ในระยะสั้นนี้ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยถูกพุ่งเป้าไปที่ผลตัดสินการยึดทรัพย์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในวันที่ 26 ก.พ. 2553 นี้ ที่ตลาดวิตกว่า จะผ่านไปได้ด้วยดีหรือเกิดความวุ่นวายขึ้นและมีความรุนแรงเพียงใด เป็นปัจจัยที่ซ้ำเติม นอกเหนือจากปัจจัยต่างประเทศที่หลายประเทศเข้มงวดมาตรการป้องกันภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐ ทำให้ตลอดช่วง 1 เดือนกว่าที่ผ่านมาหลังเปิดปีใหม่ฉุดตลาดหุ้นไทยผันผวนต่อเนื่อง หลังจากที่สิ้นปี 2552 ดัชนีปิด 734.54 จุด สามารถไต่ขึ้นที่ จุดสูงสุดที่ 749.42 จุด (14 ม.ค.) จากนั้นดัชนีเริ่มทยอยปรับตัว ลดลงมาตลอดจนหลุดระดับ 700 จุด แตะต่ำสุดที่ 689.72 จุด (28 ม.ค.) และล่าสุด ดัชนียืนแดนลบปิดที่ 689.93 จุด ลดลง 12.59จุด (ปิดรอบเช้า 5 ก.พ.) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิไปแล้ว 6,488.91 ล้านบาท
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นนี้ว่า ผลกระทบจากปัญหาการเมืองและคำตัดสินคดี “ทักษิณ” ถือเป็นตัวแปรหลักที่ถ่วงตลาดหุ้นตก ยิ่งมีข่าวม็อบเสื้อแดงและกองทัพประชาชนทำให้ดูเป็นข่าวที่น่ากลัว นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่นอีกอย่างคือ เงินลงทุนโดยตรงของต่างชาติและเงินลงทุนของนักธุรกิจที่ชะลอตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของมาบตาพุดที่ยืดเยื้อยาวไปถึงสิ้นปีที่คาดว่าจะจบได้ แต่ประเด็นนี้จะมีผลกระทบมาก ทั้งการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน รวมทั้งนักลงทุนญี่ปุ่นหลายราย แม้แต่ฟอร์ดก็มีทีท่าจะ ย้ายฐานการผลิต จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก
เมื่อดูปัจจัยต่างประเทศจะเห็นหลาย ๆ ประเทศมีนโยบายป้องกันปัญหาฟองสบู่ ชะลอสินเชื่อ การขึ้นดอกเบี้ย-ตั้งสำรองเพิ่ม และความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นของหลายประเทศที่เชื่อว่าจะเห็นในระยะข้างหน้านี้ จึงทำให้หุ้นไหลลงจากระดับ 750 จุด ลงมาต่ำกว่า 700 จุดได้
การปรับตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะวันที่ 26 ก.พ.นี้มี 3 แนวทางที่ประเมิน คือ 1.หากคำตัดสินออกมาแล้วจบ ไม่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายใหญ่ ก็คาดว่าดัชนีจะอยู่ในกรอบ 670-710 จุด 2.เผื่อใจไว้กรณีไม่จบ แต่ไม่เกิดความรุนแรง
ดัชนีมีช่วงเหวี่ยงแรงระหว่าง 625-800 จุด 3.สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจากปัญหาการเมือง มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นจะลงไปลึกกว่านั้น ซึ่งไม่สามารถประเมินตัวเลขดัชนีออกมาได้ เพราะขึ้นกับเหตุการณ์ปะทะกันรุนแรงเพียงใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าโอกาสจะเกิดเหตุรุนแรงใหญ่โตมีน้อย
![]() |
“แต่หลักอยากให้ผู้ลงทุนมองแนวทาง 1 และ 2 มากกว่า เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่จะทยอยลงทุน ซึ่งการจะเลือกลงทุนหุ้นปันผลต้องดูราคาหุ้นขึ้นมาสูงหรือยังด้วย เพราะอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลในปี 2552 คาดเฉลี่ยที่ 3.7% เทียบกับดัชนีที่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 700 จุด ถือว่าผลตอบแทนยังไม่น่าจูงใจ เทียบกับผลตอบแทนลงทุนพันธบัตรที่รัฐบาลจะออกมาให้สูงถึง 4% และหุ้นกู้เอกชนที่จะสูง 4.5-5% ดังนั้นถ้าเลือกหุ้นดูปันผลอย่างเดียว
