Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

T-ARA เธอน่าจะอยู่บนฟ้าดีกว่าไหม?

       ขณะที่ “เกิร์ล เจเนอเรชั่น” บรรลุถึงวันที่โลกดนตรีให้การยอมรับไปแล้ว เฉกเช่นเดียวกับ 5 สาวแห่ง “วันเดอร์เกิร์ล” ที่ฮิตถล่มทลายไปทั่วโลก วงดนตรีของสาวๆ อย่าง T-ARA อาจจะได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใกล้ๆ เคียงๆ กับวงศิลปินหญิงสาวอีก 2-3 วง อย่าง 2NE1 (To Anyone) วง 4 Minutes หรือวง Kara แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของวงการดนตรีเกาหลีตอนนี้นั้น “คลื่นลูกไหน” กำลังพัดเร่งแรงขึ้นมาทุกขณะ
       
       แน่นอนล่ะ เราคงไม่อาจจะไปพูดแทนชาวโลกทั้งหมดได้ว่า T-ARA (ทีอาร่า) คือป๊อปไอคอนตัวใหม่ของดนตรีแดนโสม แต่ถ้าจะพูดกันแบบถ่อมตัวที่สุด พวกเธอทั้งหกนี่แหละที่กำลังจะกลายเป็น “ขวัญใจ” คนใหม่ซึ่งมีคนกำลังเสิร์ชหาชื่อและผลงานรวมไปจนถึงรูปภาพและเอ็มวีของพวกเธอเยอะขึ้นทุกที

       ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาของพวกเธอทีอาร่าที่น่าจะอยู่บนสวรรค์ในฐานะ “นางฟ้า” มากกว่าจะมาเดินย่างอยู่บนพื้นปฐพี ทีอาร่า ประกอบด้วยสมาชิกหญิงสาว 6 ชีวิต สิงสถิตตัวเองอยู่ในสังกัด Core Content Media (อาจไม่ดังเท่ากับค่าย SM Entertainment แต่ก็เก๋าพอตัว) แม้เบอร์กระดูกจะยังไม่ใหญ่เท่ากับสาวๆ หลายวง แต่ทีอาร่าก็พาเพลงของพวกเธอปีนขึ้นสู่กระแสความนิยมของคนฟังเพลงป๊อปได้เรื่อยๆ
       
       เพราะถ้าไม่นับรวมการขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน “Music Bank K-Chart” ประจำวันที่ 1 และ 8 เดือนมกราคมติดต่อกัน 2 สัปดาห์ และคว้าตำแหน่ง “Ingygayo Mutizen Song” 3 สัปดาห์ซ้อนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา…สิ่งที่ทำให้คนฟังเริ่มกล่าวขวัญถึงทีอาร่ามากที่สุด ณ ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นเพลงอย่าง Bo Peep Bo Peep” (โบปี๊บ โบปี๊บ)

       Bo Peep Bo Peep เป็นเพลงในลายทางป๊อปแดนซ์ที่มาพร้อมกับเนื้อหาสนุกๆ จังหวะสนุกๆ ฟังแล้วอยากขยับแข้งขยับขาออกมาเต้น และเป็นเพลงที่เริ่มได้รับการเปิดบ่อยขึ้นในสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนของวัยรุ่น หรือถ้าจะว่าไป ความสนุกของเพลงก็อยู่ในขั้น “น้องๆ” Nobody But You ของวันเดอร์เกิร์ลโน่นเลย
       
       แต่ก็อีกนั่นแหละ ในวันเวลาที่กระแสเกาหลีฟีเวอร์เริ่มถูกตั้งคำถามในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องความเป็นตัวจริง การสร้างสรรค์และการลอกเลียนแบบกัน (หรือแม้แต่เรื่องศัลยกรรม) ก็คงต้องดูกันต่อไปว่า ทีอาร่าจะพาตัวเองไปยืนอยู่ ณ จุดไหนของถนนดนตรี จะแทรกตัวขึ้นไปฮอตฮิตเหมือนรุ่นพี่ๆ อย่างวันเดอร์เกิร์ล หรือเกิร์ล เจเนอเรชั่น ได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นคือคำตอบ…
       
       ***********
       
       ฮโยมิน
       หรือเธอจะเป็น “ทาทา ยัง” แดนโสม
       

       นอกเหนือไปจากงานเพลง ความฮือฮาของวงทีอาร่าส่วนหนึ่งนั้น ได้รับแรงผลักที่สำคัญจากหนึ่งสาวในวงอย่าง “ฮโยมิน” เธอเหมือนนักปฏิวัติผู้บุกเบิกชื่อเสียงให้กับวงทันทีที่ “ลุคใหม่” ของเธอเผยตัวในเอ็มวีเพลง Crazy because of You ที่เล่นเอาหนุ่มซี้ดปากไปตามๆ กัน เพราะนอกจากกางเกงที่เปิดเผยท่อนขาอันยาวเรียวและดูเปรี้ยวเข็ดฟัน ท่านั่งแบบเปิดรับลมเต็มที่ ก็ดู “แรง” ไม่แพ้กัน
       
       ที่ผ่านๆ มา ทีอาร่าเป็นวงหญิงสาวที่ดูเรียบร้อย แต่การลุกขึ้นมา “ปฏิวัติตัวเอง” ครั้งนี้ของหญิงสาวเจ้าของฉายา “สาวขาสวย” อย่าง ฮโยมิน ก็เท่ากับเป็นการปฏิวัติให้กับวงโดยรวมด้วย เพราะเธอนี่แหละที่กลายมาเป็นตัวจุดกระแสอันหนึ่งซึ่งทำให้คนอยากรู้จักทีอาร่ามากยิ่งขึ้น
       
       เหมือนๆ จะบอกว่า เรียบร้อยขายไม่ได้ แต่ถ้า “เซ็กซ์” เมื่อไหร่ ยอดขายจะพุ่งทันที ก็ดูอย่าง “ทาทา ยัง” บ้านเรานั่นไง ฉีกลุค “สาวน้อยมหัศจรรย์” เป็น “สาวมั่นเอ็กซ์อึ๋ม” ปุ๊บ ดังไกลไปทั่วโลกทันตาเห็น

 

YouTube Preview Image
คลิปวิดีโอ MV T-ara – I Go Crazy Because of You (때문에 미쳐) [HD]
 

[...]

คุมกำเนิดฉุกเฉิน… ความฮิตบนความเสี่ยง

การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินกำลังฮิตกันโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น นั่นเพราะว่านอกจากจะราคาถูกแค่กล่องละ 35-45 บาท หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป

แต่ก็มีเสียงเตือนดัง ๆ ว่า ไม่ควรใช้กันพร่ำเพรื่อเพราะใช่ว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ได้ 100% แถมยังมีความเสี่ยงต่อโรคอื่นด้วย

แพทย์หญิงสุนี ไมตรีสถิต สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ข้อมูลว่า ปกติการใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจะเป็นโปรเจสเตอโรน โดยฮอร์โมนของโปรเจสเตอโรนทำให้เกิดมูกที่ปากมดลูก โดยทำให้อสุจิทะลุทะลวงผ่านปากมดลูกได้ยาก ทำให้โพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัว ทำให้การโบกพัดของขนอ่อนตรงบริเวณปีกมดลูกมีการโบกพัดที่ไม่ดี และ ยังทำให้การตกของไข่ล่าช้า หลักการกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน คือ หลังจากมีเพศสัมพันธ์จะต้องกินภายใน 72 ชั่วโมง กิน 1 เม็ด อีก 12 ชั่วโมง กิน 1 เม็ด

แต่ใช่ว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% อาจจะป้องกันได้ราว 75% แถมมีโอกาสทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

นั่นเพราะว่าการที่ไข่กับอสุจิมาเจอกันที่ตรงปีกมดลูกส่วนปลาย จะปฏิสนธิกัน 2 วัน พอวันที่ 3 วันที่ 4 จะลอยมาที่โพรงมดลูก วันที่ 5 จะมีการฝังตัว แต่ถ้าเกิดการ โบกพัดของขนอ่อนไม่ดี วันที่ 3 วันที่ 4 แทนที่จะไปฝังตัวในโพรงมดลูก มันจะไปฝังตัวในปีกมดลูกแทน ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

แพทย์หญิงสุนียอมรับว่า แม้เราจะไม่สนับสนุนแต่ได้รับความนิยมสูงมาก เด็กวัยรุ่นสามารถไปซื้อยาคุมแบบฉุกเฉินเพราะสะดวกไปซื้อตามร้านขายยาได้

จริง ๆ แล้วการสวมถุงยางอนามัยหากใช้อย่างถูกวิธีจะสามารถคุมกำเนิดได้ดีกว่า และยังสามารถป้องกันโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์พวกหนองในและเชื้อเอชไอวีได้ แต่ยาเม็ดคุมกำเนิดป้องกันไม่ได้

แล้วการกินยาคุมถ้าหากป้องกันพลาดแล้วเกิดตั้งครรภ์นอกมดลูกขึ้นมา อาจจะต้องถูกผ่าตัดปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าวันหนึ่งที่เกิดแต่งงานแล้วอยากมีลูกขึ้นมาก็ลำบาก

แพทย์หญิงสุนีชี้ว่า หากกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่เป็นฮอร์โมนผสมแบบปกติน่าจะมีประโยชน์มากกว่า

เพราะนอกเหนือจากการคุมกำเนิดแล้วยังทำให้ประจำเดือนมาปกติ ลดการเสียเลือดจากการที่มีประจำเดือนมามาก ป้องกันเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ลดอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งโพรงมดลูก ลดอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่ เพราะไม่มีการตกไข่ ลดอุบัติการณ์ของผนังเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ และยังช่วยรักษาช็อกโกแลตซีสที่รังไข่ด้วย

ฉะนั้น ก่อนจะใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินควรฉุกคิดให้รอบ ๆ ด้านด้วย

[...]

