชีวิตก็จะเป็นสุข เพราะว่าความคิดจะเปลี่ยนออกมาเป็น ความประพฤติ ฉะนั้นจึงต้องระวังความประพฤติ เพราะความประพฤติจะกลายเป็นความเคยชิน ความเคยชินก็จะกลายเป็นสันดาน สันดานก็จะกลายเป็นชะตากรรมตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นทุกอย่างแก้ที่ความคิดของตัวเอง

ในปี 2553 ถ้าใครอยากมีชีวิตการทำงานที่มีความสุขคงต้องเริ่มจากจุดเล็กที่ความคิดของตัวเอง แล้วขยายผลไปยังเพื่อนร่วมงาน เท่านี้องค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มีผลกำไรมากมายหรือน้อยนิดก็ผาสุกได้ไม่ยาก

[...]

ปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจของพนักงาน

วันก่อนเพื่อนของผมคนหนึ่งโทร.มาปรึกษาเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจของพนักงานในองค์กร เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเพิ่งย้ายเข้ามาทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแห่งนี้ หลังจากทำงานได้ประมาณ 2 สัปดาห์ เขามีความรู้สึกว่า พนักงานของเขาอยู่อย่าง เฉา ๆ และดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจเป็นสำคัญ

ถ้าพูดถึงเงินเดือนและสวัสดิการแล้ว ดูเหมือนว่าองค์กรนี้จะจ่ายอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม ซึ่งเพื่อนผมสรุปว่า ปัญหาไม่น่าจะมาจากเรื่องนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดี

เป็นอะไรที่ตอบยากมาก เพราะขวัญและกำลังใจที่หายไปของพนักงานมีได้หลายสาเหตุ แต่มีบางอย่างที่ผู้บริหารสามารถทำได้ และผมอยากแนะนำให้ผู้บริหาร ทุกคนที่องค์กรกำลังมีปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจของพนักงานลองทำดู คือ

เข้าไปหาพวกเขา – โดยปกติแล้ว ผู้บริหารระดับสูงโดยส่วนมากมักชอบนั่งอยู่บนหอคอย แล้วมองดูพนักงานทำงาน พูดจริง ๆ แล้ว พนักงานทุกคนล้วนต้องการได้รับความสนใจจากผู้บริหาร ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างผู้บริหารคนหนึ่งที่ผมรู้จัก องค์กรของเขามีคนประมาณ 200 คน แต่เขาสามารถจำชื่อพนักงานได้ทุกคน อาจจะจำได้แค่ชื่อเล่นหรือชื่อจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ ไม่มีพนักงานคนไหนกลัวที่จะขึ้นลิฟต์ไปกับผู้บริหารคนนี้

แต่สำหรับองค์กรที่ใหญ่มาก ๆ ผู้บริหารอาจจะไม่สามารถจำพนักงานได้ ทุกคน แต่อย่างน้อยคุณต้องรู้จักจัดสรรเวลาในการไปเยี่ยมเยียนพวกเขาบ้าง เดินไปคุยกับฝ่ายโน้นนิด ฝ่ายนี้หน่อย เดินทางไปเยี่ยมโรงงานโน้น ผลัดมาโรงงานนี้ เข้าไปคุยกับสายการผลิต เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกว่า เขามีความสำคัญสำหรับคุณและสำหรับองค์กร

ยืนยันความสำคัญ – ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่ชอบให้คนเห็นความสำคัญของตนเอง เช่นเดียวกันกับพนักงานของคุณ เขาต้องการจะได้ยินคำชื่นชมจากหัวหน้างาน ยิ่งถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วยแล้ว เขายิ่งรู้สึกถึงความสำคัญของตนเองที่มีต่อองค์กร

หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า ถ้าพนักงานไม่ได้ทำอะไรดีเด่นจะให้ชมเชยได้อย่างไร ผมไม่ได้บอกให้คุณไปชื่นชมเขาอย่างลม ๆ แล้ง ๆ แต่ผมอยากให้คุณได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับพนักงาน และชี้ให้เขาเห็นว่า เขามีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร ยกตัวอย่าง คำพูดของท่านประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ที่ได้พูดกับหน่วยราชการ CIA ว่า คุณเป็นด่านหน้าในการป้องกันประเทศจากความท้าทายที่ไม่ถูกต้อง งานของคุณคือการสนับสนุนและค้ำจุนกองทัพ ทำลายล้างแผนและเครือข่ายของพวกผู้ก่อการร้าย ดังนั้นเราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราทำ และภูมิใจในความเป็น CIA

ยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา – คำว่า ผู้บริหาร มันมาพร้อมกับคำว่า ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบต่อองค์กรและพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคำว่าระดับสูงตามมาด้วยแล้ว ภาระหน้าที่ต้องหนักไปกว่าเดิม ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหัวหน้างาน และผู้บริหารบางคนจะไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ทั้งที่ตนเองมีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจเหล่านั้น เหตุผลหนึ่งและเป็นเหตุผลหลักคือ เพราะถ้าสิ่งที่ตัดสินใจออกไปมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เขาไม่กล้าพอที่จะรับผิดชอบ

เมื่อหัวหน้างานและผู้บริหารเป็นเช่นนี้ คงไม่ต้องพูดถึงพนักงานว่าเขาจะเป็นอย่างไร หลาย ๆ ครั้งที่มีการตัดสินใจผิดพลาดขึ้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบกลับกลายเป็นพนักงาน ดังนั้นในฐานะผู้บริหารระดับสูง ถ้าต้องมีการตัดสินใจอะไรที่สำคัญ ๆ คุณต้องกล้าที่จะเข้าไปมีบทบาทร่วม และกล้าที่จะรับผิดชอบร่วมเช่นกัน

สร้างความชัดเจนภายในองค์กร – หนึ่งในเหตุผลของขวัญและกำลังใจที่หายไปของพนักงานคือความไม่ชัดเจนภายในองค์กร ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการมอบหมายนโยบายที่ไม่ชัดเจนออกไป ในฐานะพนักงานหลายคนเริ่มมองแล้วว่า นโยบายนั้น ๆ มีความเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไร ถ้านโยบายไม่ชัด เขาจะไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ในฐานะผู้บริหารระดับสูง คุณต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นภายในองค์กร การสื่อสารจึงกลายมาเป็นประเด็นสำคัญในครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วการแสดงออกก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้บริหารพึงระวัง เพราะอย่าลืมว่าการสื่อสารไม่ใช่แค่สักแต่ว่าพูดให้ฟัง การแสดงออกต่างหากจะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งที่พูดออกไปเป็นจริงหรือไม่

นอกจากในเรื่องของความชัดเจนในนโยบายแล้ว ผู้บริหารควรสร้างความชัดเจนในเรื่องของมาตรฐานการทำงาน ค่านิยมภายในองค์กร และพฤติกรรมที่ควรจะเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมภายในองค์กร ดังนั้นผู้บริหารจึงควรที่จะสร้างความชัดเจนให้พนักงานเห็น

ในช่วงที่องค์กรอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ผู้บริหารระดับสูงจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน อย่าคิดเอาเองว่าพนักงานไม่ต้องการพบ หรือได้ยินอะไรจากคุณ ยิ่งในสถานการณ์ที่ลำบากด้วยแล้ว พนักงานทุกคนล้วนต้องการได้ยิน และรับทราบข้อมูลต่าง ๆ จากผู้บริหารทั้งสิ้น

จงเข้าไปหาพวกเขา กล่าวทักทายพูดคุยกัน รับรู้และตอบคำถามที่เขาข้องใจ ฟังในสิ่งที่เขาอยากบอก และถ้าเป็นไปได้จงให้สัญญาในการที่จะกลับมาพบพวกเขาอีก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ลำบาก การปรากฏตัวของผู้บริหารระดับสูง มีแต่จะทำให้พนักงานรู้สึกดีและมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลต์
โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com

[...]