Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

ความรู้ล่าสุด

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


กะเทาะเปลือก “ยิ่งลักษณ์” เก่งจริงหรือตัวช่วย!!

Pinterest

 

*แกะรอยเส้นทางเติบโต “ตัวเก็งนายกหญิงฯ”ภายใต้ปีกชินวัตร
*เอ็กซเรย์จุดแข็ง-จุดอ่อน แบบหมดเปลือก
*เปิด 5 ขุนพลอุ้ม ‘ปูแดง’สู่ความสำเร็จธุรกิจแสนล้าน
*ชี้ผลสัมฤทธิ์ด้าน ‘ผู้นำ’ พบปูสอบตกทุกประเด็น
*ฟันธงอาณาจักรการเมืองเธอเป็นได้แค่เพียง ….ร่างทรง!?

 


ไม่ว่าผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะทำให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวคนสนิทของ “ทักษิณ ชินวัตร” จะได้เป็นนายกหญิงคนแรกของประเทศไทยหรือไม้ก็ตาม แต่ชื่อของยิ่งลักษณ์ก็ถูกโปรโมทขึ้นมาเป็น “ร่างทรงคนใหม่” ของทักษิณ คำถามที่เกิดขึ้นมากมายในสังคมและการเมืองก็คือ ยิ่งลักษณ์มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่? โดยเฉพาะความสามารถในการเป็นผู้นำ ทักษะและประสบการณ์ที่จะมาทำงานด้านการเมือง กระทั่งล่าสุด “ทักษิณ” ได้ออกมายืนยันความสามารถในการบริหารจนประสบความสำเร็จ

จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวคนใกล้ชิดที่เคยทำงานร่วมกับยิ่งลักษณ์ในบริษัทเอไอเอสและบริษัทเอสซีแอสเสท และผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารคนและความเป็นผู้นำ ของ “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” พบว่า เส้นทางบริหารธุรกิจของยิ่งลักษณ์นั้น เป็นเส้นที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยมีธุรกิจของตระกูลเป็นฐาน ซึ่งมีพี่ชายที่ให้ความไว้วางใจเป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ และมีขุนพลมืออาชีพจากหลากหลายธุรกิจ (อ่านล้อมกรอบ เปิดตัว 5 ขุนพล) เหมือนเช่น เส้นทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมี “กุนซือการเมือง” เป็นพี่เลี้ยงจำนวนมากถึง 16 คน

ใต้อาณาจักรตระกูลชินวัตร

“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฐานะน้องสาวคนสุดท้องของ “ตระกูลชินวัตร” ที่มีพี่ชายคนโตคือ “ทักษิณ” เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นเมื่อเป็นคนที่ส่งเสียให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตต สหรัฐอเมริกา (Kentucky State University , U.S.A.) ในปี พ.ศ.2533 หลังจากจบปริญญาตรีในสาขาสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากนั้น เธอก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานให้กับธุรกิจของพี่น้องและครอบครัวตระกูลชินวัตร ไล่มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2534 ในบริษัท ชินวัตร ไดเรคทอรี่ส์ จำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจรับพิมพ์สมุดหน้าเหลืองหรือสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ที่ซื้อมาจากบริษัท เอทีแอนด์ที ในตำแหน่งพนักงานฝึกหัดด้านการตลาดและการขาย ในปี 2535 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ และก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิต

ในปี 2537 จึงย้ายไปเป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัท เรนโบว์ มีเดีย ที่ดำเนินธุรกิจด้านโฆษณา และเดิมเป็นแผนกหนึ่งในบริษัท ไอบีซี อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจด้านเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ทักษิณเริ่มเข้าสู่วงการเมือง ในสังกัดพรรคพลังธรรม จากการชักชวนของพลตรีจำลอง ศรีเมือง จากนั้นจึงเลื่อนขึ้นไปเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการ ก่อนที่จะย้ายเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายเครือข่ายโทรศัพท์และการสื่อสาร ในปี 2545 ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป หลังจากที่ทักษิณชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์เมื่อปี 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยที่เขาเป็นหัวหน้าพรรคได้รับเสียงข้างมากในสภา

ต่อมาในปี 2548 เธอก็ก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทเอไอเอส ในปีเดียวกันกับที่ทักษิณได้กลับเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนครบวาระ 4 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้น ยิ่งลักษณ์ได้ลาออกจากบริษัทเอไอเอสในช่วงปลายปีเดียวกัน หลังจากที่ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาทให้เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อขจัดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารประเทศ ของทักษิณ ที่อาจถูกกล่าวหาว่าอาศัยอำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตระกูล ซึ่งในช่วงเดียวกันนี้ ยิ่งลักษณ์ขายหุ้นชินคอร์ปที่เธอมีอยู่ทั้งหมดออกไปด้วยเช่นกัน