หมาป่า หมาจิ้งจอก หรือยีราฟ

ตอนที่อเมริกาเขากำลังตื่นตัวที่จะใช้ “หูยีราฟ” เลี้ยงลูก…?!? ฟังดูแล้วอาจจะงง ๆ ว่า “หูยีราฟ” จะเลี้ยงลูกได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแต่เป็นความจริงเชิงเปรียบเทียบทางจิตวิทยาที่กำลังได้รับความสนใจอย่างสูงในอเมริกา

เขาเปรียบเทียบ “หู” หรือ “การรับฟัง” ของคนเราเป็นสัตว์ 3 ประเภทนั่นคือ หมาป่า หมาจิ้งจอก และยีราฟ

“หูหมาป่า” หรือเรียกได้อีกอย่างว่า “หูหาเรื่อง” การฟังด้วยหูหาเรื่อง เรียกว่า ฟังเรื่องอะไรก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับตัวเอง และก็มักจะเป็นเรื่องที่ฟังแล้วได้เรื่องเสียทุกที หูแบบนี้เราอาจจะใช้ตอนไม่รู้ตัว ซึ่งมีทั้งใช้กับตัวเองและกับคนรอบข้างด้วย

“หูหมาจิ้งจอก” หูแบบนี้เป็นหูแบบที่มี “จิตระแวง” จะฟังจะพูดก็จะไม่สื่อออกมาตรง ๆ เรียกว่าเป็นหูเจ้าเล่ห์ และด้วยความระแวงหูประเภทนี้อาจจะทำให้เกิดเรื่องอื่น ๆ ตามมาก็เป็นได้

ส่วน “หูยีราฟ” นี่เป็นหูในฝันของทุกคน เพราะเขาใช้ ข้อลักษณะเด่นของยีราฟมาเป็นตัวเปรียบเทียบ ยีราฟเป็นสัตว์ที่น้ำหนักหัวใจมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำหนักของร่างกาย และยังมีน้ำหนักของหัวใจเมื่อเทียบกับน้ำหนักร่างกายแล้วมากที่สุด และยังเป็นสัตว์ที่คอยาว สูง สามารถมองได้รอบทิศ มองได้ไกล จึงเปรียบได้ว่า การใช้หูยีราฟนั้นจะต้องฟังด้วยใจที่เปิดกว้างและหนักแน่น

และการใช้หูยีราฟนี่แหละที่จะช่วยทำลายกำแพงใจที่ก่อขึ้นได้

มาร์แชล รีเซ็นเบิร์ก ศิษย์เอกของคาวาเจอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันกล่าวว่า การใช้หูยีราฟให้ได้ผลต้อง “ฟัง” การเรียกร้องที่ลูกบอกมา ไม่ควรใช้การทำให้เพื่อ “ตัดรำคาญ” แต่ควรจะมองให้รู้ซึ้งถึงความต้องการจริง ๆ ว่าลูกต้องการอะไร

ตัวอย่างเช่น ลูกร้องงอแง พ่อแม่ซื้อเกม ขนม หรือของเล่นให้ ซึ่งการร้องงอแงของลูกนั้นอาจจะเป็นการเรียกร้องให้หันมาสนใจเขามากขึ้น

หรือการใช้เวลาทำการบ้านนาน ๆ หรือสอบตกวิชาใดวิชาหนึ่ง พ่อแม่มักคิดว่า ลูกขี้เกียจ ไม่ฉลาด ไม่เอาไหน แต่จริง ๆ แล้วลูกอาจกำลังมีปัญหา หรือ ความบกพร่องบางอย่างอยู่ก็ได้ ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายบริการ จิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวบำบัด และการประเมินค่าทางจิตวิทยาทางการศึกษา โรงพยาบาลมนารมย์กล่าวว่า การเลี้ยงดูเด็ก ๆ ในปัจจุบันมักใช้วิธีการที่ไม่ค่อยถูกต้อง เพราะนอกจากจะไม่มีเวลาดูแลแล้วยังขาดการสื่อสารที่ดี ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งครอบครัวและโรงเรียนให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อรู้ถึงความถนัด ความชอบ ไม่ชอบอะไร หรือมีความบกพร่องทางด้านไหน ก็จะได้หาวิธีการและรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กเพื่อเป็นการปลุกพัฒนาการการเรียนรู้ให้เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เทคนิคการดูแลและแก้ปัญหาเหล่านี้ยังมีเรื่องราวอีกมาก สามารถเข้ารับฟังการบรรยายในหัวข้อ “หนูมีปัญหาการเรียนรู้…พ่อแม่และครูจะช่วยได้อย่างไร” ได้ “ฟรี” ที่โรงพยาบาลมนารมย์ ในวันที่ 13 มีนาคมนี้ ตั้งแต่ 08.30-12.30 น.

ความรู้นี้ไม่เพียงแต่จะใช้เพื่อการดูแลเลี้ยงลูก แต่ยังเป็นความรู้ที่ทุกคนนำมาปรับใช้ได้ในชีวิต ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไรก็ตาม

[...]

อยู่ก่อนแต่ง จริงหรือ…การันตีความรัก ?

บางคนเคยบอกว่า การได้อยู่กินกันก่อนแต่งงานจะทำให้เข้าใจการดำเนินชีวิตคู่และจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับคู่ที่เพิ่งมาอยู่ด้วยกันหลังจากที่แต่งงานกันแล้ว

แต่…ทฤษฎีนี้อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่การันตีความรักอีกต่อไป เพราะจากผลวิจัยล่าสุดพบว่า คู่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันก่อนแต่งงาน และคู่รักที่ไม่เคยลองอยู่ด้วยกัน มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตคู่ได้เท่า ๆ กัน

ยูเอสเอ ทูเดย์ ระบุถึงผลการศึกษาล่าสุดของศูนย์สถิติด้านสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ ที่อิงข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 12,571 คน โดยเป็นผู้หญิงและผู้ชายตั้งแต่อายุ 15-44 ปี เมื่อปี 2545 พบว่า คู่แต่งงานที่อยู่กันมานาน 10 ปี หรือมากกว่านั้น ราว 60% ของผู้หญิง และ 62% ของผู้ชาย เคยอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง และในจำนวนนี้ผู้หญิง 61% และผู้ชาย 63% จะเลือกที่จะอยู่กินกับคนที่ตัวเองแต่งงานด้วย

ขณะเดียวกันก็มีอีก 66% ของผู้หญิง และ 69% ของผู้ชายที่ไม่เคยอยู่ด้วยกันก่อนที่จะแต่งงานมาก่อน

พอล อมาโต นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สเตต กล่าวว่า ข้อมูลที่พบอาจสะท้อนได้ว่า การอยู่กินกันก่อนแต่งงานกำลังส่งผลกับการดำเนินชีวิตคู่ได้น้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ การอยู่กินกันก่อนแต่งก็อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ

จากข้อมูลพบว่า คนที่ตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันหลังจากมีแผนจะแต่งงานหรือหมั้นกันแล้วมีโอกาสที่จะหย่าร้างเท่า ๆ กับคู่ที่ไม่เคยอยู่กินกันก่อนแต่งงาน เช่นเดียวกับคู่รักที่อยู่ด้วยกันก่อนที่จะตกลงร่วมหัวจมท้ายกันอย่างชัดเจนก็มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะหย่าร้างในภายหลัง

ผู้ชายที่หมั้นก่อนที่จะย้ายเข้าไปอยู่กับว่าที่ภรรยามีอัตราที่จะประคองชีวิตรักไปได้อย่างน้อย 10 ปี ได้พอ ๆ กับผู้ชายที่ไม่เคยอยู่กินกับแฟนมาก่อน โดยอัตราของผู้ชายที่หมั้นแล้วกับผู้ชายที่ไม่เคยอยู่กินกับว่าที่เจ้าสาวอยู่ที่ 71% ต่อ 69%

