Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น (Shareholder Activism) ในอเมริกาและเอเชีย (จบ)



Donate

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นในอเมริกาว่า แบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักด้วยกัน เรียกสั้น ๆ ได้ว่า “แนวธรรมาภิบาล” กับ “แนวสังคม” ผู้ถือหุ้นที่เคลื่อนไหวแนวแรกมุ่ง “รีด” มูลค่าของบริษัทที่มีศักยภาพแต่ถูกคณะกรรมการหรือผู้บริหารทำลายหรือถ่ายโอนสู่มือตัวเองหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ (พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ธรรมาภิบาลแย่นั่นเอง) ส่วนผู้ถือหุ้นที่เคลื่อนไหวในแนวหลังมุ่งผลักดันให้บริษัทผนวกประเด็นด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจในทางที่ยั่งยืนกว่าเดิม ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวแนวสังคมมักเป็นกองทุนที่ “รับผิดชอบต่อสังคม” (Socially Responsible Investment : SRI funds) กองทุนที่ “ลงทุนอย่างมีศีลธรรม” (ethical funds) และองค์กรทางศาสนาต่าง ๆ

ความสำเร็จของผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวแนวสังคม โดยเฉพาะกองทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมในบทบาทผู้ถือหุ้นนั้นมีจำนวนมากและมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ดังนั้นผู้เขียนจึงจะรวบรวมไปสรุปในตอนต่อไป วันนี้ลองมาดูบทบาทของผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวแนวธรรมาภิบาลในเอเชียกันก่อนว่าเหมือนหรือแตกต่างจากอเมริกาอย่างไรบ้าง

เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น คือ 3 ประเทศที่วงการการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นคึกคักเป็นอันดับต้น ๆ ในเอเชีย องค์กรชั้นแนวหน้าที่รณรงค์เรื่องนี้ในประเทศทั้ง 3 ส่วนใหญ่เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรเหมือนกับในอเมริกา แต่ความแตกต่างที่น่าสนใจ คือ องค์กรอเมริกันอย่างเช่น Corporate Library, Shareholder Action Network, และ Investor Responsibility Research Center (IRRC) ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ข้อมูล” และช่วยประสานงานให้กับผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวซึ่งก็มักจะเป็นนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่เป็นสมาชิก แต่องค์กรด้านนี้ในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่นมีบทบาททางตรงโดยเข้าไปถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ เอง ใช้สิทธิเสนอวาระและออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวบรวมรายชื่อโจทก์และฟ้องกรรมการหรือผู้บริหารเมื่อเกิดกรณีทุจริต

ในแง่นี้องค์กรเหล่านี้จึงมีลักษณะเป็น “องค์กรพัฒนาเอกชน” (เอ็นจีโอ) ในความหมายที่คนไทยทั่วไปเข้าใจ คือ เคลื่อนไหวตามเป้าหมายด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อม แต่เมืองไทยยังไม่มีเอ็นจีโอที่ขับเคลื่อนประเด็นด้านธรรมาภิบาลธุรกิจแบบนี้

งานวิจัยวงการนี้หลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า ความเข้มข้นและแข็งขันของเอ็นจีโอในตลาดหุ้นหลายประเทศเป็นผลพวงของการที่รัฐหละหลวม อ่อนแอ หรือถูกเอกชนครอบงำ จนทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะสุญญากาศของระบบกำกับดูแลทำให้เอ็นจีโอก้าวเข้ามามีบทบาทแทน จนกลายเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายธุรกิจที่สำคัญที่สุดในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น

ในเกาหลีใต้เอ็นจีโอนาม Peoples” Solidarity for Participatory Democracy (แนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม - PSPD) เป็นเอ็นจีโอที่มีอิทธิพลสูงสุดในประเทศ ประสบความสำเร็จสูงมากจนสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจเกาหลีใต้ทั้งระบบเติบโตตั้งแต่ปีที่ก่อตั้ง คือ 1994 สมาชิกแรกเริ่ม 200 คน จนปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 12,000 คน รายได้ขององค์กรร้อยละ 80 มาจากค่าสมาชิก

กลุ่ม Participatory Economic Committee (คณะกรรมการการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ) ภายใต้ PSPD ริเริ่มแคมเปญเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อยในปี 1997 เพื่อผลักดันการปรับปรุงธรรมาภิบาลและฟ้องตระกูลเจ้าของหรือผู้บริหารแชโบล (หมายถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับนักการเมือง) โดยเข้าไปซื้อหุ้นและใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่ ลงมติผ่านนโยบายปฏิรูปธรรมาภิบาล (เช่น จำกัดค่าตอบแทนผู้บริหาร เพิ่มจำนวนกรรมการอิสระ แก้ไขข้อบังคับในทางที่คุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่าเดิม) ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแชโบลหลายแห่ง รวมทั้ง เอสเคเทเลคอม ฮุนได และแดวู

