Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

ความรู้ล่าสุด

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


here online casinos that accept EcoCard deposits www.celj.org internet casino bonus http://www.celj.org/files/newsletters/internet-slots.html best casino rewards promo http://www.celj.org/files/newsletters/new-slots.html online casino accepting us credit cards with no download http://www.celj.org/files/newsletters/vip-online-casinos.html www.usps.org best payout online casino for usa online blackjack for real money caribbean stud poker at las vegas www.usps.org/ play tri card poker online www.usps.org usa casinos accepting paypal www.usps.org

เปิดผลสำรวจ 'ทุจริต' ทั่วโลก 3 ธุรกิจนำโด่ง 'โทรคมนาคม' แชมป์ 38% ใช้กลโกง 'ตกแต่งบัญชี'

Pinterest

การทุจริตคอร์รัปชั่นที่ตกเป็นข่าวรายวัน สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตของสังคมที่น่าวิตกไม่แพ้วิกฤตเศรษฐกิจ เพราะไม่เพียงผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” ที่ได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศในรอบเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ต่อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในการทำธุรกิจจำแนกตามอาชีพ ปรากฏว่าพนักงานบริษัทร้อยละ 51.4 คิดว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจ

ล่าสุดผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารทั่วโลกใน 54 ประเทศ กว่า 3,000 คนของกลุ่มไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PriceWaterhouseCoopers หรือ PWC) บริษัทที่ปรึกษาซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคต่าง ๆ ยังชี้ชัดว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) สถิติการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 50%

“ประสัณห์ เชื้อพานิช” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา PWC ได้เก็บข้อมูลความคิดเห็นผู้บริหารอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปี 2009 ทำให้เห็นวิวัฒนาการด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นชัดเจน

ภาพรวมจากรายงานผลสำรวจพบว่า การทุจริตเกิดขึ้นมากกว่า 50% ในเขตประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น รัสเซีย อินเดีย จีน บราซิล รวมไปถึงยุโรปตะวันออก

ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คิดว่าน่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนมาก แต่กลับมีน้อย ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่อาจจะมีรายงานน้อยหรือไม่มีก็ใช่ว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น บางประเทศอาจไม่ได้รายงานหรืออาจไม่มีการตรวจสอบหรือตรวจสอบแล้ว ไม่เจอก็เป็นไปได้เหมือนกัน

ซึ่งเมื่อจำแนกการทุจริตออกเป็นภาคอุตสาหกรรม จะพบว่า 3 ธุรกิจแรกที่นำโด่งในการสำรวจครั้งนี้ คือ กิจการโทรคมนาคม การสื่อสาร ตามด้วยธุรกิจประกันภัย และสถาบันการเงินตามมาติด ๆ เป็นอันดับ 3

“ทั้ง 3 ธุรกิจที่พบการทุจริตมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้มีรายการที่ต้องทำเยอะมากในแต่ละวัน เฉพาะแค่โทรศัพท์อย่างเดียวก็มีโปรโมชั่น มีแถมมากมาย บางครั้งลูกค้าโทร.ติดบ้างไม่ติดบ้าง สายหลุดบ้าง แล้วบริษัทจะคิดค่าโทร.อย่างไร ในส่วนของบริษัทประกันก็เช่นกัน มีการออกกรมธรรม์เยอะ การทุจริตก็เกิดขึ้นได้มาก ยิ่งสถาบันการเงินยิ่งไม่ต้องพูดถึงมีข่าวให้เห็นตลอดเวลา”

“ประสัณห์” บอกว่า ยิ่งธุรกิจใหญ่โอกาสในการทุจริตยิ่งมีมาก พบว่าธุรกิจที่มีพนักงาน 1,000 คนขึ้นไป มีโอกาสเกิดการทุจริตมากถึง 46% ธุรกิจที่มีพนักงาน 201-1,000 คน มีโอกาสเกิดทุจริต 26% ธุรกิจที่มีพนักงาน 200 คนขึ้นไป สถิติจะลดลงเหลือ 15%