เช่นเดียวกับในกลุ่มผู้หญิง สาว ๆ ที่หมั้นก่อนอยู่ มีโอกาสที่จะประคับประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวถึง 10 ปี ใกล้เคียงกับสาว ๆ ที่ไม่เคยลองใช้ชีวิตร่วมกับว่าที่เจ้าบ่าว โดยอัตราความสำเร็จของสาว 2 กลุ่มนี้อยู่ที่ 65% ต่อ 66%

โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการเลือกที่จะอยู่ด้วยกันก่อนแต่งของสาว ๆ ในวัย 30 ปลาย ๆ จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 30% เป็น 61% และราวครึ่งหนึ่งของคู่รักที่อยู่กินด้วยกันก่อนมีโอกาสที่จะได้แต่งงานกันภายใน 3 ปี

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบด้วยว่า การอยู่กินกันก่อนแต่งในกลุ่มผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวมีอัตราเพิ่มขึ้นและกลายเป็นที่นิยม ซึ่งความนิยมนี้มีส่วนทำให้อัตราการเกิดของเด็กในกลุ่มคู่รักที่ยังไม่แต่งงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

และยังพบอีกด้วยว่า เด็ก ๆ ที่เกิดจากพ่อแม่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงาน มีความเสี่ยงที่จะพบกับการหย่าร้างมากกว่า เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่แต่งงานกันถึง 5 เท่า

สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของความสัมพันธ์ของคู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ไมก์ แมคมานัส ผู้ก่อตั้งกลุ่มแมริเอจ เซฟเวอร์ ที่ตั้งขึ้นด้วยมีเป้าหมายที่จะช่วยลดอัตราการหย่าร้าง บอกว่า นี่เป็นการค้นพบที่น่ากังวลยิ่ง เพราะหลายคนอาจคิดว่า การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาอะไร แต่เขาอาจจะลืมไปว่า จะมีสักกี่คู่ที่ประคองชีวิตแต่งงานให้ยืนยาวไปได้

การครองคู่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้ “อยู่ก่อนแต่ง” หรือจะ “แต่งก่อนอยู่” หากสิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีการที่จะทำให้หัวใจ 2 ดวง ยังคงเต้นอยู่ในจังหวะเดียวกันให้ได้ตลอดไป ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานสักแค่ไหน

นั่นแหละ คือ ศิลปะของการใช้ชีวิตคู่อย่างแท้จริง

[...]

Designers’ Room 2010 บันได “แบรนด์ไทย” สู่อินเตอร์

แม้ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 101,077 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2551 ประมาณ 12.6% ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของโลก ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศก็มี อาทิ ปัญหาแรงงาน ฯลฯ แต่โดยรวมเชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทย เพียงแต่ว่าผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยประเด็นสำคัญที่เป็นคีย์ในการแข่งขันให้ประสบความสำเร็จก็คือ ดีไซน์ และการสร้าง แบรนด์ ที่ต้องไปด้วยกัน

นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก กล่าวว่า “โครงการสร้างนักออกแบบแฟชั่นไทยสู่ตลาดโลก ครั้งที่ 9″ (Designers’ Room 2010) เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นอุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทยในปีนี้ให้คึกคัก และแสดงศักยภาพฝีมือนักออกแบบของไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนกลุ่มนักออกแบบแฟชั่นไทยให้ได้มีโอกาสนำเสนอสินค้า การผลิตและการออกแบบสินค้าในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้น

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ มีการผลิตและส่งออกในรูปแบบรับจ้างผลิต ซึ่งที่ผ่านมาก็จะเจอปัญหาแรงงานขาดแคลน ต้นทุนการผลิตสูง ลูกค้าหนีไปประเทศที่ต้นทุนแรงงานถูกกว่า ซึ่งผู้ประกอบการก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะ และปัจจุบันเรากำลังเจอปัญหาใหม่ หรืออีกมุมหนึ่งก็คือ โอกาสใหม่ นั่นคือการเปิดเสรีของอาเซียนผู้ประกอบการมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ ที่จะกลายมาเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า เพราะฉะนั้นทางออกหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวก็คือ การดีไซน์ที่ต้องทำพร้อมกับการสร้างแบรนด์ ซึ่ง Designers’ Room เป็นเครื่องมือหนึ่ง”

Designers’ Room คือ โครงการที่รับสมัครนักออกแบบอายุระหว่าง 22-38 ปี ในการส่งชิ้นงานเข้าประกวด โดยการรับสมัครแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม now จะต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง และมีร้านขายสินค้า หรือสถานที่จำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ไม่น้อยกว่า 2 ปี และกลุ่ม next จะต้องมี แบรนด์และมีร้านขายสินค้า หรือสถานที่จำหน่ายสินค้าภายใต้ แบรนด์ของตนเอง ไม่น้อยกว่า 4 ปี โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะมีโอกาสนำคอลเล็กชั่นใหม่ของแบรนด์มาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (BIFF & BIL 2010) ในวันที่ 1-4 เมษายน 2553 ณ ศูนย์แสดง สินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ผอ.สำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก กล่าวเพิ่มเติมว่า Designers’ Room 2010 ในปีนี้ เราจึงเน้นไปที่นักออกแบบที่มีตราสินค้าเป็นของตนเอง เพื่อจะได้ช่วยประชาสัมพันธ์ แบรนด์ที่เป็นฝีมือคนไทยให้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราคาดหวังว่าในปีนี้เราจะปรับการดำเนินการให้สามารถรองรับกลุ่มนักออกแบบ เป้าหมาย และเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีศักยภาพทั้งในด้านการออกแบบ และการตลาดให้สามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมที่เราจัดขึ้นได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนานักออกแบบกลุ่มนี้ให้มีศักยภาพ

ซึ่งในปีนี้เราตั้งเป้าผู้เข้าร่วมโครงการไว้ที่ 60 ราย อีกทั้งได้วางแผนเตรียมกิจกรรมการตลาดทั้งในต่างประเทศ และไปเปิดตลาดสินค้าแก่ประเทศต่าง ๆ อาทิ โรม และปารีส อีกด้วย

“หลังจากที่เราทำโครงการนี้ติดต่อกันมา 9 ปี เรายิ่งมั่นใจว่า ดีไซเนอร์มีส่วนสำคัญในการสร้างธุรกิจการ์เมนต์ไทยให้เติบโตแบบยั่งยืนได้ ซึ่งเวลานี้โรงงานใหญ่เข้าใจ และเริ่มที่จะมีดีไซเนอร์ของ ตัวเอง ส่วนรายเล็ก ๆ ที่ยังไม่พร้อม เราก็พยายามจับคู่ให้เพื่อสร้างโอกาสไปด้วยกัน หรือแม้แต่ดีไซเนอร์เอง เวลานี้ถ้ามีความสามารถแต่ไม่มีทุน ทางกรมก็มีแผนที่จะเจรจากับแบงก์เพื่อร่วมสนับสนุน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าของไทยเติบโตได้แบบยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ทุกๆ รูปแบบ ซึ่งดีไซเนอร์และแบรนด์คือคีย์สำคัญที่ต้องพยายามส่งเสริมและสร้างให้แข็งแรง” ผอ.เนตรปรียากล่าวตอนท้าย

[...]

รักแรก ทำอย่างไรให้รักตลอดไป

คอลัมน์กรณีศึกษาฉบับนี้ ดร.พัลลภา ปิติสันต์ ประธานสาขาการจัดการธุรกิจ (Business Management) จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะนำท่านมาร่วมค้นหาวิธีการสร้างประสบการณ์รักแรกพบ หรือ Love at first sight ในตัวสินค้าและบริการให้กลายมาเป็นลูกค้าในกลุ่มภักดิ์ดีตลอดไปไม่ใช่รักเร็วหน่ายเร็ว หรือวันนี้ประทับใจและชอบพอกับสินค้าและบริการของท่าน แต่อีกไม่กี่สัปดาห์เห็นของใหม่กว่าแล้วตีจากไป เพราะเงินทองและเวลาที่ผู้ประกอบการต้องเสียไปไม่ว่าจะเป็นการลงทุนให้สินค้าและบริการของท่านเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจ หรือเวลาจากการที่ต้องไปยืนขาแข็งออกงานแสดงสินค้างานแล้วงานเล่า

ดร.พัลลภาได้นำมุมมองของการทำการตลาดให้เปลี่ยนลูกค้าจากรักแรกพบเป็นรักแล้วรักเลย และอยู่ด้วยกันตลอดไปมาร่วมแบ่งปัน ดังนี้

ประการแรกคือ ความสม่ำเสมอ (consistency) หากลูกค้าชอบหรือประทับใจอะไรในสินค้าและบริการ ลูกค้าเองก็จะเกิดความคาดหวังในแต่ละครั้งที่เข้ามาในร้านหรือสินค้าของท่าน ดังนั้นความสม่ำเสมอในสิ่งที่ผู้ประกอบการหยิบยื่นให้ลูกค้าน่าจะนำมาใช้เป็นเสมือน KPI ในการวัดคุณภาพของสินค้าและบริการได้ด้วย แต่ว่าโจทย์ที่ยากคือ ผู้ประกอบการต้องอ่านให้ออกว่าลูกค้าชอบเราตรงไหน อะไรที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ บางครั้งลูกค้าเข้ามาครั้งแรกรู้สึกประทับใจอะไรบางอย่าง แต่อาจจะไม่ได้บอกออกมา

ดังนั้น ผู้ประกอบการจะแก้ปัญหานี้ได้โดยอยากรู้ต้องถาม การถามเป็นการวิจัยการตลาดแบบหนึ่งเพื่อให้คุณได้รู้ข้อมูลของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจเดินเข้ามาร้านกาแฟของเราเพราะเห็นป้ายว่า free internet แต่พอเข้ามาแล้วกลับหลงรักในบรรยากาศการตกแต่งของร้านที่ทำให้รู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นที่บ้าน ได้ข้อมูลอย่างนี้ท่านผู้ประกอบการจะได้ใช้จุดตรงนี้ไปเป็นจุดที่ทำให้เห็นบรรยากาศของร้านเป็นจุดดึงดูดลูกค้าไว้ได้เสมอ

ประการที่ 2 การสร้างสีสันและความแปลกใหม่ หากเปรียบเป็นรักแรกพบ อะไรก็ดูแปลกใหม่ น่าสนใจ น่าค้นหา แต่พอเวลาผ่านไป อะไรที่แปลกใหม่ก็ไม่ถือว่าแปลกอีกต่อไป ในการทำการตลาดผู้ประกอบการเองจำเป็นที่จะต้องรู้จักสร้างอะไรใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า เช่น ในกรณีร้านกาแฟนี้ ลูกค้ารักและประทับใจที่บรรยากาศจริง ๆ แต่หากมาที่ร้านบ่อย ๆ แล้วเจอแต่บรรยากาศเดิม ๆ สิ่งที่เคยประทับใจก็จะเริ่มลดลง

ดังนั้น ผู้ประกอบการอาจลองใช้เอาแนวคิดแบบ rejuvenate มาใช้ คือ ปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ บ้าง ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแปลกใหม่ เช่น การจัดวางสินค้าใหม่ จัดโต๊ะใหม่ บางครั้งอาจจำเป็นมากไปถึงเรื่องของการเปลี่ยน รูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ทันสมัยขึ้น ดูอินเทรนด์มากขึ้น อย่างร้านกาแฟลองเปลี่ยนมุมเก้าอี้ที่เคยจัด เปลี่ยนต้นไม้ที่ใส่ในร้านจัดมุมแสดงภาพถ่ายแล้วเปลี่ยนภาพถ่ายไปเรื่อย ๆ ทำให้บางทีลูกค้าต้องการไปร้านกาแฟเพราะอยากไปดูรูปถ่ายแล้วได้กินกาแฟเป็นผลพลอยได้ก็อาจจะเป็นได้

ดร.พัลลภาเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์และความคิดที่แปลกใหม่นั้นสร้างให้เกิดขึ้นได้โดยเริ่มจากการเปลี่ยนอะไรเล็ก ๆ น้อยก่อน น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี

ประการที่ 3 รู้จักและเข้าใจลูกค้า ทำอย่างไรจะรู้จักและเข้าใจลูกค้า ป?จจุบันนี้หลาย ๆ องค์กรมีการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำมาใช้ในการทำการตลาด ซึ่งมักเรียกกันเป็นภาษาทางวิชาการว่า customer relationship management (CRM) ซึ่งตรงนี้ ดร.พัลลภามองว่า การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้นี่บริษัทต้องรู้จักและเข้าใจลูกค้าก่อน ซึ่งในเมืองไทยร้านประเภทโชห่วยก็คือต้นแบบของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยที่รู้จักและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง เช่นลูกค้าเดินเข้ามารู้แล้วว่ามาซื้อน้ำปลาแน่นอน แถมหยิบให้ ถูกด้วยว่าเป็นยี่ห้ออะไร ตัวอย่างอื่น เช่น ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ที่พนักงานถามเลยว่า วันนี้พี่จะทานคาราเมล แมคคิอาโต้ เหมือนเดิมหรือเปล่า เป็นการที่จะรู้จักและเข้าใจลูกค้านั้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเริ่มจากการเก็บข้อมูลของลูกค้าและรู้จักที่จะนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญเลยคือ การนำข้อมูลนั้น ๆ มาตอบโจทย์ให้กับลูกค้าคนนั้น ๆ ก็เพราะต้องการให้คนคนนั้นรู้สึกเป็น someone ถึงแม้จะผ่านมาจาก Love at first light มาสู่รักแล้วรักเลยนั้น ใคร ๆ ก็ยังอยากเป็นคนพิเศษอยู่เสมอ

ซึ่ง ดร.พัลลภาหวังว่าแนวคิดนี้จะสามารถนำไปใช้แล้วทำให้คุณเป็น The only one ที่ลูกค้ารักแล้วรักเลย

คอลัมน์ กรณีศึกษา SMEs

[...]

ดิจิทเบรน แฟรนไชส์สแกนอัจฉริยภาพ

เทรนด์ของการเลี้ยงลูกแบบที่เข้มข้น มีมากขึ้นและเข้มข้นทุกวัน วิทยาศาสตร์เองตอบสนองกับการเลี้ยงลูกของนรุ่นใหม่ได้ดี ไม่ว่าจะเรื่องการเลี้ยงดูด้วยนม อาหารเช้าที่ เหมาะสม เรื่องของการเตรียมลูกให้เป็นเด็กฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง

การพัฒนาสมองด้วยโปรแกรมการคิดคำนวณเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมจากพ่อแม่รุ่นใหม่มากขึ้น

ล่าสุดกับเครื่องมือใหม่การศึกษาความสามารถของลูกจากลายมือ เพื่อดูความสามารถของสมองที่จะบ่งบอกถึงการเรียนรู้ ในด้านต่าง ๆ ได้

บริษัท ดิจิทเบรน (digitbrain) จำกัด เป็นผู้นำเข้าซอฟต์แวร์ตรวจสอบความสามารถของสมองจากลายนิ้วมือ หรือการประเมินอัจฉริยภาพและการเรียนรู้โดยกำเนิดจากใต‰หวัน และเตรียมที่จะขายแฟรนไชส์เต็มรูปแบบในเร็ว ๆ นี้

ฉัตรชัย เลิศวิริยะภากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทเบรน จำกัด บริษัทในเครือล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า โปรแกรมดังกล่าวเป็นโปรแกรมที่เชื่อมโยงกับผลวิจัยเกี่ยวกับความสามารถของสมองและเส้นลายมือที่มีความสัมพันธ์กัน นิ้วแต่ละนิ้วสามารถบ่งบอกความสามารถในการทำงานของสมองได้ ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองทราบว่าลูกของตนเองนั้นมีความสามารถในด้านไหนตั้งแต่เด็ก หรือความสามารถในด้านไหนที่ควรจะพัฒนาเพิ่มเติม และการสอนการอบรมที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

เราจะสังเกตว่ามีหลายคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีความถนัดทางด้านไหน แต่เมื่อโตขึ้นจึงพบความสามารถของตนเอง เช่น คนเชื่อว่าเรียนหมอเป็นอาชีพที่ดี แต่บังเอิญว่าเรามีความถนัดทางด้านการพูดก็จะทำให้วิชาที่เลือกเรียนกับความสามารถเป็นไปในคนละทาง

หรือบางคนอาจจะมีทักษะในการเรียนภาษาได้ดี แต่ในขณะที่อีกคนเรียนภาษาไม่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากลายนิ้วมือที่บ่งบอกว่า คนหนึ่งจดจำภาษาได้ดี ในขณะที่อีกคนเส้นลายมือบ่งบอกว่า สมองเป็นคนที่มีความคิด “แบบกลับ” หรือมองต่างมุม ทำให้การเรียนภาษาด้วยการอ่านไม่ประสบความสำเร็จ ในการสแกนลายมือยังสามารถระบุได้ว่า ผู้ที่มีความโดดเด่นทางด้าน “การคิดกลับ” นี้ควรจะไปเรียนสาขาวิชาอื่น ๆ แทน

