Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

พักยก : เหตุผลแห่งการเลือกคู่

     ผู้ชายคนนึงอยากแต่งงาน แต่ไม่รู้จะเลือกใครดีระหว่างผู้หญิง 3 คน
 
     เขาเลยให้ของขวัญทั้ง 3 คนเป็นเงินสดคนละ 5,000 เหรียญ
 
     แล้วดูว่าแต่ละคนจะทำอะไรกับเงินที่ให้ไป
 
     คนแรก เอาไปใช้เรื่องแต่งตัวหมดเลย
 
     เธอเข้าร้านเสริมสวยทำผมใหม่ แต่งหน้าใหม่ ซื้อชุดสวยๆ ใหม่ใส่
 
     เธอบอกเขาว่าที่ทำไปทั้งหมด ก็เพื่ออยากสวยสำหรับเขา
 
     เพราะเธอรักเขามาก
 
     เขาประทับใจเธอมาก
 
     คนที่สอง ไปซื้อของใช้ผู้ชายให้เขา
 
     เธอซื้อไม้กอล์ฟใหม่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเสื้อผ้าแพงๆ ให้เขา
 
     ตอนเธอให้ของขวัญเขา
 
     เธอบอกว่าเธอใช้เงินทั้งหมดเพื่อเขาคนเดียว
 
     เพราะเธอรักเขา
 
     เขาก็ประทับใจอีก
 
     คนที่สาม เอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น
 
     ได้เงินมาหลายเท่า
 
     เธอคืนเงิน 5,000 เหรียญแก่เขา และลงทุนต่อโดยใช้ชื่อร่วม
 
     เธอบอกเขาว่าเธออยากเก็บเงินไว้เพื่ออนาคตสำหรับเธอและเขา
 
     เพราะเธอรักเขามาก
 
     เขาประทับใจเป็นที่สุด
 
     ชายหนุ่มคิดอยู่นานเกี่ยวกับวิธีใช้เงินของผู้หญิงแต่ละคน
 
     และแล้วเขาก็แต่งงานกับคน…. 
 

     ********* ที่นมใหญ่ที่สุด….**********


[...]

ติดทีวีอายุจะสั้น

ติดทีวีอายุจะสั้น
 
รู้กันอยู่แล้วว่า การนั่งจ้องอยู่หน้าจอทีวีจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นไม่่ดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว

ตอกย้ำกันเข้าไปอีกเมื่อข้อมูลชุดใหม่จากงานวิจัยของเดวิด ดันสแตน นักวิจัยจากสถาบันโรคเบาหวานและหัวใจ เบเกอร์  ไอดีไอ เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ยืนยันอีกครั้งว่า การติดทีวีนั้นอันตรายถึงชีวิต

ผลการศึกษาระบุว่า การอยู่หน้าจอนาน ๆ นั้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจถึง 18%
 
การศึกษาดังกล่าวได้ติดตามพฤติกรรมออสซี่ 8,800 ราย ตลอด  6 ปี พบว่า 80% ของคนที่ดูทีวีมากกว่า  4 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่ดูวันละ 2 ชั่วโมง

ความเสี่ยงที่ว่านี้ยังไม่ได้นับรวมกับปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ด้วยซ้ำ
 
เดวิดอธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้คนติดทีวีตายเร็วขึ้นนั้นเนื่องจากการไม่ขยับเขยื้อนตัวเลยนั้น ทำให้น้ำตาลในเลือดและคอเรสเตอรอลเพิ่มขึ้น
 
แล้วยังพบอีกว่า คนออสเตรเลียกับคนอังกฤษดูทีวีเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อวัน คนอเมริกันดูทีวีเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง และ 2 ใน 3 ของอเมริกันมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเข้าขั้นโรคอ้วน

ดังนั้นหากไม่อยากเสียชีวิตก่อนเวลา น่าจะลองปิดทีวี มาขยับแข้งขยับขากันดีกว่า
 

ตรวจพลาสติกในบ้านใช้ BPA หรือไม่

ผลการวิจัยชุดใหม่นี้อาจสร้างความกังวล ให้กับผู้นิยมภาชนะพลาสติกมากขึ้น เมื่อพบว่า สาร ′บิสฟีนอล เอ′ หรือ BPA ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำขวดน้ำ ขวดนม อุปกรณ์กีฬา เครื่องมือทางการแพทย์ และ เป็นวัตถุเคลือบกระป๋องนั้นก่อให้เกิดโรคร้าย
 
ที่มาของการค้นคว้านี้เกิดขึ้นเมื่อราว ปี 2549 จึงมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด  นักวิจัยจากอังกฤษและสหรัฐได้ร่วมกันศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่าง 1,493 ราย อายุ    18-74 ปี พบว่า BPA เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด ′โรคเบาหวาน′ และ ′โรคตับ′
 
ไม่พอ ศ. เดวิด เมลเซอร์ ภาควิชาระบาดวิทยาและสาธารณสุข โรงเรียนการแพทย์   เพนินซูล่าในอังกฤษยืนยันการค้นพบที่ว่า BPA มีความสัมพันธ์ทำให้เกิด ′โรคหัวใจ′
 
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุมีพิษจากสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐได้เสนอรายงานสรุปให้กับรัฐบาลว่า BPA มีผลร้ายแรงต่อต่อมลูกหมาก สมอง ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ ทารก และเด็กผิดปกติ

ทั้งยังพบว่า ในร่างกายของคนสหรัฐและยุโรปมี BPA ปนอยู่ถึง 90% และในแต่ละปีทั่วโลกจะผลิตสารเคมีตัวนี้มากกว่า 2.2 ล้านตัน
 
ปัจจุบันบางประเทศ อาทิ แคนาดา ห้ามใช้ BPA ผลิตขวดนม ขวดน้ำสำหรับเด็กแล้ว  ขณะที่องค์การกาชาดเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในอังกฤษกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลออกคำสั่งห้ามคล้ายกันนี้ เช่นเดียวกับที่สำนักงาน   คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) สหรัฐ กำลังพิจารณาหามาตรการป้องกันอยู่
 
ส่วนประเทศไทยนั้นยังไม่มีมาตรการใด ๆ ดังนั้นเราต้องป้องกันตัวเองด้วยการระวังพลาสติกที่มีลักษณะแข็งที่ทนได้ทั้งเย็นและร้อน เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้
น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่หรือ ?

เฮลท์ ทริกส์

[...]

หาของขวัญให้หนู

ในยุคปัจจุบัน การเลือกซื้อของขวัญอะไรสักอย่างให้กับ ลูกไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายซะแล้ว

จะเอาอะไรดี หนังสือสักเล่ม หรือจะเป็นตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา รถบังคับวิทยุ ตัวต่อ หรือเกมที่กำลังฮิต ๆ กันดีหนอ

แล้วยิ่งจะปวดหัวเข้าไปใหญ่ ถ้าลูกมีมากกว่า 1 คน แถมอายุ ยังต่างกันอีก !

