แกงเหนือเสริมสุขภาพ

Pinterest



  • แกงเหนือเสริมสุขภาพ

    อาหารทางภาคเหนือ…มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ผู้ที่รับประทานมีสุขภาพดี ด้วยวัตถุดิบส่วนใหญ่เป็นพืชพรรณตามธรรมชาติ หรือผักสด ๆ จากเรือกสวนไร่นามาปรุงเป็นอาหาร นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังให้ ประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย

    “แกงเห็ด” เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับผู้ทานมังสวิรัติ เห็ดมีโปรตีนสูง ย่อยง่าย อุดมไปด้วยวิตามิน B, C และ D ธาตุเหล็ก ทองแดง ฟอสฟอรัส และไขมันในเห็ดเป็นไขมันที่ร่างกายย่อยง่าย ทั้งยังมีแคลอรีและโซเดียมต่ำ จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งแกงเห็ดของคนเหนือ ใช้เห็ดกว่า 10 ชนิด จึงช่วยเพิ่มพูนคุณค่าทางสารอาหารให้สูงขึ้น

    “แกงแคใส่ไก่” เป็นแกงบุญที่ขาดไม่ได้ของชาวเหนือ ใช้วัตถุดิบที่หาง่ายตามริมรั้ว เช่น ตำลึง ชะอม ชะพลู มะเขือเปราะ ดอกงิ้ว ฯลฯ เครื่องแกง ก็ใช้พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม หอมแดง กะปิ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ

    และยังมีแกงอื่น ๆ ที่ใช้สมุนไพรและผักพื้นบ้านเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งช่วยเสริมสุขภาพให้กับผู้รับประทานเป็นประจำอีกด้วย

    ลายมือ…สื่อสมอง

    พบปัญหาบ่อย ๆ ว่า พ่อมือใหม่มักจะสนใจการเลี้ยงลูกของตัวเองว่ามีปัญหา เช่น ทำไมลูกจึงดื้อ เวลาสอนมักไม่ยอมทำตาม แต่ละบ้านแต่ละคนก็จะมีวิธีการเลี้ยงลูกแตกต่างกันไป แต่รู้หรือไม่ว่า ในไต้หวันเขามีการวิจัยออกมาว่า ปัญหามาจากสมองของแต่ละคนจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากัน บางคนชอบให้ปลอบ บางคนชอบให้ดุ บางคนชอบให้พูดด้วยเหตุผล ก็เพราะสมองของเรามีถึง 5 ส่วน แต่ละส่วนก็สัมพันธ์กับนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว

    การตรวจสอบโดยการสแกนลายนิ้วมือ จะทำให้พ่อแม่พบความลับของสมอง เช่น ทำไมลูกดื้อ เพราะสมองในส่วนของเหตุผลทำงานดีเกินเหตุ พ่อแม่ที่ชอบเลี้ยงลูกโดยการหลอกลูก สุดท้ายลูกก็จะไม่ฟัง

    แต่ในใต้หวัน การสแกนลายนิ้วมือไม่ใช่แค่ต้องการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่เป็นการวางแผนการพัฒนาสมองให้ลูกสามารถเรียนเก่ง และเลือกอนาคตตามความสามารถของลูกได้ วันนี้ในเมืองไทยก็มีหลายเจ้า นำเทคโนโลยีตัวนี้เข้ามา เช่น เครือ ซี.พี. ใช้ชื่อศูนย์วิเคราะห์ศักยภาพปัญญธารา (http://www.p-pac.com/ppac/) และล็อกซเล่ย์ ชื่อสถาบันดิจิทเบรน (http://www.digitbrain.net) ผู้สนใจกับอนาคตลูก ก็เชิญแวะเข้าไปตรวสอบได้ทุกวัน สนนราคา ครั้งละ 5-7 พันบาท

    “เด็กอ้วน”

    เสี่ยงโครงสร้างผิดรูป

    ภัยเงียบที่กำลังคุกคามเด็กช่างกินอยู่ในเวลานี้ คือ โรคอ้วน ซึ่งนับวันสถานการณ์ยิ่งรุนแรงมากขึ้น นอกจาก จะมีปัญหาของโรคต่าง ๆ ที่มาแล้ว ยังมีปัญหาด้านกายภาพ ที่เสี่ยงกับการมีภาวะโครงสร้างที่ผิดรูปอีกด้วย

    “หมอรุจน์” มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญ

    ไคโรแพรกติก ประจำไคโรเมด สหคลินิก เปิดเผยว่า เด็กที่เป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคโครงสร้างผิดรูป เนื่องจากสุขภาวะการรับประทานอาหาร การดำเนินชีวิตแตกต่างจากเด็กทั่วไป และยังต้องแบกรับน้ำหนักตัวมาก จึงอาจทำให้โครงสร้างร่างกายผิดรูปได้ เช่น การบิดโค้งของแนวกระดูกสันหลังผิดปกติ, ฝ่าเท้าผิดรูป, เข่าไม่สมดุล ฯลฯ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างร่างกายผิดรูป คือการเคลื่อนไหวผิดท่าทาง และน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน

    ปัจจุบันโรคนี้มักเกิดในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย ในอัตรา 6 : 1 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ผู้ปกครองไม่ควรละเลยกับพฤติกรรมการบริโภคและกิจกรรมของบุตรหลาน ซึ่งจะส่งผลให้เป็นโรคเรื้อรังในอนาคต เพราะการพัฒนาด้านโครงสร้างร่างกายในเด็ก จะเจริญเติบโตเต็มรูปในช่วงอายุ 12-15 ปี หากพบปัญหาความผิดปกติด้านโครงสร้างร่างกายในช่วงนี้ ยังสามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงอายุไม่เกิน 18 ปีเท่านั้น

    “วี สลิม” ผอมด้วยไลฟ์สไตล์

    ขึ้นชื่อว่า “สลิมมิ่ง สปา” หลายที่หลายแห่งมักเน้นขาย ทรีตเมนต์เป็นชุดใหญ่ ๆ แบบที่ว่าต้องซื้อทีละ 10 ครั้ง 20 ครั้ง โดยไม่สนใจว่าทรีตเมนต์แต่ละอย่างนั้นจะเหมาะสมกับลูกค้าหรือไม่

    แต่ที่นี่ “วี สลิม บิวตี้สปา” ศูนย์บริการด้านความงามแบบครบวงจร ภายใต้การบริหารงานของ “แองเจิล ชาน” สาวสวยชาวฮ่องกง ที่เป็นทั้งผู้บริหารและพรีเซ็นเตอร์ไปพร้อม ๆ กัน

    แองเจิลเล่าให้ฟังว่า ที่นี่จะใช้วิธีการปรับรูปแบบการให้บริการให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า มีการดูแลและให้คำปรึกษา โดยคำนึงถึงสุขภาพของแต่ละคนเป็นสำคัญ เช่น การทานอาหาร จะไม่บังคับให้ลูกค้าทานตามเมนูที่กำหนดให้ แต่จะให้ลูกค้าเลือกของที่ชอบ เพียงแต่จะลด หรืองดอาหารบางอย่างเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ทำให้เครียดเกินไป

    ขณะที่ทรีตเมนต์ที่นำมาใช้ ก็จะเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และสามารถปรับเปลี่ยนได้

    นอกจากนั้น ยังมีโปรแกรมพิเศษ และเครื่องมืออันทันสมัย ที่จะช่วยเสริมการออกกำลังกาย และเบิร์นไขมันส่วนเกินออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสนใจแวะไปทดลองใช้บริการได้ ที่ชั้น 2 เอสพลานาด รัตนาธิเบศร์ โทร.0-2591-3688

    Bed Time Story

    ผู้ชาย “บอกรัก” ใน 6 เดือน

    MeetNLunch บริษัทจัดหาคู่ในเมืองไทย เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ชายหญิง จากผู้ตอบแบบสอบถาม 800 คน เป็นเพศหญิง 70% เพศชาย 30% อายุระหว่าง 25-55 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป และที่สำคัญ…ยังโสด

    พบว่า ระยะเวลาที่คบกันก่อนจะบอกรักนั้น ผู้ชาย มีแนวโน้มว่าจะใช้เวลาน้อยกว่าผู้หญิง โดย 55% ตอบว่า จะบอกรักภายใน 6 เดือน ขณะที่ฝ่ายหญิง 35% บอกว่าไม่แน่ใจ

    โดยผู้หญิงวัย 23-29 ปี ประมาณ 37% บอกว่า

    พวกเธออาจจะบอกรักแฟนภายใน 6 เดือนที่คบกัน

    แต่ผู้หญิงวัย 30 ปีขึ้นไป 30% บอกว่าไม่แน่ใจว่าควร

    จะใช้เวลาแค่ไหน แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น ความมั่นใจในความสัมพันธ์ของพวกเธอมีแนวโน้มที่จะลดลง อาจเป็นเพราะความผิดหวังในอดีต หรือความ

    ไม่แน่ใจในตัวฝ่ายชาย เช่น ถ้าเริ่มมีแฟนคนแรกตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึงปัจจุบันอายุ 30 ปี นั่นหมายถึงได้ ผ่านความผิดหวังมาหลายครั้งแล้ว และตรงนี้ย่อมมีผลกระทบกับทัศนคติด้านความสัมพันธ์ของพวกเธอแน่นอน

    ส่วนผู้ชายวัย 37 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มว่าจะใช้เวลา นานกว่า ก่อนจะแนะนำคนที่ชอบกับเพื่อน ๆ โดยประมาณ 50% ตอบว่า อาจใช้เวลา 3-6 เดือน ส่วนผู้ชายช่วงวัย 23-36 ปี จำนวน 35% ตอบว่า อาจจะแนะนำทันที หรือภายใน 1 เดือนเท่านั้น :D

    คอลัมน์ HEALTH
    โดย นับดาว




    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply