“แด็ดดี้ โด” โตได้…เพราะ ความกล้า-ความแตกต่าง

Pinterest



  • ถ้าเอ่ยปากชวนเด็ก ๆ ไปกินโดนัท ร้านแรก ๆ ที่ลูกหลานอยากให้พ่อแม่จูงมือเข้าไป เห็นจะเป็น “มิสเตอร์โดนัท” กับ “ดังกิ้น” ซึ่งเป็นแบรนด์โดนัทที่แข็งแกร่งมากในตลาดและมีสาขาอยู่หลายร้อยแห่ง

    ขณะที่ “โดนัทแด็ดดี้ โด” ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีมานี้ แม้จะยังมีมาร์เก็ตแชร์ตามหลัง 2 แบรนด์ใหญ่ แต่จังหวะก้าวย่างกลับน่าสนใจไม่น้อยทั้งในแง่การบริหารองค์กรและการสร้างยอดขาย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักธุรกิจวัยเพียง 27 ปี

    “ปีเตอร์ ทวีผลเจริญ” กรรมการผู้จัดการ แด็ดดี้ โด (ประเทศไทย) เล่าในงานสัมมนาทำโชห่วยให้รวยอย่างยั่งยืนที่ จ.พิษณุโลก ว่า ตนเริ่มธุรกิจโดนัทตอนอายุ 25 ปี ความคิดที่อยู่ในหัวตอนนั้นคือ

    “ถ้าเจ๊งก็ไม่ต้องกลัว เพราะอายุยังน้อย มีโอกาสเริ่มใหม่ได้”

    ด้วยแนวคิดนี้เองทำให้พนักงานขายใส่สูท ผูกเนกไท ได้ก้าวมาสู่อาชีพพ่อค้าโดนัทเต็มตัว

    “ตอนเป็นเซลส์ผมถูกสอนให้แต่งตัวดี ๆ เพื่อสร้างความประทับใจ พอมาทำโดนัทก็มีการปรับใช้เรื่องภาพลักษณ์สินค้าเพื่อช่วยให้ขายของได้แพงกว่าคนอื่น” อดีตพนักงานขายแย้มเคล็ดลับ

    คีย์ซักเซสต่อมาคือ “ความแตกต่าง” ถ้าเอาโดนัทคู่แข่งมาเปรียบเทียบกัน โดนัทของแด็ดดี้ โดแป้งต้องนุ่มกว่า ช็อกโกแลตต้องเหนือกว่าคนอื่น แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ “ปีเตอร์” ยอมรับว่าแด็ดดี้ โดผ่านการเปลี่ยนสูตรมาแล้วมากมาย เฉพาะแป้งอย่างเดียวต้องแก้ถึง 30 รอบ

    และแน่นอนว่าตัวเลขต้องไม่หยุดแค่นี้ เพราะเมื่อใดที่หยุดพัฒนาสูตร ก็เท่ากับเตรียมโบกธงยอมแพ้คู่แข่ง

    จุดแตกต่างหรือมูลค่าเพิ่มที่แด็ดดี้ โดพยายามสร้างอีกข้อคือ การมุ่งไปเรื่องสุขภาพ

    “การทำโดนัทเราถูกตราหน้าไว้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ health food เพราะใช้การทอด เราจึงต้องใส่เรื่องสุขภาพเข้าไป อย่างช็อกโกแลตมันเป็นตัวกระตุ้นให้สมองและหัวใจทำงานดีขึ้น อีกเรื่องคือแป้ง ซึ่งต้องทำให้ลูกค้าเห็นว่ากินแล้วมีประโยชน์”

    รวมถึงความหลากหลายของสินค้า เพื่อตอบสนองกลุ่มต่าง ๆ

    ปัจจุบันมีแด็ดดี้ โด โดนัททั้งหมด 46 หน้า หน้าผลไม้ตอบสนองกลุ่มเด็ก ๆ ส่วนงาขาวเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่ และหากใครไม่ชอบกินโดนัทตอนนี้ก็มีพาย12 หน้า

    อนาคต “ปีเตอร์” ยังมองการเพิ่มสินค้าไลน์อื่นหรือซับแบรนด์ที่ไม่ใช่แด็ดดี้ โด

    เมื่อมีของดี ๆ ก็อยากโปรโมตให้คนมากินเยอะ ๆ แต่เมื่อเงินทุนไม่หนาแด็ดดี้ โดจึงต้องอาศัยกิจกรรมบีโลว์เดอะไลน์ออกบูทแจกสินค้าให้คนชิม พร้อมใบปลิว รวมถึงการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อให้เกิดการบอกต่อ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ

    นอกจากจะต้องแข่งกับรายใหญ่เพื่อพิชิตใจลูกค้า ในแง่การทำงานในองค์กร ซึ่งพนักงานก็มีอายุไล่เลี่ยกับผู้บริหาร “ปีเตอร์” ยอมรับว่าช่วงแรกก็สาหัส เอาการ

    “อย่างพนักงานหน้าร้าน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคนมาสมัครเพราะเราเป็นแบรนด์เล็ก เขาไปสมัครแบรนด์ใหญ่ ๆ กันหมด จึงทำให้เราได้คนที่บุคลิกหรือทัศนคติ ไม่ค่อยดี ยิ่งปีที่แล้วเพิ่มถึง 8 สาขา บางทีต้องตัดใจรับคนแล้วไปตามเทรนเขาทีหลัง ปีนี้จึงต้องเน้นที่การอบรม”

    ที่สำคัญต้องเข้าใจลูกน้อง ดูที่จุดแข็งของแต่ละคน ถ้าเขาไม่อยากขายแต่ชอบทำโดนัทก็ให้เขาทำโดนัทให้สวย เราก็ทำแบบทดสอบแล้วก็ประเมินเขา

    หรือเรื่องการทุจริตหน้าร้าน ซึ่งแม้จะมีคอมพิวเตอร์เขาก็มีวิธีพลิกแพลง เราก็ต้องตามอุดรูรั่ว สุดท้ายต้องแก้ให้ได้โดยเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เปลี่ยนจากการให้เงินเดือนธรรมดาเป็นการแบ่งกำไรให้แต่ละสาขา เริ่มทำวารสารในองค์กร มีการแซวกัน จัดอันดับพนักงานดีเด่น ตรงวันเกิดใครก็จะได้โดนัท 1 โหล

    รู้วิธีซื้อใจพนักงาน ต่อให้มีกี่สาขา ก็ไม่หวั่น

    ปัจจุบันแด็ดดี้ โดมี 17 สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ปีนี้จะเพิ่มไปที่สระบุรี นครราชสีมา ฯลฯ ในรูปแบบแฟรนไชส์

    “เราเริ่มทำแฟรนไชส์ตั้งแต่ปี 2550 ก็มีคนสนใจ แต่เรายังไม่มั่นคง ถ้าขายให้คนอื่นก็คงโดนด่า และต้องจำด้วยว่าถ้าทำอะไรออกมาแล้วมีคนก๊อปสูตรได้ เขาก็ไม่ง้อเรา”

    แต่วันนี้แด็ดดี้ โดได้อุดรอยรั่วที่ว่าหมดแล้ว

    จากนี้ไปจึงได้เวลาสยายปีกเต็มตัว




    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    2 comments

    Leave a Reply