PSPD มีผลงานที่เป็นรูปธรรมมากมายหลายสิบกรณี ตั้งแต่การชักชวนให้นักลงทุนสถาบันอื่น ๆ (โดยเฉพาะกองทุนต่างชาติ) มาร่วมเคลื่อนไหวด้วย ฟ้องศาลเพื่อขอยกเลิกมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบมาพากล ไปจนถึงการฟ้องกรรมการหรือผู้บริหารในกรณีทุจริต นอกจากนี้ PSPD ยังมีบทบาทนำในการผลักดันให้สภาออกกฎหมายดำเนินคดีแบบรวมกลุ่ม (Class Action ซึ่งเมืองไทยยังไม่มี) และแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและเพิ่มอำนาจให้กับผู้ถือหุ้น

ผลงานของ PSPD ที่โด่งดังที่สุด คือ การเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น 61 ราย ฟ้องอดีตกรรมการธนาคารโคเรีย เฟิรสต์ ในข้อหารับสินบนแลกกับการปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังจะล้ม คดีนี้เป็นคดีแรกในเกาหลีใต้ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยรวมตัวกันฟ้องเรียกค่าเสียหายจากอดีตกรรมการแทนบริษัท (ในคดีที่ผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัท (Derivative Suite) ค่าเสียหายใด ๆ ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้จะต้องกลับคืนสู่บริษัทไม่ใช่โจทก์ผู้ฟ้อง แปลว่าผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทจะได้ประโยชน์ถ้าโจทก์ชนะคดี) ในปี 1998 ศาลตัดสินให้จำเลยในคดีนี้จ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 40,000 ล้านวอน (ประมาณ 1,400 ล้านบาท)

ความสำเร็จอีกกรณีหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานมาก คือ ในปี 2001 PSPD เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น 22 ราย ฟ้องผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ 9 ราย ศาลตัดสินว่ากรรมการ “ไม่ได้ใช้วิจารณญาณทางธุรกิจอย่างรัดกุมเพียงพอ” ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทคู่แข่ง ทั้งยังตัดสินลงโทษประธานกรรมการบริษัทในข้อหาติดสินบนนักการเมืองด้วย

คดีเหล่านี้ทำให้กรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในเกาหลีใต้ตระหนักอย่างแท้จริงว่า “หน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น” (Fiduciary Duty) นั้นหมายความว่าอะไร และได้รับรู้ว่าแม้แต่ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของแชโบลที่ทรงอิทธิพลที่สุดก็ไม่อาจหลบพ้นความรับผิดทางกฎหมายต่อผู้ถือหุ้น ความสำเร็จของ PSPD เหล่านี้ส่งผลให้ผู้บริหารและกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำงานด้วยความรับผิดชอบและยึดมั่นในจรรยาบรรณมากกว่าเดิม เป็นการยกระดับธรรมาภิบาลที่ยั่งยืนและแท้จริงกว่าการมอบรางวัล “บริษัทธรรมาภิบาลดีเด่น” ประจำปี

ในไต้หวันองค์กรชื่อ Securities and Futures Institute (SFI) ก่อตั้งในรูปมูลนิธิโดยการสนับสนุนของรัฐบาลและภาคการเงินในปี 1984 ถือหุ้น 1,000 หุ้นในบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งในตลาดหุ้นไต้หวัน SFI มีบทบาท 2 ส่วนหลัก คือกิจกรรมบังคับใช้กฎหมาย และกิจกรรมที่ไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมาย กิจกรรมบังคับใช้กฎหมายก็เช่นเดียวกับ PSPD คือใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นรายอื่นได้ทันทีที่เกิดคดีความ โดยเฉพาะในคดีที่ดำเนินคดีแบบรวมกลุ่ม (Default Class Action) และคดีฟ้องแทนบริษัท (Derivative Suite)

กิจกรรมของ SFI นอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ทำวิจัยเกี่ยวกับธรรมาภิบาล จัดอันดับคุณภาพการรายงานข้อมูลและความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียนรายปี รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ถือหุ้น อบรมบุคลากรเกี่ยวกับธรรมาภิบาล ช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจและกฎหมายหลักทรัพย์ ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ทุนประเดิมของมูลนิธิมาจากเงินบริจาคของตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน บริษัทหลักทรัพย์ และธนาคารระหว่างปี 1984-87 ตามสัดส่วนส่วนแบ่งตลาดของแต่ละรายงอกเงยขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของตลาดหุ้นจนรองรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรายปีได้หมด การที่ SFI อุดหนุนค่าจ้างทนายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เวลามีคดีความ สะท้อนว่าสถาบันการเงินเหล่านี้ยินดีอุดหนุนต้นทุนของการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ในประเทศ

ตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา SFI ได้ฟ้องศาลเพื่อขอชดเชยกำไรที่บุคคลวงใน (เช่น กรรมการที่ใช้ข้อมูลภายในซื้อหรือขายหุ้น) ได้ประโยชน์โดยมิชอบไปแล้วกว่า 2,000 คดี เรียกค่าเสียหายรวมกันกว่า 8,700 ล้านเหรียญไต้หวัน (ประมาณ 8,700 ล้านบาท) ทั้งยังเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นกว่า 9,700 รายฟ้องบริษัทกว่า 24 แห่ง ในคดีฟ้องแบบรวมกลุ่ม เรียกค่าเสียหายรวมกันกว่า 4,700 ล้านเหรียญไต้หวัน (4,700 ล้านบาท) ผลงานที่โดดเด่นมากของ SFI คือการไล่ฟ้องบริษัทที่นักลงทุนเรียกกันว่า “บริษัทกับระเบิด” คือบริษัทจดทะเบียนที่กลุ่มผู้ก่อตั้งใช้พรรคพวกและนอมินีสร้างราคาหุ้นและยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์ของบริษัทออกไปสู่มือตัวเองในทศวรรษ 1990 ต่อเนื่องข้ามศตวรรษ ลดแรงจูงใจของ “เจ้ามือ” นักปั่นหุ้นในการทุจริต และช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของตลาดหุ้นที่เคยได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “สวรรค์ของนักปั่น” ตลาดหนึ่งในโลก

ในญี่ปุ่นผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวที่มีบทบาทสูงที่สุดในประเทศและโดดเด่นชนิดที่ไม่มีใครทาบติด คือกลุ่มทนายและนักวิชาการนักเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า “ผู้ถือหุ้นผู้ตรวจการ” (Kabunushi Ombudsman) ก่อตั้งปี 1996 มีเป้าหมายที่จะ “ปฏิรูปวิถีปฏิบัติของผู้บริหารญี่ปุ่นให้คำนึงถึงมุมมองของผู้ถือหุ้นรายย่อยและพลเมือง” โดยใช้เครื่องมือและช่องทางตามกฎหมาย

ระหว่างปี 1996-2001 กลุ่มผู้ถือหุ้นผู้ตรวจการฟ้องกรรมการบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่ง อาทิ โนมูระ ทาคาชิมาระ ธนาคารไดอิชิ-กังโย อายิโนะโมะโต๊ะ และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เรียกร้องค่าเสียหายแทนบริษัท ถึงแม้ว่าในคดีเหล่านี้จะไม่มีแม้แต่คดีเดียวที่ศาลตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะ พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการตกลงยอมความกับคู่กรณีหลายคดี เช่น กรรมการบริษัทซูมิโตโมยอมจ่าย 430 ล้านเยน (ประมาณ 160 ล้านบาท) คืนให้กับบริษัท ในคดีทำบริษัทขาดทุนจากการค้าทองแดงที่ผู้ถือหุ้นไม่เคยอนุมัติ, กรรมการบริษัทโกเบ สตีล ยอมจ่าย 310 ล้านเยน (115 ล้านบาท) ชดเชยเงินที่จ่ายแก๊งต้มตุ๋น และกรรมการแจแปนแอร์ไลนส์ก็ยอมความในข้อหาล้มเหลวในการจ้างผู้พิการเป็นพนักงานตามสัดส่วนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ยอมความเหล่านี้ไม่ได้มีแต่การจ่ายค่าชดเชยจากกรรมการกลับคืนสู่บริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อตกลงของบริษัทเองที่จะก่อตั้งกลไกที่จะป้องกันไม่ให้พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำสอง และในหลายกรณี ศาลเองก็เขียนในบันทึกการยอมความซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะอย่างชัดเจนว่า ศาลพบว่าจำเลยได้ทุจริตต่อหน้าที่ข้อไหนอย่างไรบ้าง แปลว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นถึงแม้จะไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย (คือคำพิพากษาว่าผิด) แต่ก็ใกล้เคียงพอที่จะเรียกได้ว่าเป็น “ชัยชนะ” ที่น่าภูมิใจของกลุ่มผู้ถือหุ้นผู้ตรวจการ แถมเป็นชัยชนะที่ยั่งยืนในแง่ของการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับธรรมาภิบาลในญี่ปุ่นด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทย บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มดีแต่ธรรมาภิบาลแย่นั้นมีอยู่ไม่น้อยเลย อย่างเช่น บมจ.การบินไทย ที่มีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความประพฤติมิชอบของกรรมการออกมาอยู่เนือง ๆ องค์กรแบบนี้เป็นเป้าหมายอันดีที่น่าจะส่งผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวเข้าไปจัดการ

ในเมื่อองค์กรที่เป็นตัวแทนนักลงทุนรายย่อยในไทยคือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยนั้น ยังมีทุนทรัพย์น้อยและไม่เคลื่อนไหวเชิงรุกอย่างในต่างประเทศ ผู้เขียนคิดว่านักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่อย่างเช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม น่าจะทบทวนนโยบายการเป็นตัวแทนผู้ถือหน่วยลงทุน ทำตัวเป็นผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวดูบ้าง เพื่อปรับปรุงธรรมาภิบาลให้ “กินได้” และบุกเบิกวงการสำคัญที่เราควรจะมีกันเสียที

คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ
โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.com






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

1 comment to การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น (Shareholder Activism) ในอเมริกาและเอเชีย (จบ)

  1. เพชรบูรณ์ดอทคอม
    February 8th, 2010 at 9:11 pm

    การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น (Shareholder Activism) ในอเมริกาและเอเชีย (จบ) http://bit.ly/dDlHKU

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>