Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

แนะสาวตุ้ยนุ้ยเลือกเสื้อผ้า ใส่อย่างไร? ให้ดูดี

       ฟิตไป ตัวนี้ใส่แล้วอ้วน บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินคำบ่นจากสาวร่างอ้วนถึงปัญหาของการเลือกเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับขนาดรูปร่าง ที่บางครั้งบ่นกันจนน้อยใจ เผลอคิดกันไปว่าตนเองจะต้องลดขนาดสัดส่วนให้มีหุ่นเล็กๆผอมๆเท่านั้นจึงจะสามารถใส่อะไรได้ดูดี ทั้งๆที่จริงแล้ว บรรดาสาวๆหุ่นธรรมดา หรือ สาวอวบอั๋นก็สามารถที่จะแจ้งเกิดได้เแบบไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก เพราะทั้งหมดทั้งมวลเรื่องของการแต่งสวยดังกล่าว หลักๆมันขึ้นอยู่ที่การเลือกเสื้อผ้าให้มิกซ์แอนด์แมทต่างหากล่ะ

       เอ้า รู้อย่างนี้แล้วหากใครที่ยังเลือกไม่เป็น หรือยังคงหวั่นใจกับขนาดตุ้ยนุ้ย ห่วงยาง นาทีนี้ก็ขออย่าได้แคร์ ไลฟ์ ออน แคมปัส อาสาเกี่ยวก้อยไปพุดคุยกับ “กูรู” ที่รู้จักเลือกมาเป็นเพื่อนคู่คิดให้แล้ว
       
       “ หูทู่ -ปรุฬห์ลภย์ พฤกษ์โสภี” ดีไซน์เนอร์หนุ่ม ระดับป.โท คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตรศิลป์ จาก รั้วจามจุรี หนุ่มรายนี้ อาสามาแนะนำสาวอวบให้รู้จักเลือกสวย กันอย่างเหมาะสม
       
       โดยประการด่านแรกเขาแนะว่า เวลาเลือกซื้อเสื้อผ้า สาวอวบควรฝึกหัดพิจารณาให้เป็นเสียก่อนที่จะตัดใจซื้อ เพราะเกรงว่าซื้อมาแล้วอาจสวมใส่กันไม่แบบไม่มั่นใจแล้วจะเสียสตางค์กันฟรีๆ จากนั้นทุกคนเริ่มต้นด้วยหลักเกณฑ์ของการใส่ใจในการเลือก โดยสิ่งแรกที่ควรคำนึงคือเรื่องของโทนสี
       
       “ คือจริงๆคนอ้วนหรือคนรูปร่างท้วมก็สวยได้หากรู้จักเลือก อย่าง การใช้โทนสีเข้ม พวก สีดำ สีน้ำเงิน หรือโทนสีอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่โทนสีที่เป็นพาสเทล ซึ่งสีโทนสีพาสเทลก็คือ โทนที่ผสมสีขาวที่มีลักษณะเพิ่มความสว่าง ซึ่งจะทำให้ขนาดรูปร่างนั้นดูขยาย แตกต่างจากโทนสีเข้มจะทำให้รูปร่างดูเล็กลง”
       
       จากนั้นตามติดมาด้วยเรื่องของรูปทรง และลวดลายที่จะช่วยอำพรางหุ่นที่จะช่วยให้รูปร่างดูดีได้อีกทาง

       “เวลาจะซื้อกระโปรงหรือกางเกง เรื่องทรงเป็นสิ่งสำคัญโดยทรงที่เหมาะสมกับคนร่างใหญ่ก็คือ ทรงตรง หรือทรงกระบอก แต่อย่าเลือกทรงเอ เพราะจะทำให้รูปร่างดูขยาย ส่วนลวดลาย ก็ควรหลีกเหลี่ยงแนวขวาง หรือลวดลายใหญ่ๆ ให้เปลี่ยนเป็นลายเส้น ลายแนวทางลง เพราะจะเสริมสร้างให้เราดูตัวยาวมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นก็จัดให้กางเกงหรือกระโปรงมียาวอยู่ที่เหนือเข่า ขาจะได้ดูยาวขึ้น ” หูทุ่แนะนำ
       
       พร้อมย้อนถามกลับมาอีกว่า เรื่องของสี รูปทรง ลวดลายดังกล่าวแม้จะทำให้ผู้สวมใส่ดูเพรียวขึ้นมาบ้าง แต่แน่ใจหรือไม่ว่า ความสวยที่พึงจะมีนั้น เพียงพอแล้วหรือ ? และนี่ก็เป็นเหตุให้ หูทู่ไม่พลาดที่จะเพิ่มเติมคำแนะนำเรื่องของการเลือกรองเท้าด้วย

       “บางคนอาจจะมองว่าใส่รองเท้าอะไรก็ได้ เลือกๆแค่ให้เข้ากับชุดก็พอ แต่จริงแล้วหากเราลองใส่ใจในรายละเอียดจะเห็นว่าจริงแล้วทุกอย่างมันสัมพันธ์กันโดยเฉพาะ เรื่องของรองเท้าก็เป็นอีกส่วนที่จัดให้สัมพันธ์กับรูปร่างได้ โดยสำหรับคนรูปร่างตันก็ไม่ควรจะเลือกใส่อะไรที่ดูแล้วส้นเท้าตันหรือทำให้ดูขาสั้น ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเลือกใส่รองเท้าหัวแหลม ส้นสูงแต่ไม่ใช่ส้นตึกรูปลักษณะตามนี้จะทำให้รูปร่างโดยรวมดูผอมเพรียวขึ้นอีก”ดีไซน์เนอร์หนุ่มเสริม
       
       พร้อมปิดท้ายถึงเทคนิคที่จะทำให้ตัวเองดูดีด่านสุดท้ายว่า เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ รับกับใบหน้าที่อาจจะแต่งแต้มความสดใสสมวัยเข้าไปอย่างมีน้ำมีนวลแล้ว หลักสำคัญอีกประการที่ขาดไม่ได้ ก็คือความมั่นใจ ที่จะเพิ่มเติมเสน่ห์ให้มัดใจชายไม่แพ้คนหุ่นเพรียว
       
       “ แม้เราจะแต่งตัวอย่างไรแต่หากหน้าบึ้ง ไม่ยิ้ม หรือมีลักษณะไม่มั่นใจ การรู้จักเลือกแค่ไหนก็คงไม่มีความหมายครับ ฉะนั้นพูดได้สั้นๆครับว่า ถ้ามั่นใจแล้วรู้จักแต่งให้ถูกสรีระรับรองว่าทุกอย่างก็จะมีชัยไปกว่าครึ่ง”หูทู่สรุป
       
       อย่างไรก็ตามหากคำแนะนำยังไม่จุใจสาวร่างอวบ ก็สามารถแวะไปชมแฟชั่นสุดแหวกแบบมีแนวคิด และงานวิจัยรองรับกันได้ที่ งานจัดแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ประจำปีการศึกษา 2553 โครงการศิลปนิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ของ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงาน “Sigma: Summation of Creativity” ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 บริเวณโซนเอเทรียม ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป ปล.งานนี้กระซิบว่านอกจากจะมีแฟชั่นเก๋ไก๋ แบบแก้ไขรุปร่างกันให้ชมแล้วยังมี แฟชั่นเด็ก แฟชั่นสตรี เกย์ ทอม ชุดว่ายน้ำ อีกด้วย

[...]

ทำเงินบนโลกไอที (25) : เก๋ไก๋ด้วย QR Code รูปภาพ

สัปดาห์ที่แล้วหลายคนบอกว่าชื่นชอบเรื่องราวของ QR Code หรือบาร์โค้ดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบสีสันสวยงาม สัปดาห์นี้เราเชื่อว่าหลายคนจะรู้สึกชื่นชอบยิ่งขึ้นไปอีกกับ QR Code รูปภาพซึ่งผู้ประกอบการสามารถเพิ่มลูกเล่นน่ารักลงใน QR Code ได้อีกมากโข ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่ QR Code รูปภาพสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการได้มากกว่า QR Code ธรรมดาๆแน่นอน
       
       ***สร้างแบรนด์ให้โดดเด่นด้วย Image QR Code 
              
       ผมเชื่อว่าถึงวันนี้ ท่านผู้อ่าน Manager CyberBiz น่าจะพอคุ้นตากับเครื่องหมาย QR Code กันมาบ้างแล้วจากบทความทั้ง 2 ตอนที่ผ่านมา
       
       ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ สินค้าในบ้านเราหลายยี่ห้อเริ่มใช้ความสามารถของ QR Code ในการทำการตลาดกันบ้างแล้วในขณะนี้ พร้อมกับที่อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือนั้น ทุกคนก็ใช้งานกันอยู่แล้ว แถมโปรแกรมในการอ่านค่าก็มีให้โหลดใช้งานกันฟรีๆ และรองรับ Smart Phone แทบทุกระบบปฏิบัติการ
       