“บางคนที่เรียนภาษาไม่ดีเพราะเขาคิดกลับ คือเขามองในมุมที่ต่างออกไปจากที่ครูสอน แต่เขามีความสามารถในการฟัง เราก็จะให้เขาเรียนรู้ด้วยการสอนเป็นเพลง หรือให้ฟังศัพท์แทนการอ่าน ก็จะช่วยพัฒนาทักษะในเรื่องภาษาได้” ฉัตรชัยกล่าว

สำหรับโปรแกรมเป็นซอฟต์แวร์การประเมินอัจฉริยภาพและการเรียนรู้โดยกำเนิดนี้ ในไต้หวันมีการทดลองใช้โปรแกรมนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ซึ่งผลที่ออกมา ฉัตรชัยบอกว่าค่อนข้างใกล้เคียงกับความเป็นจริงถึง 80 เปอร์เซ็นต์

สำหรับในไทย บริษัทล็อกซเล่ย์เตรียมที่จะขยายแฟรนไชส์ โดยในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการหางานวิจัยจากประเทศไทย มาต่อยอด และเตรียมที่จะบุกตามโรงเรียนอนุบาล สถานศึกษาต่าง ๆ

“ขณะนี้เราเปิดขายแฟรนไชส์แบบไม่เป็นทางการ เพราะอยู่ระหว่างการต่อยอดงานวิจัยในบ้านเรา สำหรับผู้ที่สนใจที่จะซื้อแฟรนไชส์ หรือเช่าโปรแกรมไป จะเสียค่าแฟรนไชส์คนละ 1 แสนบาท แฟรนไชซีสามารถที่จะสแกนลายนิ้วมือได้ 100 คน โดยค่าบริการคนละ 5,500 บาท ซึ่งจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 550,000 บาท และเมื่อครบสัญญา แฟรนไชซีสามารถขอใหม่ได้ โดยผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์จะต้องรับการอบรม 4 ขั้นตอน คือ การอ่านลายมือ การอ่านรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ และการให้คำปรึกษา ซึ่งผู้ที่อบรมจะต้องเป็นนักจิตวิทยาเด็ก หรือเป็นผู้ที่ทำงานกับเด็ก เพื่อให้คำแนะนำกับผู้ปกครองในการวางแผนการเรียนรู้”

โดยโปรแกรมการสแกนลายนิ้วมือจะสแกนทั้ง 10 นิ้ว จากนั้นจะประเมินผลโดยแยกการทำงานของสมองออกเป็น 5 ส่วน คือ “กลีบปีกส่วนหน้า” เกี่ยวกับความรู้สึก “กลีบปีก ส่วนหลัง” ความสามารถในการคิดไตร่ตรอง “กลีบกระหม่อม” ความสามารถด้านการสัมผัส “กลีบขมับ” ความสามารถด้าน การฟัง และ “กลีบท้ายทอย” ความสามารถด้านการมอง

สำหรับในเมืองไทยเองก็มีงานวิจัยของ ผศ.ดร.สมทรง ณ นคร จากภาควิชาชีววิทยา คณะนักวิจัยจากภาควิชาสถิติ และภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยแบบลายนิ้วมือเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแบบลายนิ้วมือชนิดต่าง ๆ โดยตีพิมพ์ในวารสารสำนักบริหารการวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 4 ฉบับวันที่ 3 ก.ค.-ก.ย. 2552 หน้า 35-39 ก็ปรากฏการวิจัยที่มีแนวโน้มว่าสัมพันธ์กัน ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวอยู่ในระหว่างการวิจัยต่อยอดเพื่อให้สามารถอ้างอิงได้จริง

นอกจากดิจิทเบรนแล้ว ยังมีเครือ ซี.พี.ที่นำรูปแบบการวิเคราะห์สมองเข้ามาด้วย โดยการก่อตั้งเป็น “ศูนย์วิเคราะห์ศักยภาพปัญญธารา (Panyatara Potential Analysis Centre-PPAC)” เมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา อัตราค่าบริการคนละ 7,000 บาท แบ่งการให้บริการออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร เด็ก และบุคคลทั่วไป

[...]

ผู้หญิงกับความเป็นผู้นำ ต้องพลิกฟื้นตัว-เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

การก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของ “ผู้หญิง” ได้รับการยอมรับมากแค่ไหนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจล่าสุดของเอคเซนเชอร์ ในหัวข้อ “เปิดมุมมองผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่มีต่อ “ผู้นำหญิงและความสามารถในการพลิกฟื้นตัว” (Women Leaders and Resilience : Perspectives from the C-Suite) ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของส่วนงานต่าง ๆ กว่า 500 คน ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEOs) ประธานด้านปฏิบัติการ (COOs) ประธานด้านการเงิน (CFOs) และประธานด้านทรัพยากรมนุษย์ (CHROs) ของบริษัทธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ใน 20 ประเทศในภูมิภาคยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ และละตินอเมริกา ซึ่งปีนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 แล้ว พบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ให้ความเชื่อมั่นว่า ศักยภาพในการพลิกฟื้นตัวและพร้อมปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส (resilience) คือ กุญแจสำคัญในการ เสริมสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของบรรดาผู้หญิง

เพราะในข้อซักถามที่ว่า ผู้หญิงหรือผู้ชายที่มีศักยภาพในการพลิกฟื้นตัวและรับมือจัดการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสมากกว่ากัน ผู้บริหารถึงร้อยละ 53 เชื่อว่า ผู้หญิงมีศักยภาพดังกล่าวมากกว่าผู้ชาย ขณะที่ผู้บริหารร้อยละ 51 คิดว่าผู้ชายมีศักยภาพดังกล่าวมากกว่าผู้หญิง

ด้วยเหตุผลนี้แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงตกต่ำแต่โครงการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานผู้หญิงของบริษัทเหล่านั้นจึงไม่ได้ลดลง โดยมีผู้ให้ความเห็นน้อยกว่าครึ่งหรือร้อยละ 48 ที่ชี้ว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงทำงานในองค์กรแต่อย่างใด

“นางสาวทิพรัตน์ วงศ์วัฒนะ” กรรมการอาวุโสกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ (products) บริษัทเอคเซนเชอร์ ประเทศไทย บอกว่า “เอเดรียน ลัจธา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอคเซนเชอร์ ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า ความสามารถในการฟื้นตัวเองให้คืนสู่สภาพปกติ ซึ่งเป็นการผสานระหว่างการปรับตัว ความยืดหยุ่น และความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ให้สำเร็จ อาจจะเป็นเกณฑ์ความก้าวหน้าในอาชีพ ขณะที่ปัจจุบันยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงและสภาพเศรษฐกิจไม่แน่นอน องค์กรที่มีความสามารถในการปรับตัวให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำได้จะมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่ามี ผู้บริหารเพียงจำนวนน้อยที่ล้มเลิกหลักสูตรเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้นำ กิจกรรมการให้คำปรึกษา หรือโครงการสนับสนุนความเป็นผู้นำเพียงเล็กน้อย (ประมาณร้อยละ 3) ขณะที่ผู้บริหารร้อยละ 18 ให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้เพิ่มเติมเนื้อหาของโครงการที่ว่าด้วยความเป็นผู้นำให้มีความเข้มข้นขึ้น ส่วนร้อยละ 22 ชี้ว่าบริษัทได้เพิ่มเติมในส่วนของการให้คำปรึกษา และร้อยละ 17 ได้ เพิ่มเติมเนื้อที่ในโครงการสนับสนุนความเป็นผู้นำเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจครั้งนี้ได้มีการสอบถามเพื่อขอให้ผู้บริหารชี้แจงว่า บริษัทที่ตนทำงานอยู่นั้นมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าในอาชีพการงานของผู้หญิง ซึ่ง 5 ใน 10 รายระบุว่า บริษัทได้จัดให้มีการให้คำปรึกษา ตลอดจนจัดให้มีโปรแกรมเพื่อการบริหารชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวให้เกิดสมดุลที่เหมาะสม คิดเป็นผู้บริหาร ร้อยละ 48 และ 46 ตามลำดับ

ขณะที่ร้อยละ 24 ของบริษัทที่สำรวจ มีการกำหนดแนวทางการสนับสนุนให้แก่ ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และร้อยละ 37 ของบริษัทเหล่านั้นสนับสนุนให้พนักงานหญิงได้รับการฝึกอบรมจากหน่วยงานภายนอกองค์กร

ที่มากกว่านั้น ผู้บริหารยังระบุอีกว่า ผู้ที่มีความอาวุโสจะมีความสามารถในการปรับตัวและดึงตัวเองให้กลับมาสู่สภาพปกติหลังจากประสบปัญหาที่สูงกว่า โดยร้อยละ 77 พบว่าผู้บริหารในตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสมักจะมีความสามารถในการพลิกฟื้นตัวให้กลับมาสู่สภาพปกติได้สูง ส่วนร้อยละ 55 ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าระดับผู้จัดการจะพลิกฟื้นตัวได้ในระดับปานกลาง และร้อยละ 36 ในตำแหน่งระดับต่ำกว่า ผู้จัดการจะมีการพลิกฟื้นตัวได้น้อย

