Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

ความรู้ล่าสุด

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


here online casinos that accept EcoCard deposits www.celj.org internet casino bonus http://www.celj.org/files/newsletters/internet-slots.html best casino rewards promo http://www.celj.org/files/newsletters/new-slots.html online casino accepting us credit cards with no download http://www.celj.org/files/newsletters/vip-online-casinos.html www.usps.org best payout online casino for usa online blackjack for real money caribbean stud poker at las vegas www.usps.org/ play tri card poker online www.usps.org usa casinos accepting paypal www.usps.org

แกะรอย...เกาหลีอีโรติก : เรื่องบนเตียงในหนังกิมจิ

Pinterest

แกะรอย...เกาหลีอีโรติก : เรื่องบนเตียงในหนังกิมจิ

ผมเห็นรายการ Viewfinder ทางช่องซูเปอร์บันเทิง หยิบเอาหนังเรื่อง Lies มาพูดถึงในฐานะ “หนังสุดขั้ว” แล้วเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า หนังเกาหลีไม่ได้มีแต่ประเภทดราม่าที่ดูแล้วฟีลล์กู๊ดรู้สึกดี อย่างพวก The Classic, White Valentine หรือ Christmas in August หรือโรแมนติกคอเมดี้เพียงเท่านั้น เพราะอันที่จริง ผลิตผลด้านภาพยนตร์ของคนเกาหลีนั้น ก็ยังมีอีกหลายๆ ด้าน ทั้งแอ็กชั่น, สงคราม, ทริลเลอร์, แก๊งสเตอร์, สยองขวัญ ฯลฯ และแน่นอน ในฝั่งของหนังอีโรติก ก็เป็นอีกสับเซ็ตหนึ่งของอุตสาหกรรมหนังเกาหลีที่มีการสร้างอย่างเป็นล่ำเป็นสันในห้วงเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

 


       
ก็อย่างที่รู้กันนั่นแหละครับว่า ณ ตอนนี้ วงการหนังเกาหลีดูเหมือนจะเดินทางมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า “อิ่มตัว” และ “อุดตัน” อย่างถึงที่สุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังกิมจิกระแสหลักที่เป็นลายเซ็นสไตล์เกาหลีอย่างพวกหนังโรแมนติกคอเมดี้ฟีลล์กู๊ดทั้งหลายแหล่ ซึ่งถ้ามองกันอย่างพยายามทำความเข้าใจ ผมคิดว่ามันก็เป็นวงจรที่แสนปกติ เหมือนกับทุกๆ สิ่งที่มี “เกิดขึ้น-เฟื่องฟู” แล้วเหี่ยวเฉาไป เป็นธรรมดา
       
อย่างไรก็ดี ถ้าจะบอกว่านี่เป็นแค่ “ปรากฏการณ์ธรรมดาๆ” อย่างเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะตามจริงนั้น ความตกต่ำลงของหนังเกาหลีในยุคหลังๆ มันก็มีเงื่อนไขปัจจัยหรือที่มาที่ไปที่มองเห็นได้ และหนึ่งในปัจจัยที่ว่านั้น ก็คือหนังเกาหลีด้วยกันเองนั่นแหละครับ
       
ดังที่เราจะเห็นว่า ในช่วงเวลาร่วมๆ 10 ปีมานี้ หรือนับตั้งแต่หนังเกาหลีอยู่ในช่วงรุ่งเรืองก่อนจะร่วงโรยไป มันเกิดเหตุการณ์แบบหนึ่งซึ่งก็คือ “ลอกกันไป ก็อปปี้กันมา” ในหมู่หนังเกาหลีด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางตัวละคร เช่น หญิงสาวบ๊องๆ ขี้เมา เจ้าอารมณ์ หรือแม้แต่พระเอกที่ดูงั่งๆ นิสัยดีแต่หน้าตาธรรมดา มีให้เห็นในหนังไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง นั่นยังไม่นับรวมถึงพล็อตเรื่องที่มาพร้อมกับตอนจบซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมความสูญเสีย (พระเอกนางเอกตาย ฯลฯ) ที่กลายเป็น “คลิเช่” (Cliche สิ่งที่ซ้ำซากจำเจ) ซึ่งมีให้เห็นได้เรื่อยๆ ในหนังเกาหลี
       