แล้วจึงย้ายไปเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินซึ่งเป็นธุรกิจหลักของทักษิณและพจมานหรือพี่ชายและพี่สะใภ้ ตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะเกิดการทำรัฐประหารยึดอำนาจทางการเมืองจากทักษิณในวันที่ 19 กันยายน 2549

แหล่งข่าวในวงการเมืองสรุปถึงแนวทางชีวิตที่ผ่านมาของยิ่งลักษณ์ว่า เพราะเกิดมาบนกองเงินกองทอง และโตขึ้นมาในยุคที่ทักษิณร่ำรวยแล้ว มีเงินเป็นหมื่นล้าน ไม่ต้องยากลำบาก ตั้งแต่การได้ไปเรียนเมืองนอกและกลับมาทำงานภายใต้อาณาจักรของทักษิณ ในฐานะที่เป็นน้องสาวคนสุดท้องที่เชื่อฟังพี่ชายคนโต ซึ่งเป็นตัวหลักในการคิดและวางแนวทางหลักของธุรกิจ การเข้ามาบริหารธุรกิจของตระกูลจึงอยู่ภายใต้การชี้นำ โดยมีเปลือกของตระกูลชินวัตรหรือพี่ชายที่คอยดูแลและห่อหุ้มเอาไว้ตลอกเวลา

พิสูจน์กึ๋นบริหารธุรกิจ

แม้ว่าธุรกิจของตระกูลชินวัตรจะเป็นธุรกิจครอบครัวแต่มีการวางโครงสร้างอย่างเป็นระบบและใช้มืออาชีพเข้ามาบริหาร ไม่ว่าจะเป็น บุญคลี ปลั่งศิริ , กฤษณันท์ งามผาติพงษ์ , โอฬาร ไชยประวัติ , นิวัฒธำรง บุญทรงไพศาล ซึ่งเป็นขุนพลหลักในยุคแรกและวางรากฐานทางธุรกิจ ที่มีทั้งการวางยุทธศาสตร์ กำหนดกลยุทธ์ การวางโครงสร้างทางการเงิน รวมทั้ง การบริหารจัดการองค์กรให้แข็งแกร่ง ที่ทำให้ธุรกิจของตระกูลชินวัตรขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงในยุคหลังอย่าง เรืออากาศเอกกรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ และอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน มืออาชีพที่เป็นกลไลหลักในการนำพาธุรกิจของบริษัท เอสซี แอสเสท ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาถึงวันนี้ แม้จะอยู่ในยุคยากลำบากของทักษิณ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารที่ร่วมทำงานกับยิ่งลักษณ์มาอย่างใกล้ชิดบอกตรงกันว่า คุณลักษณะเด่นของยิ่งลักษณ์คือ “การรู้จักใช้คน” เธอมีความสามารถในการโน้มน้าวจูงใจให้คนเชื่อและทำตาม ในการทำงานส่วนมากจะไม่ใช้วิธีการออกคำสั่งแต่จะเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ให้คนทำงานได้โชว์ความสามารถอย่างเต็มที่ และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ นอกจากจะให้ความสำคัญในเนื้องานแล้ว ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ด้วย

บางตัวอย่างความสำเร็จที่เด่นชัดของยิ่งลักษณ์ในสมัยทำงานอยู่ที่เอไอเอส เช่น การสร้างแบรนด์เอไอเอสซึ่งเป็นคอร์ปอเรทแบรนด์หรือแบรนด์แม่ให้เป็นที่รู้จักควบคู่ไปกับโปรดักต์แบรนด์หรือแบรนด์ลูก หลังจากที่พบว่าโปรดักต์แบรนด์หรือแบรนด์ลูกทั้ง 3 แบรนด์ คือ จีเอสเอ็ม วันทูคอล และสวัสดี เป็นที่รู้จักหรือแข็งแรงมากกว่า นอกจากนี้ ยังเป็นคนริเริ่มโครงการเอไอเอสพลัสซึ่งเป็นจุดเริ่มของโครงการเซเรเนด ซึ่งเป็นการดูแลและรักษาฐานลูกค้าของเอไอเอส