เช่นเดียวกันกับทักษะของการจัดการในสถานการณ์คับขัน ความสามารถในการพลิกฟื้นตัวให้กลับมาสู่สภาพปกติเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้

ในเรื่องนี้ “เนลลี่ โบเรโร” ผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์และความหลากหลายของเอคเซนเชอร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า องค์กรชั้นนำจะสนับสนุนผู้หญิงที่มีความสามารถให้ได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย รวมถึงการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการเพิ่มบทบาทหน้าที่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพลิกฟื้นตัวและเพิ่มความเชื่อมั่นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่จะก้าวสู่ความสำเร็จในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในอนาคต

นั่นคือภาพรวมที่ได้จากการสำรวจ เมื่อหันมาดูข้อมูลในระดับภูมิภาคจะเห็นความแตกต่างของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยนางสาวทิพรัตน์บอกว่า ในการสำรวจระดับภูมิภาคมีการจัดอันดับพนักงานผู้หญิง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ที่เกิดในระหว่าง ปี 1946-1964 หรือรุ่นเบบี้บูม (baby boomers) ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1965-1978 หรือรุ่นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (generation X) และผู้ที่เกิดหลังปี 1979 หรือเจเนอเรชั่น วาย (generation Y)

ในเรื่องระดับความเชื่อมั่น จากผู้ร่วมตอบคำถาม 4 ใน 10 คน หรือร้อยละ 41 ในอเมริกาเหนือระบุว่า ในกลุ่มของเบบี้บูมจัดว่าเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูง ในขณะที่ในละตินอเมริการ้อยละ 45 ยุโรปร้อยละ 41 และเอเชีย-แปซิฟิกร้อยละ 36 ต่างก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า คนในรุ่น เจเนอเรชั่นเอ็กซ์มีความเชื่อมั่นสูง

สำหรับระดับความสามารถในการผลิต ผู้ร่วมตอบคำถาม 4 ใน 10 คนเช่นเดียวกัน หรือร้อยละ 41 ในอเมริกาเหนือจัดให้คนที่เกิดในยุคเบบี้บูมเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการผลิตในอันดับต้น ๆ ขณะที่ผู้บริหารร้อยละ 36 ในละตินอเมริกา ร้อยละ 41 ในยุโรป และร้อยละ 32 ในเอเชีย-แปซิฟิก จัดให้คนในเจเนอเรชั่นเอ็กซ์เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการผลิตในอันดับต้น ๆ

ความสามารถในการปรับตัว ผู้ร่วมตอบคำถามในทุกภูมิภาค สัดส่วนร้อยละ 33 ในอเมริกาเหนือ ร้อยละ 54 ในละตินอเมริกา ร้อยละ 41 ในยุโรป และร้อยละ 35 ในเอเชีย-แปซิฟิก พบว่ากลุ่มคนที่เกิดในยุค เจเนอเรชั่นวายจะเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง

นอกจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงในแต่ละภูมิภาคยังมีมุมมองที่แตกต่างกัน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่มีความ เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

โดยเรื่องของประสิทธิภาพ ผู้บริหารใน อเมริกาเหนือจะให้คะแนนในด้านความเชี่ยวชาญแก่ผู้หญิงร้อยละ 11 และร้อยละ 8 แก่ผู้ชาย ขณะที่ผู้บริหารในสัดส่วนที่มาก กว่าในภูมิภาคอื่น ๆ มีความเห็นว่า ผู้ชายมักจะมีความโดดเด่นในด้านนี้มากกว่าผู้หญิง โดยผู้บริหารในละตินอเมริกาให้ผู้หญิง ร้อยละ 7 ให้ผู้ชาย ร้อยละ 38 ในยุโรปให้ ผู้หญิง ร้อยละ 11 ให้ผู้ชาย ร้อยละ 19 และผู้บริหารในเอเชีย-แปซิฟิก ให้ผู้หญิงร้อยละ 11 ขณะที่ให้ผู้ชาย ร้อยละ 27

ด้านความเชื่อมั่น ผู้บริหารในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก มักจะเชื่อมโยงความเชื่อมั่นในการวางตัวของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยในอเมริกาเหนือเป็นผู้หญิง ร้อยละ 9 ผู้ชาย ร้อยละ 26 ยุโรปผู้หญิง ร้อยละ 9 ผู้ชาย ร้อยละ 39 เอเชีย-แปซิฟิกผู้หญิง ร้อยละ 16 ผู้ชาย ร้อยละ 28 ตามลำดับ ในทางตรงกันข้ามผู้บริหารในละตินอเมริกาจะให้ความเชื่อมั่นในผู้หญิงมากกว่า โดยร้อยละ 38 เป็นผู้หญิง และร้อยละ 14 เป็นผู้ชาย

ในเรื่องการทำงานเป็นทีมซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงานยุคปัจจุบัน ผู้บริหารในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก มักจะมอบหมายงานที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้คนในหลายระดับให้แก่ผู้หญิงมากกกว่าผู้ชาย โดยผู้บริหารในอเมริกาเหนือในสัดส่วนผู้หญิงต่อผู้ชายคิดเป็น ร้อยละ 22 ต่อ 7 ยุโรป ร้อยละ 27 ต่อ 13 และเอเชีย-แปซิฟิก ร้อยละ 27 ต่อ 15 ตามลำดับ ขณะที่ในละตินอเมริกา ร้อยละ 18 จะเป็นผู้หญิง และร้อยละ 34 เป็นผู้ชาย

จากผลสำรวจครั้งนี้จะเห็นว่า วันนี้ ผู้หญิงมีความสามารถในการทำงานเกือบทุกเรื่องเท่าเทียมกับผู้ชาย เรียกว่าสามารถทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายได้ทีเดียว

[...]

ต้องอดทนไปทำไม ?

“มันจำเป็นมั้ยพ่อ ที่เราต้องทำตามนายสั่งทุกอย่าง ถ้าสิ่งที่นายสั่งเราแน่ใจว่ามันไม่เวิร์ก ?”

คำถามที่รู้สึกจะกลั่นกรองมาอย่างดี แต่ในน้ำเสียงก็ปนเปื้อนความหงุดหงิดและความขุ่นข้องหมองใจอยู่ไม่น้อยของลูกชาย

“เรื่องมันเป็นอย่างไรล่ะ ?” ต้องตอบลูกด้วยคำถามเสียก่อน เพราะคิดว่าคำถามนี้มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่ เนื่องจากพอจะรู้ว่า เขารู้สึกจะไม่แฮปปี้กันสักเท่าไหร่ ระหว่างรักษาการนายกับลูกน้องคู่นี้ แถมมียุทธการสกัดดาวรุ่งคุกรุ่นอยู่ด้วย

“ก็เรื่องวิธีทำงานนั่นแหละพ่อ ผมเห็นด้วยและทำตลอดมาอย่างเห็นผล เรื่องที่พ่อบอกและให้แนวคิดตั้งแต่ทีแรก ที่ผมเล่าให้พ่อฟังว่า งานของผมคือเป็นตัวแทนของบริษัท รับผิดชอบยอดขายของดีลเลอร์ ตามที่เขามอบหมายให้ดูแล”

เคยบอกให้ลูกเข้าใจงานที่จะทำ ตามประสบการณ์ที่เคยทำมาก่อนในฟิลด์นี้ว่า ดีลเลอร์ก็คือพาร์ตเนอร์ของบริษัท เขาช่วยขายโปรดักต์ให้บริษัท โดยที่เขาต้องควักเงินลงทุนเอง จ้างพนักงานเอง เกิดค่า ใช้จ่ายเอง แถมเวลาสั่งของมาขาย ก็ต้องจ่ายเงินก่อน ในรูปแบบเฉพาะตัวของธุรกิจแบบนี้ ถ้าเขาเจ๊ง บริษัทไม่เจ๊งด้วย ไม่ต้องไปรับผิดชอบอะไรเลย

สิ่งที่เขาจะได้ คือกำไรจากส่วนต่างของราคาต้นทุนที่บริษัทส่งให้เขา กับราคาขายในท้องตลาด ซึ่งบริษัทก็เป็นคนกำหนด ขายเกินราคานี้ไม่ได้ จะขายต่ำกว่าก็ไม่ได้อีก เพราะจะขาดทุน คือเรียกว่า บริษัทอยู่ในฐานะได้เปรียบทุกประตู ที่เป็นอย่างนั้น เพราะสินค้า หรือโปรดักต์ของบริษัทขายดี เป็นที่ต้องการของตลาด และมันคุ้มกับการเสี่ยงลงทุนเป็นดีลเลอร์