คือถ้าก็อปปี้แล้ว ทำได้ดีกว่าเดิม ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาหรอกครับ แต่ที่ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลยก็คือ หลังๆ มานี้ หนังเกาหลีที่ดูสนุกๆ แทบจะหาได้ยากยิ่งแล้ว
       
แต่ “แทบจะหาได้ยากยิ่ง” ก็ใช่ว่า “จะหาไม่ได้เลย” หรือถ้าใครจะบอกว่า หนังเกาหลีตายไปแล้ว ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะอันที่จริง ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหนังเกาหลีดีๆ อยู่จำนวนหนึ่งถูกผลิตออกมาอยู่เรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ผมได้ดู เช่น The Chaser และ Hand Phone นั้น คือหนังดีที่การันตีได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่มีคำว่า “เสียดายเวลา” ในการรับชมแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องแรกนั้น แม้จะเป็นงานของผู้กำกับมือใหม่ชื่อไม่ดัง (นาฮงจิน) แต่ชั้นเชิงในการทำหนังไม่ห่างไกลกันเลยจากพวกมืออาชีพ แถมล่าสุด ยังมีข่าวว่าฮอลลีวูดได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำรีเมกเรียบร้อยแล้ว
       
พ้นไปจากนี้ เกาหลีก็ยังมีคนทำหนังอย่าง “บองจุนโฮ” เอย “คิมคีดุ๊ก” เอย “ปาร์กชานวุก” เอย หรืออีกหลายๆ คนที่ยังคงยืนหยัดทำหนังดีๆ ส่งออกนอกประเทศอยู่เสมอๆ แม้เมื่อว่ากันที่รายได้และคนดู หนังของพวกเขาอาจจะไม่กินวงกว้างอย่างพวก My Sassy Girl หรือ My Boss My Hero แต่นี่แหละคือ “ตัวจริง” และ “ของจริง” ที่แตกต่างไปจากหนังอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งวูบไหวไปตามกระแสและแฟชั่น ที่สุดท้าย ก็จะล้มหายตายจากไปเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครไปทำอะไรมัน
       
ทีนี้ มาถึงหนังเกาหลีอีกกลุ่มที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น ถ้าจะเรียกง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจกันง่ายขึ้น มันก็คือหนังอีโรติกนั่นแหละครับ หนังกลุ่มนี้ ผมไม่แน่ใจว่ามีเรื่องไหนบ้างที่ได้เข้าฉายในโรงหนังบ้านเรา แต่ที่แน่ๆ บางเรื่องนั้น ผมเห็นมีการผลิตออกมาในรูปแบบดีวีดีลิขสิทธิ์บ้างเหมือนกัน อย่าง The Sweet Sex & Love, Motel Cactus, Summer Time, Untold Scandal และที่แน่ๆ ก็คือ La Belle ส่วนที่เหลืออีกนับสิบๆ เรื่อง ก็สามารถหาซื้อได้ตามแผงหนังแผ่นย่านถนนสีลมหรือที่อื่นๆ
       
อันที่จริง แวดวงหนังเกาหลีสายอีโรติกนั้นเริ่มวางหลักปักฐานมาตั้งแต่ยุค 60 แล้วล่ะครับ ซึ่งถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นผลงานของผู้กำกับ “คิมคียัง” ที่ทำหนังวาบหวิวอย่าง The Housemaid (ที่ล่าสุดเพิ่งถูกนำมารีเมก), Insect Woman ไปจนถึง Woman of Fire แต่ถ้าจะถามจริงๆ ว่าหนังแนวนี้ของเกาหลีมาบูมเอาตอนไหน ผมว่าก็น่าจะเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับที่หนังรักๆ ใคร่ๆ ของเกาหลีเริ่มรุ่งเรืองขึ้นมานั่นเอง
       