       อย่างที่เราพอทราบกันว่า ในประเทศญี่ปุ่น QR Code เกิดขึ้นและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาแล้วนับ 10 ปี บริษัท Denso wave เป็นผู้คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ซึ่งเจ้า QR Code นี้ก็ได้มีวิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆหลังจาก QR Code แบบดั้งเดิมเริ่มใช้งานมาชั่วระยะหนึ่ง ก็มีผู้ที่มองเห็นการใช้งานรูปแบบเดิมๆดูกลายเป็นความจำเจ และอาจจะยังมีจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดความสับสนของผู้พบเห็น ซ้ำยังไม่ค่อยดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากสักเท่าไร วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจากจุดนั้น จนกลายมาเป็น Color QR Code
       
       กระทั่งปีที่แล้ว นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นชื่อว่า Takashi Murakami ได้ปฏิวัติวงการ QR Code เมื่อได้ออกแบบ Image QR Code เพื่อโปรโมทโฆษณาชุด “SUPERFLAT FIRST LOVE” ของ Louis Vuitton จนทำให้โฆษณาชุดดังกล่าวเป็นที่กล่าวขวัญและจดจำ
       
       แนวคิดเดียวกับภาพ QR Code ของ Takamushi Murakami แต่ช่วงปี 2006 นั้นเริ่มมีความพยายามที่จะนำภาพหรือ โลโก้ของสินค้ามาใส่ในภาพ QR Code โดยสายการบิน Lufthansa ของเยอรมันเป็นผู้นำร่อง จนปัจจุบันนี้มี Brand ดังหลายเจ้าได้จ้างให้นักออกแบบ QR Code ผลิตงาน Design QR Code ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้รูปภาพหรือโลโก้สัญลักษณ์บริษัทตัวเองลงไปใน QR Code กันอย่างมากมาย อย่างเช่น Disney, BBC, Adidas
       
       ปัจจุบันยิ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้น ถึงขนาดมีการใช้ Flash VDO QR Code สร้าง QR Code แบบเคลื่อนไหว เพื่อใช้กับสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ ผลงานส่วนใหญ่สร้างสรรค์ขึ้นโดยบริษัท A.T. Communications
       
       3 ข้อดีของการใช้ Image QR Code แทนการใช้งาน QR Code รูปแบบเดิมได้แก่ การเพิ่มจำนวนทราฟฟิกมากขึ้น การจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น และเพิ่มความเข้าใจของผู้บริโภคในการมองครั้งแรก
       
       1. Image QR Code สามารถเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือ Mobile Site ที่เจ้าของสินค้าต้องการนำเสนอได้ (เพิ่ม Traffic) โดยภาพที่โดดเด่นของ QR Code จะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ที่พบเห็นอยากที่จะลองดูว่าหลังจากที่ Scan แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
       
       2. Image QR Code เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์ได้ดีกว่า QR Code ดั้งเดิม เพราะการออกแบบที่สวยงามและดึงดูด จะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นเกิดการรับรู้และจดจำตราสินค้าได้ โดยเฉพาะถ้าคุณใส่โลโก้และภาพที่ดึงดูดใจพอ ลองดูตัวอย่างของ QR Code ของ Louis Vuitton ,BBC ,หรือ Adidas
       
       3. Image QR Code ช่วยให้การตีความเป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่า QR Code ปกติ เนื่องจากการใช้งาน QR Code แบบเดิมๆนั้น บางครั้งก็ก่อให้เกิดความสับสน ทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มผู้พบเห็นไม่เข้าว่าคุณต้องการนำเสนอประเด็นสื่อสารหรือเนื้อหาสาระอะไร นอกจากต้องสแกนเพื่อดูข้อความ แต่ Image QR Code จะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นสามารถตีความหรือคาดเดาได้ว่า QR Code นี้จะนำพาเขาไปพบเจอกันเนื้อหาสาระอะไรภายใน โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องหาเครื่องสแกนเพื่อตีความหมายในขณะนั้น
       
       จะเห็นได้ว่า Image QR Code นั้นมีความสามารถในการดึงดูดความสนใจโดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบความแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น Image QR Code นี้จึงเหมาะกับ Campaign Mobile Marketing เพื่อกระตุ้นยอดขาย มากกว่าการนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการให้ข้อมูล หรือส่งเสริมการเรียนรู้แบบ QR Code แบบปกติ
       
       ซึ่งหากแบรนด์สินค้าใดคิดที่จะทำการตลาดด้วย Image QR Code นี้แล้วควรจะเตรียมความพร้อมในการจัดทำ Mobile Site ไว้ด้วย เพราะคุณต้องเข้าใจว่า เครื่องมือที่ง่ายและสะดวกที่สุดในการอ่านข้อมูล QR Code ของคุณคือ โทรศัพท์มือถือนั่นเอง
       
       มีงานวิจัยว่าภายในปี 2011 ยอดขายของ Smart phone จะแซงยอดขายของ PC และ 80% ของการใช้งาน Internet จะผ่านการเชื่อมต่อจาก Smart phone ภายในปี 2020 จะเห็นได้ว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Mobile Marketing ในอีกไม่นาน Image QR Code จึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการดึงดูดความสนใจ พร้อมกับสร้างการจดจำใน Brand ของคุณไปพร้อมๆกัน
       
       แต่ใช่ว่าการออกแบบและสร้าง Image QR code นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนการสร้าง QR Code แบบปกติ การออกแบบให้สวยงามและน่าสนใจก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการทำให้โปรแกรมสแกน QR Code อ่านค่าได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้ผู้ที่ออกแบบ Image QR Code จึงต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงข้อมูลทางกายภาพของ QR Code ด้วยระดับหนึ่ง ถึงจะทำให้งานออกมาสวยงามลงตัวและอ่านค่าได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ
       
       ในต่างประเทศนั้นถึงกับมีการก่อตั้งบริษัทรับออกแบบ Image QR Code โดยเฉพาะ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นกำเนิดและมีการใช้งาน QR Code อย่างแพร่หลายมากที่สุดที่หนึ่งในโลก บริษัทที่มีชื่อเสียงในธุรกิจนี้ได้แก่ SET Japan ที่ผลิตงานระดับโลกให้กับ Louis Vuitton หรือบริษัท DesignQR เป็นต้น แต่หากคุณอยากได้ Image QR Code ที่น่ารักแปลกใหม่ สำหรับงานออนไลน์ ลองใช้บริการ A.T. Communications ที่สามารถสร้าง Flash VDO QR Code ให้ Brand ของคุณโดดเด่นอย่างแตกต่าง
       
       ศิลปะและเทคโนโลยีหากทำให้เกิดการผสมผสานอย่างลงตัวก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวล้ำและโดดเด่นกว่าคู่แข่งของคุณได้ไม่ยาก ขอเพียงให้คุณพร้อมที่จะยอมรับและเริ่มต้นงานศิลปะบนเทคโนโลยีนี้
       
       เริ่มเลยครับ ธุรกิจของคุณจะไปไกลขึ้นแน่นอน

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
BBC QR Code ที่ถูกคนพูดถึงมากทางฝั่งยุโรป
Image QR code ของ adidas ที่มีคนพูดถึงไม่แพ้กัน
Image QR Code ของ Gemini Record ที่สื่อถึงความเป็นค่ายเพลงได้อย่างลงตัว
Image QR CODE ที่สวยงาม และโด่งดัง ของ marc jacobs
การทำ Image QR Code ผสมผสานกับ Color QR Code
ภาพ Image qrcode disney ในทางเดินสถานีรถใต้ดินในญี่ปุ่น

บทความโดย สุธาทร สุทธิสนธิ์ (www.toppercool.com) Twitter : @toppercool

[...]