เช่นเดียวกันกับที่บริษัท เอสซี แอสเสท ยิ่งลักษณ์เริ่มต้นด้วยการเข้ามาหาจุดแข็งจุดอ่อนขององค์กรด้วยการทำวิจัยและพบว่า แบรนด์ของเอสซี แอสเสทมีภาพลักษณ์ที่ผูกติดกับไอทีทั้งๆ ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือพัฒนาที่ดิน และเป็นบริษัทที่อยู่ระดับหางแถวของธุรกิจนี้ในเวลานั้น แต่ในปัจจุบันสามารถไต่ระดับขึ้นมาอยู่กลางแถว ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับของคนในองค์กรในฐานะผู้นำที่ขับเคลื่อนองค์กรได้สำเร็จ โดยมีผลการดำเนินงานที่มีทั้ง การขยายตัว ผลกำไร และความพึงพอใจของลูกค้า เป็นตัวชี้วัด

แนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจของยิ่งลักษณ์เพื่อให้องค์กรเติบโต หลังจากพบจุดอ่อนด้วยการวิจัยและหาข้อมูลข้อเท็จจริง สิ่งที่ทำให้องค์กรพัฒนาได้อย่างแข็งแกร่งคือการทำเวิร์คชอปโดยให้คนทำงานมีส่วนในการร่วมคิดร่วมทำนั่นเอง ในขณะที่ ยิ่งลักษณ์ซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ที่คนใกล้ชิดบอกว่ามีสไตล์การทำงานแบบเชิงรุก มองการณ์ไกล กล้าตัดสินใจ และเป็นระบบ รวมทั้ง พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออก เช่น มีความเป็นผู้นำ ฯลฯ สามารถเป็นต้นแบบที่ดี (role model) ให้กับคนในองค์กรได้อย่างดี

แหล่งข่าวในวงการเมืองย้ำว่า แม้ว่ายิ่งลักษณ์จะสามรถขับเคลื่อนธุรกิจที่ตนเองเข้าไปมีหน้าที่รับผิดชอบ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจที่มีอยู่ทั้งหมดของตระกูลทชินวัตรแล้ว บทบาทหน้าที่และภารกิจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ในฐานะผู้นำที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ล้วนแล้วแต่มาจากมือาชีพที่กำหนดทิศทางและผลักดัน ดูเหมือนว่าธุรกิจที่ยิ่งลักษณ์ได้มีโอกาสเข้าไปพิสูจน์ฝีมือจนถึงตอนนี้ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากพอ

3 หลักคิด
เลือกผู้นำตอบโจทย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำ สุชาดา สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า ในเรื่องของภาวะผู้นำ มีหลักการอยู่ว่า ไม่มีใครเกิดมาเป็นผู้นำ ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่เสริมสร้างได้ แต่ก็มีความยากที่จะเกิดในตัวตน และไม่ได้สืบทอดกันได้ทางสาบเลือด ต้องเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง จุดสำคัญหลักๆ ที่ใช้คนๆ นั้นมีความเป็นผู้นำหรือไม่ อยู่ที่ “วิสัยทัศน์” และ “พฤติกรรม” ในกรณีของ “ยิ่งลักษณ์” สามารถดูได้ว่า มีการนำเสนอวิสัยทัศน์ในการบริหารการเมืองในฐานะผู้นำประเทศหรือนายกรัฐมนตรีไว้อย่างไรบ้าง รวมทั้ง จะมีแนวทางและวิธีการอย่างไร ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ในขณะที่ รศ.ดร.จิรประภา อัครบวร แห่งคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ แนะหลักคิด 3 ประการ ในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้นำประเทศคนต่อไปว่า

ข้อแรก ในการเลือกพรรคที่เสนอคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นการสะท้อนค่านิยม (Value) ของตัวผู้ตอบ เมื่อเราใช้หลักการใดในการเลือก แสดงว่าเรามีค่านิยมหรือให้คุณค่าแก่ในเรื่องนั้น เช่น เรื่อง “คุณสมบัติด้านการศึกษา” แสดงว่าเราให้คุณค่าความสำคัญในเรื่องนี้ จึงต้องการผู้นำที่มีการศึกษา

แต่ค่านิยมในสังคมไทยปัจจุบัน ที่มีคนเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนบุคคลมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม ดั’งนั้น เราอาจจะพิจารณาเลือกผู้นำจากค่านิยมแบบนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะเราอาจพิจารณาว่าผู้นำคนไหนที่เสนอผลประโยชน์ให้เราสูงที่สุด โดยท่านอาจไม่ได้มองว่าประเทศชาติจะได้รับผลอย่างไรหากผู้นำนักการเมืองคนนี้เข้ามาบริหารประเทศ

แต่หากเรามีค่านิยมที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนแล้ว เราจะเลือกผู้นำที่นำเสนอนโยบายที่จะทำให้ประเทศพัฒนามากกว่านโยบายประชานิยม

