Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

ความรู้ล่าสุด

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


here online casinos that accept EcoCard deposits www.celj.org internet casino bonus http://www.celj.org/files/newsletters/internet-slots.html best casino rewards promo http://www.celj.org/files/newsletters/new-slots.html online casino accepting us credit cards with no download http://www.celj.org/files/newsletters/vip-online-casinos.html www.usps.org best payout online casino for usa online blackjack for real money caribbean stud poker at las vegas www.usps.org/ play tri card poker online www.usps.org usa casinos accepting paypal www.usps.org

คิดก่อน-ทำก่อน-รุกก่อน สูตร "ครัวของโลก" สไตล์...ซีพีเอฟ

Pinterest



  • ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” เป็นภัตตาคารชั้นเลิศที่ใคร ๆ ก็อยากลิ้มลอง

    คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ซีพีเอฟ” หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหารของ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) แม้วันนี้จะไม่ใช่ “บิ๊ก” ผู้ผลิตอาหารข้ามชาติรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก แต่บทบาทเป็นตู้เย็นชุมชน ตู้เย็นประเทศ และตู้เย็นโลกในบางพื้นที่ ได้กลายเป็นบริษัทข้ามชาติแถวหน้าของประเทศไทย

    บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2530 ในชื่อหุ้น CPF อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมเกษตร แต่ในปี 2542 เข้าซื้อหุ้นสามัญในบริษัทมหาชนที่ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมของเครือเจริญโภคภัณฑ์เข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของซีพีเอฟ พร้อมประกาศจุดยืนการเป็น “ครัวของโลก” ตั้งแต่นั้นมา แต่ด้วยวิวัฒนาการและพัฒนาขบวนการผลิต วันนี้ซีพีเอฟย้ายกลุ่มมาอยู่หมวดอาหารเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพราะสัดส่วนผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปมีผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปให้เลือก มากมาย และที่สำคัญกลุ่มอาหารพี/อี 12 เท่า ขณะที่ซีพีเอฟพี/อี 9 เท่า

    “อดิเรก ศรีประทักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทการเป็นครัวของโลกว่า “ผมมีโอกาสเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ เวลาที่ นักวิเคราะห์มองเมืองไทย จุดแข็งคือเกษตรอุตสาหกรรม และหากเรามองแผนที่ประเทศไทย มีการปลูกข้าว ยาง ข้าวโพด มันสำปะหลัง คนกว่า 60 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งมีอาชีพเพาะปลูก ดังนั้นการจะช่วยคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเน้น “เกษตร” เพราะจุดแข็งของเมืองไทยคือเรื่องเกษตรและอาหาร”

    วันนี้พิสูจน์แล้วว่าเมืองไทยส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง ส่วนกุ้ง มันสำปะหลัง ยางพารา สับปะรด เรามีชื่อเสียงมาก ซีพีเอฟจึงได้อานิสงส์ เนื่องจากเราอยู่ในอุตสาหกรรมพื้นฐาน เอาจุดแข็งประเทศมาสร้างประโยชน์ต่อเนื่องเป็นสินค้าและธุรกิจที่ซีพีเอฟทำ

    “อดิเรก” กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า “อาหาร” เป็นสิ่งจำเป็น ทุกครั้งที่เศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจ “ซีพีเอฟ” ไม่เคยกระเทือนเลย เป็นที่มาของการกำหนดวิสัยทัศน์ของเราว่าเป็น “ครัวของโลก”

    ปัจจุบัน “ซีพีเอฟ” ครอบคลุมการลงทุนในต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ และขายสินค้าไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น อินดีย จีน อาเซียน “อดิเรก” บอกว่าเราถือว่าเราอยู่คู่กับมนุษย์ หากินกับมนุษย์ประมาณ 3,000 ล้านคน

    จากวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” จึงมีกรอบในการทำธุรกิจคือ 1.ความยั่งยืนของบริษัท 2.innovation ในแง่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการผลิต ในแง่ R&D ล้วนเป็นเรื่องที่ให้ได้มาซึ่งคุณภาพที่ดี ต้นทุนที่ถูก ไปถึงจุดที่ถูกต้องของกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นกลยุทธ์อันหนึ่งที่เราเน้นอยู่ตลอดเวลา 3.แบรนดิ้ง เราผลิตเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องขายเก่งและขายแล้วให้ผู้บริโภคจดจำได้ด้วย เราพยายามสร้างแบรนด์ของซีพีให้เป็นแบรนด์ระดับโลก เรียกว่า global brand ใช้เงิน 200-300 ล้านบาทต่อปีในการโปรโมตสินค้าในแบรนด์ต่าง ๆ ส่วนจะไปไกลแค่ไหนต้องใช้เวลา