บริการ ‘นัมเบอร์พอร์ทฯ’ กับความเลือนลางที่ใกล้แค่เอื้อม

Pic_67473 

กูรูโทรคมฯ ฟันธงได้ไม่คุ้มเสีย มองเป็นความต้องการของคนส่วนน้อย ฝ่ายกทช.ยัน เดินเครื่องเต็มสูบ รอคณะทำงานชุดใหม่สานต่อโครงการ…

ถือเป็นอีกกรณีที่ชาวไทยผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเฝ้ารอ สำหรับ “บริการคงสิทธิเลขหมาย” หรือ นัมเบอร์พอร์ทฯ (Number Portability) แม้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะจัดทำประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.2552 โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเริ่มบริการดังกล่าวภายใน 3 เดือน กระทั่งบัดนี้เลยกรอบเวลาดังกล่าวมานานเกือบ 4 เดือน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าประชาชนตาดำๆ จะได้ใช้บริการดังกล่าวในเร็ววันนี้

แหล่งข่าวคนในแวดวงโทรคมนาคม แสดงความเห็นว่า การให้บริการคงสิทธิเลขหมายถือเป็นบริการสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากยอดจำหน่ายซิมทุกโอเปอเรเตอร์มีจำนวนประมาณ 3.5 ล้านเลขหมายต่อเดือน แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ประมาณ 200,000-300,000 เลขหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับราคาจำหน่ายในปัจจุบัน ที่มีตั้งแต่การแจกฟรีไปจนถึงการซื้อขายในราคาที่ถูกมาก อาจทำให้ผู้บริโภคยอมซื้อซิมใหม่แทนการใช้บริการคงสิทธิเลขหมายที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย

“เชื่อว่ามีผู้ใช้เพียง 3 ประเภทเท่านั้นที่สนใจบริการนัมเบอร์พอร์ทฯ คือ พวกที่มีเบอร์สวย ใช้ทางธุรกิจมาเป็นเวลานาน และไม่พอใจโอเปอเรเตอร์ที่ใช้อยู่เดิม ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้งานบริการดังกล่าว นอกจากนี้ก็ไม่เห็นจะมีปัจจัยใดมาจูงใจผู้บริโภคได้ เพราะซิมที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายที่มีแจกฟรีก็เยอะแยะ เรียกว่าไม่ชอบใจก็โยนทิ้งได้โยที่ไม่ต้องเสียดาย” แหล่งข่าวคนในแวดวงโทรคมนาคม กล่าวทิ้งท้าย

นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการ กทช. ชี้แจงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ภายหลัง กทช. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ประกอบการได้แจ้งว่าไม่สามารถทำตามกำหนดได้ เนื่องจากติดระยะเวลาในการจัดตั้งบริษัทรวมจดทะเบียนการตั้งศูนย์และจัดหาระบบสารสนเทศฐานข้อมูล การตกลงขั้นตอนทางธุรกิจและเทคนิคระหว่างศูนย์บริการข้อมูลกลางกับผู้ให้บริการ รวมถึงการติดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาจทำให้ต้องใช้เวลานาน 12-15 เดือน ซึ่ง กทช.ได้พิจารณาให้มีการดำเนินงานภายใน 9 เดือน

กรรมการ กทช. เล่าให้ฟังต่อว่า ขณะนี้การดำเนินงานอยู่ในขั้นพิจารณาคำร้องของโอเปอเรเตอร์ เบื้องต้น กทช.มีแนวความเห็นให้โอเปอเรเตอร์เริ่มดำเนินการไปก่อน หากพบปัญหาในการดำเนินงานก็ให้รายงานเข้ามา ตามกำหนดระยะเวลาเดิม 9 เดือนก็จะครบกำหนดช่วงเดือน พ.ค. 2553 นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังต้องรอความชัดเจนและการตัดสินใจจากคณะกรรมการ กทช.ชุดใหม่ต่อไป 

“ปัจจุบันโครงการดังกล่าวก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งขั้นตอนการประกวดราคาและอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลชัดเจนภายในสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน” นายประสิทธิ์ กล่าว

กรรมการ กทช. บอกด้วยว่า หากเกิดบริการดังกล่าวขึ้นจริง ผู้ใช้ที่ต้องการจะย้ายระบบเครือข่ายอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100-300 บาทต่อครั้ง และยังต้องมีการประกาศทดลองใช้อีก 2-4 สัปดาห์ก่อนเปิดใช้จริง คาดว่าจะมีผู้สนใจใช้บริการนัมเบอร์พอร์ทฯ ประมาณ 10% ของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดในปัจจุบัน

“เชื่อว่า การตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่ทำให้เกิดสถานการณ์หรือความวุ่นวายในสังคม หากเกิดการชุมนุมหรือประท้วงก็คงไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินงาน แต่หากถึงขั้นเกิดจลาจลหรือความรุนแรง ก็แน่นอนว่าจะต้องกระทบกับการดำเนินงานเรื่องดังกล่าวและเรื่องอื่นๆ ในสังคมอย่างแน่นอน” นายประสิทธิ์ กล่าว

เรียกว่าใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น เพราะเหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะครบกำหนดเวลา 9 เดือนที่ กทช.และโอเปอเรเตอร์ทั้งหลายได้ต่อรองกันไว้ แต่ต้องมาสะดุดหัวคะมำเพื่อรอคณะทำงานชุดใหม่ของ กทช.เข้ามารับตำแหน่งและสานต่อโครงการ แม้หลายเสียงจะบอกว่ารอแล้วรออีกก็ยังไม่สมหวัง แต่ก็มีอีกหลายเสียงที่ติงว่าไม่เห็นประโยชน์ในการย้ายเครือข่าย เพราะพฤติกรรมยัดเยียดซิมแจกฟรีก็มีอยู่ทั่วไป

คงต้องติดตามซีรี่ยส์เรื่องยาวนี้ต่อไป ว่าจะจบบริบูรณ์ในเวลาอันใกล้ หรืออวสานหายไปพร้อมกับโอกาสพัฒนาแวดวงโทรคมฯ ไทยเหมือนอย่างเคย…

ปิยุบล ตั้งธนธานิช

[...]

ปรากฏการณ์ “สนิฟเฟอร์” จุดกระแสเสรีภาพโลกออนไลน์

Pic_66573 

อาจารย์นิติฯ มธ. ยอมรับว่า สนิฟเฟอร์เป็นเรื่องตัวอย่างที่กระตุ้นการเรียกร้องสิทธิบนโลกอินเทอร์เน็ตของการกระทำภาครัฐ…

เพิ่งจะปิดฉากไปเมื่อเร็วๆ นี้ กับการจัดโครงการสัมมนาวิชาการ หัวข้อ สอดส่องออนไลน์ : ใครสุ่ม ใครเสี่ยง? ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางและมาตรการคุ้มครองบุคคล ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ พร้อมทั้งสร้างความสมดุลในการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล และส่วนรวม โดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ เครือข่ายพลเมืองเน็ต (ThaiNetizen) เว็บไซต์ iLaw.or.th และ OpenThaiDemocracy.com

เวทีนี้ เปรียบเสมือนการกระตุ้น ให้คนบนโลกออนไลน์ ตื่นตัวกับความยุติธรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต หลังจากสนิฟเฟอร์ หรือการดักจับข้อมูล ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ถูกเบรกกระทันหัน เนื่องจากเกิดข้อกังขาระหว่างความถูกต้องในการติดตั้งอุปกรณ์ และการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนเกิดกระแสต่อต้านขึ้น แต่กระแสดังกล่าว กลับเป็นชนวนให้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

นายธงชัย แสงศิริ ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยอมรับว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ประเด็น สนิฟเฟอร์ มีมาตั้งนานแล้ว เพื่อตรวจสอบข้อมูลแลกเปลี่ยนกันทางระบบเน็ตเวิร์ค จึงมีผู้พัฒนาโปรแกรมดังกล่าว เพื่อตรวจสอบดูว่ามีใครเข้ามาแฮกข้อมูลหรือไม่ ทั้งนี้ การตรวจสอบโดยทั่วไปไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีการใช้ในทางที่ผิดก็ถือว่าผิด พ.ร.บ.คอมฯ 2550

น.ส.สาวิตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มีข้อมูลล้นหลามจนเกินการควบคุมทำให้เกิดความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องรัฐให้ควบคุม แต่ยังไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่มีกฎหมายที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่เพียงพอ จุดเริ่มต้นของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เริ่มต้นจากแถบตะวันตก เพื่อที่จะปกป้องการใช้อำนาจรัฐ และสิทธิมนุษยชนที่ควรได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการร่าง โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับหลักการแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังพิจารณารอบที่ 2 แต่ยังไม่มีใครระบุได้ว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้เมื่อใด ขณะเดียวกันก็ควรมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกมาก่อน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก่อนที่จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี

น.ส.สาวิตรี ยอมรับว่า สนิฟเฟอร์เป็นกรณีตัวอย่าง ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการของภาครัฐ

“สนิฟเฟอร์ เป็นกรณีตัวอย่างที่คนบนโลกออนไลน์ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำของภาครัฐ  แม้ว่ายังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่ามาตรการที่ภาครัฐออกมาดีหรือไม่ แต่ก็ถูกตั้งเป็นคำถามว่า โปรแกรมที่สามารถดักจับข้อมูลได้ยังมีอีกมาก เช่น คุกกี้ เว็บแทรคกิ้ง และสปายแวร์ เป็นต้น” อ.นิติศาสตร์ มธ. กล่าว