ดังนั้น เราควรคิดหาเกณฑ์ที่เหมาะสมกับการคัดเลือกผู้นำครั้งนี้ หากคิดไม่ออกให้ใช้ค่านิยมของพ่อหลวงของพวกเรา คือ “ความรู้คู่คุณธรรม” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่จะสามารถนำพาประเทศให้สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมิใช่ชั่วคืน

เราเห็นตัวอย่างมากมากของผู้นำประเทศมากมายมิใช่แต่ประเทศไทย ที่ผู้นำประเทศมีความรู้เก่งกาจแต่อ่อนคุณธรรม ก็ไม่สามารถนำพาประเทศไปได้อย่างมั่นคง อาจมีคนเพียงหยิบมือที่ได้ประโยชน์ส่วนตน แต่ประเทศชาติกลับเสียหายมากมาย

ส่วนผู้นำประเทศที่เคร่งคุณธรรมแต่อ่อนด้วยความรู้ ความสามารถก็ไม่อาจนำพาประเทศให้เจริญ ก้าวหน้าได้ ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาหาคนที่มีคุณสมบัติครบทั้งสองเรื่องเข้ามาช่วยกันบริหารประเทศ หากไม่เป็นเลิศทั้งสองด้าน ก็ขอให้ด้านคุณธรรมอย่าได้ยิ่งหย่อนไป เพราะเรื่องนี้ในการบริหารองค์การหรือประเทศเป็นเรื่องที่ต่อรองไม่ได้ โกงเพียง 20 บาทก็ถือว่าโกง

ข้อสอง การใช้หลักการของคุณลักษณะที่พึงประสงค์หรือสมรรถนะ (Competency) คือ ความรู้ ความสามารถ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ในการทำงานในแต่ละหน้าที่ การคัดเลือกคนตามแนวทางของ Competency คือการมองที่พฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตเท่านั้น ไม่เชื่อในสิ่งที่เป็นอนาคตตามที่คนเหล่านั้นบอกกล่าวหรือสัญญาว่าจะทำ

จะเห็นว่าการที่เราเลือกคนผิด ถูกหลอกจากคนที่มาสมัครเข้าทำงานแล้วพูดจาสัญญิงสัญญาว่าจะทำโน้นนี้ แต่พอเข้ามากลับไม่ทำได้อย่างที่พูด การพิจารณาคัดเลือกคนตามแนวทาง Competency จึงเลือกที่จะเชื่อเฉพาะประสบการณ์ในอดีตเท่านั้น

ผู้สมัครบางคนไม่เคยแม้แต่จะทำงานให้ชุมชนที่บ้านของตนตั้งอยู่เลย เวลาชุมชนมีกิจกรรม หรือขอความช่วยเหลือใดๆก็ไม่เคยโผล่มาให้เห็น แต่พอมาสมัครเป็นผู้แทนฯ วันนี้กลับมาบอกว่าให้เลือก แล้วจะทำโน้นนี้เพื่อพัฒนาประเทศและชุมชน ผู้แทนฯพวกนี้คัดออกได้เลย

หรือเจอคนที่เคยถูกข้อหาเรื่องทุจริตแม้ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม รับประกันได้ว่า เมื่อไรเข้ามาเป็นผู้นำประเทศเค้าเหล่านี้จะทำทุจริตมากกว่าเดิม หากพิจารณาตามแนวทาง Competency จะพบว่ามีการศึกษามากมายที่กล่าวถึงการกล่าววิสัยทัศน์ หรือการบอกกล่าวถึงสิ่งที่เป็นอนาคตนั้น มีความน่าเชื่อถือของข้อมูลน้อยมาก

ข้อสาม การตรวจสอบตัวชี้วัดผลงานของแต่ละพรรคที่สัญญาว่าจะทำเมื่อได้รับคัดเลือกเข้ามาบริหารประเทศ การบอกถึงนโยบายและระยะเวลาในการทำงานตามนโยบายเป็นสิ่งที่ดี (หากสามารถทำได้ตามนั้นจริง) แต่ตามแนวคิดของการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) นั้นสอนให้เราคอยตรวจสอบตัวชี้วัดอยู่สองประเภท คือ ก. โกงอย่างผิดกฏหมาย และ ข.โกงอย่างสุจริต

ประเภท ก. โกงอย่างผิดกฏหมาย (Dishonest cheating) คือการหลอก หรือการกระทำที่ผิดกฏหมาย เรื่องนี้เห็นอยู่ทั่วไป หรือ ประเภท ข.โกงอย่างสุจริต (Honest cheating) คือการหลอก หรือการกระทำที่ถูกต้องตามกฏหมาย เช่น การออกกฏระเบียบมารองรับนโยบายนี้อย่างถูกกฏหมาย แต่ประเทศชาติกลับสูญเสียรายได้หรือผลประโยชน์อย่างมหาศาลนี้ จะเห็นว่าโกงแบบนี้เอาผิดไมได้แต่ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