    4.การสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า ซัพพลายเออร์ แบงเกอร์ที่กู้เงิน หากเราจะยั่งยืนอยู่ได้ ไม่ใช่ตัวเราจะทำแค่กำไร เราเก่งแล้ว เราจะอยู่ได้ ไม่ใช่…มันต้องมีคนส่งวัตถุดิบดี ๆ ให้เรา มีลูกค้าขายดี ๆ ให้เรา มีแบงก์ยินดีปล่อยกู้ให้เราดอกเบี้ยไม่สูง และบริษัทต้องมีกำไร จ่ายเงินปันผลเพื่อดูแลผู้ถือหุ้น

    5.ซีพีเอฟจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ต้องตอบแทนบุญคุณ เป็นนโยบายของ “คุณธนินท์” เลยว่าเรื่องตอบแทนบุญคุณ เราจะตอบแทนให้แผ่นดินอย่างไร เสียภาษีอย่างไร จะต้องดูแล สิ่งแวดล้อมเพื่อส่วนรวมให้ถูกต้องอย่างไร โดยเฉพาะการดีลกับเกษตรกรให้ได้ประโยชน์ที่เหมาะสม ผู้บริโภคได้สินค้าที่ดี

    “เป็นปรัชญาของบริษัทเรื่องตอบแทนบุญคุณ ว่าให้ประเทศได้ประโยชน์ เกษตรกรได้ประโยชน์ ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์”

    จากนโยบายตอบแทนแผ่นดินนี่เอง บริษัทตั้งมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท เพื่อยกระดับการกินดีอยู่ดีของเกษตรกร โดยอาศัยความแข็งของบริษัทที่รู้เรื่องธุรกิจไปสร้างหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร หมู่บ้านเกษตรสันติราช ทำคอนแทร็กต์กับเกษตรกรทั่วประเทศประมาณ 10,000 ครอบครัว ทำโครงการไก่ไข่อาหารกลางวันในโครงการของสมเด็จพระเทพฯกว่า 300 โรงเรียน เป็นต้น

    ประเด็นสุดท้ายสิ่งที่จะทำให้เรายั่งยืนได้คือ “คน” เราให้ความสำคัญเรื่องนี้ว่าจะมีบุคลากรดี ๆ อยู่กับเราได้อย่างไร และเราจะสร้างผู้นำของเราอย่างไร ผู้นำรุ่นต่อไปที่จะมา ต่อสานกับผู้นำรุ่นปัจจุบันอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญมาก

    “ผมประเมินว่าจุดที่สร้างความยั่งยืนคือวิสัยทัศน์ต้องมองไกลให้ถูกต้อง เราเชื่อว่าเราเดินมาถูกต้องแล้ว โดยการเน้นความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแบรนดิ้ง การแบ่งปันผลตอบแทนใน value chain ทั้งหมด ทั้งผู้ถือหุ้น ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต เพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน คำนึงถึงสังคม ส่วนรวมและคน”

    หากพูดถึงเรื่อง “คน” ปัจจุบันซีพีเอฟมีคนทำงาน 8 หมื่นคน เป็นระดับสตาฟ 1 หมื่นกว่าคน อีกกว่า 6 หมื่นคนเป็นผู้ใช้แรงงานในการแปรรูป

    “อดิเรก” เล่าถึงวิธีการที่ทำให้คนรักบริษัทว่าสิ่งสำคัญที่สุดบริษัทต้องเติบโตก่อน หากบริษัทโต คนในองค์กรจึงจะเติบโตไปด้วย แต่ถ้าธุรกิจไม่เติบโตเลย ขณะที่ค่าใช้จ่ายแต่ละปีขึ้น คนในองค์กรก็จะปรับตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือนคงไม่ได้ ด้วยความคิดนี้ซีพีเอฟจึงเน้นการสร้างการเติบโต คนที่เข้ามาร่วมกับ ซีพีเอฟ เมื่อบริษัทโต “คน” ก็มีโอกาสโตตามบริษัท

    “เท่ากับองค์กรให้เขาก่อน เมื่อเขาดีขึ้น เขาก็รักองค์กร และบริษัทต้องสร้างพื้นฐานที่ยุติธรรม มีคุณธรรม เอื้ออารี ต่อกัน เมื่ออยู่ไปนาน ๆ เหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ความรู้สึกของคนซีพีอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เวลาสั่งงานไม่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร บางครั้งสั่งเรื่องลงทุนวงเงิน 100-200 ล้านบาท ก็สั่งทางโทรศัพท์ รู้กัน ด้วยความรู้สึกที่เชื่อมต่อกันได้ รู้ทิศทางของบริษัท และทุกคนเติบโตไปกับบริษัท อีกส่วนที่เติบโตคือบริษัทต้องการคนใหม่ ๆ เข้ามา ลำพังคนเก่าอย่างเดียวคงไม่พอ หากบริษัทเราไม่โตจะรับคนใหม่คงไม่ได้”