ด้าน น.ส.ศุภสรณ์ รุ่งโรจน์วุฒิกุล ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ระบุว่า ปัญหาที่ผ่านมาคือ เจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจเทคนิค และข้อกฎหมาย ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากฎหมายอินเทอร์เน็ต เป็นกฎหมายที่ใหม่มาก ขณะเดียวกัน เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว แต่รัฐยังไม่มีมาตรการอะไรที่ใช้บังคับ

“ปัญหาของรัฐ กับมาตรการคอมพิวเตอร์ไม่ชัดเจน เพราะกฎหมายออกช้าตามไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายยังไม่เกิด อีกทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความสามารถ ขณะที่ ตอนนี้มีหลักสูตรให้พนักงานเจ้าหน้าที่เรียน แต่พบว่ายังไม่มีใครเรียน ทั้งที่ควรจะเรียน” ผจก.ฝ่ายกฎหมาย บ. ทรู กล่าว

น.ส.ศุภสรณ์ มองในฐานะไอเอสพีด้วยว่า กฎหมายยังมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง ในการใช้บังคับใช้หลายด้าน โดยเฉพาะการตีความเนื้อหาของกฎหมาย และการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ ทำให้ส่งผลทั้งต่อผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย กรณีที่จะปิดเว็บได้ มี 4 ประเภท คือ 1. มีข้อความมิบังควร  2. ข้อความที่เป็นภัยต่อความมั่นคง 3. ลามกอนาจาร และ 4. ละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะที่เว็บข้อความมิบังควร สามารถสั่งปิดได้เลย ส่วนอีก 3 กรณี ต้องรอคำสั่งศาล

ขณะที่ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต และบล็อกเกอร์ คนชายขอบ อธิบายว่า ความเข้าใจผิดในโลกอินเทอร์เน็ต เปรียบเสมือนดาบ 2 คม ที่มีข้อดี คือ เปิดช่องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กว้างขึ้น แต่ก็เป็นช่องทางที่ผู้ใช้ลืมตัว แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา เพราะมองไม่เห็นหน้า ขณะที่กลไกการกำกับดูแลบนอินเทอร์เน็ตยังมีทั้งกฎหมาย และกฎระเบียบของภาครัฐ ที่เป็นช่องว่างให้รัฐมีเหตุผลที่จะเข้ามาใช้เครื่องมือในการควบคุมอินเทอร์เน็ตอยู่

เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมายบนโลกอินเทอร์เน็ต ความเสี่ยงก็คือสิ่งที่แนบตามมาด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐและภาคประชาชนจะต้องมีจุดร่วมกันให้ได้ เพื่อให้ประชาชน ได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องในโลกออนไลน์ และแม้ว่าเวทีสัมมนาครั้งนี้ จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นที่อาจก่อให้เกิดมาตรการควบคุมที่ชัดเจน เช่นเดียวกับ เหตุการณ์สนิฟเฟอร์ ที่จุดชนวน ให้เกิดความตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพขึ้นบนโลกออนไลน์…

กนกรัตน์ โกวิชัย

[...]

ตามล่า DNA กรีนแบรนด์

       -”มั่ว” กันทั้งวงการ เมื่อหลายสินค้านำ “กรีน” มาใช้กันแบบงงๆ
       - เชื่อหรือไม่ หลายบริษัทขนาดใหญ่สับสน และไม่เข้าใจแก่นสารที่แท้จริง
       - ผู้บริโภคมึนยิ่งกว่า แถมปักใจเชื่อว่าบรรษัทหวังผลทางธุรกิจมากกว่ารับผิดชอบอย่างแท้จริง
       - นักการตลาดฟันธงต่อไปจะมีแต่กรีนโปรดักส์ เต็มไปหมดจนหาความต่างไม่เจอ
       

       ความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดจะต้องมาจากความสำเร็จในการพัฒนา และการจัดวางตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์นั้นๆ อย่างเหมาะสม
       
       การกำหนดความเป็นตัวตนของแบรนด์ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความแตกต่างของสินค้าแบรนด์นั้นๆ จากสินค้าแบรนด์อื่น ซึ่งหากนักการตลาดวางแผนและจัดวางตำแหน่งสินค้าและตัวแบรนด์ได้อย่างไม่เหมาะสม หรือไม่มีประสิทธิภาพ  ก็จะกลายเป็นตัวฉุด เป็นจุดอ่อนและอุปสรรค หรือข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดไปแทน
       
       มีสินค้าหลายแบรนด์ หลายประเภทพยายามจะจัดวางตำแหน่งทางการตลาดของสินค้าไปไว้ในกลุ่มที่เรียกว่า “กรีนแบรนด์” ซึ่งเป็นกระแสยอดฮิตที่สังคมโลกกำลังให้ความสำคัญ หลังจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ที่แสดงนำโดย “อัง กอร์”รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยุค บิล คลินตัน ออกมาปลุกเร้าให้ผู้คนตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้หลายองค์กรต้องออกมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง
       
       ขณะที่ผู้คนก็ตอบรับกับกระแสเสียงดังกล่าวด้วยการเลือกใช้สินค้าที่บอกว่าองค์กร หรือแบรนด์นั้นให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม อีกด้านหนึ่ง หากแบรนด์ หรือองค์กรใดละเลยก็อาจโดนผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยบอยคอตเลิกซื้อสินค้า หรือใช้บริการของตนเอาง่ายๆ
       
       ทำให้ทุกวันนี้มีสินค้าหลายต่อหลายแบรนด์ และหลายต่อหลายประเภทพาเหรดเข้าสู่ชายคาของความเป็นกรีนแบรนด์กันเป็นทิวแถว ไม่ว่าจะเป็น ยักษ์สีฟ้าไอบีเอ็มที่ทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ชื่อว่า “Project Big Green” พีแอนด์จีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักล้างที่ใช้เทคโนโลยี PUR ที่ไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำเสียจากสารเคมีในประเทศยากจน แมคโดนัลด์ ทำกรีนบิลดิ้ง อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลังคาสูงโปร่งเพื่อให้ความเย็นสบายในอาคารมากขึ้น และใช้แสงสว่างตามธรรมชาติแทนแสงไฟจากหลอด รวมไปถึงเสื้อผ้า กางเกงยีนส์ และอื่นๆ อีกมากมาย
       
       แต่สิ่งที่ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า บรรดาธุรกิจทั้งใหญ่และน้อยทั้งหลายพยายามบอกกับสังคมว่าตนเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น จริงแล้วธุรกิจเหล่านี้เข้าใจต่อการเป็นกรีนแบรนด์มาก-น้อยเพียงไร ก็เนื่องมาจากเมื่อปี 2008 บริษัท โคคา-โคลา เคยออกเครื่องดื่มใหม่ชื่อ สไปรท์ กรีน เพียงเพื่อจะเป็นเครื่องดื่มที่มีระดับของแคลอรีต่ำกว่าปรกติ และใช้น้ำตาลธรรมชาติแทนน้ำตาลจากการสังเคราะห์ ได้ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า คำว่า “กรีนแบรนด์” ผิดเพี้ยนออกไปไม่น้อย
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความสับสนไม่น้อยว่า จริงแล้ว ความเป็นกรีนแบรนด์ที่เป็นแก่นสารจริงๆ คืออะไรกันแน่ เพราะหากไม่ชัดเจน คงยากที่จะรู้ว่าลูกค้าเป้าหมายคือใคร และการตลาดจะดำเนินไปในทิศทางใด
       
       นักการตลาดส่วนหนึ่งจึงออกมาเรียกร้องให้ผู้บริหารแบรนด์ ทบทวนตัวเองให้ชัดเจนอีกครั้งเกี่ยวกับความเป็นกรีนแบรนด์ อย่างน้อยในประเด็นต่อไปนี้ ประเด็นแรก การที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ระบุว่าตนเป็นกลุ่มกรีนโปรดักส์ ความเป็นกรีนของสินค้านั้น ให้ประโยชน์หรือคุณค่าอะไรเพิ่มเติมจากสินค้าตามปรกติ และได้ระบุหรือสื่อสารข้อความนี้ออกไปอย่างชัดเจนหรือไม่
       
       เป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้บริหารแบรนด์นำเอาคำว่า “กรีน” มาใช้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ในความหมายที่ผิดเพี้ยนไป หรือใช้ในลักษณะที่สร้างความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในทางใดทางหนึ่ง  จนกระทั่งได้สูญเสียความหมายที่ควรจะเป็นและเจตนารมณ์ของผู้บริหารแบรนด์ที่ต้องการจากคำว่า กรีนแบรนด์ไปแล้ว
       
       เมื่อเพิ่มคำว่า “กรีน” ลงบนสินค้าหลักแล้ว หมายความว่าสินค้านั้นมีความโดดเด่นในด้านของคุณภาพ (quality) ด้วยหรือไม่ หรือให้อะไรกับผู้บริโภคบ้าง อย่างเช่น สไปรท์ กรีน ตรงไหนของเครื่องดื่มที่เป็น “กรีน” บ้าง หรือความเป็นกรีนในเครื่องดื่มแบรนด์นี้คือ การผลิตด้วยสารให้ความหวานธรรมชาติ
       