ที่ว่ามานี้เป็นปัญหาโลกแตกของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งสิ้น ถ้าเลือกของขวัญได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าเลือกไม่ถูกกับช่วงเวลาและสถานการณ์ ความปรารถนาดีอาจกลายเป็นประสงค์ร้ายได้ในพริบตา

แล้วจะทำอย่างไรเล่า…จะให้อะไร และให้บ่อยได้ขนาดไหนถึงจะดีที่สุด ?

เรื่องนี้ พ.ญ.อังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์มีคำตอบ

เอาเรื่องของความถี่ก่อน คุณหมอบอกว่า “การที่พ่อแม่ให้หรือซื้อของเล่นให้ลูกทุกครั้งที่ร้องขอ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะ ท้ายที่สุดแล้วการให้แต่ของเล่นจะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักยับยั้งความต้องการของตัวเอง และไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ที่จะเลือกของให้เหมาะสมกับตัวเอง”

ส่วนของเล่นที่เหมาะกับการเลือกหาให้ลูกนั้นก็มีหลายอย่าง ถ้าจะให้ดีนั้นควรจะออกมาในรูปของการพัฒนาทักษะน่าจะดีกว่า ซึ่งถ้าเป็นทาง “ด้านร่างกาย” อุปกรณ์กีฬาจะช่วยทำให้ระบบ กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดี “ด้านสติปัญญา” ก็ควรเลือกหาหนังสือที่เขามีความสนใจและเหมาะสม

ถ้าเป็น “ด้านอารมณ์ ความคิด จิตใจ สมาธิ และการ ตัดสินใจ” ก็อาจใช้ตัวต่อเลโก้ จิ๊กซอว์ หรือสมุดวาดเขียนมาเป็นตัวช่วย หากอยากพัฒนาทักษะ “ด้านสังคม” ก็ต้องเป็นของเล่นที่ต้องเล่นกันหลาย ๆ คน โดยมีกฎ กติกามาเป็นข้อบังคับ

และถ้ามีลูกมากกว่า 1 จะเลือกหาซื้อของขวัญอย่างไร ?

คุณหมอแนะว่า “หากครอบครัวไหนที่มีลูกมากกว่า 2 คนขึ้นไป การเลือกซื้อของเล่นที่เหมือนกันให้กับลูกนั้นถือเป็นวิธีการที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก พี่ที่โตกว่าก็ต้องมีของเล่นที่เหมาะสม เช่นเดียวกับน้องก็ต้องเล่นของที่ถูกกับวัยเช่นเดียวกัน”

แต่…ไม่ว่าของขวัญจะเป็นอะไร จะแพงหรือมีคุณค่ามาก ขนาดไหนก็ตาม ก็จะไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย หากเด็กต้องเล่นของขวัญนั้น ๆ แต่เพียงลำพัง ของที่ให้ไปแทนที่จะดีก็อาจเป็นผลร้ายให้กับลูกได้อย่างคาดไม่ถึง

เพราะการเล่นคนเดียวทำให้เด็กติดอยู่กับวัตถุ ไม่ได้ฝึก ทักษะทางสังคม ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร ขณะเดียวกันเด็กก็จะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง จนอาจจะทำให้ต้องแสวงหาสิ่งอื่นมาทดแทน เป็นจุดพลิกผันของชีวิตได้

ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับลูกนั้นอยู่ที่ “เวลา” ที่พ่อแม่จะพึงมีให้

เวลาที่พ่อแม่ลูกจะร่วมกันทำกิจกรรม ไปเที่ยว เล่น ทำอาหาร กินข้าว ได้พูดคุยฝึกสอน เติมเต็มความรัก ความมั่นคงทางด้านความคิดและจิตให้กับพวกเขา โดยเฉพาะ ในเรื่องของความรักระหว่างพี่น้องโดยใช้ของเล่นเป็นสื่อ จะช่วยทำให้ลูก ๆ เกิดพัฒนาการได้ในทุก ๆ ด้าน ต่างรู้จักการแบ่งปัน การเสียสละ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

นี่แหละของขวัญที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ แต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่ามากที่สุดของพวกเขา

[...]

ตามไปดู… มหาราชเชียงใหม่ ร.พ.คุณภาพ 2 ปีซ้อน

เพราะว่าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่คว้ารางวัลคุณภาพการให้บริการจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร) 2 ปีซ้อน

ทำให้ต้องตามไปดูว่า วันนี้โรงพยาบาลหัวเมืองแห่งนี้มีความก้าวหน้าในการรักษาและช่วยชีวิตคนอย่างไร

เริ่มจากจุดหนึ่งที่ทำให้มีส่วนในการรับรางวัลคุณภาพ นั่นคือ การรักษาผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ ศ.น.พ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต หัวหน้าศูนย์ตติยภูมิอุบัติเหตุ กล่าวว่า โรงพยาบาลมีห้องฉุกเฉินที่ทันสมัย มีพื้นที่รองรับผู้บาดเจ็บพร้อม ๆ กันได้ถึง 15 ราย และสามารถรองรับผู้บาดเจ็บพร้อมกันมากถึงร้อยกว่ารายในกรณีเกิดเหตุสาธารณภัยหรืออุบัติเหตุหมู่

ทั้งยังมีการปรับพื้นที่ถนนทางเข้าห้องฉุกเฉินให้มีความกว้างขวางสะดวกแก่การเข้าถึง และมีห้องล้างตัวที่ทันสมัย เพื่อใช้ในกรณีที่เกิดอุบัติภัยจากสารเคมี สามารถล้างตัวผู้ป่วยได้พร้อมกันถึง 3 ราย

และมีเครื่องมือที่ทันสมัยและความรวดเร็วในการให้บริการ อาทิ เครื่องตรวจเอกซเรย์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล สามารถทราบผลได้ภายใน 2-3 นาที และมีเครื่องวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดง

“เป็นห้องฉุกเฉินเพียงแห่งเดียวในภาคเหนือที่มีเครื่องนี้ให้บริการ มีเครื่องช่วยหายใจชนิดปริมาตรที่ทันสมัยที่สุด สามารถให้บริการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวการณ์หายใจล้มเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอุปกรณ์ตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งสามารถวินิจฉัยภาวะบาดเจ็บในช่องท้อง (เลือดตกใน) ได้อย่างแม่นยำ นับว่าเป็นห้องฉุกเฉินที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ”

รวมทั้งมีบริการผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยฉุกเฉิน สามารถออกปฏิบัติหน้าที่ได้ภายใน 1 นาที หลังจากมีการร้องขอมา

