รู้จักอดีตวิศวกรนาซ่า “ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ” ในอีกมุมที่น่ารัก

Pinterest



  • รู้จักอดีตวิศวกรนาซ่า "ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ" ในอีกมุมที่น่ารัก

     

    หากพูดถึง ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เชื่อว่าหลายคนรู้จักเขากันดี ในขณะที่บางคนอาจเลือน ๆ หรือเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก แต่หากได้ย้อนกลับไปเมื่อหลาย 10 ปีก่อน เขาเป็นคนไทยที่มีคุณสมบัติตรงตามที่องค์การนาซ่าต้องตามหาอยู่ถึง 3 ปีจึงจะพบและมอบทุนให้เรียนต่อจนจบปริญญาเอก และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ เขาได้รับรางวัลงานวิจัยดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่นในปี พ.ศ.2528 ซึ่งคว้ารางวัลที่ 1 ของโลกให้กับนาซ่า

     

    แต่ทั้งหมดนี้ กลับไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังค้นหา แต่ชีวิตในแบบของ "วรภัทร์" เขาต้องการความสมดุล นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเก็บกระเป๋าบินกลับประเทศไทยเพื่อมาดูแลพ่อแม่ และใช้ชีวิตกินอร่อย เที่ยวสนุกตามประสานักท่องชีวิตคนหนึ่ง

    กระทั่งมาเริ่มศึกษาพระพุทธศาสนา และอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสที่เชื่อมโยงพุทธกับคริสต์ได้ดีมาก เพราะสุดท้ายแล้วก็ขึ้นไปสู่ยอดเขาเหมือนกัน เพียงแต่วิธีขึ้นมีหลายทางเท่านั้นเอง ทำให้เขาหันมานับถือศาสนาพุทธควบคู่กับศาสนาคริสต์ที่นับถืออยู่ก่อน และบวชเป็นพระธุดงค์ 13 วันโดยเลือกสายปฏิบัติหลวงปู่มั่น ไม่นานก็ค้นพบด้วยตัวเองว่า พุทธะคือความว่าง

    ความรู้ทางธรรมนี้เอง คือสิ่งที่เขาพิสูจน์จนเข้าใจพื้นฐานแห่งจิต ความคิด และสติ นำไปสู่การประยุกต์กับหลักบริหารที่นำไปใช้กับองค์กรในบริษัทชั้นนำจนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายแห่ง ปัจจุบันเป็นนักเขียน วิทยากรอิสระที่ปรึกษามืออาชีพให้องค์กรรัฐและเอกชนหลายสิบแห่ง รวมถึงเจ้าของบริษัทพรีม่า แมเนจเม้นท์ จำกัด และปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วย

    ในวันนี้เป็นโอกาสอันดีของ ทีมงาน ที่ได้พูดคุยกับอดีตวิศวกรนาซ่าผู้หันหน้าสู่ทางธรรมจนค้นพบสัจธรรมของชีวิตท่านนี้ แต่เป็นการพูดคุยในอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตที่เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจยังไม่เคยได้ทราบมาก่อน นั่นก็คือ บทบาทของคุณพ่อในการเลี้ยงลูกสาวทั้ง 2 คน และบทบาทการเป็นสามีที่น่ารักของศรีภรรยา

    แน่นอนว่า หลายคนรู้จักเขาดีในฐานะนักวางยุทธศาสตร์ และนักบริหารองค์กรแนวพุทธจนทำให้หลาย ๆ บริษัทชื่อดังประสบความสำเร็จมาแล้วหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น บริษัทเครือซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย บริษัท สหพัฒน์ เป็นต้น

    แต่สำหรับครอบครัว เขาได้ใช้หลักบริหารแนวพุทธที่น่าสนใจเช่นกัน

    "ผมให้ความรักก่อนให้ความรู้ ผมใช้หลักเมตตาแก่ลูกก่อน ช่วยเหลือเขาก่อน เป็นเพื่อนกับเขาก่อน พูดง่าย ๆ คือ ผมจะเป็นกัลยาณมิตรกับเขาก่อนอ่ะ แล้วเดี๋ยวเขาจะฟังเราเอง ซึ่งตรงกับหลักการของทางพุทธที่ส่วนใหญ่จะเปิดโอกาสให้ทำ ทำเสร็จแล้วมาล้อมวงคุยกัน เห็นได้จากสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าจะมีธรรมสภา กลางคืนก็ไปฝึกกันมา พอรุ่งเช้าท่านก็จะถาม เช่น เมื่อคืนเป็นอย่างไร เจออะไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งจะไม่มีการต่อว่า หรือตำหนิ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Action Learning ซึ่งผมจะใช้หลักนี้กับลูกแบบหนุกหนานอ่ะ (หัวเราะ)" ดร.วรภัทร์เล่า