       แปลว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรีนแบรนด์ ก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากวัสดุหรือส่วนผสมที่ได้มาจากธรรมชาติ  ไม่ได้มาจากสารปรุงแต่ง  และการใช้วัสดุธรรมชาติเพียงบางส่วนก็ให้ภาพทางบวกที่แสดงถึงการทำลายธรรมชาติและสภาพแวดล้อมน้อยลง   หรือว่าเป็นการผลิตที่มาจากวัสดุที่ใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
       
       สิ่งที่ผู้คนสงสัยต่อไปในประเด็นนี้ก็คือ ระดับของความเป็นกรีนแบรนด์แยกแยะกันอย่างไร  เพราะที่จริงเมื่อพูดถึงสีเขียว ก็จะพบว่ามีตั้งแต่เขียวอ่อนจนถึงเขียวแก่ หลากหลายเฉดสีสันของสีเขียว และการกำหนดมาตรฐานของกรีนแบรนด์อยู่ตรงไหน  หากยังไม่มีมาตรฐานเรื่องนี้อย่างชัดเจน  จะบอกได้อย่างไรว่าสินค้าใดเป็นกรีนแบรนด์ที่แท้จริง
       
       ประเด็นที่สอง คือ ผู้คนยังไม่ค่อยไว้ใจในความเป็นกรีนที่ว่านี้  แม้ว่าผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจะพยายามให้ข่าวและประชาสัมพันธ์ว่า มีเจตนาจะช่วยแก้ไขปัญหาของสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและปัญหาความเป็นอยู่ของสังคมที่มาจากผลของสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี แต่ผู้คนก็ยังคงมองว่าเป็นการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เพื่อหวังผลทางธุรกิจมากกว่าความจริงใจ และการแสดงความรับผิดชอบและการเสียสละที่แท้จริง
       
       ประเด็นที่สาม สินค้าที่เป็นกรีนจะต้องมีราคาแพงกว่าสินค้าที่ไม่ใช่กรีนแบรนด์เสมอไปหรือ เพราะที่ผ่านมามักเป็นเช่นนั้น
       
       สิ่งนี้มีผลต่อผู้บริโภค เพราะผู้คนเริ่มเกิดการรับรู้ว่าหากจะซื้อสินค้ากรีนแบรนด์ จะต้องจ่ายแพงกว่าปรกติ  หรืออาจใช้ได้ผลดีน้อยกว่าปรกติ หรือมีความยุ่งยากในการใช้งานมากกว่าเดิม หรือซับซ้อนกว่าที่มีอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้คนต้องยอมเสียสละทั้งเงิน ทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตนอยู่ตลอดเวลา  ผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายเสียสละ รับภาระของการซื้อกรีนแบรนด์มากกว่าคนที่ไม่ธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม  จึงอาจไม่มีใครอยากเป็นคนดีกันมากนัก หากจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากกรีนแบรนด์อยู่ฝ่ายเดียว และไม่น่าจะมีแบรนด์ใดที่คงอยู่ในตลาดโลกได้ บนการแบกรับภาระของผู้บริโภค
       
       ประเด็นที่สี่ พัฒนาการของตลาดสินค้าในระดับโลก มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตที่เข้าข่ายของความเป็นกรีนโปรดักส์ด้วย เพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพื่อแสดงว่าแคร์กับสภาพแวดล้อมอยู่เหมือนกัน ในระดับที่แตกต่างกันไม่มากก็น้อย ซึ่งหมายความว่าในระยะต่อไปทุกแบรนด์ก็คงสามารถบอกกับลูกค้าได้เหมือนกันว่า สินค้าของเขาก็เป็นกรีนโปรดักส์ด้วย
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่ากรีนแบรนด์ ในระยะต่อไป จะไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรมากมาย เพราะทุกแบรนด์ก็คือกรีนแบรนด์ด้วย ดังนั้น ความเป็นกรีนแบรนด์ในตลาดโลกอนาคต จะต้องมีความชัดเจนกว่านี้ว่าแตกต่างอย่างไรจากสินค้าที่ไม่ใช่กรีนแบรนด์
       
       มีความชัดเจนว่ากรีนแบรนด์ มีคุณภาพ มีอรรถประโยชน์ไม่ด้อยไปกว่าสินค้านอกกลุ่มกรีนแบรนด์ มีความชัดเจนที่ประจักษ์ต่อสายตาได้ว่า ประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกค้า ใช้งานง่าย ดูดี มีสไตล์ และส่งผลดีอย่างน่าประทับใจต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม

[...]

SANDRA BULLOCK ลูกเป็ดขี้เหร่ ได้ทอง

       หากจะพูดถึงนางเอกฮอลลีวูด เข้าใจว่าคอหนังทั้งหลายคงปฏิเสธไม่ได้ ว่าไม่รู้จักเธอ ซูเปอร์สตาร์ที่ชื่อ SANDRA BULLOCKเป็นแน่ เพราะนับตั้งแต่เธอโด่งดังจากบท Annie Porter จากเรื่อง SPEED ในการประกบคู่กับพระเอกมาดเนี้ยบ คีอานู รีฟส์ ตั้งแต่ปี 1994เธอก็เข้ามาวนเวียน อยู่ในโปรแกรมภาพยนตร์เมืองไทย อยู่ไม่ขาดสาย ทั้งจากหนังแนวแอก็กชั่น คอมเมดี้ ไปจนถึง รัก คอมเมดี้
       
       ไม่นานมานี้ “แซนด้า บูลล็อค” หวนกลับมาพร้อมกับหนังรักคอมเมดี้ อีกเช่นเคย “The Proposalลุ้นรักวิวาห์ฟ้าแล่บ” เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา นั่นเป็นการขึ้นอันดับ 1 ครั้งแรกในรอบ 10 ปีและยังสามารถทำรายได้เปิดตัวไปกว่า 34 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นตัวเลขเปิดตัวสูงสุดตลอดกาลของหนังที่เธอแสดงมาอีกด้วย
       
       ล่าสุด ! ! บูลล็อคแผลงฤทธิ์ อีกครั้งบนเวทีลูกโลกทองคำ เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม รางวัลซึ่ง ดาราฮอลลีวูด ทั้งหลายใฝ่ฝันอยากจะมีโอกาสได้กอดสักครั้งก่อนตาย จากบท ลีห์ ในเรื่อง The Blind side และตามมาติดๆ บนเวที SAG Awards กับรางวัลเดียวกัน จากบทเดียวกัน ในภาพยนตร์ เรื่องเดียวกัน !!!

       หากย้อนหลังกลับไปหลายคนรู้ว่า บูลล็อค เคยได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 50 สาวงามของนิตยสารพีเพิลเมื่อปี 2542 รวมทั้งติด 1 ใน 100 ดารานักแสดงตลอดกาลโดยอยู่อันดับที่ 58 ของนิตยสารเอ็มไพร์เมื่อปี 2540 สมัยเรียนมัธยมเธอเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียนอีกด้วย และปี 2548 บูลล็อคได้รับรางวัล Hollywood Walk of Fame แม้วัยล่วงเลยมาถึง 40 ปี รวมถึงได้รับการโหวตให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหญิง ที่เซ็กซี่ที่สุดในวัยใกล้เคียงกันจากการทำโพลของสถานีโทรทัศน์ FX ในสหราชอาณาจักร อีกด้วย
       
       ฉะนั้นเลิกสงสัยเกี่ยวกับความเซ็กซี่ที่อวดอยู่บนโลกเซลลูลอยด์ ได้เลยว่าเป็นเรื่องมายา เพราะที่สองตาของแฟนหนังสัมผัสคือของจริงที่มีหลักฐานยืนยันแน่นหนา
       
       SANDRA BULLOCKไม่ได้มีดีที่ความเซ็กซี่ หรือเป็นนางเอกที่ใครๆจะมีจิกหัวเรียกว่าสวยแต่ไม่มีสมองอะไรเถือกนั้นได้ นอกจากเป็นนักแสดงเซ็กซี่ที่เปี่ยมด้วยความสามารถแล้ว เธอยังเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Two Weeks Notice ซึ่งเรื่องนี้ทำเงินได้มากถึง 200 ล้านดอลลาร์ ผลงานที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ของเธอได้แก่ บทแสดงนำในภาพยนตร์ตลกยอดฮิตเรื่อง Miss Congeniality ซึ่งเธอร่วมผลิตอีกด้วย