ต่อมายังตั้ง “ศูนย์ประสาทหูเทียมภาคเหนือ” เพื่อรองรับผู้พิการทางหู โดย รศ.น.พ.จรัล กังสนารักษ์ หัวหน้าหน่วยโรคหูและฐานกะโหลก ภาควิชาโสต ศอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้บริการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมและการฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินแก่ผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีประสาทหูพิการรุนแรงหรือหูหนวกเป็นแห่งแรกของภาคเหนือ

และยังสนับสนุนการเรียนเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ป่วย การเตรียมตัว การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม และการฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยิน ให้คำแนะนำในการใส่ประสาทหูเทียม

นอกภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทย์ตั้งกลุ่มดนตรีบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายของผู้ป่วยและผู้พิการ โดย ผศ.น.พ.จักรกริช กล้าผจญ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวว่า ในการออกแบบกิจกรรมด้านดนตรีบำบัด แพทย์ นักดนตรี อาจารย์สอนดนตรี นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด และนักจิตวิทยา จะร่วมกันประเมินผู้ป่วยหรือผู้พิการทั้งทางร่างกาย สำหรับผู้ป่วยมีอาการเกร็งหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อเป็นหลัก จะใช้วิธีฝึกการเล่นเครื่องดนตรีประเภทเคาะเพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีเป้าหมายในการออกแรงกล้ามเนื้อที่เกร็งหรืออ่อนแรงนั้น ๆ เพราะการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ซ้ำ ๆ กันทั้งแขน ขา และลำตัวจะช่วยลดอาการเกร็งได้ดี

สำหรับผู้ป่วยที่ยังสามารถใช้นิ้วมือได้บ้าง การเล่นเครื่องดนตรีประเภทมีแป้นกดจะช่วยเพิ่มการประสานงาน และความคล่องตัวของนิ้วและข้อมือ

ส่วนการเล่นเครื่องดนตรีประเภทเป่าจะช่วยฝึกการหายใจทั้งการใช้กระบังลมและกล้ามเนื้อซี่โครงเพื่อควบคุมจังหวะเข้าออกของลมตามจังหวะและโน้ตดนตรี หลังจากได้รับการประเมินแล้ว ทุกคนจะได้เล่นเครื่องดนตรีที่ชอบและเหมาะสม

และการฝึกให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการสร้างเสียงเพลง หรือเล่นเครื่องดนตรีเป็นการฝึกทักษะทางกายที่ไม่น่าเบื่อ ทำให้เกิดความสุข สนุกสนาน และนำไปสู่ความต่อเนื่องในการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางกาย จิตใจและอารมณ์

นอกจากนี้แล้วแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ยังมีผลงานด้านวิจัยที่น่าสนใจอีก 2 เรื่อง

เรื่องแรก พบว่าสารสกัดจากงาและมังคุดสามารถรักษา ป้องกัน ยับยั้ง และสร้างภูมิต้านทานไข้หวัด 2009 ได้

โดย รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ จากหน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำสารสกัดจากสมุนไพรไทยหลายชนิดมาทดลอง จนพบว่าออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายา Oseltamivir ที่ใช้รักษาผู้ป่วย H1N1 ในปัจจุบัน ซึ่งมาจากสารสกัดเซซามีนที่ได้จากงา และสารสกัดแซนโธนส์ที่ได้จากเนื้อและเมล็ดของมังคุด

สารสกัดทั้งสองชนิดยังสามารถยับยั้งไซโตคายน์จากเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อไวรัส H1N1 อันเป็นสาเหตุของการเกิดน้ำท่วมปอด และผู้ป่วยจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

และที่สำคัญที่สุด สารสกัดทั้งสองชนิดยังสามารถกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างไซโตคายน์ที่ช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี

เรื่องที่สอง รศ.น.พ.สิทธิพร บุณยนิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้คิด “นวัตกรรมแผ่นข้าวเจ้าห้ามเลือด” จนคว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2552

โดย “ข้าวเจ้ากรดห้ามเลือด” เป็นแผ่นไฮโดรเจลชนิดย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์ ที่ผลิตจากแป้งข้าวเจ้าไทย ใช้ห้ามเลือดต่ออวัยวะอ่อนนุ่มที่ตกเลือดขณะกำลังผ่าตัด และ “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า” เป็นวัสดุเย็บแผลแบบเส้นใยเดี่ยวชนิดย่อยสลายได้ ใช้เย็บแผลหรืออวัยวะอ่อนนุ่มในร่างกายมนุษย์ขณะกำลังผ่าตัด

รศ.น.พ.สิทธิพร บุญยนิตย์ กล่าวว่า “สำหรับผลงาน “ข้าวเจ้ากรดห้ามเลือด” และผลงาน “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า” นั้นเกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่จะผลิตวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์จากวัสดุที่หาได้ง่ายในประเทศไทย มีต้นทุนต่ำ จึงนำข้าวเจ้ามาเป็นวัสดุห้ามเลือด และเส้นใยเย็บแผล

นี่คือความก้าวหน้าทางการรักษาและการวิจัยที่น่าสนใจของโรงพยาบาลเมืองเหนือที่สามารถคว้ารางวัลคุณภาพถึง 2 ปีซ้อน

[...]

เขาค้อทะเลภู : คารวะผืนดินและพลังภูมิปัญญาไทย

พื้นที่ป่ากว่าร้อยละ 70 และพื้นที่น้ำอีกร้อยละ 15 ในเนื้อที่ 200 ไร่ อันอุดมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณและลำธารไหลเรื่อย ประกอบกับอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้เขาค้อทะเลภูเหมาะกับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนที่เหนื่อยกับชีวิตในเมืองหลวงที่ต้องเจอกับมลพิษ ทุกวัน

เพราะ สนธิ์ ชมดี เจ้าของบริษัท เขาค้อทะเลภู จำกัด (www.khaokhonaturalfarm.com) เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและพลังของภูมิปัญญาไทย ทั้งยังต้องการใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติในชนบทและทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นทุนเดิม จึงคิดว่ายังมีคนอีกกลุ่มที่อยากใช้ชีวิตแบบนี้เช่นกัน เมื่อเห็นว่าพื้นที่ในต่างจังหวัดสามารถฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ง่ายกว่า และทำได้ในบริเวณกว้างกว่า จึงปรับปรุงพื้นที่จากภูเขาหัวโล้นเต็มไปด้วยหญ้าคาให้กลับมาเป็นป่าเขียวชอุ่มอีกครั้ง และนำทรัพยากรอันมั่งคั่งในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่นคือต้นกำเนิด “เขาค้อทะเลภู”

หลัก 5 ประการของเขาค้อทะเลภู คือ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอาหารที่ดี มีกายและใจที่ดี มีกิจกรรมที่ดี และมีรากฐานภูมิปัญญาไทยที่ดี ดังนั้นนอกจากเขาค้อทะเลภูจะส่งเสริมให้ผู้มาเยือนมีสุขภาพดีจากอากาศบริสุทธิ์และบรรยากาศที่ร่มรื่นในบ้านพักท่ามกลางธรรมชาติที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งริมทะเลสาบ กลางป่า กลางทุ่ง กลางสวน หรือกางเต็นท์แล้ว สนธิ์ ชมดี ยังคิดว่าควรจะมีอาหารที่ดีไว้รับรองด้วย พื้นที่ส่วนหนึ่งจึงแบ่งไว้ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ทำสวนสมุนไพร และปลูกผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงตามแนวคิด “สวนพืชกินได้-ไม้เป็นยา” โดยทำการเกษตรอย่างเคารพ เข้าใจ และสอดคล้องกับธรรมชาติ พยายามรักษาธรรมชาติไว้ให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมที่สุด ไม่ใช้สารเคมี ปลูกพืชหลากหลายเป็นมิตรกับพืชและสัตว์ทุกชนิด รวมถึงมีทุ่งนาธรรมชาติสำหรับปลูกข้าวเพื่อส่งโรงสีของตัวเอง ทั้งหมดนี้ได้ชาวม้งในหมู่บ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ มาเป็นกำลังสำคัญ เพราะฉะนั้นนอกจากจะเป็นการสร้างงานในชุมชนแล้ว เขาค้อทะเลภูยังเป็นที่สะสมอนุรักษ์พันธุ์พืชเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าอีกด้วย

ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้นั้นจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อยืดอายุการขายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า กระตุ้นให้มีการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้าหลากหลาย เช่น แยม น้ำมันหอมระเหย สบู่ก้อน ยาหม่อง ชาสมุนไพร เป็นต้น ทั้งยังเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรที่ “ยั่งยืนและยึดหลักพึ่งพาตนเอง” สู่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงและชาวม้งที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย

สิ่งที่ทำให้เขาค้อทะเลภูแตกต่างจากธุรกิจเจ้าอื่น ๆ คือ การผลิตสินค้าใหม่จะไม่โอนอ่อนไปตามความต้องการของตลาด เพราะเป้าประสงค์หลักของสนธิ์ ชมดีนั้นไม่ได้ต้องการครองตลาดใหญ่หรือหากำไรสูงสุด หากแต่นำภูมิปัญญาไทยมาพัฒนาเพื่อให้ใช้ทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ได้อย่างสร้างสรรค์ ก่อเกิดเป็นธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสร้างรายได้อย่างพอเพียง มั่นคง และยั่งยืนให้กับคนในชุมชน

เจาะลึกธุรกิจ “เขาค้อทะเลภู” และธุรกิจสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่สร้างความได้เปรียบจากจุดแข็งทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาได้ในนิทรรศการ “Baht & Brains : สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์” จัดแสดง ณ โถงทางเข้า TCDC วันนี้-31 มกราคม 2553 และจะหมุนเวียนไปจัดแสดงทั่วทุกภูมิภาค

คอลัมน์ คิด Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์
BY TCDC

[...]

อีโคคอนกรีต ผลจากความสร้างสรรค์ของคนไทย

คนในวงการอีโคดีไซน์ คงอาจจะคุ้นหูกับการประกวดอีโคดีไซน์อวอร์ด ที่เพิ่งจะประกาศผล ไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมานี้ และบริษัท รุ่งเรืองแอ็ดมินนิสเตรชั่น แอนด์ แมนเนจเม้น จำกัด เป็นผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง จากการประกวดครั้งนั้น

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บริษัท รุ่งเรืองแอ็ดมินนิสเตรชั่น แอนด์ แมนเนจเม้น ส่งเข้าประกวด ก็คือ Eco-concrete หรือ R@m-Crete ถือเป็นอีกนวัตกรรมที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยของเอ็มเทค รศ.ดร.ศุภกิจ นนทนานันท์ ดร.ถนัดกิจ ชารีรัตน์ อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จนได้ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าโดนใจตลาด เพราะคุณสมบัติหลายอย่างแตกต่างจากที่หลาย ๆ คนเคยเห็น

คือเป็นคอนกรีตที่สามารถระบายน้ำได้ดี ลดการสะสมความร้อน ลดแสงสะท้อน และสามารถดูดซับเสียงได้ดีด้วย ในกรณีของการนำไปทำเป็นกระถางต้นไม้ หรือปลูกต้นไม้ หากเป็นในอดีต กระถางต้นไม้ จะต้องทำจากดินเผาเท่านั้น หรือมีรูตรงด้านล่างของกระถาง แต่อีโคคอนกรีต สามารถทำได้มากกว่านั้น คือสามารถระบายน้ำได้ดี มีอากาศผ่านเข้าออกได้ดี ทำให้เวลาที่เรารดน้ำต้นไม้ รากจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งคุณสมบัติ ก็คือไม่ลื่น เหมาะกับผู้สูงวัยและคนพิการ สามารถนำไปประยุคใช้งานภายในห้องน้ำหรือบริเวณที่มีพื้นที่เปียกแฉะ อย่างในห้องน้ำ ซึ่งผิวของห้องน้ำก็มีความลื่น คอนกรีตตัวนี้ใช้ทดแทนวัสดุกันลื่นภายในห้องน้ำได้ดีอีกด้วย

ไม่เพียงแค่นี้ คุณสมบัติของมันยังเป็นได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดา เพราะความที่มีผิวเป็นรูพรุน การปูพื้นภายนอกอาคาร ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นรอบอาคาร และเพิ่มระดับน้ำใต้ดินได้ สามารถปลูกพืชแบบปลอดดินได้ สามารถนำมาใช้สร้างสภาพธรรมชาติเทียมให้กับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เรามักจะเห็นสิ่งแวดล้อมเทียม ที่นำมาประยุกต์เข้ากับธรรมชาติ ดูเหมือนกับธรรมชาติ แต่ก็ไม่ใช่ธรรมชาติแท้ ๆ มีให้เห็นในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคนี้

และที่สำคัญ มีความแข็งแรงทนทาน และสามารถหล่อเข้ารูปได้ดีอีกด้วย ทำให้ Eco-concrete เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะการเป็นกระถางต้นไม้ หรือการเป็นคอนกรีตตกแต่งอาคารเท่านั้น แต่หากนักออกแบบตกแต่งมีแนวคิดที่จะประยุกต์ใช้กับการตกแต่งภายในอาคาร ขอบอกว่า คอนกรีตชนิดนี้ สามารถนำไปหล่อเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ทันที

ล่าสุด เราได้เห็นผลิตภัณฑ์ตัวนี้อีกครั้ง ในงานชาววิทย์ ชิดชาวบ้าน ซึ่งจัดขึ้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา Eco-concrete เป็นผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจจากงานวิจัย และความร่วมมือของนักวิจัยที่ช่วยกันพัฒนาสินค้าไปสู่เชิงธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ และงานนี้ก็เป็นภาพชัดเจนอีกงานหนึ่ง

จากงานนี้ มีชาวไทยและชาวต่างชาติติดต่อสอบถามมากมาย โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นตลาดหนึ่งที่อ้าแขนรับสินค้าแนวอีโคดีไซน์ได้อย่างดี

นี่แหละผลงานการคิดค้นของคนไทยโดยแท้

[...]