เปิด 5 ขุนพลอุ้มปูแดง

สู่ความสำเร็จบริหารธุรกิจ

พลิกแฟ้ม 5 กุนซือคนสำคัญของ ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งสะสมชั่วโมงบินในสังเวียนธุรกิจตระกูลชินวัตร “เอไอเอส-เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น” 2 ธุรกิจหลักที่สร้างอาณาจักรให้ตระกูลยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นมืออาชีพ มากประสบการณ์จากแวดวงข้าราชการ-เอกชน จากกลุ่มธุรกิจ โทรคมนาคม แบงก์ อสังหาริมทรัพย์ที่คอยเป็นมือไม้ ทำงานให้อย่างใกล้ชิดและผลักดันธุรกิจหลักเติบโตมูลค่าแสนล้าน


บุญคลี ปลั่งศิริ – กฤษณันท์ งามผาติพงษ์

บุญคลี ปลั่งศิริ

แม่ทัพกรุยทางธุรกิจโทรคมนาคม

ในสังเวียนธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมของตระกูลชินวัตร อันมีชินคอร์ปเป็นหัวหอกใหญ่ในการสร้างเม็ดเงินและความร่ำรวยให้ตระกูลของทักษิณ บุญคลี คือ คีย์แมนคนสำคัญที่ช่วยกำหนดยุทธศาสตร์ ทิศทางขับเคลื่อนองค์กรและบริษัทในเครือฯ ให้เติบโตและแข็งแกร่งในธุรกิจ ด้วยประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพที่เคยผ่านงานด้านโทรคมนาคมของ กสท หรือ บริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน และมีสัมพันธ์อันดีและเป็นที่ไว้วางใจ จากทักษิณพี่ชายคนสนิทของยิ่งลักษณ์ เพราะประสบการณ์ที่เคยช่วยวางระบบโทรศัพท์มือถือให้แก่บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด เมื่อครั้งที่ทักษิณบริหารธุรกิจดังกล่าว

จึงไม่แปลกเมื่อบุญคลีลาออกจาก กสท และมาช่วยงานธุรกิจของตระกูลชินวัตร เขาได้รับโปรโมตเลื่อนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง จากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการกลุ่มชินวัตรกรุ๊ปและได้ปรับตำแหน่งเรื่อยๆ จนได้เป็น ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทลูกอีกมากมายรวมทั้งเอไอเอส ที่ยิ่งลักษณ์เข้าไปเรียนรู้งานบริหารด้านโทรคมนาคมในช่วง 4 ปีก่อนข้ามสายไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น บทบาทของเขาในธุรกิจตระกูลชินวัตร ในกลุ่มโทรคมนาคม จึงเปรียบเสมือนแม่ทัพใหญ่ที่คอยกรุยทางสังเวียนธุรกิจโทรคมนาคมที่ล้วนต้องการอาศัยกึ๋น คอนเนกชั่น และชั่วโมงบินในการอ่านเกมธุรกิจขาด เพื่อนำพาธุรกิจในเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

กฤษณันท์ งามผาติพงษ์

อดีตมือการตลาดคนสนิท

กฤษณันท์ งามผาติพงษ์ แม่ทัพใหญ่มือขวา คุมงานด้านการตลาดของเอไอเอสยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่งก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์และการสื่อสารครั้งแรกในปี 2545 ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เขาเป็นมืออาชีพที่ถูกยิ่งลักษณ์ดึงตัวมาจากค่ายโนเกีย ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารเครือชินวัตรระบุว่า เขามีพื้นฐานในอุตสาหกรรมดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี มีผลงานเป็นเครื่องการันตีจากบริษัทชั้นนำระดับโลก ท่ามกลางปริศนาจากคนในวงการเหตุใดเขาจึงตัดสินใจทิ้งเก้าอี้เอ็มดีที่กำลังรุ่งเรืองในค่ายโนเกียมาร่วมธุรกิจในเครือตระกูลชินวัตร