ที่สำคัญ ผมว่าสาเหตุที่เกื้อหนุนให้หนังแนวนี้ฮอตขึ้นมาและมียอดจำนวนการผลิตที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงมาจากนโยบาย 3S ของรัฐบาลเกาหลีด้วยเช่นกัน 3S ที่ว่านั้น S ที่หนึ่งคือ Scene หมายถึงรายการทีวี S ที่สองคือ Show หมายถึงความบันเทิงในแขนงต่างๆ และ S ที่สามก็คือ Sex
       
S ตัวที่สามนี้แหละครับที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะในแวดวงเพลงหรือดนตรี (ผ่านมิวสิกวิดีโอที่เน้นโชว์สัดส่วนเรือนร่างของศิลปินนักร้อง โดยเฉพาะสาวๆ จนกลายเป็นที่มาของคำครหาว่าเกาหลีขายเซ็กซ์) และสำหรับหนังอีโรติกก็คล้ายจะได้รับอานิสงส์จาก S ตัวที่สามนี้ไปแบบเต็มๆ
       
อันที่จริง เรื่องใต้สะดือในหนังเกาหลีนั้น ค่อนข้างจะมีสีสันมากทีเดียว เพราะหนังกลุ่มนี้มีตั้งแต่ที่ทำเอาฮาเข้าว่า อย่างพวก Wet Dreams, Sex is Zero ภาค 1 และ 2 หรือแม้แต่ A Tale of Legendary Libido ที่ดูไปฮาไปแทรกกับฉากหวิวๆ ในบางช่วงบางตอน, หนังอีโรติกรักร่วมเพศ แบบ No Regret, The King and the Clown หรือ Bungee Jumping of Their Own ก็ยังมี ขณะที่หนังเกาหลีอีโรติกซึ่งพูดเนื้อหาซีเรียสจริงจังก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน
       
มองในภาพรวมทั้งหมด ผมว่าหนังอีโรติกของเกาหลีแทบทุกเรื่องนั้นดูจะมีจุดร่วมด้านเนื้อหาที่ดูคล้ายๆ กันอยู่อย่างก็คือ มันมักจะมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องผูกพันอยู่กับประเด็นหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดศีลธรรมหรือกติกาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเป็นชู้ ซึ่งถ้ามองอย่างเข้าใจ เรื่องผิดทำนองคลองธรรมแบบนี้ มันอาจจะเป็นปัจจัยเอื้อที่ดีในการทำให้คนทำหนังสามารถใส่เลิฟซีนเข้าไปในหนังได้สะดวกขึ้น
       
หนังพวกนี้ นับเรื่องแทบไม่ถ้วน เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ก็มีอย่างเช่น A Good Lawyer’s Wife (ชู้), Marriage is a Crazy Thing (ชู้), Green Chair (ครูกับศิษย์หนุ่ม), Cheaters (กิ๊ก+ชู้), Summer Time (ชู้), Changing Partners (สลับคู่นอน) Club Butterfly (คลับสวิงกิ้ง) หรือแม้กระทั่งหนังที่เพิ่งเข้าฉายบ้านเราเร็วๆ นี้อย่าง Frozen Flower ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากคำว่าชู้สักกี่มากน้อย
       
หมายเหตุไว้ตรงนี้ก่อนเลยครับว่า ถึงแม้หนังเหล่านี้จะพูดเรื่องบนเตียงได้เซ็กซี่และร้อนแรงยวนใจ แต่ส่วนใหญ่ มันก็มีประเด็นเนื้อหาที่จับต้องได้ในตัวเอง เช่น Plum Blossom ที่นอกจากจะงามด้วยฉากโปรดักชั่นและมุมกล้อง ส่วนของเนื้อหายังละเมียดด้วยเรื่องราวการเติบโตทางความคิดของวัยรุ่นชายหญิง หรือแม้แต่ Green Chair และ A Good Lawyer’s Wife นั้นก็แตะเรื่องเสรีภาพของเพศหญิงได้น่าคิด หรือถ้าจะลองมองไปที่การมีชู้ หนังก็ไม่ได้บอกว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม ทุกๆ เรื่องนำเสนอให้เห็นถึงผลพวง บทลงโทษ และบาปกรรมของพฤติกรรมดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาด้วยซ้ำ ด้วยบทสรุปที่คล้ายๆ กัน คือสุดท้ายแล้ว มันมักจะนำมาซึ่งความความเจ็บปวดและล่มสลาย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอๆ
       

ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายทางความสัมพันธ์แบบคนรักและครอบครัว เหมือนอย่าง Cheaters หรืออาจจะเป็นการ “ล่มสลายทางใจ” แบบ Lies …
       
ครับ, ในบรรดาหนังอีโรติกเกาหลีทั้งหมด ผมคิดว่า Lies น่าจะแรงที่สุดแล้วในแง่ของความโจ๋งครึ่ม หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับจางซุนวู เกียรติประวัติของมันก็คือการถูกสั่งแบนห้ามฉายในบ้านเกิด แต่ดังระเบิดเถิดเทิงในต่างประเทศ แถมยังได้ชิงรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลหนังเมืองเวนิซอีกต่างหาก
       
บอกกล่าวกันอย่างสั้นๆ ว่า เนื้อหาของหนังนั้นเกี่ยวข้องกับเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งมีความมุ่งมั่นว่าถ้าหากเธอจะ “เสียความสาว” ให้กับใครเป็นครั้งแรก คนคนนั้นจะต้องเป็นคนที่เธอเลือก ที่เธอคิดเช่นนั้นก็เพราะว่า “ฉันอยากเสียความบริสุทธิ์โดยเต็มใจ ไม่ใช่เพราะโดนข่มขืนเหมือนพี่สาว” ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเลือกที่จะ “มีอะไร” กับศิลปินต่างวัยที่เป็นประติมากรและมีครอบครัวอยู่แล้ว (ก็คือเล่นชู้ดีๆ นี่เอง)
       
โดยเนื้อหาของหนังนั้น ดูไม่ค่อยมีอะไรมากไปกว่าการที่ตัวละครทั้งสอง (เด็กสาวกับชู้รักของเธอ) “ลักลอบ” จูงมือกันเดินเข้าไปสู่โลกอันลึกลับพิสดารของการมีเซ็กซ์ ก่อนที่คนหนึ่งจะเดินออกมาได้ แต่อีกฝ่ายกลับดูเหมือนจะยังลุ่มหลงจ่อมจมอยู่ในรสชาติอันประหลาดพิสดารนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
       
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นหนังโคตรแรงจนเกาหลีต้องแบนก็เนื่องจากฉากในหนังที่ไม่เพียงแค่จะวนๆ เวียนๆ อยู่บนเตียงนอนและเปลือยร่างล่อนจ้อนของนักแสดงเท่านั้น หากแต่เลิฟซีนที่อุดมด้วยอุปกรณ์ตัวช่วยต่างๆ ทั้งไม้แขวนเสื้อ ไม้ตีเบสบอล หรือแม้แต่กิ่งไม้ที่เก็บมาได้จากถนนหนทาง (ไว้หวดเรือนกายและบั้นท้ายของคู่ขา) ก็ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นหนังรักอีโรติกกับหนังเซ็กซ์วิตถารของ Lies ดู “เลือนราง” เต็มที
       
ด้วยเหตุนี้ ผมก็จึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่คุณต่อพงษ์ เศวตามร์ ผู้อำนวยการช่องซูเปอร์บันเทิงและหนึ่งในพิธีกรรายการ Viewfinder จะยกให้งานชิ้นนี้เป็นหนังที่ “สุดขั้ว” ที่สุดในบรรดาหนังเกาหลีทั้งหมด

 

หากต้องการชมหนังเกาหลีอีโรติกเรื่องใด คลิกที่รูปภาพเรื่องนั้นๆ
 




Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

3 comments to แกะรอย…เกาหลีอีโรติก : เรื่องบนเตียงในหนังกิมจิ

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>