ธุรกิจ SMEs ที่น่าจับตาในปี 2010 (1)

ในช่วงเปลี่ยนผ่านศักราชใหม่ที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้รับความสนใจ ทั้งจากผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ที่ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยและอยากเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดย่อม เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการขยายตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ๆ ของไทย มีการส่งสัญญาณว่าเริ่มดีขึ้น รวมทั้งความคืบหน้าของแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้างแต่นโยบายต่าง ๆ ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของภาครัฐผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง หรือแม้แต่โครงการรถไฟฟ้าที่เริ่มมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการบ้านเราใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะยังไม่เห็นผลได้ในวันนี้ก็ตาม แต่การฟื้นตัวของภาคการลงทุนที่มีผลต่อเนื่องจากมาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกระตุ้นและเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ลูกค้าของธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักการตลาด ดิฉันมีมุมมองในเรื่องดังกล่าวว่า ภาคธุรกิจจะต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย

ต่าง ๆ ทั้งในแง่บวกและลบต่อการทำงาน โดยในแง่บวกนั้นธุรกิจจำเป็นต้องพัฒนาการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้ เนื่องจากการรอเม็ดเงินจากโครงการต่าง ๆ ไหลสู่ระบบ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นทันทีหลังจากได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่าง ๆ ก็คือ การปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะหากจะรอให้ทุกอย่างดีขึ้นอาจทำให้บางธุรกิจปรับตัวไม่ทันและเสียโอกาสในการกอบโกยผลกำไรและต่อยอดธุรกิจ มาดูกันว่าในอนาคตอันใกล้นี้ผู้ประกอบการแต่ละประเภทจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

- ธุรกิจส่งออก หากประเทศคู่ค้าส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการส่งออกสินค้าประเภท ต่าง ๆ แม้ว่าสินค้าและบริการหลายประเภทได้ซบเซาลงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากผล กระทบจากลูกค้าไม่มีอำนาจในการซื้อ แต่ในอนาคตที่ผู้บริโภคจากทุกมุมโลกเริ่มได้รับผลบวกจากสิ่งแวดล้อมทางการตลาดหนุนให้เกิดการหมุนเวียนที่ดี ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นผลดีอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการที่รอคอยคำสั่งซื้อจากคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ

- ธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องความวุ่นวายทางการเมืองเท่านั้นที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทย แต่เศรษฐกิจของประเทศ ต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา แต่เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วโลกก็มีส่วนทำให้พฤติกรรมการท่องเที่ยวลดลง เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โอกาสที่ธุรกิจท่องเที่ยวในบ้านเราจะกลับมาคึกคักอีกครั้งก็มีความเป็นได้สูง ดิฉันคิดว่าผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะต้องเริ่มทำการตลาดและมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าจะเพิ่มขึ้นในเร็ววันนี้ โดยจะต้องพัฒนารูปแบบการให้บริการที่อยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น การนวดแผนไทยและสปา ที่คาดว่าจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ยังมีอีกหลายธุรกิจที่น่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นในปีนี้ ฉบับหน้ามาติดตามกันต่อว่า ผู้ประกอบการแต่ละประเภทจะต้องเตรียมตัวเพื่อรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ

คอลัมน์ จุดแกร่งเอสเอ็มอีไทย
โดย ผศ.ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์

[...]

IMAGE เครื่องซักผ้ามีนวัตกรรม คนไทยทำได้ ตีตลาดทั่วโลก

ปลายปีที่แล้ว บริษัทนี้ได้รับ รางวัล Bai Po Awards By Sasin จากการประกาศผลครั้งที่ 4 ในมิติของการสร้างตราสินค้า ความคิดริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม และความมีมาตรฐานการผลิตทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง จนเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจจากลูกค้า

บริษัทที่ว่านี้ก็คือ บริษัท แอคคิวเรท เทคโนโลยี่ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกอุปกรณ์สำหรับการซักรีดอุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งแต่เครื่องซักผ้า อบผ้า รีดผ้า และพับผ้า สัญชาติไทยภายใต้แบรนด์ “IMAGE”

ถ้าเอ่ยชื่อแบรนด์เครื่องซักผ้า เชื่อว่าคนไทยกว่าครึ่งจะคิดถึงแอลจี ซัมซุง ฮิตาชิ อีเลคโทรลักซ์ ฯลฯ ซึ่งไม่มีชื่อ “อิมเมจ” ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากอิมเมจไม่ใช่เครื่องซักผ้าที่ใช้ในครัวเรือน แต่เป็นเครื่องที่ใช้ในโรงงาน โรงพยาบาล โรงแรม ที่มีขนาดการซักระดับ 100 กิโลกรัม จนถึงระดับ 1,000 กิโลกรัมขึ้นไป โดยที่ผ่านมากว่า 75% ของกำลังการผลิตอิมเมจส่งออก ส่วนที่เหลือ 25% ขายในประเทศ

วิศาล มหชวโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคคิวเรท เทคโนโลยี่ จำกัด บอกว่า ชื่อของแบรนด์อิมเมจ เชื่อว่าคนไทยรู้จักน้อย เพราะกลุ่มลูกค้าที่ใช้ส่วนใหญ่ก็คือโรงแรม โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากขนาดเครื่องที่เราทำนั้น เพื่อตอบรับกลุ่มลูกค้าที่มีขนาดซักระดับ 50-100 ก.ก.ขึ้นไป

“บริษัทเริ่มตั้งแต่การเป็นตัวแทนจำหน่าย จนพัฒนาเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนเครื่องซักผ้า จากนั้นก็พัฒนาเป็นผู้ผลิตเครื่องซักผ้า จากเครื่องซักผ้าตัวแรกก็ขยายไลน์การผลิตเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันผ่านพ้นมา 30 ปี จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก บริษัทสามารถพัฒนาโปรดักต์จนกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ซักอบรีดที่ครบวงจร”

คือมีทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องซักผ้า ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายรุ่น หลายความจุของเครื่องซัก เครื่องอบ เครื่องรีด และเครื่องพับผ้า ถือเป็นรายแรก ๆ ของเมืองไทย และเมื่อเทียบกับ ทั่วโลก ที่มีไลน์การผลิตครบวงจรลักษณะนี้น่าจะเป็นเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น