ภารกิจหลักของกฤษณันท์ในเอไอเอสครั้งนี้ คือ เป็นหัวเรือใหญ่ที่มาเสริมเขี้ยวเล็บกลยุทธ์ทางการตลาดในกลุ่มเอไอเอส ซึ่งขณะนั้นธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์เอไอเอส แม้เป็นผู้นำตลาด แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันกับคู่แข่งที่มีความแข็งแกร่งในแบรนด์ไม่แพ้กัน และท้าทายไม่น้อยจากแบรนด์ดีแทค แบรนด์ทรู และแบรนด์ฮัทช์ ประกอบกับฐานลูกค้าของเอไอเอสที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 14 ล้านรายจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาไว้ โดยมีกลยุทธ์การตลาดเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ร่วมงานกับเอไอเอส กฤษณันท์ทำงานใกล้ชิดกับยิ่งลักษณ์มาโดยตลอด จัดเป็นมือขวาด้านการตลาดคนสำคัญที่ทำงานให้กับยิ่งลักษณ์โดยตรง


โอฬาร ไชยประวัติ – กรี เดชชัย – อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์

โอฬาร ไชยประวัติ

มือการเงินตระกูลชินวัตร

อดีตผู้บริหารจากแบงก์ไทยพาณิชย์ที่เคยผ่านงานด้านวิชาการและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินของแบงก์ชาติ ซึ่ง ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายคนสนิทของยิ่งลักษณ์ ดึงตัวมาช่วยงาน เพื่อดูแลวางโครงสร้างทางด้านการเงินให้กับบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ชิน คอร์ปอเรชั่นฯ) ในยุคแรกๆ หลังจากไปเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของแบงก์ไทยพาณิชย์ระหว่างปี 2525-2544 หลังจากนั้นลาออกจากแบงก์มาช่วยงานตระกูลชินวัตรและเป็นกรรมการในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นฯ ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส

หลังลาออกจากการเป็นกรรมการ บมจ.การบินไทย ในปี 2549 หลังถูกตรวจสอบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากในขณะนั้น เขาเป็นรองประธานกรรมการ บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่นฯ ที่เป็นเจ้าของ “ไทยแอร์เอเชีย” ที่ได้รับผลประโยชน์จากการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางบินของการบินไทย ที่คณะกรรมการตัดสินใจ โดยโอฬารเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัท ไทยแอร์เอเชีย ในยุคก่อตั้ง แม้ไม่ได้ทำงานใกล้ชิดโดยตรงกับยิ่งลักษณ์ แต่เขาจัดเป็นหนึ่งในกุนซือใหญ่ที่ช่วยแบ็กอัพด้านการเงินให้ธุรกิจตระกูลชินวัตรเป็นอย่างดี

บทบาทโอฬารจึงโดดเด่นในฐานะผู้คร่ำหวอดและที่ปรึกษาทางด้านการเงินคนสำคัญของยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะช่วงที่ทักษิณโยกเธอให้มาบริหารงานในเอไอเอส เพื่อดูแลเรื่องผลประโยชน์เงินๆ ทองๆ ของบริษัท เนื่องจากทักษิณไว้ใจน้องสาวคนนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับภารกิจที่เอไอเอสของยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องดูแลภาพรวมของบริษัท ทั้งด้านการบริหาร การตลาด และการเงิน โดยมีโอฬารเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาด้านการเงินระดับสูง

กรี เดชชัย

มือขวาลงทุนธุรกิจอสังหาฯ

เมื่อครั้งที่ ปู-ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจขายหุ้นเอไอเอสทิ้งเมื่อปี 2548 และลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารที่เอไอเอส “เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น” ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหลังของวงการและเป็นบริษัทของตระกูลชินวัตร เป็นบริษัทที่ยิ่งลักษณ์เข้ามาเรียนรู้และบริหารงานอีกครั้ง โดยมีกุนซือคนสำคัญ “กรี เดชชัย” อดีตผู้บริหารจากค่ายคิวเฮ้าส์ ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ใต้ปีกค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นพี่เบิ้มในขณะนั้น มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโครงการแนวราบระดับหรู เน้นกลุ่มเป้าหมาย คือ เศรษฐี เป็นหลัก

เมื่อกรีเข้ามาช่วยงานในเอสซีฯ กับยิ่งลักษณ์ ภารกิจสำคัญของกรีที่เอสซีฯ คือ ดูแลด้านการลงทุนโครงการทั้งหมดของบริษัท ตั้งแต่การเลือกซื้อที่ดิน วิเคราะห์ทำเล และกลยุทธ์การตลาด รวมถึงวางแผนโครงการลงทุนทั้งหมดในแต่ละปี โดยกรีเลือกที่จะให้น้ำหนักการลงทุนไปที่ระดับกลางถึงบน ซึ่งเขามีความถนัดและมีฐานลูกค้าอยู่ในมือ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดโครงการบ้านหรูระดับ 50-100 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ “Granda” ซึ่งโครงการนี้จัดเป็นโครงการในฝันของยิ่งลักษณ์ ที่เขาได้มีบทบาทสำคัญในการสานให้เป็นจริง ทำให้ปัจจุบัน เอสซี แอสแสท มีสินค้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์ทั้งโครงการแนวราบและโครงการแนวสูง มีระดับราคาตั้งแต่ 5-10 ล้านไปจนถึง 50-100 ล้านบาท และทำให้บริษัทก้าวขึ้นแท่นติดทอปเทน ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ที่มียอดขายแตะ 10,000 ล้านบาทมากขึ้นกว่าเท่าตัว หากเทียบกับเมื่อครั้งที่ยิ่งลักษณ์เข้ามาจับงานด้านอสังหาริมทรัพย์