       บูลล็อค ได้รับรางวัลต่าง ๆ หลายรางวัล และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอยู่หลายครั้งด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรางวัล Blockbuster Entertainment 2 รางวัล และรางวัล MTV Movie 2 รางวัล จากบทบาทของเธอในเรื่อง Speed พร้อมกับคว้ารางวัลอีกมากมาย กระทั่งปี 2539 เธอได้รับการคัดเลือกให้เป็น ดาราหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีของ NATO/Sho West
       
       ”แซนด้า บูลล็อค” หรือแซนด้า แอน เน็ต บูลล็อค นิคเนม แซนดี้ เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ปี 2507 ที่อาร์ลิงตัน, เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐ บนความสูง เป็นบุตรสาวของ เฮลก้า บูลล็อค นักร้องโอเปร่าสายเลือด เยอรมนี บูลล็อคเดินตามทางศิลปินเหมือนผู้ให้กำเนิด บ่อยครั้งเธอร่วมแสดงในกลุ่มนักร้องประสานเสียงตั้งแต่เด็ก ด้วยความสามารถทางด้านร้องเพลง ทำให้บูลล็อคมีโอกาสร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Thing Called Love
       
       ที่เหลือก็แค่ ตั้งหน้าตั้งตารอ ผลงาน ชิ้นต่อไป ของเธอ ว่าจะเป็นอย่างไร… แต่เชื่อว่าทุกผลงานของเธอไม่ทำให้แฟนภาพยนตร์ที่หลงรักแซนด้าจนหมดใจผิดหวังแน่นอน

[...]

ห้าม ′ดริงก์′ เมื่อกินยา

ถ้ากินยา ห้ามดื่มเหล้า…!?!
เป็นคำห้ามที่ใคร ๆ เขาก็ว่ากัน แต่อยากรู้ไหมว่า…ทำไมล่ะ…?
 
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณสมบัติของเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์เป็นสำคัญ เริ่มกันตั้งแต่ไหลเข้าสู่ปากกันเลย ส่วนหนึ่งจะถูกดูดซึมผ่านทางเยื่อบุปากและหลอดอาหาร อีกส่วนหนึ่งจะถูกเผาผลาญไปพร้อม ๆ กับอาหารในกระเพาะ
แต่ที่เหลือที่เป็นส่วนใหญ่นี่สิ จะพุ่งผ่านไปถึงลำไส้เล็กอันเป็นจุดที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว
 
แต่จะเร็วขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่ว่า  ในเวลาดื่มนั้น กระเพาะอาหาร…ว่าง…ขนาดไหน
 
ถ้ามีอาหารอยู่ แอลกอฮอล์ก็จะใช้เวลาเข้าสู่กระแสเลือด 1-6 ชั่วโมง  แต่ถ้าท้องว่างไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยละก็ ครึ่ง – 2 ชั่วโมง ก็จะเข้าไปปะปนในกระแสเลือดแล้ว
 
โดยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะเข้าไปขยายหลอดเลือด กระตุ้นกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขณะเดียวกันก็เร่งการดูดซึม ทั้งยังมีต่อระบบประสาท และยังเข้าไปยับยั้งกระบวนการทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ของตับอีกด้วย
ฤทธิ์ทั้งหมดที่ว่ามานี้ อัมภัสชนม์ ศุขคุณ เภสัชกร  ในหัวเฉียวจุลสารบอกไว้ว่า ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการกินยาทั้งสิ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนเหล่านี้
 
เริ่มจากเบาะ ๆ ′แฮงก์โอเวอร์′ เพราะผ่านปาร์ตี้ดึก ดื่ม (เหล้า) มาก นอนน้อย คนกลุ่มนี้ห้ามกินยาแก้ปวด  ที่มีฤทธิ์เป็น ′กรด′ อย่าง ′แอสไพริน′ เป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
 
ผู้ที่ ′ความดันสูง′ หรือ ′หลอดเลือดหัวใจตีบ′ จนต้องรับประทานยาขยายหลอดเลือดเป็นประจำ ขอบอกว่า   ต้องห้ามดื่มเหล้าเป็นอันขาด เพราะเหล้าจะไปเร่งให้หลอดเลือดขยายตัวมากเกินไปจนอาจทำให้ความดันลดต่ำเร็วเกินไปจนอาจทำให้เกิดอาการมึน เป็นลม หมดสติ
 
ผู้ที่ใช้ ′ยาฆ่าเชื้อ′ หากกินร่วมกับแอลกอฮอล์เข้าไปอาจทำให้เมามากกว่าปกติ มีอาการใจสั่นเต้นเร็วกว่าปกติ
และอาจทำให้เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน 
 
ผู้ที่ทาน ′ยาถ่ายพยาธิ′ บางชนิด ห้ามดื่มก่อนหรือหลัง 24 ชั่วโมง เพราะเหล้าจะเข้าไปช่วยทำให้ยาดูดซึมดีมากเกินไปขณะที่ต้องการให้มีอาการดูดซึมให้น้อยที่สุด เพราะจะได้ไม่ทำให้เลือดเข้มข้นสูงเกินไป และอาจทำให้มีอาการปวดหัว มึนงง เป็นผลข้างเคียง
 
ผู้ที่เป็น ′เบาหวาน′ และผู้ที่ ′กินยาลดน้ำตาล′ เป็นประจำ เคสนี้ก็อันตราย เพราะเหล้าจะมีผลต่อกระบวนการทำลายแอลกอฮอล์ของตับ ยับยั้งการสร้างกลูโคส จึงอาจทำให้มีอาการหน้ามืดใจสั่น จนอาจหมดสติได้ เพราะน้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินไป และยังทำให้เกิดการสะสมของกรดแลกติกมากขึ้น ทำให้เกิดอาการเมา หน้าแดง
ใจสั่น ใจเต้นเร็ว ปวดหัว และอาจมีอาการเพลีย เวียนหัวคลื่นไส้ อาเจียน หรือบางคนอาจมีอาการง่วง มึน ซึมมากยิ่งขึ้นได้
 
แต่ที่ร้ายที่สุดดูเหมือนจะเป็นการ
ที่กินเหล้าร่วมกับ ′ยาระงับประสาท′ ที่ยิ่งกินนาน
เท่าไร ร่างกายก็จะยิ่งสร้างภูมิต้านทาน ดื้อยามากขึ้น
จนอาจเกิดอันตรายได้ เช่นเดียวกับผู้ที่กินเหล้ากับยานอนหลับ ยาสงบประสาท ขอบอกว่า ทั้งสองจะไปช่วยกันเสริมฤทธิ์ไปช่วยกัน กดประสาทส่วนกลาง ผลก็คือ อาจ ′ตาย′ ได้แบบไม่รู้ตัว
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก่อนจะดื่มจะดริงก์อะไรควรใส่ใจ
 
ตัวเองสักนิด เพราะความบันเทิงเพียงชั่วขณะอาจส่งผลถึงชีวิตและสุขภาพก็ได้…ใครจะรู้…!!

[...]

ไม่อ้วนเอา (ส่วนลด) เท่าไหร่ ?

สุขภาพดีไม่ได้แค่ช่วยให้ห่างไกลโรคร้ายเท่านั้น เพราะการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงของพนักงาน

“โฮล ฟู้ดส์ มาร์เก็ต” นอกจากจะทำให้ตัวเองดูดี ห่างไกลโรค แล้วยังช่วยให้ได้ส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าเพิ่มอีกต่างหาก

เพราะนี่คือสิ่งที่โครงการจูงใจ รับส่วนลดเพิ่มสำหรับพนักงานที่มีสุขภาพดีของโฮล ฟู้ดส์ มาร์เก็ต ห้างค้าปลีกสินค้าออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

โดยทั่วไป พนักงานของห้างค้าปลีกรายนี้ หรือที่รู้จักกันในนาม “ทีมเมมเบอร์” จะได้รับส่วนลด 20% สำหรับซื้อสินค้าในร้านอยู่แล้ว แต่โปรแกรมส่วนลดสำหรับคนสุขภาพดีแบบใหม่จะช่วยให้พนักงานได้ส่วนลดเพิ่มอีกถึง 10% หากสามารถรักษาสุขภาพให้ได้ตามมาตรฐานที่ทางห้างกำหนดไว้ โดยจะพิจารณาจากความดันโลหิต ดัชนีมวลกาย ระดับคอเลสเตอรอล และการใช้นิโคตินของพนักงานแต่ละคน

เว็บไซต์ fitsugar.com ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พนักงานที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับการตรวจร่างกายฟรี เพื่อประเมินความฟิต ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มเพื่อรับส่วนลดซื้อสินค้าตามคะแนนที่ได้จากการประเมิน ภายใต้โครงการนี้ โฮล ฟู้ดส์

จะแบ่งส่วนลดซื้อสินค้าเป็น 4 ระดับคือ ระดับบรอนซ์ 22% ระดับเงิน 25% ระดับทองคำ 27% และระดับแพลทินัม 30%