ในส่วนองค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ จากผลการสำรวจพบว่า มีโอกาสเกิดการทุจริตมากถึง 37% รองลงมาเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ 31% บริษัทเอกชน 28% และอื่น ๆ 21% ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเจ้าของกิจการกำกับดูแลองค์กรด้วยตัวเอง จึงไม่มีใครโกงบริษัท

เมื่อถามถึงสาเหตุของการทุจริต ส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ใน 3 เรื่องหลัก ๆ คือ เรื่องผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงหรือแม้กระทั่งแรงกดดันต่าง ๆ เช่น การตั้งเป้ายอดขาย หรือยอดรายได้ในแต่ละปี ทำให้ผู้บริหารต้องหาวิธีการทำให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งก็เป็นที่มาของการทุจริต ซึ่งจากสถิติสาเหตุนี้มีสูงถึง 68% ซึ่งเรื่องนี้มักเกิดกับฝ่ายบริหารมากที่สุด

ส่วนเรื่องของโอกาสที่เปิดให้มีการทุจริต ยกตัวอย่างพนักงานแคชเชียร์อยู่กับเงินทุกวัน ซึ่งหากไม่มีการตรวจสอบเป็นประจำ พนักงานอาจจะย่ามใจหยิบเงินไปใช้ก่อนแล้วคิดว่าจะนำมาใช้คืนวันหลัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ จากการเก็บข้อมูลพบว่ามี จำนวน 18%

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ทัศนคติที่มองว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องผิด หลายคนจึงพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ยักยอกผลประโยชน์ของบริษัทเข้ากระเป๋าตัว ตรงนี้ตัวเลขอยู่ที่ 14%

หากวิเคราะห์ถึงยุทธวิธีการโกงว่า ถ้าจะโกงด้วยวิธีการอะไร ที่น่าสนใจคือการตกแต่งบัญชีมีสถิติที่เพิ่มสูงขึ้นมากจาก 10% ในปี 2003 เพิ่มขึ้นมาเป็น 38% ในปี 2009 เพราะหากผู้บริหารทำตัวเลขไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ วิธีการตกแต่งบัญชีจะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด

สำหรับการยักยอกทรัพย์สินบริษัทจากสถิติที่เก็บได้ก็สูงเช่นเดียวกัน โดยในปี 2003 ตัวเลขอยู่ที่ 60% และในปี 2009 ขยับมาอยู่ที่ 67% และการติดสินบนปี 2003 มี 14% ปี 2009 พุ่งขึ้นมา เป็น 27%

เหตุผลที่ทำทุจริตส่วนมาก 70% ก็เพื่อรักษามาตรฐานการ ดำรงชีวิตของตัวเอง เพราะผู้บริหารบางคนในช่วงที่เงินเดือนสูง อาจจะไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ไว้ แต่พอเศรษฐกิจตก ถูกปรับลดเงินเดือนทำให้ไม่มีเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์จึงต้องทุจริต

16% เกิดจากเวลามีการทุจริตในองค์กร มีการตั้งข้อกล่าวหา ไม่มีบทลงโทษใด ๆ ทำให้คนที่โกงคิดว่าโกงแล้วไม่เป็นไร ไม่มีใครจับได้

อีกคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการเซอร์เวย์ในครั้งนี้ คือ โครงสร้างผลตอบแทนของฝ่ายบริหารที่ผันแปรตามผลประกอบการ ทำให้เกิดการตกแต่งบัญชีเพราะถ้าตัวเลขออกมาสวย ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ผู้บริหารก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี

สำหรับประเทศไทย “ประสัณห์” ให้ข้อมูลว่า จากการเก็บข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2543-2552) การทุจริตในภาคธุรกิจเอกชนของไทยจะเป็นรูปแบบของการฝ่าฝืนกฎระเบียบเป็นส่วนใหญ่มีสัดส่วนถึง 73.23%

รองลงมาเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง และการสร้างข้อมูลเท็จ 10.31% ตามมาด้วยการสร้างราคา 2.95% การหลีกเลี่ยงภาษีอากร 7.63% และการยักยอกเงินบริษัท 2.95% อื่น ๆ 2.93%

ซึ่งหากโฟกัสไปที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะพบว่าการทุจริตส่วนใหญ่เป็นการยักยอกทรัพย์ และการใช้ข้อมูลภายใน รวมถึงการให้กู้ยืมกับบุคคลอื่นและนิติบุคคล

นอกเหนือจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้ว PWC ได้ถามผู้บริหารต่อไปว่า การทุจริตมีผลกระทบอย่างไรต่อองค์กรที่ทำงานอยู่ พบว่ามากกว่า 32% เห็นว่าพนักงานสูญเสียขวัญและกำลังใจ เพราะทันทีที่เกิดข่าวการทุจริตในองค์กร พนักงานก็เกรงว่าบริษัทจะไม่มั่นคง กลัวตกงาน

ในแง่ความสัมพันธ์กับคู่ค้าก็จะกระทบเพราะไม่มีใครอยากค้าขายกับองค์กรที่มีการทุจริต ลูกค้าก็เริ่มหวั่น ๆ กับคุณภาพ ของสินค้าที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน ทำให้สินค้าขายไม่ได้ ยิ่งเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ราคาร่วงทันที เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ “ประสัณห์” บอกว่า ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน แต่เป็นผลกระทบที่แรงมากจนไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้ ถึงตรงนี้ผู้บริหารในหลายองค์กรคงอยากรู้ว่า จะทำอย่างไร ถึงจะรู้ว่าในองค์กรของตัวเองมีการทุจริตหรือไม่ PWC แนะวิธี การตรวจสอบทุจริตที่น่าสนใจและได้รับความนิยมจากทั่วโลกไว้ดังนี้

แนวทางแรก คือ การตรวจสอบภายใน มีผู้นิยมใช้สูงถึง 26% ในปี 2009 แนวทางที่ 2 คือ การบริหารความเสี่ยงอันเกิดจากการทุจริต แนวทางที่ 3 เป็นวิธีการที่ฮิตมากในอเมริกาเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา คือ บัตรสนเท่ห์

“ประสัณห์” บอกว่า หากอยากแก้ไขปัญหาทุจริตในองค์กรผู้บริหารจะต้องสร้างวัฒนธรรมให้คนในองค์กรเชื่อมั่นว่าไม่มีการทุจริตในองค์กร โดยปฏิบัติตัวเป็นโรลโมเดลให้กับพนักงาน แล้วเขียนแนวทางปฏิบัติที่ดีให้ชัดเจน

ที่สำคัญมากต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับคนที่กระทำการทุจริตในองค์กร ซึ่งบอร์ดขององค์กรจะมีความสำคัญมากในการกำกับดูแล ตรวจสอบว่าจุดไหนที่มีความเสี่ยงในการเกิดทุจริตได้มาก บอร์ดต้องหมั่นสอบถามกรรมการอยู่ตลอดเวลาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กรหรือไม่ มีการจัดวางระบบการเฝ้าระวังในจุดที่มีความเสี่ยงในการทุจริต รวมถึงการสร้างเครือข่ายคนในองค์กรให้ช่วยเป็นหูเป็นตาหากมีเหตุการณ์ทุจริตแล้วให้รายงาน ตรงกับกรรมการเพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็ว

อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการบริหาร PWC ทิ้งท้ายว่า การทุจริตในองค์กรถ้าไม่ตรวจสอบก็ไม่เจอ ถ้าไม่ค้นหาก็ไม่พบ ฉะนั้นวันนี้ผู้บริหารองค์กรต้องกลับไปตรวจสอบองค์กรของตัวเองว่ายังปกติสุขดีอยู่หรือไม่




Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

4 comments to เปิดผลสำรวจ “ทุจริต” ทั่วโลก 3 ธุรกิจนำโด่ง “โทรคมนาคม” แชมป์ 38% ใช้กลโกง “ตกแต่งบัญชี”

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>