“ในตลาดผู้ผลิตเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม เมื่อก่อนจะกระจายอยู่ในฟากยุโรป อเมริกา และเอเชีย อาทิ อเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันอิมเมจได้มีการพัฒนาก้าวสูงขึ้น จนติดระดับเป็นที่ยอมรับในหลาย ๆ ประเทศ อเมริกา ยุโรป เอเชีย และล่าสุดตะวันออกกลางก็ยอมรับ โดยรวมแล้วกว่า 40 ประเทศที่ให้การยอมรับในความเป็นแบรนด์ไทย จนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ในทวีปเอเชีย โดยเป็นรองญี่ปุ่นและอยู่ในอันดับ 14 ของโลก และเป็น 1 ใน 3 ของโลก ที่สามารถผลิตเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่แบบอุโมงค์ได้”

วิศาลเล่าว่า แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ลูกค้าให้การยอมรับนั้นไม่ง่าย ด้วยสาเหตุสำคัญก็คือ ลักษณะตลาดเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม เป็นนิชมาร์เก็ต เราต้องใช้เซลส์วิ่งไปหาลูกค้าโดยตรง โดยช่วงแรกที่เปิดตลาดต่างประเทศก็ใช้วิธีการออกงานแฟร์ ซึ่งลำบากมากกว่าที่ลูกค้าจะยอมรับ

“ตลาดนี้ไม่กว้าง พฤติกรรมของลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือ เมื่อใช้แบรนด์ไหนก็จะใช้แบรนด์นั้น ที่สำคัญ อายุการใช้งาน 1 เครื่องใช้ไปเลย 10 ปี ถ้ามีบริการหลังการขายดี ๆ ลูกค้าก็จะติด ฉะนั้นถ้าเราจะเข้าตลาดให้ได้ ก็ต้องหาลูกค้ารายใหม่”

โดยจุดเด่นของเราก็คือ ความหลากหลายของขนาดของเครื่องที่ใช้ และมีอุปกรณ์ซักอบรีดที่ครบวงจร ที่มีคุณภาพมาตรฐานของเครื่อง ที่ใช้ทั้งโนว์ฮาวในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพที่ดี ใช้วัตถุดิบที่ดี และที่สำคัญมีการบริการที่ดีจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า

“สินค้าของผู้ผลิตเจ้าอื่น ส่วนใหญ่มีไม่กี่รุ่น แต่สินค้าภายใต้แบรนด์อิมเมจ นอกจากจะมีหลายรุ่น แต่ละรุ่นยังมีหลาย ซีรีส์ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามขนาดการใช้งานที่สะดวกและเหมาะกับกำลังทรัพย์ด้วย”

วิศาลเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า มีลูกค้าเป็นจำนวนมากที่ไม่เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องซักผ้าที่ใช้ในบ้านกับเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างลูกค้ารายหนึ่งเป็นรีสอร์ต ลงทุนซื้อเครื่องซักผ้าแบบใช้ในบ้านเครื่องละประมาณ 2 หมื่นบาท เรียงกันเป็นแถวเป็นแนว โดยเขาบอกว่า ซื่อเครื่องแบบนี้ลงทุน 2 แสน ซื้อได้ 10 เครื่อง แต่ถ้าซื้ออิมเมจได้เครื่องเดียว

โดยมองแต่เรื่องเม็ดเงิน แต่ไม่ได้ดูประสิทธิภาพการใช้งานว่าเครื่องเขาออกแบบมาอย่างไร เครื่องซักผ้าในบ้านใช้งานต่อครั้งซักผ้าได้ 8-10 ก.ก. แต่ถ้าเป็นอิมเมจครั้งเดียวซักได้เป็น 100 ก.ก. ซึ่งถ้าคิดดี ๆ จะเห็นว่าประหยัดกว่ากันเยอะ ทั้งในเรื่องเวลา คนซัก การบำรุงรักษา ฯลฯ ซึ่งทางบริษัทก็พยายามสร้างให้ผู้บริโภคเข้าและยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ

รวมถึงการเจาะตลาดไปยังลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย คือ คนอาจจะมองว่า โรงแรม รีสอร์ต โรงพยาบาล เป็นลูกค้าหลัก แต่ข้อเท็จจริงตลาดมีมากกว่านั้น ยกตัวอย่างโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วน โรงงานผู้ผลิตอาหาร ที่ต้องการมาตรฐานในการผลิตที่สูง เพื่อรักษามาตรฐานและความปลอดภัยให้ได้ตามมาตรฐานประเทศผู้ซื้อ

ผสานกับการที่บริษัทได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดที่ได้พัฒนาเครื่องซักผ้าแบบอุโมงค์ขึ้นมาและเริ่มมีออร์เดอร์เข้ามาแล้ว

“ปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 10 เครื่อง ราคาต่อเครื่องประมาณ 30 ล้านบาท ความสามารถในการซักคือ 1,500 ก.ก./ครั้ง/1 ชั่วโมง ซึ่งลูกค้าที่ซื้อคือประเทศจีน”

ส่วนการขายเครื่องซักผ้าจะเป็นลักษณะเมดทูออร์เดอร์ ต้องมีคำสั่งซื้อก่อนถึงจะผลิต ระยะเวลาการผลิตต่อเครื่องก็จะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและขนาดของเครื่อง ซึ่งจากภาวะเศรษฐกิจปีที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทก็ได้รับผลกระทบ บ้างในช่วงแรก แต่หลังจากนั้น ก็เข้าสู่ภาวะปกติ มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปีนี้บริษัทประเมินว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 แผนการรุกตลาดยังคงให้ความสำคัญกับตัวแทนจำหน่ายเดิมและการหาเอเย่นต์ใหม่ ๆ ในตลาดใหม่ ส่วนในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะตั้งบริษัทในต่างประเทศเพื่อดูแลการขายและบริการด้วยตัวเอง

วิศาลกล่าวตอนท้ายว่า ด้วยศักยภาพของการเป็นผู้ผลิตครบวงจร ที่ปัจจุบันมีไม่ถึง 10 รายในโลก ขณะเดียวกันบริษัทได้มีการพัฒนาใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาผลิต สร้างให้เครื่องมีประสิทธิภาพที่คุ้มค่ากับผู้ซื้อมากที่สุดนั้น เชื่อว่าธุรกิจภายใต้แบรนด์ อิมเมจยังมีอนาคตที่ดี สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน

กว่าจะมาเป็น IMAGEอิมเมจ เป็นแบรนด์ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 8-9 ปีแล้ว หลังจากผู้บุกเบิกปลุกปั้นธุรกิจนี้มานานกว่า 20 ปี… ถือเป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากวิกฤต

เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ดร.ทวีศักดิ์ มหชวโรจน์ ผู้ก่อตั้ง ประกอบธุรกิจค้าขายเคมีภัณฑ์ทำความสะอาด มีลูกค้าหลักคือโรงพยาบาล พอทำไป ๆ ลูกค้าก็บอกว่า ทำไมไม่เอาเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่มาขาย เพราะโรงพยาบาลมีความต้องการใช้สูง

จากจุดเริ่มต้นที่ลูกค้าเป็นผู้จุดประกาย ดร.ทวีศักดิ์ก็ดำเนินการติดต่อนำเข้าเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมมาขาย นับเป็นผู้บุกเบิกรุ่นแรก โดยมีลูกค้ากระจายอยู่ในหลายช่องทาง ทั้งโรงพยาบาล โรงแรม รีสอร์ต บริษัทผู้ผลิตอาหาร และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ระบบการผลิตต้องใช้ความสะอาดให้บริการซักผ้าให้กับพนักงาน ฯลฯ

พอทำไปได้ระยะหนึ่ง จากบทบาทการเป็นตัวกลางสั่งมาขายไป ก็เจรจาขอเขยิบฐานะเป็นผู้ประกอบเครื่อง เหตุเพราะเวลาสั่งเครื่องเข้ามา เนื่องจากเครื่องมันใหญ่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ก็จุได้ไม่กี่เครื่อง เสียต้นทุนเป็นค่าส่งแพงมาก แต่ถ้าสั่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะ

“ซึ่งทางลูกค้าฝั่งยุโรปก็ยอม แต่ให้เฉพาะบางรุ่นไม่ใช่ทุกรุ่น หลังจากนั้น ดร.ทวีศักดิ์ก็มีแนวคิดที่จะผลิตเองด้วย โดยจ้างนักออกแบบต่างชาติมาช่วย ซึ่งก็ทำควบคู่กันไป ขายสินค้าให้คู่ค้า ขณะเดียวกันก็พัฒนาสินค้าของตัวเอง จนสามารถเป็นผู้รับจ้างผลิตเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมได้”

แต่สุดท้ายก็เจออุปสรรคอีกรอบ เมื่อคู่ค้าฟากฝั่งยุโรปประสบปัญหาต้องขายกิจการให้คู่แข่ง ซึ่งพอเจ้าของใหม่มา เงื่อนไขการค้าก็ไม่เหมือนเดิม ในที่สุด ดร.ทวีศักดิ์จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า IMAGE ที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 และทำตลาดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

[...]

JAL เลิกยื้อ ยอมล้มละลาย

โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นเผยเจแปน แอร์ไลน์สตัดสินใจยื่นล้มละลาย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่านายฮิโรฟุมิ ฮิราโน่ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจของเจเอแอลว่า สายการบินจะดำเนินธุรกิจต่อไป หลังยื่นล้มละลาย

ด้านเอเอฟพีรายงานว่า สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียจะดำเนินธุรกิจต่อไป โดยอาศัยเงินอัดฉีดหลายพันล้านดอลลาร์จากรัฐบาล และภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร บริษัทจะต้องลดพนักงานลงราว 1 ใน 3 หรือกว่า 15,000 คน พร้อมยกเลิกเส้นทางบินที่ไม่ทำกำไร และขายธุรกิจโรงแรมและสินทรัพย์อื่นๆ

ข้อมูลของสื่อมวลชนท้องถิ่นของญี่ปุ่นระบุว่า ฝ่ายบริหารของเจเอแอลตัดสินใจอย่างเป็นทางการในวันนี้ว่าจะเริ่มดำเนินกระบวนการล้มละลาย และคาดว่าจะมีการยื่นล้มละลายต่อศาลในเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น

บริษัทที่ปรึกษาโตเกียว โชโกะ รีเสิร์ชเผยว่า เมื่อประเมินจากหนี้ราว 2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 22 พันล้านดอลลาร์ การล้มละลายของเจเอแอลจะเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในภาคการเงิน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เจเอแอลควรมีการลดขนาดอย่างมากมานานแล้ว โดยที่ผ่านมาบริษัทมีต้นทุนสูง ตั้งแต่สมัยที่เป็นธุรกิจของรัฐบาล และมีจำนวนเส้นทางบินภายในประเทศและต่างประเทศที่ขาดทุนมากเกินไป

ยาซุฮิโร มัตซุโมโตะ นักวิเคราะห์เครดิตของชินไซ ซิเคียวริตี้ ชี้ว่า ปัญหาคือรัฐบาลขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับเครือข่ายระหว่างประเทศของเจเอแอล และตอนนี้รัฐบาลเน้นเรื่องช่วยเหลือเจเอแอล

ขณะที่มิตซูชิเกะ อาคิโนะ จากอิชิโยชิ อินเวสเมนท์ แมเนจเมนท์ มองว่า วัฒนธรรมของเจเอแอลล้วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและการล้มละลายเป็นทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ ที่ผ่านมา เจเอแอลได้รับการอัดฉีดเงินทุนหลายครั้งในช่วงหลายปี แต่ก็ยังล้มเหลว

นอกจากนี้สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า เดลต้า แอร์ไลน์ส และอเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้แข่งกันเสนอเข้ามาลงทุนในเจเอแอล หรือบริษัทหลังปรับโครงสร้าง เพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นทางในจีนและญี่ปุ่น ทั้งสองสายการบินอเมริกันยืนยันว่า การล้มละลายของเจเอแอลไม่ได้เปลี่ยนแปลงความตั้งใจดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ใกล้ชิดกับสถานการณ์นี้เปิดเผยว่า มีแนวโน้มว่าเจเอแอลจะเปลี่ยนไปเป็นพันธมิตรกับสกายทีมของเดลต้า จากปัจจุบันอยู่ในกลุ่มวันเวิลด์ของอเมริกัน แอร์ไลน์ส

[...]

เอไอเอส ประกาศวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไทยปี 2010 ด้วยแนวคิด Ecosystem

เอไอเอส ประกาศวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไทยปี 2010 ด้วยแนวคิด Ecosystem ทำงานร่วมกัน พึ่งพากัน เติบโตด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย

เอไอเอสประกาศวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ปี 2010 ด้วยแนวคิด Ecosystem – ระบบนิเวศน์แห่งโลกสื่อสาร ที่ต้องผนึกกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พึ่งพากันและกัน เติบโตไปด้วยกัน มอบประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้บริโภคคนไทยทุกกลุ่ม ขานรับเทรนด์รูปแบบการใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารที่หลอมรวมในลักษณะของ Total Communication

ทีมผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการ , นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร และ นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด ร่วมกันแถลงภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และแนวทางการทำงานของเอไอเอสที่มุ่งให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับพันธมิตรอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เฉกเช่นระบบนิเวศน์