    นี่คือวัฒนธรรมองค์กรแบบซีพีเอฟ…แต่ที่มากไปกว่านั้น “อดิเรก” กล่าวว่า “ผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างแล้วถ่ายทอดลงไป หากไม่ทำ แล้วจะให้คนยอมรับคงเป็นไปไม่ได้ คุณธนินท์เป็นตัวอย่างที่ดี รวมทั้งมีผู้ใหญ่หลายคนที่เป็นรุ่นบุกเบิกทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี”

    หลักคิดหนึ่งที่คุณธนินท์ให้ไว้ว่า “ถ้าเรายอมเป็นคน เสียเปรียบ สุดท้ายที่สุดจะได้เปรียบ” โดยอธิบายว่า “ถ้าเป็นคนเอาเปรียบนิดหนึ่ง สุดท้ายจะถูกคนที่เราเอาเปรียบ “เกลียด” เราเอาเปรียบเขา 100 บาท เขาเจ็บใจ และเขารู้สึกว่าเราเอาเปรียบเขา ดังนั้นอย่าเอาเปรียบคน ดีที่สุดคือยอมเสียเปรียบ จะมีเพื่อน จะมีคนรู้สึกอยากจะคบเราว่าเราเป็นคนมีน้ำใจ เพราะคนมีน้ำใจคือคนที่ยอมเสียเปรียบ สุดท้ายก็จะพบคนดี จะเจอคนดี”

    …อีกอันเป็นความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่จำเป็น ท่านประธาน (คุณธนินท์) บอกว่า “ให้คิดก่อนทำก่อน” ต้องคิด…ความคิดสร้างสรรค์คือพยายามกระตุ้นให้คนคิดอะไรก่อนคนอื่น พอคิดก่อนทำก่อน เราจะได้เปรียบ ฉะนั้นคติ “คิดก่อนทำก่อน” ก็คือเรื่อง “อินโนเวชั่น” นั่นเอง มันจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา อันนี้เป็นอันหนึ่งที่พวกเราพยายามจับเป็นหลัก คำว่า “อินโนเวชั่น” ดูจะเป็นภาษาอังกฤษเกินไป แต่เราใช้ว่า คุณคิดก่อนทำก่อนให้ได้ ทุกคนพยายามคิดเรื่องใหม่ ๆ เป็นศัพท์พื้น ๆ สำหรับซีพีเอฟของเรา

    พร้อมกับเสริมว่า…จุดหนึ่งที่ช่วยให้เราคิดเรื่องอินโนเวชั่น เพราะท่านประธานบอกว่าสำหรับตัวท่าน “พอใจวันเดียว” ในผลงาน แต่ผู้บริหารให้ 1 เดือน หลังจากนั้นต้องไปคิด เรื่องใหม่

    “บางคนเป็นคนที่ฝังความคิดกับความสำเร็จในอดีตมากไป ภูมิใจกับความสำเร็จในอดีตมากไป แต่ในซีพีเอฟเราไม่ให้ภูมิใจกับในอดีต ท่านประธานบอกว่า ผมพอใจวันเดียว ให้ผู้บริหารภูมิใจ 1 เดือน อย่าเหลิงว่าตัวเองทำดี”

    นี่คือคัมภีร์ “ซีพีเอฟ” กับเป้าหมายบริษัทแถวหน้า”ครัวของโลก” ในอนาคต

    โมเดลไทยไปได้ทุกที่

    ด้วยเป้าหมายของซีพีเอฟคือป้อนอาหารให้คนทั้งโลก เพราะเชื่อว่าคนทั้งโลกยังไงก็กินเนื้อสัตว์ และกินเนื้อสัตว์หลัก ๆ ไม่กี่ชนิด อาทิ หมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปลา

    และนี่คืออาหารมนุษย์ของซีพีเอฟ

    “อดิเรก” บอกว่า อนาคต 10-20 ปีข้างหน้า หากซีพีเอฟโตอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ การเป็นบริษัทขนาด 500,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับซีพีเอฟ โดยปีนี้ขนาดซีพีเอฟขยายขึ้นมาที่ 180,000 ล้านบาท