โดยพนักงานที่มีสิทธิรับส่วนลดระดับบรอนซ์ จะต้องไม่เป็นสิงห์ อมควัน พร้อมมีความดันโลหิตอยู่ในระดับ 140/90 มีปริมาณคอเลสเตอรอลรวม 195 หรือต่ำกว่านั้น อีกทั้งยังต้องมีดัชนีมวลกาย (BMI) เท่ากับ 30 หรือน้อยกว่า หากพนักงานคนใดมีคุณสมบัติ ไม่ตรงตามสเป็กนี้ ก็รับส่วนลด 20% เหมือนเดิมต่อไป

ในมุมมองของคนในอย่าง แคธลีน เซย์มัวร์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ news8austin.com ว่า หวังว่าจะใช้ส่วนลดพิเศษเพื่อซื้อของขวัญ วันเกิดสำหรับตัวเอง พร้อมเล่าว่าทุกคนต่างตื่นเต้นจริง ๆ กับโครงการนี้ โดยเฉพาะพนักงานรุ่นใหม่

ขณะที่ ดร.สตีฟ เบอร์โกวิทซ์ จากเซนต์เดวิดส์ เฮลธ์แคร์ มองว่า โครงการมอบส่วนลดจูงใจให้ดูแลสุขภาพที่โฮล ฟู้ดส์กำลังทำอยู่เป็นการกระตุ้นรูปแบบหนึ่งที่จะทำให้คนหันมาดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และตอนนี้โรคอ้วน การสูบบุหรี่ ปัญหาคอเลสเตอรอลล้วนเป็นปัญหาใหญ่ของเทกซัส ตนเองจึงรู้สึกชื่นชมความพยายาม ที่จะช่วยกระตุ้นให้คนหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการนี้ก็ตกเป็นประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรว่า การประเมินสุขภาพโดยดูจากค่า BMI นั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นการตัดสินคนจากตัวเลขล้วน ๆ

บางเสียงก็บอกว่า หากโฮล ฟู้ดส์ต้องการให้พนักงานรักษาสุขภาพจริง ๆ แล้วละก็ ห้างค้าปลีกดังควรเลิกขายขนมเบเกอรี่ อาหารกล่อง อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มโซดาด้วย เพราะอาหารเหล่านี้ก็มีโทษต่อร่างกายเหมือนกัน

ทั้งนี้ การประเมินสุขภาพจากค่า BMI หรืออัตราส่วนระหว่างความสูงและน้ำหนัก อาจทำให้คนที่มีมวลของกล้ามเนื้อสูงถูกมองเป็นคนน้ำหนักเกินก็ได้ โฮล ฟู้ดส์ จึงหาทางเลือกอื่นเพื่อใช้ในการประเมินสุขภาพพนักงานในโครงการนี้ โดยแมรี่ โอลิวาร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของโฮล ฟู้ดส์ เฮลธ์ ฟู้ด บอกว่า การทดสอบไขมันของร่างกาย (body fat testing) คืออีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำมาใช้ แม้โดยส่วนตัวจะไม่เคยเห็นคนที่มีค่า BMI สูงกว่าที่คนคนนั้นคาดไว้ แต่มีอัตราส่วนไขมันของ ร่างกายต่ำเลย

ขณะเดียวกัน ดร.เบอร์โกวิทซ์ มองว่า มีบางปัจจัยที่อาจทำให้การควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน ดังนั้นในความคิดของตน บางทีการ ที่ใครสักคนแสดงความพยายามที่จะดูแลสุขภาพก็ควรได้รับรางวัลตอบแทนเช่นกัน

คอลัมน์ เฮลท์เทรนด์

[...]

Active Therapy สยบอาการปวดหลัง

อาการปวดหลังได้ย่างสามขุมมาคุกคามคนวัยทำงานมากขึ้นทุกวัน เป็น ๆ หาย ๆ เป็นแล้วยิ่งเป็นมากขึ้น แล้วจะทำอย่างไรดีจึงจะสามารถหยุดเรื่องที่รบกวนใจรบกวนกายเหล่านี้ได้

ก่อนอื่นต้องมาดูที่ต้นเหตุก่อนว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราปวดหลัง ?

ดร.ทนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ไคโรแพร็กติก ไคโรเมดคลินิก บอกว่า ปัญหาของโครงสร้างของร่างกายกว่า 80% มาจากการใช้โครงสร้างผิดลักษณะในเรื่อง การนั่ง ยืน เดินต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ถ้าทำอย่างผิดวิธีต่อเนื่องจะทำให้โครงสร้างของร่างกายเสื่อมสภาพ แล้วโรคหลาย ๆ อย่างจะตามมา

คนเมืองทุกวันนี้ปวดหลัง ปวดตา

ปวดไหล่ แล้วลามมาที่เบ้าตากันมาก ซึ่งเป็นหนึ่งของอาการที่ เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม เพราะด้วยสภาพแวดล้อมของสังคมเมือง ทำให้คนเราแอ็กทีฟน้อยลง เทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้เราขี้เกลียดมากขึ้น เราจะไม่ได้พัฒนา ในส่วนของฟิสิคอลมากเท่าที่ควร รวมถึงเรื่องการดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร

สภาวะความตึงเครียดต่าง ๆ ก็นำมาสู่เรื่องของอาการปวดต่าง ๆ นี้ได้

แล้วจะรักษาอาการปวดหลังอย่างไร ?

น.พ.พศวีร์ สมหวังทรัพย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำไคโรเมดคลินิก กล่าวว่า ปกติเมื่อเราป่วย ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาแบบ passive therapy หมอตรวจร่างกาย สุดท้ายก็เป็นการรักษาโดยใช้ยา ทำกายภาพบำบัด เมื่อกินยาหรือทำกายภาพบำบัดไปสักพักหนึ่ง อาการก็ไม่ค่อยดีขึ้น สุดท้ายจึงลงเอยที่การผ่าตัด

แต่ทางไคโรเมดใช้หลักการ active therapy เชื่อว่ามีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาผู้ป่วยมากที่สุด เพื่อป้องกัน หรือลดการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วย โดยจะใช้เทอราปิสต์เอ็กเซอร์ไซส์ เป็นเอ็กเซอร์ไซส์แนวใหม่ที่มีงานวิจัยรองรับ ซึ่งจะช่วยได้ดีในเรื่องทุก ๆ ส่วนที่เกี่ยวกับอาการปวด

active therapy มีหลักการ 3 ประการ คือ 1.การรักษาสมดุลโครงสร้างของร่างกาย 2.การใช้ลักษณะท่าทางที่ถูกต้อง 3.การออกกำลังกายในเชิงป้องกัน

ปกติโครงสร้างของกระดูกสันหลังของคนเราจะมีส่วนเว้า

ส่วนโค้งเหมาะสมในการรับน้ำหนักและการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง แต่ด้วยพฤติกรรมการเดิน, การนั่ง, การยืน, การยกของในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น เดินหลังงอ, นั่งไขว่ห้าง, ยืนหลังแอ่น การถือหรือ

สะพายกระเป๋าด้วยแขนหรือไหล่ข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำเป็นระยะเวลายาวนาน จะส่งผลให้โครงสร้างร่างกายผิดรูป เช่น หลังแอ่น, หลังคด

หากโครงสร้างร่างกายเริ่มผิดรูป กระดูกสันหลังจะเริ่มผิดปกติ

ทำให้มีผลต่อ “ข้อกระดูก” ที่ต้องแบกรับน้ำหนักมากกว่าปกติ

“กล้ามเนื้อ” ที่จะเสียภาวะสมดุล จนเกิดเป็นอาการปวดตามบริเวณ ต่าง ๆ ขึ้น

“เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างร่างกายของเราแล้ว การดูแลรักษาอาการปวดหลังแก้ไขได้ เริ่มจากการรักษาภาวะสมดุลของร่างกายให้ดีที่สุด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อิริยาบถ ต่าง ๆ ที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ใช้กระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ

ทำงานผิดปกติ”

และหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การออกกำลังกายเชิงป้องกันมาผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพราะจากการศึกษาพบว่าการแก้ปัญหาปวดหลังให้ได้ผลในระยะยาวนั้นจะต้องพัฒนาเรื่อง “ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของโครงสร้าง” ร่วมกับการแก้ไขในส่วนของโครงสร้างที่ผิดรูปอย่างถูกต้อง

ฉะนั้นจะต้องมีการฝึกการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง

ไม่ฝืนธรรมชาติ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหากับโครงสร้าง

เรามีผู้เชี่ยวชาญแนะนำการออกกำลังกายด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย เครื่อง kinesis, huber, power plate, reformer, anterior flexibility และ posterior เป็นต้น

โดยการออกกำลังกายจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพิ่มความยืดหยุ่น ตลอดจนการปรับสมดุลของโครงสร้างร่างกายให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ไคโรเมดคลินิกยังใช้ศาสตร์ไคโรแพร็กติกแนวผสมผสาน (intregrated chiropractic) ซึ่งแนวคิดใหม่เพื่อผลลัพธ์สูงสุดในการรักษาอาการปวดหลังแบบองค์รวม เพื่อจัดกระดูก ที่ผิดรูปให้กลับคืนโครงสร้างตามธรรมชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไปผสมผสานเข้ากับ เวชศาสตร์ฟื้นฟู และการทำกายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟูและเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยจะมีการทำอัลตราซาวนด์, เลเซอร์, ประคบร้อน, ประคบเย็น, TENS, Traction มีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ใช้หลักการออกกำลังกายมาช่วยบำบัดรักษาและป้องกันความผิดปกติของกล้ามเนื้อ

กระดูก และข้อต่อ เพื่อช่วยเสริมสร้างให้สมรรถภาพทางกายกลับคืนสู่สภาวะปกติ หรือใกล้เคียงดังเดิมมากที่สุด รวมทั้งแนะนำด้านโภชนาการให้คนไข้อย่างเหมาะสม

ดร.ทนต์ทณัฐกล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแต่จะช่วยหยุดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดศีรษะ

โดยไม่ต้องผ่าตัดแล้ว การบำบัดด้วย active therapy ยังช่วยฟื้นฟูร่างกายในระยะยาว ทำให้สุขภาพโดยรวมของคนไข้ ดีขึ้นทั้งรูปลักษณ์

ภายนอกดูดี ไม่อ้วน และมวลสารต่าง ๆ

ภายในร่างกายอยู่ในระดับ สมดุลอย่างที่ควรเป็น

แต่ถ้ารักษาแล้ว

3 เดือน อาการยังไม่ดีขึ้นก็ต้องพิจารณาเรื่องผ่าตัด “เราไม่ได้บอกว่า

การผ่าตัดเป็นสิ่งที่ไม่ดี หากคนไข้มีความจำเป็นก็หลีกหนี ไม่พ้น แต่ปัจจุบันเราพบว่าอาการปวดหลังมากกว่า 80% ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด”

นี่เป็นแนวทางรักษาอาการปวดหลัง

ที่น่าสนใจแนวทางหนึ่ง

จรัญ ยั่งยืน…เรื่อง

[...]

EXCET-1 โครงการปั้นผู้บริหาร เป็น…Creative Ambassador

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ EXCET-1 (เอ็กซ์เซ็ท วัน) หรือโครงการอบรมผู้บริหารด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รุ่น 1 ที่สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) หรือ OKMD และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาและจัดทำเป็นหลักสูตรขึ้น

โดยผู้ที่เข้ารับการอบรมตามโครงการนี้ ไม่ได้เปิดรับสมัครเป็นการทั่วไป แต่ทว่าเป็นการเชิญเป็นรายบุคคล อาทิ ดวงฤทธิ์ บุนนาค พรศิริ มโนหาญ ดร.กนก อภิรดี ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ณรงค์ เลิศกิตศิริ กอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร ดุสิต นนทะนาคร ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ฯลฯ ซึ่งตามรายชื่อแล้วก็ต้องบอกว่าบิ๊กมาก ซึ่งความจริงระดับนี้ไม่ต้องมานั่งอบรมแล้วก็ได้ แต่ด้วยความจำเป็นที่เราต้องสร้างองค์ความรู้ทางด้านนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรเหล่านี้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

“เราโฟกัส เราเลือกที่จะเชิญแบบเฉพาะเจาะจง เพราะเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทักษะในการประยุกต์ใช้ให้แก่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้บริหารกลุ่มนี้ไปถ่ายทอดต่อ ในลักษณะ creative ambassador” พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวและว่า

บ้านเราเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยังเป็นเรื่องที่ใหม่ และยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ในการถ่ายทอดที่สำคัญ การนำประเทศไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้นั้น “คน” เป็นฟันเฟืองสำคัญ ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนเพื่อการหวังผลการได้ความคิดเพื่อนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรครั้งต่อไป EXCET-1จึงจำเป็นต้องโฟกัสในการคัดเลือกบุคลากรทั้งคีย์แมนสำคัญทั้งในองค์กรภาคเอกชนและราชการ

และด้วยความที่บ้านเราขาดบุคลากรทางด้านนี้ ในคลาส EXCET-1 เราจึงได้เห็นผู้เข้ารับการอบรมหลายท่าน ได้เป็นทั้งผู้เข้าอบรมและวิทยากรในคราวเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นบุคลากรทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบ้านเรามีน้อยจริง ๆ

ฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานหอการค้าไทย 1 ใน 30 ผู้เข้าร่วมอบรมภาคเอกชน กล่าวว่า บ้านเรามีจุดเด่นหลายเรื่องโดยเฉพาะในเรื่องรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีแก่น มีที่มาที่ไป แต่เราขาดความรู้ในการคิด การต่อยอด

“ที่ผ่านมาเราถนัดในการรับจ้างผลิต แต่ยุคนี้ไม่ใช่แล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับคนทั้งในองค์กรและระบบการศึกษาไทย ฉะนั้น เบื้องต้นสำหรับโอกาสที่ได้เข้าอบรมใน ครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่ดี ที่ผมเชื่อมั่นว่าจะได้ประโยชน์ ประการแรกเลยก็คือ ได้องค์ความรู้ที่จะนำไปปรับใช้ภายในองค์กร ประการที่ 2 ก็คือ การถ่ายทอดไปสู่บรรดาสมาชิกในภาคเอกชน”

นอกจากนี้ในเวทีนี้ก็เชื่อว่าน่าจะเกิดประโยชน์อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ ผู้ที่เข้ารับการอบรมนั้นมีระดับผู้บริหารระดับสูงในภาคราชการที่จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายและผลักดันแผนงานแนวคิดด้าน ครีเอทีฟอีโคโนมีในอนาคตด้วย

เพราะแนวคิดนี้ไม่ควรเป็นนโยบาย แบบขาจร แต่ต้องเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันแบบประจำและต่อเนื่อง และการจะผลักดันได้ดีอย่างมีทิศทางที่ถูกต้องบรรดารายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้จึงติดอยู่ในโผผู้รับการอบรมรับเชิญ ได้แก่ เทวัญ วิชิตะกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ ปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปราโมทย์ วิทยาสุข รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.พสุ โลหารชุน รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ฯลฯ

ส่วนวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับคลาส EXCET-1 มีทั้งคนไทยและต่างประเทศ โดยวิทยากรคนไทย ก็เป็นคนที่คุ้นหน้า คุ้นตา ได้แก่ พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้, ดร.อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ

ฉะนั้นสำหรับ EXCET-1 จึงเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ฝากไว้กับบรรดาผู้บริหารทั้งภาคเอกชนและราชการ ที่เข้ารับการอบรมในรอบนี้ ได้ขยายผลต่อ เพื่อให้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้นำสู่การปฏิบัติและจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม

KANSEI-1 บทเรียนจากญี่ปุ่น

EXCET-1 เป็นโครงการอบรมเป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งนอกจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิชาวไทยแล้ว ก็มีวิทยากรต่างประเทศที่จะมาให้ความรู้หลายท่าน ได้แก่

Chris Powell Chairman, NESTA ที่จะมาให้ความรู้ในหัวข้อ Innovative Nation and ist Financial Architecture นำเสนอกรณีตัวอย่างของประเทศอังกฤษในแง่มุมของการสร้างองค์กรด้านนวัตกรรมในประเทศ บทบาทขององค์กรเหล่านี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และบทบาทของภาครัฐในการช่วยสนับสนุนองค์กรเหล่านี้ ให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึง ในเรื่องของโครงสร้างทางการเงินที่จะเป็นแหล่งเงินทุนหลักให้กับองค์กร เหล่านี้ด้วย

Mr.Tetsuyuki Hirano President, Hirano & Associates, Inc. ที่จะมาให้ความรู้ในหัวข้อ “KANSEI Initiative-Alternative Economic Model for the Modern Japan” ในการนำเสนอแนวคิด KANSEI ซึ่งจะเป็นการนำเอาความรู้สึกและการรับรู้ต่าง ๆ เข้ามา ผสมผสานกับการออกแบบสินค้า/บริการ ตลอดจนวิธีการดำเนินงานขององค์กร เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

Miss Ena Brown Principal Lecturer, Programme Leader in International Fashion one Year at Nottingham Trent University ที่จะมาบรรยายในหัวข้อ “What the World Look up to in 2010″ สังเกตแนวโน้มการบริโภคที่น่าสนใจในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อมทั้งการระบุโอกาสและวิธีการในการรองรับความต้องการของลูกค้าในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

[...]