ปี 2009 ที่ผ่านมา รูปแบบการใช้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคมของคนไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการใช้โมบายล์ อินเตอร์เน็ต, อินเตอร์เน็ตไร้สาย รวมถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต สะท้อนมาถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมใช้บริการที่ผสมผสานกันอย่างแยกไม่ออก เช่น ใช้มือถือในการโทร, เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต, ดูทีวี, ดาวน์โหลดเพลง, อัพโหลดภาพหรือวีดีโอเข้าสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ก,แช็ทผ่านแบล็คเบอรี่, ฯลฯ ในลักษณะของ Total Communication ซึ่งเอไอเอสได้มีการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้วันนี้นอกเหนือจากการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 1 แล้ว เอไอเอสยังก้าวสู่อีกหลากหลายบทบาท คือ

- เป็นช่องทางการจำหน่ายเพลง (Digital Music) ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีการดาวน์โหลดเพลงมากกว่า 20 ล้านครั้ง และ 60% เป็นการดาวน์โหลดผ่านทางคอลล์เซ็นเตอร์

- เป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ที่ใหญ่ที่สุด เพราะมีผู้ใช้บริการโมบายล์ อินเตอร์เน็ตถึงกว่า 6.5 ล้านราย

- เป็นผู้เปิดมิติของ Lifestyle รูปแบบใหม่ให้แก่ Consumer ในการก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ของโลกแห่ง Mobile Email , Social Networking ผ่านการใช้งาน Smart Phone อย่าง BlackBerry โดยมีลูกค้าใช้งานแล้วมากกว่า 100,000 ราย

- เป็นผู้สร้างตลาด Wireless Internet ด้วยการเปิดตลาด AIS Aircard โดยมีลูกค้ากว่า 300,000 รายที่นิยมใช้บริการ ถือเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของตลาดการใช้งาน Internet ในประเทศไทย

นายสมประสงค์ กล่าวว่า “สำหรับปี 2010 ความต้องการและพฤติกรรมการใช้งานจะเป็นลักษณะเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยจะยิ่งเข้มข้นขึ้น และเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในส่วนของ Mobile Internet, บรอดแบนด์ รวมไปถึงการดาวน์โหลดบริการผ่านเครือข่ายไร้สาย ดังนั้นการที่จะสามารถมอบบริการที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน ทุกๆองค์ประกอบที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมจะต้องดึงศักยภาพส่วนที่ดีที่สุดของตนออกมาทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ก้าวไปพร้อมๆกัน ด้วยแนวทางเดียวกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ (Seamless) ในลักษณะของ Ecosystem – ระบบนิเวศน์ของโลกแห่งการสื่อสาร เพื่อให้บริการที่เกิดจากความร่วมมือดังกล่าวตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างสูงสุด รวมถึงสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง”

สำหรับองค์ประกอบของ Ecosystem นั้น นายวิเชียร กล่าวว่า “เบื้องต้นเรามองถึง 5 ส่วน คือ อุปกรณ์ (Device), ช่องทางการให้บริการลูกค้า (Customer Assistance) , ผู้ให้บริการคอนเท็นท์ (Content Partners), ผู้พัฒนาโซลูชั่นส์ (Solutions Partners) และพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Alliance) จากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อมาร่วมผนึกกำลังด้วยแนวคิดดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าจะนำมาซึ่งรูปแบบของบริการสื่อสารโทรคมนาคมที่ไร้ขีดจำกัด, ประสบการณ์เหนือความคาดหมายจากคุณภาพที่ดีที่สุด, เสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ และ ความพิเศษที่ทำให้การใช้ชีวิตของผู้บริโภคสะดวกสบายแบบยกระดับ”

“อย่างไรก็ตามการจะมอบบริการได้ตามความมุ่งมั่นดังกล่าว เครือข่ายคุณภาพถือเป็นหัวใจหลักและเป็นรากฐานสำคัญ กว่า 20 ปีที่ผ่านมาเอไอเอสจึงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนได้รับการยอมรับว่าเป็น “เครือข่ายที่เชื่อมั่นได้มากที่สุด” อันเกิดจากความครอบคลุมที่มาพร้อมด้วยคุณภาพ รวมไปถึงการผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง Wireless และ Wired-line เข้าด้วยกัน ล่าสุด เอไอเอสยังถือเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่มีพื้นที่ให้บริการ 3G ครอบคลุมมากที่สุด อันเกิดจากความร่วมมือกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของสัญญาร่วมการงาน โดยลูกค้าเอไอเอสจะมีทางเลือกในการใช้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สายได้ทั้งจากเครือข่าย EDGE/GPRS ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และ 3G ทั้งคลื่น 900 MHz และคลื่น 2100 MHz”

โดย นายสมชัย กล่าวย้ำถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคว่า “เมื่อรากฐานทางด้านโครงข่ายโทรคมนาคมพร้อมแล้ว การทำงานด้วยหลัก Ecosystem ก็สามารถเดินไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดรูปแบบของบริการและการเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมได้อย่างเข้มแข็ง เพราะทุกองค์ประกอบอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและลงตัว อาทิ การทำตลาดอุปกรณ์สื่อสารหรือ Device ซึ่งไม่เพียงแต่จะคัดสรรเครื่องที่ดีที่สุดมาให้ลูกค้าได้ใช้เท่านั้น แต่จะออกแบบอัตราค่าบริการโดยเฉพาะพร้อมด้วยคอนเท็นท์และโซลูชั่นส์พิเศษ สำหรับ Device นั้นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ และประสบการณ์ใหม่ๆจากการใช้ Device ให้มากที่สุด นี่คือตัวอย่างของแนวคิดการทำงาน”

โดยในงาน AIS Vision 2010 ครั้งนี้ เอไอเอสได้แนะนำบริการแบบ Ecosystem เช่น

1. Nokia N900 Smart Phone ล่าสุดจาก Nokia พร้อม Bundling Package

2. BlackBerry New Bold นวัตกรรมล่าสุดจาก BlackBerry เปิดให้จองได้แล้ววันนี้

3. AIS 3G Aircard 7 Mbps เชื่อมต่อเร็วที่สุดในปัจจุบัน

4. AIS App Store ให้ลูกค้าเลือกใช้ Application ได้อย่างมากมาย

5. MSN SIM สามารถติดต่อตรงกับ MSN ได้ทันทีบนมือถือทุกรุ่น

6. Mobile Pay wave ให้บริการ Mobile Payment แบบ Contactless ที่แท้จริง

7. Variety Superior Privilege จากหลากหลายพันธมิตร เฉพาะลูกค้าเอไอเอสเท่านั้น

“ในฐานะผู้นำการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม เราเชื่อมั่นในพลังของทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดอันเกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันตามแนวคิด Ecosystem สู่ผู้บริโภคทุกกลุ่ม เพราะนอกจากจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนแล้ว ยังจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนและเข้มแข็งของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของไทยด้วย”

[...]