การจะให้ดีลเลอร์ขายสินค้าให้เรา มาก ๆ คือการยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขา สนับสนุนเขา ให้เขารู้สึกดีกับบริษัท ให้เขารู้และตระหนักว่า เราคือผู้ช่วยเขา คู่คิดของเขา เป็นที่ปรึกษาให้เขา รับฟังเขา คลี่คลายปัญหาให้เขา ไม่ใช่เอาแต่กดดัน หรือบีบให้เขาทำตัวเลขการขาย ตามที่ ผู้บริหารมีนโยบายลงมา ด้วยวิธีการต่าง ๆ เหมือนที่ส่วนใหญ่ชอบทำกัน

ดีลเลอร์แสบ ๆ ก็มี ที่ไม่ค่อยจะซื่อก็มี มันก็เป็นธรรมดา ที่ไหนมีคนดี ก็ย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่ด้วย แต่คนดีมีมากกว่าเสมอ ไม่เช่นนั้น ธุรกิจคงไม่อยู่มาได้นานถึงขนาดนี้ ทำหน้าที่ไป ก็จะเรียนรู้เอง ว่าใครเป็นอย่างไร และควรจะปฏิบัติต่อเขา แตกต่าง หรือผิดแปลกไปจากรายอื่นอย่างไร แค่ไหน อย่างไรก็ตาม เราต้องรักษา คอนเซ็ปต์นี้ไว้ เราต้องช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขา เขาเป็นพาร์ตเนอร์ ไม่ใช่ศัตรู

“คืออดีตนายที่โค้ชชิ่งให้ผม เขาก็มีแนวคิดเหมือนพ่อนี่แหละ เขาไม่ได้พูดชัดเจนเหมือนพ่อ แต่วิธีที่เขาปฏิบัติกับ ดีลเลอร์ ก็ทำให้ดีลเลอร์เกรงใจเขา เขาเห็นผมทำงานกับดีลเลอร์

ได้ดี เห็นผมมีความสนิทสนมกับ

ดีลเลอร์ เขาก็ไม่ต้องมาสั่งผมว่าต้องทำ ยังไง วิธีไหนกับดีลเลอร์ หากเราต้องการให้ดีลเลอร์ร่วมมือทำอะไร ผมจะมีวิธีพูดกับ ดีลเลอร์ยังไง เขาไม่สน ขอให้มันเวิร์กก็พอ

แต่นายคนนี้ ชอบสั่งให้ผมกดดันและบีบดีลเลอร์ เพื่อจะให้ได้ตัวเลข ขออนุมัติอะไรก็ยากมาก ต้องมีข้อต่อรอง แบบจะเอาอย่างนี้ ก็ต้องทำอย่างโน้นให้เสียก่อน บางที พูด หรือสัญญาอะไรไปแล้ว ก็ไม่รักษาคำพูด ทำลืมและไม่พูดถึงอีก

ผมคิดว่า ผมรู้ดีว่าผมจะใช้วิธีไหน ที่จะทำให้ตัวเลขยอดขายสูงกว่าเดิม แต่มันก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง บริษัทก็ต้องยอมลงทุนบ้างในการช่วยเขา แค่เอาไอเดีย ที่เวิร์กกันเสียดิบดีกับดีลเลอร์ ว่าจะทำ อีเวนต์ทางการตลาดยังไง จึงจะกระตุ้นยอดขายได้ เอามาขออนุมัติ ก็ไม่ผ่านแล้ว หากไปพูดจา หรือทำกับดีลเลอร์ตามที่เขาสั่ง ทุกอย่างที่ผมอุตส่าห์สร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจที่ดี และความสนิทสนมกับดีลเลอร์ ก็จะพังหมดแน่ อย่าว่าแต่ดีลเลอร์เลย แค่ผม ซึ่งอยู่ฝ่ายบริษัท ผมยังรับไม่ได้เลย

นี่แหละพ่อ ที่ผมถามและกำลังสับสน ว่าผมควรจะทำอย่างไรดี จะต้องทำตามที่เขาสั่งหรือไม่”

“โอเค พ่อพอเห็นภาพแล้ว แบบนี้พอจะแนะนำได้ว่า ไม่จำเป็นจะต้องทำตามสั่งไปซะทุกแง่หรอก เอาแค่ให้ได้ตามจุดประสงค์และเป้าหมายที่เขาต้องการก็พอ ส่วนวิธีการนั้น เราจะทำอย่างไร ใช้วิธีไหน มันก็เรื่องของเรา

แปลว่า เราเป็นลูกน้อง มีหน้าที่ทำตามที่นายสั่ง เรารับจ้างมาทำงาน เพื่อแลกกับ เงินเดือนที่บริษัทให้ นายก็คือตัวแทนของบริษัท รับนโยบายกันลงมาเป็นทอด ๆ เพื่อให้ระดับปลายแถวอย่างเรา เอาไปปฏิบัติ เราก็ต้องทำหน้าที่นั้น ๆ ไป หรือการไม่เชื่อฟังคำสั่งนาย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นายสั่ง เราต้องทำ ไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วย เราก็มีสิทธิ์ที่จะท้วงติง แสดงความคิดเห็น ด้วยเหตุด้วยผล เราทำได้ดีที่สุดแค่นั้น แต่ถ้าเขายังดึงดันยืน คำสั่งเดิม แปลว่า หากมันผิดพลาด เขาคือคนที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เรา

ทีนี้ ไอ้วิธีทำ หรือการลงมือนั้น เราเป็นคนทำ เราก็มีสิทธิ์ที่จะทำตามที่เราถนัด เพื่อให้มันได้ผลออกมาตามเป้าหมาย นี่คือประเด็นที่พ่อหมายความถึง มันก็แบบว่า ผมจะทำอย่างไร วิธีไหน ก็เรื่องของผม แต่ผลท้ายสุด มันเป็นไปตามที่ต้องการก็ แล้วกัน

เรื่องแบบนี้ ตั้งแต่พ่อทำงานมา มันไม่เคยมีปัญหานะ แทบจะไม่มีนายคนไหนมา บอก หรือมาสั่งพ่อเลยว่า จะต้องทำกับคนอื่นอย่างนั้นอย่างนี้นะ เพื่องานที่สั่งจะได้สำเร็จ อ้อ…เคยมีอยู่คนหนึ่ง เป็นผู้ช่วยของนายพ่อ เขาเป็นคนแบบนี้ ตอนที่พ่อเป็นผู้จัดการโรงงาน พ่อก็ฟังนะ เวลาเขาสั่งงานพ่อ แบบเหมือนกับพ่อไม่มีสมอง แต่พอถึงเวลาทำ พ่อไม่ทำตามที่เขาบอกหรอก พ่อก็มีวิธีของพ่อ แต่พ่อไม่บอกเขา พองานเสร็จ พ่อค่อยมาบอกเขาว่าเสร็จแล้วนะ

เออ แต่เรื่องแบบนี้ พ่อจะมีวิธีทดสอบนายแต่ละคนนะ ส่วนใหญ่พ่อจะแกล้งทำเซ่อ เวลาเขา สั่งงานพ่อ พ่อก็จะถามต่อว่า แล้วจะให้ทำวิธีไหน แบบไหน ส่วนมากก็จะตอบว่า ก็แล้วแต่คุณ มีนายใหญ่ที่ใหญ่กว่านายโดยตรงของพ่อคนหนึ่ง พอพ่อแกล้งถามแบบนี้กับเขา เขาตอบว่า ก็เรื่องของมึงสิ ไม่ใช่เรื่องของกู เขาคงนึกด่าพ่อในใจว่าเสือกถามอะไรโง่ ๆ พ่อก็ปล่อยให้เขาคิดไป แต่พ่อรู้ว่าพ่อทำโง่ไปเพื่ออะไร เพื่อจะได้รู้สไตล์การทำงานและแนวคิดของเขา ว่าที่รู้มา จริงไหม ว่าคนนี้ชอบลูกน้องที่คิด นอกกรอบเป็น”

“สมัยพ่อทำงาน นายกับลูกน้องพูดมึง ๆ กู ๆ กันเหรอพ่อ ?”