    นอกจากนี้ เขายังเป็นคุณพ่อที่เปิดศักยภาพในตัวลูก ๆ ทุกคนอย่างเต็มที่ด้วย เพราะนั่นคือหนทางที่ทำให้ลูก ๆ เติบโตขึ้นมาด้วยความสุขอย่างแท้จริง และยาวนาน

    "เราต้องดึงศักยภาพในตัวลูก ไม่ใช่ยัดเยียดความเชื่อที่เราเคยโดนใครหลอกมาใส่ให้ลูก ซึ่งมันไม่ใช่ เขามีอะไรดี ๆ อยู่ในตัวก็ต้องคอยสังเกต และช่วยกันดึงมันออกมาแล้วลูกจะเติบโตอย่างมีความสุข เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและรักมัน อะไร ๆ มันก็ดีไปหมด ถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ในเมื่อเขารัก เขาจะไม่ท้อ แต่จะผ่านมันไปด้วยดี ผมเลี้ยงลูกแบบนี้ ให้เขามีความสุขและเข้าใจเรื่องกุศล กับอกุศลควบคู่ไปด้วย"

     


    อบอุ่นพร้อมหน้าครอบครัว "ภู่เจริญ"

     

    ส่วนเรื่องวินัย ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เขาไม่พลาดที่จะสอนลูกเช่นกัน เพราะเป็นทักษะที่เด็กยุคใหม่จำเป็นต้องมีติดตัว

    "การสอนวินัยในแบบของผมคือ สอนวินัยแบบคุมอง กล่าวง่าย ๆ คือ ทำซ้ำ ทำซ้ำจนกว่าจะเบื่อหรือค่อย ๆ วางใจในเรื่องนั้น ๆ ไปได้ อย่างน้อย ๆ เขาได้ฝึกความอดทน และมีความพยายาม อีกอย่าง ผมเน้นเสริมทักษะอื่น ๆ เข้าไปด้วย เช่น ดนตรี กีฬา ว่ายน้ำ ซึ่งผมมองว่ายังเป็นอะไรที่เด็กจำเป็นต้องมีอยู่ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทิ้งในเรื่องนี้ไป เพราะคนเราเวลาทำอะไรยาก ๆ สำเร็จแล้วหนึ่งครั้ง เขาจะจับเรื่องอื่น ๆ ตรงนี้จะสอนให้เขารู้จักเรียนรู้อย่างหลากหลาย ไม่เบื่อที่จะเรียนรู้ต่อไปในวันข้างหน้า"

    แต่ทุกวันนี้ การเลี้ยงลูกของครอบครัวไทย กลายเป็นเรื่องหนักใจที่ ดร.วรภัทร์มองว่า พ่อแม่ และผู้ใหญ่ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นคุณภาพการเติบโต และการใช้ชีวิตของเด็กไทยจะยิ่งวิกฤตไปมากกว่านี้

    "ในนามแห่งความเป็นพ่อแม่ หลาย ๆ คนเป็นพ่อแม่ประเภท ฉันขอกดดันแก เด็กถึงเป็นแว้น เป็นสก๊อย เละเทะตุ้มเป๊ะกันไปหมด ก็เพราะว่าเด็กไม่มีเวทีแสดงให้พ่อแม่เห็นว่า เฮ้ย ฉันก็มีศักยภาพซึ่งไม่ได้แปลว่าเรียนหนังสือเก่ง สอบได้ที่ 1 สังคมไทยเราไปบ้าเรื่องคนเรียนเก่ง แต่ลืมมองศักยภาพในเรื่องอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้น่ากลัว และปิดกั้นโอกาสของเด็ก เขาอาจจะเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่เก่งที่สุดในโลกหรืออาจจะเป็นเซียนขับมอเตอร์ไซด์ที่เก่งที่สุดในโลกก็ได้ แต่คุณไปด่าเขาว่าเด็กแว้น ซึ่งมันไม่ใช่อะ คุณไม่ได้รักเขาจริง ๆ คุณต้องรักเขาสิ เขาถึงจะฟังคุณ"

    ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ดร.วรภัทร์สะท้อนต่อไปว่า มันพังมาตั้งแต่ระบบการศึกษาแล้ว ถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องรื้อกันทั้งระบบ!

    "การศึกษาไทยมันไม่ไร่นาสวนผสมอย่างที่ในหลวงท่านเคยสอนเอาไว้อะ จริง ๆ แล้วคนเก่งในห้องมีหลายแบบนะ แต่ทุกวันนี้เรามีอยู่แบบเดียวคือคนเรียนเก่ง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วไร่นาสวนผสมเราต้องคละความสามารถ คละอายุ และชื่นชมในความสามารถที่แตกต่างกันไป ถูกต้องมะ อย่างเพศที่สาม ผมแค่เปิดศักยแบบพวกเขาขึ้นมาเท่านั้น ผมก็ไม่เคยไปว่าเขา ผมทรงแบบนี้ มันก็หัวเขา ไม่ได้เกี่ยวกับสมองในการเรียนหนังสือซะหน่อย