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์

มือขวาคุมการเงินเอสซี แอสเสท

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ หนึ่งในขุนพลมือขวา ซึ่งทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ของยิ่งลักษณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลด้านการเงินของธุรกิจ ไม่ว่าการลงทุนซื้อที่ดิน วิเคราะห์ผลกำไร ตลอดถึงจุดคุ้มทุนของการลงทุน ที่สำคัญที่สุดคือ การควบคุมหนี้สินต่อทุน (D:E ) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งจะต้องดูแลเรื่องการบริหารความเสี่ยง เพราะธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะเดียวกันกว่าจะได้รับผลตอบแทนคืนมาจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี หากมีการคาดการณ์ผิดพลาดธุรกิจจะประสบปัญหาทันที

สไตล์การทำงานของอรรถพล เป็นที่ไว้วางใจของยิ่งลักษณ์ เพราะทุกโครงการที่ได้รับการวิเคราะห์และกลั่นกรองจากเขาคนนี้ ล้วนประสบความสำเร็จและเม็ดเงินผลกำไรอย่างคุ้มค่าให้กับเอสซี แอสเสทประกอบกับตัวยิ่งลักษณ์เอง มาคุม 2 ธุรกิจ ได้แก่ โทรคมนาคมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของตระกูล ที่ทักษิณพี่ชายคนสนิทไว้วางใจมากที่สุด ให้มาดูแลด้านการเงิน เมื่อครั้งที่เขาผันตัวเองไปเล่นการเมืองกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

เจาะลึกจุดแข็ง-จุดอ่อน

ก้าวไม่ถึงเก้าอี้นายกฯ!!

วิเคราะห์หมดเปลือก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กับจุดแข็ง-จุดอ่อน โอกาส-อุปสรรค สู่เก้าอี้ผู้นำสูงสุดของประเทศ คนใกล้ชิดชี้จุดเด่น วิสัยทัศน์กว้างไกล ทำงานเชิงรุก แต่ยอมรับทุกความคิดเห็น ทำงานเข้าขากับทุกคน สูตรสำเร็จนำธุรกิจมียอดขายแตะแสนล้าน ส่วนจุดอ่อนสำคัญไม่เคยผ่านงานการเมือง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นคนในตระกูล “ชินวัตร” ของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หรือ “น้องปู” ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน และมีทั้งโอกาสและอุปสรรคต่างๆ มากมาย ทั้งในช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์” ทำธุรกิจในอดีต รวมถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ เพื่อก้าวไปสู่เก้าอี้ผู้นำสูงสุดของประเทศไทย นั่นคือ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าหาก “ยิ่งลักษณ์” สามารถก้าวไปสู่เป้าหมายเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จะทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นครั้งแรก

ย้อนไปสู่ช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์” ทำงานอยู่ที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เป็นช่วงที่สปอตไลต์ทุกดวงจับจ้องไปที่ “เอไอเอส” และ “ยิ่งลักษณ์” ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูล “ชินวัตร” เพราะในช่วงนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวสู่เส้นทางทางการเมืองอย่างเต็มตัว และประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยแรก เมื่อปี 2544


ขณะนั้นเส้นทางการดำเนินธุรกิจของ “ยิ่งลักษณ์” โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีแบ็กอัพที่แข็งแกร่งหนุนหลัง นั่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ พี่ชาย ประกอบกับตัวตนของ “ยิ่งลักษณ์” ที่มีลักษณะของผู้นำเต็มตัว ทำงานเชิงรุก แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการทำงาน และทำงานเข้าขากับทุกคนเป็นอย่างดี จึงเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญของการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก เพราะสามารถทำให้เอไอเอสมีรายได้แตะหลักแสนล้านอย่างรวดเร็ว