จึงไม่ดึงดูด และยังต้องเผื่อใจเวลาหุ้นมีโอกาสลบมากอีกจากปัจจัยต่าง ๆ ในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่จ่ายเงินปันผลก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดหุ้นในครึ่งปีแรกนี้”
สำหรับการประเมินในระยะปานกลาง นายสมบัติคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้โต 3% ซึ่งไม่สูงมากนัก แม้จะมีการลงทุนของภาคธุรกิจยังน้อย เพราะปัญหาการเมืองที่ไม่ชัดเจนมาก ๆ ทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุนเท่าที่ควร รวมไปถึงฝั่งผู้บริโภคที่จะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินทรัพย์ถาวร เช่น บ้าน หรืออะไรก็ตามจะชะลอลงตามไปด้วย และยังมีปัญหามาบตาพุดอีกที่จะกระทบต่อการลงทุนในปีนี้และปีหน้า คิดว่ากว่าจะเห็นเศรษฐกิจดีจริง ๆ คงไปปี 2555
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ประเมินว่า ทิศทางตลาดหุ้นในปีนี้จะแย่กว่าปีที่แล้วเพราะมีทั้งปัจจัยสภาพคล่องในระบบลดลงกว่าปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลกเหมือนกันรวมถึงไทย หลังจากปีที่แล้วเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยต่างปรับตัวขึ้นไปสูงถึง 80% แต่พอมาปีนี้ความกังวลต่อปัจจัยลบรุมเร้าบรรยากาศการลงทุนอีกครั้ง ทั้งประเด็นการถอนตัวจากมาตรการอัดฉีดเงินของรัฐบาลประเทศ ต่าง ๆ ความกังวลภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจะส่งผลต่อการดำเนิน นโยบายการเงินเข้มขึ้น นั่นคือ ดอกเบี้ยปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งนำร่องโดยกลุ่มประเทศในเอเชีย
ส่วนประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะปรับขึ้นหลังสุดในกลุ่มประเทศเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะขึ้นอีกประมาณ 1% จึงทำให้มีแรงเทขายทำกำไรและถือเงินสดไว้กับตัวกันมากกว่า ที่สำคัญประเทศไทยยังเจอปัจจัยลบในประเทศซ้ำเติม ทั้งเรื่องการเมืองและปัญหา มาบตาพุดที่กระทบความเชื่อมั่น เลยทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงกว่าประเทศอื่น ๆ ส่วนปัญหามาบตาพุดที่ยืดเยื้อแต่ตลาดหุ้นก็ได้รับข่าวดังกล่าวไปแล้ว ในปีนี้จึงคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 5%
“ตอนนี้ผมไม่ได้กังวลปัจจัยการเมืองจะกระทบต่อตลาดหุ้นมาก เพราะคิดว่าดัชนีสูงสุดของปีนี้ได้ผ่านไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ระดับ 753 จุด ต่อจากนี้โอกาสปรับตัวขึ้นมีไม่มาก แม้จะมีข่าวผลประกอบการไตรมาส 4/52 ที่ดีขึ้นและเป็นช่วงที่จะมีข่าวเทศกาลจ่ายเงินปันผลก็ตาม โดยเราคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 14-15% ส่วนอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลอยู่ที่ 3.5-4% เพราะปัจจัยต่าง ๆ ไม่เอื้อลงทุน จึงมีโอกาสที่ไตรมาส 2 จะเห็นดัชนีทยอยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และลงแรงในไตรมาส 3 โดยคาดการณ์เดือนสิงหาคมถึงกันยายนดัชนีจะลงสู่แนวรับที่ 550 จุด จากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก”
นายวิวัฒน์ได้กล่าวถึงข้อมูลของไอเอ็มเอฟที่คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.1% จากปีก่อน -1.1 % และทางดอยช์แบงก์คาดการณ์ปีนี้เศรษฐกิจโต 3.9% จากปีก่อน -1.1% ส่วนกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย (ไม่รวมญีปุ่น) ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวในอัตราที่เร่งตัวสูงกว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรม จึงคาดการณ์ปีนี้เศรษฐกิจโต 7.7% จากปีก่อน 5.4% ซึ่งจะมีจีนและอินเดียเป็นตัวนำเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้
สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.9% จากปีก่อน -3.0% โดยยังต้องติดตามความเหมาะสมของจังหวะการยกเลิกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การขึ้นดอกเบี้ยในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตไปได้ ไม่สะดุด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อเก็งกำไรค่าเงิน หลังกลุ่มประเทศเอเชียเริ่มมีการปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้เสถียรภาพของรัฐบาลจะยังส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งที่จะเริ่มเห็นเม็ดเงินในปีนี้ 2 แสนล้านบาท รวมถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหากรณีมาบตาพุด
นายวิวัฒน์แนะกลยุทธ์ลงทุนในปีนี้ว่า ควรดูจังหวะการเข้าซื้อและขายเป็นหลัก มากกว่าจะเลือกตัวหุ้น เพราะหุ้นที่มีข่าวดีอย่างการจ่ายปันผลรองรับแต่เจอข่าวลบปัจจัยภายนอกก็ทำให้ราคาหุ้นยังปรับตัวลงได้ ดังนั้นจังหวะลงทุนต้องดู 2 ช่วง คือช่วงแรกรอซื้อในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากมีประเด็นคำตัดสินกรณี ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้ดัชนีปรับตัวลงและรอลุ้นดัชนีปรับตัวขึ้นทดสอบ 720 จุด ช่วงเดือนมีนาคมเป็นช่วงประกาศจ่ายปันผล
ช่วงที่ 2 รอจังหวะซื้อหากดัชนีปรับลงสู่แนวรับ 550 จุด ในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เพราะเป็นช่วงที่สภาพคล่องไหลออกจากตลาดหุ้นหนักที่สุด โดยให้เลือกหุ้นกลุ่มที่จ่ายปันผลดี และกลุ่มที่กองทุนส่วนใหญ่สนใจลงทุนซึ่งจะอยู่ในกลุ่มหุ้นใหญ่ SET 50 และไปรอทำกำไรในช่วงดัชนีปรับตัวขึ้นรอบปลายปีที่จะมีข่าวคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจของปี 2554 ที่ดีขึ้นมาก
ส่วนเงินลงทุนต่างชาติ นายวิวัฒน์ประเมินว่า ปีที่แล้วนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 60,000 ล้านบาท แต่จากปัจจัยทั้งในและ
ต่างประเทศที่กระทบต่อตลาดหุ้น จึงมีโอกาสที่เงินจะไหลออกจาก ตลาดหุ้นไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงดอกเบี้ย เริ่มเข้าสู่ขาขึ้น ปีนี้จึงคาดว่านักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มขายสุทธิที่ 50,000 ล้านบาท
นายสุพรรณ เศษธะพานิช ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูไนเต็ด จำกัด ฉายภาพการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นยังเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากปี 52 อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 4-6% ถือว่าสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้หรือฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ของประเทศญี่ปุ่น แต่ยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยกดดันจากการเมือง ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาในรูปการยุบสภา เปลี่ยนผู้นำรัฐบาล หรือปฏิวัติที่เป็นข่าวลือในขณะนี้ ก็ล้วนแต่สร้างความเสียหายอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยซึมลึกระยะหนึ่ง และยังมีปัญหามาบตาพุดยืดเยื้ออีก
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








February 8th, 2010 at 8:01 pm
RT @WiseKnow: วิเคราะห์ดีกรีตลาดหุ้น จะ “แดง” ตามม็อบเสื้อแดงแค่ไหน !!! http://bit.ly/95i9nR