     


    สุขได้อีกเยอะแบบฉบับ "วรภัทร์"

     

    "อย่างตอนที่ผมได้ไปนาซ่า มันไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค แต่เพราะ I do what I love และมีพ่อแม่คอยเปิดศัพยภาพที่เป็นกุศลให้เต็มที่ ดังนั้นคนเราต้องยอมรับกันก่อนสิ ทำไมต้องเหมือนกันทั้งแผ่นดิน และทำไมต้องมีมาตรฐานเดียวกันด้วย ดังนั้นของไทยเรายังขาดเรื่องการค้นหาตัวเองให้เจออยู่มาก" นี่คือปัญหาที่ดร.วรภัทร์หนักใจ และอยากให้พ่อแม่ รวมไปถึงครูทำหน้าที่เปิดศักยภาพให้เด็กอย่างเต็มที่เพื่อพวกเขาจะได้ค้นหาตัวเองให้เจอก่อนที่ความสุขค่อย ๆ หายไป ดังนั้น พ่อแม่ต้องเป็นคนสานฝัน ไม่ใช่ทำลาย และไม่ใช่ดัดกิ่งก้านให้เป็นไปตามใจพ่อแม่

    ความรักในแบบ "ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ"

    เมื่อถามถึงมุมมองความรักในแบบฉบับของดร.วรภัทร์ สำหรับเขาแล้ว การได้ชื่อว่าเป็นสามีของภรรยา เขามีความเชื่อว่า ถ้าคู่ครองอยากให้ทำอะไรก็แค่บอกไปว่า จัดให้! ถ้าอยากให้เลี้ยวซ้าย เราก็เลี้ยวซ้าย หรือถ้าอยากให้เลี้ยวขวา เราก็เลี้ยวขวา แค่นั้นเอง คิดเสียว่า ลองเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยลองมาก่อน อาจจะเจอเรื่องราวสนุก ๆ ก็ได้

    "ทุกวันนี้ ผมกับภรรยาเราเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน มันเลยเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กันไปมากแล้ว เพราะผมตั้งปณิธานว่า เราจะมุ่งสู่นิพพานร่วมกัน ดังนั้น ทาน ศีล ภาวนา ต้องเป๊ะ ตอนนี้ผมกับเขาเราดูขันธ์ 5 ของกันและกัน เราดูขันธ์ 5 ของเขา เขาดูขันธ์ 5 ของเรา"

    อย่างไรก็ดี หากเกิดปัญหาทะเลาะกัน ก่อนจะเกินเลยไปมากกว่านี้ สิ่งหนึ่งที่ ดร.วรภัทร์ใช้ และอยากให้ทุกคู่ชีวิตนำไปใช้ด้วยก็คือ "การใช้หัวใจก่อนใช้สมอง" อย่าปล่อยความคิดร้าย ๆ ออกมาในขณะที่ตอนนั้นจิตเรากำลังตก เพราะสักวันหนึ่งจะมานั่งเสียใจกับคำพูดพวกนี้ เช่น คำพูดท้าทาย คำพูดดูถูก หรือคำพูดที่ไม่ให้เกียรติกัน เป็นต้น

    ส่วนการแก้ปัญหาครอบครัวด้วยการหนีไปบวชพระบวชชี เขาคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เพราะการกระทำแบบนี้ ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่เป็นการทิ้งปัญหามากกว่า ดังนั้น การที่สามีหรือภรรยาทำให้เกิดโมโห ขอให้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สะสมบารมี นั่นคือ การค่อย ๆ ฝึกสติ และฝึกความอดทน

    "ก่อนที่เราจะตัดสินใคร ให้โทษใคร อยากให้พวกเราย้อนกลับมาดูใจของเราก่อน ถ้าใจเราโล่ง ๆ ว่าง ๆ สบาย ๆ แล้วเราค่อยคุยกันเนอะ แต่ถ้าใจเรายังขุ่นมัวมีโทสะ มีความโกรธ รอไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยคุยกันก็ยังได้" ดร.วรภัทร์ฝาก

    ท้ายนี้ เมื่อถามถึงความสุขของ ดร.วรภัทร์ เขาตอบสั้น ๆ จนทำให้หลาย ๆ คนต้องอึ้งว่า

    "สุขง่าย ๆ ก็แค่สิ้นคิดไง คนเราหัดสิ้นคิดกับอะไรที่มันเกินตัวบ้าง ชีวิตมันก็จะมีความสุขขึ้น ยิ่งคิดมากยิ่งทุกข์มาก ดังนั้นอย่าไปคิดมาก" พูดจบก็ร้องเพลงคิดมากของปาล์มมี่ด้วยท่าทาง และน้ำเสียงที่บ่งบอกได้ชัดเจนเลยว่า เขาเป็นผู้ชายที่น่ารัก และสุขได้อีก..เยอะเลย!

    Total Views: 18 ,



    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    4 comments

    Leave a Reply