หากเปรียบเทียบกับในช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์” เข้ามาทำงานในบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(SC) เส้นทางการทำงานกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนครั้งทำงานที่เอไอเอส เพราะหลังจากที่ “ยิ่งลักษณ์” เข้าไปทำงานได้ไม่ถึงปี ประเทศก็เกิดวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้ง เกิดการแตกแยกของคน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนอีกฝ่ายคือ ฝ่ายไม่เอา พ.ท.ต.ทักษิณ

ความขัดแย้งในช่วงนั้น หนักหนาและบานปลาย จนถึงขั้นทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยบอยคอตสินค้าและบริการของตระกูล “ชินวัตร” โดยขณะนั้นธุรกิจหลักที่เหลืออยู่เพียงธุรกิจเดียวคืออสังหาริมทรัพย์ ดำเนินงานโดยบริษัท เอสซี แอสเสทฯ ภายใต้การนำทัพของ “ยิ่งลักษณ์” ซึ่งเป็นทายาททางธุรกิจคนสำคัญที่ พ.ท.ต.ทักษิณไว้วางใจที่สุด ซึ่งตรงนี้เป็นจุดบอดที่ทำให้การทำงานของ “ยิ่งลักษณ์” ยิ่งลำบากมากขึ้น เพราะนอกจากประเทศจะตกอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังซื้อถดถอย ความวุ่นวายทางเมืองที่มีหัวขบวนคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ขายบ้านของ SC ยากมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ด้วยสไตล์การทำงานที่มีการบริหารงานและบริหารคนอย่างชาญฉลาด ประกอบกับ ความเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต สร้างสรรค์ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทุ่มเทการทำงานของ “ยิ่งลักษณ์” ทำให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาได้ และสามารถทำให้ SC มียอดขายเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัว หากเทียบกับในช่วงปี 2549 ที่เริ่มทำงานมียอดขายเพียง 3,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็นกว่า 6,000 ล้านบาทในปีก่อน และตั้งเป้ายอดขายปีนี้ หรือไม่เกินปีหน้าไว้ที่ 10,000 ล้านบาท

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะมือขวาด้านการเงินคนสำคัญ เปิดเผยกับ “ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์” ว่า ต้องยอมรับว่า “ยิ่งลักษณ์” เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความเป็นผู้นำสูง ที่สำคัญยังสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในทุกสถานการณ์ แม้ว่าจะไม่เคยทำงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มาก่อน และเป็นธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจโทรคมนาคมอย่างสิ้นเชิง แต่ก็สามารถนำประสบการณ์การทำงานในเอไอเอสมาประยุกต์ใช้ใน SC ได้เป็นอย่างดี

สิ่งแรกที่ “ยิ่งลักษณ์” นำประสบการณ์มาใช้ใน SC คือ เข้ามาเอกซเรย์ หรือตรวจสุขภาพองค์กรเป็นอันดับแรก เพื่อหาจุดแข็งและจุดอ่อนของ SC จากนั้นเร่งกำจัดจุดอ่อนให้หมดไป ซึ่งในขณะนั้น พบว่า SC เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับที่ 19 ในจำนวนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดประมาณกว่า 20 บริษัท อีกทั้งยังคิดว่า SC เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโทรคมนาคม

หลังจากนั้น “ยิ่งลักษณ์” จึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ก่อน เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงได้ให้นโยบายพนักงานทำงานโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใดพูดถึงเรื่องการสร้างแบรนด์ หรือให้ความสำคัญกับลูกค้ามากนัก

สำหรับความเป็นคนในตระกูล “ชินวัตร” ไม่ได้เป็นเพียงจุดแข็งของ “ยิ่งลักษณ์” เท่านั้น แต่ในทางกลับกัน กลับเป็นจุดอ่อนด้วย เพราะ “ยิ่งลักษณ์” ต้องเข้ามาทำงานใน SC ท่ามกลางความขัดแย้ง ความแตกแยกของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงเทพฯ ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง แต่เป็นฐานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ SC อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายของ SC คือลูกค้าระดับกลางถึงบน ซึ่งในกลุ่มดังกล่าว ส่วนใหญ่ล้วนไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ดี ด้วยจุดแข็งและจุดอ่อนที่ “ยิ่งลักษณ์” มีทั้งหมด ล้วนทำให้ “ยิ่งลักษณ์” มีโอกาสเหนือคู่แข่ง แต่ก็เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกันที่จะก้าวสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ “ยิ่งลักษณ์” ก็มีโอกาสสูงที่จะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงจะเป็นฐานสำคัญที่ส่งให้ “ยิ่งลักษณ์” ก้าวสู่จุดหมายนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย




Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

1 comment to กะเทาะเปลือก “ยิ่งลักษณ์” เก่งจริงหรือตัวช่วย!!

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>