“มันไม่ใช่หยั่งงั้นหรอก ที่พ่ออยู่นั่น ทุกคนก็สนิทสนมกันดี คนนั้นก็เรียกคนนี้เฮีย คนนี้เรียกคนนั้นเฮีย ใคร ๆ ก็เฮียหมด แล้วพวกระดับผู้ใหญ่เขาก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนสมัยเรียนกันมาก่อน พ่อไปเป็นลูกน้องของนายโดยตรงของพ่อ ก็เลยคุ้นเคยกับนายใหญ่ไปด้วย เวลาเขาเรียกพ่อยังขึ้นต้นชื่อพ่อด้วยไอ้เลย”

“แต่ของผมนี่ ไม่ว่าผลมันจะออกมาสำเร็จตามสั่งหรือไม่ ผมก็โดนอยู่ดี แบบว่ามันน่าจะได้ดีกว่านี้ หากทำตามวิธีที่เขาบอก เหมือนกับว่ายังไงก็จะด่า ว่างั้นเหอะ จนเดี๋ยวนี้ผมเซ็งมากเลย ทำไงดีล่ะพ่อ ?”

“เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างเขากับลูกเท่านั้น หรือเขาทำอย่างนี้กับคนอื่นด้วยล่ะ ?”

“กับคนอื่นไม่ค่อยมีหรอกครับ ส่วนใหญ่จะเป็นผมเท่านั้น เพราะงานส่วนใหญ่ก็มาตกที่ผม แผนกนี้มีอยู่ไม่กี่คนและเป็นรุ่นน้องที่มาแทนคนเก่าที่ขอย้ายไปแผนกอื่น”

“รู้สาเหตุที่เขาขอย้ายไหม ?”

“เขาเป็นผู้หญิง ไม่สะดวกที่จะต้องออกไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ และเขาไม่ชอบเวลาโดนนายว่าต่อหน้าคนอื่น”

“อะไรวะ การที่นายจะด่าลูกน้องเนี่ย เขาต้องไปคุยกันในห้อง การตำหนิลูกน้องต่อหน้าคนอื่นนี่ เขาไม่ทำกันหรอก”

“มันไม่มีห้องพ่อ ออฟฟิศมันเป็นฟลอร์โล่ง ๆ ส่วนของนายหรือหัวหน้าก็มีแค่ พาร์ติชั่นกั้นเท่านั้น ถ้าเป็นห้อง ก็ต้องระดับใหญ่กว่านั้น ระดับผู้จัดการภาคไปเลย แค่ พูดเสียงดังหน่อย ก็ได้ยินกันไปครึ่งฟลอร์ ซึ่งก็มีอยู่หลายแผนก เท่ากับทุกคนแทบจะรู้หมด ว่าสถานการณ์ในแผนกไหนเป็นอย่างไร”

“แล้วทั่ว ๆ ไปเขารู้มั้ย ว่านายของลูกคนนี้เป็นอย่างไร”

“ยิ่งกว่ารู้อีกพ่อ ขนาดนายของแผนกอื่น เขายังแอบมาปลอบใจผมเลย ให้อดทนไว้”

“ถ้าเป็นที่รู้กันทั่วไปอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องดีในความโชคร้ายของลูก และจะเป็นผลที่ไม่ดีต่อตัวเขา”

“แปลว่าอะไรพ่อ ?”

“หากเราเห็นผู้ใหญ่รังแกเด็กนี่ ถามว่าเรารู้สึกอย่างไร เราจะมองว่ามันไม่ถูกใช่ไหม เราจะมองว่าผู้ใหญ่ไม่ดีใช่ไหม และเราจะสงสารเด็กใช่ไหม ถ้าช่วยได้เราคงจะช่วยเด็ก เรื่องของลูกนี่ พ่อคิดว่ามันก็คงอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ที่สูงขึ้นไปด้วย ตรงนี้แหละที่พ่อว่าเรื่องดีในความโชคร้าย หากผลงานของลูกดีจริง ๆ ผู้ใหญ่เขาจะต้องพยายามทำอะไรสักอย่าง เพื่อรักษาลูกไว้ ถ้าเป็น พ่อ ๆ จะจับแยกนายกับลูกน้องคู่นี้ เมื่อไหร่ยังไงก็อยู่ที่สถานการณ์และจังหวะที่ เหมาะสม ดังนั้น สิ่งที่ลูกควรจะทำ คืออึดไว้ อดทน และพยายามเก็บอาการ พ่อเชื่อว่าอีกไม่นานหรอก จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง”

“ไม่รู้จะทนได้นานแค่ไหนน่ะซีพ่อ”

“ต้องได้ ลูก หนทางข้างหน้า มันยิ่งกว่าตอนนี้มากนัก ถ้าแค่นี้ทนไม่ได้ ก็ไปสูงกว่านี้ไม่ได้หรอกลูก นี่แค่บททดสอบแรก ๆ เท่านั้น มันเป็นไฟต์บังคับนะ การผ่านมันได้ ก็จะเท่ากับการสะสมภูมิต้านทานไว้ สู้สิลูก ชนะใจตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปเอาชนะใคร”

คอลัมน์ สอนลูกอย่างไรให้ทำงานเป็น
โดย สุจินต์ จันทร์นวล

[...]

ทีมไทยฝ่าด่านแผนธุรกิจศศินทร์ “โพลีเมอร์ อาร์” คว้ารองชนะเลิศ

ผลการแข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจ The mai Bangkok Business Challenge @ Sasin โดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ธนาคาร เกียรตินาคิน จำกัด และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ออกมาเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่าทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มูลค่า 8,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นของ “ทีมอินไดเร็กต์ อิเมจิ้น” จากมหาวิทยาลัยไรซ์ สหรัฐ เสนอแผนจำหน่ายเทคโนโลยีของระบบกล้องจุลทรรศน์ที่ได้รับการจดลิขสิทธิ์แล้ว

ขณะที่ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นทีมของนักศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “ทีม โพลีเมอร์ อาร์” ซึ่งเสนอแผนธุรกิจการผลิตซิลิกาที่มีคุณภาพสูง เพื่อเป็นตัวกระตุ้นช่วยให้ดินสามารถดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารมีผลทำให้รากสามารถดูดรับสารอาหาร จากดินปุ๋ยได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ

นอกจากรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ โพลีเมอร์ อาร์ ยังได้รับรางวัลการเขียนแผนธุรกิจดีเด่น (Best Business Plan) ของกลุ่มเอ โดย “จักริน พิภพกุลพร” 1 ใน 4 สมาชิกทีม โพลีเมอร์ อาร์ ระบุว่า การรับรางวัลนี้ทำให้เกิดความมั่นใจที่จะต่อยอดทางธุรกิจจากแผนธุรกิจที่นำเสนอ โดยขณะนี้สมาชิกในทีมกำลังใกล้จะเรียนจบหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ในเดือนพฤษภาคม ทางกลุ่มจึงคิดถึงการพัฒนาแผนธุรกิจนี้เพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง

“หลังการแข่งขันเรามองตลาดกลุ่มแรกของผลิตภัณฑ์นี้ คือกลุ่มผู้ปลูกปาล์มซึ่งใช้ปุ๋ยเยอะมาก และเมื่อกลุ่มปาล์มมีเสถียรภาพแล้ว เราจะขยายไปสู่กลุ่มผู้ปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ข้าว โดยตอนนี้ได้ลองส่งตัวอย่างสินค้าไปให้ผู้ผลิตปาล์ม 2-3 รายแล้ว”

แต่เมื่อสอบถามอะไรที่ทำให้ทีมจากสหรัฐได้รับรางวัลชนะเลิศ จักรินให้ความเห็นว่า เพราะธุรกิจของทีมอินไดเร็กต์ อิเมจิ้น มีนวัตกรรมที่ดีมาก ในทีมมีสมาชิกเป็นทั้งแพทย์และผู้สร้างนวัตกรรม ขณะที่ในทีมของตนมาจากสายธุรกิจทั้งหมด และใช้นวัตกรรมของ คุณประวัติ ตันบุญเอก มาต่อยอดสร้างเป็นแผนธุรกิจอีกทอดหนึ่ง จึงอาจทำให้ขาดความลึกซึ้งในผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในด้านการเกษตร

อย่างไรก็ตามในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ทีมโพลีเมอร์ อาร์ ยังเป็น 1 ใน 12 ทีมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เข้าร่วมแข่งขันแผนธุรกิจเพื่อสังคม (GSVC) เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์นี้ให้กับผู้ตัดสินจากหลากหลายสาขาพิจารณาอีกครั้ง

ส่วนการแข่งขันแผนธุรกิจภาคภาษาอังกฤษจากเวที The mai Bangkok Business Challenge @ Sasin ยังมีทีมไทยที่ได้รับรางวัลอื่น ๆ อีก ได้แก่ ทีมไมลิเซียร์ (Mielixir) จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย รับรางวัลชมเชย 1,500 เหรียญสหรัฐ และรางวัลการเขียนแผนธุรกิจดีเด่น กลุ่มบี ส่วน ทีมบริษัท คอมโพสิต คอมเพล็กซ์ จำกัด จากวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รางวัลการจัดบูทแสดงโครงการ (Best Venture Exhibit) และรางวัลการให้ความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Recognition of Environmental Concerns” Award)

[...]