    กลยุทธ์การเป็นครัวของโลกของซีพีเอฟ นอกจากใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยแล้วยังขยายการลงทุนไปกว่า 10 ประเทศ เมื่อถามว่าหากกางแผนที่โลกเพื่อเลือกว่าจะไปลงทุนที่ไหน ซีพีเอฟวางยุทธศาสตร์อย่างไร คำตอบที่ได้คือการลงทุนจะมุ่งไปประเทศที่ยังมีศักยภาพกินเนื้อสัตว์น้อย ประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ล้าหลังกว่าไทย ประเทศที่เล็งเห็นโอกาสเหมือนประเทศไทยเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว เพราะซีพีเอฟมีสูตรสำเร็จ มีโมเดลการเติบโตในเมืองไทยเป็นตัวอย่าง ดังนั้นการไปเริ่มต้นเพียงแต่ก๊อบปี้โมเดลไทยไป เอาคนไป แค่นี้ก็แข่งขันได้แล้ว

    การลงทุนในต่างประเทศนอกจากเป็นการผลิตเพื่อป้อนในประเทศนั้น ๆ แล้ว บางประเทศสามารถใช้เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรปด้วย อาทิ การลงทุนในประเทศตุรกี

    สูตรสำเร็จซีพีเอฟคือ value chain โดยเริ่มจากการทำโรงงานอาหารสัตว์ เนื่องจากเป็นต้นทางของกระบวนการผลิต จากนั้นทำฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ ฟาร์มเลี้ยงลักษณะคอมเมอร์เชียล โรงฆ่า โรงงานแปรรูป และปรุงสุกเป็นอาหาร

    value chain นี้สอดรับกับมาตรฐานโลกในเรื่องฟู้ดเซฟตี้ ที่ “อาหาร” ต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ในทุกขั้นตอน ด้วยโมเดลนี้เป็นจุดที่เราเชื่อว่าจะทำให้เราแข็งแรงได้ ฉะนั้นมี “ห่วงโซ่” ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสเต็ป ๆ จึงเป็นโมเดลการลงทุนที่เหมือนกันในทุกประเทศ โดยสัตว์บกเน้นไปที่หมู ไก่ เป็ด สัตว์น้ำจะเน้น กุ้ง ปลา

    “ตอนหลังเรามาเน้นอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น เพราะให้มูลค่า มากกว่าและสามารถสร้างแบรนด์และความจดจำสินค้าได้ เราจึงเข้าสู่อาหารสำเร็จรูปมากขึ้น”

    นอกจากนี้ซีพีเอฟมีสาขาการค้า 10 กว่าประเทศ และมีการตั้งหลาย ๆ บริษัทเพื่อให้ได้โควตาเพิ่มขึ้น เป็นการแก้ข้อจำกัดในด้านโควตาส่งออก “อดิเรก” บอกว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องหาวิธีการหาโควตาไม่ให้ถูกบีบคั้นมากเกินไป พร้อมกันนี้ก็หันไปทำสินค้าอื่น ๆ ที่พร้อมรับประทาน เช่น เกี๊ยวกุ้ง กุ้งชุบแป้งทอด สินค้าเหล่านี้ไม่อยู่ในระบบโควตา

    “อดิเรก” เล่าว่า แต่ละปัญหาเราไม่มีทางที่จะท้อแท้หรือยอมมัน เราต้องคิดตลอดเวลาว่าจะให้บริษัทรอดอย่างไร เติบโตอย่างไร ขณะเดียวกันบริษัทต้องมีพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง และพันธมิตรที่สำคัญคือรัฐบาล อย่างรัฐบาลให้ไปปลดล็อกเงื่อนไขการกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี เราต้องใกล้ชิด ทางภาครัฐ

    “แม้รัฐจะเปลี่ยนบ่อยเราก็ต้องทำใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร เรามีคนต้องไปอธิบาย และเวลาที่รัฐบาลไปเจรจาการค้า เราต้องมีคนไปอธิบายรายละเอียดกับทางภาครัฐให้เยอะ หากเราไม่เข้าไปให้ข้อมูล รอให้รัฐมาขอข้อมูล จะช้าไป เราจะเสียเปรียบ กลยุทธ์เราต้องเตรียมพร้อมใกล้ชิด กับ หน่วยงานของภาครัฐ เพราะเราถือว่ารัฐเป็นด่านหน้า”

    นี่คือกลยุทธ์การคิดก่อน ทำก่อน รุกก่อนของซีพีเอฟ




    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    4 comments to คิดก่อน-ทำก่อน-รุกก่อน สูตร “ครัวของโลก” สไตล์…ซีพีเอฟ

    Leave a Reply

     

     

     

    You can use these HTML tags

    <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>