Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


“เนโกะ จัมพ์” สลัดผ้า ท้าความเซ็กซี่

Pinterest

“เนโกะ จัมพ์” สลัดผ้า ท้าความเซ็กซี่

 

ใครเห็นย่อมตกตะลึงกับการลุกขึ้นมาสลัดเสื้อผ้าให้เหลือเพียงชุดบิกินี ต้อนรับช่วงซัมเมอร์ ของสาวดูโอฝาแฝด “เนโกะ จัมพ์” (Neko Jump) "แจม – ชรัฐฐา อิมราพร"และ “เนย – วรัฐฐา อิมราพร" จากนักร้องสาวแนวน่ารัก สดใส ให้เป็นสาวสวยสุดเซ็กซี่ น่ารัก ขี้เล่น วันนี้เธอได้มาเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ทุกคนได้รู้จักพี่น้องดูโอคู่นี้อีกด้วย เชื่อว่าทุกคนจะต้องร้อง Ahhh! กันอย่างแน่นอน

 

***************************************

“ในความเหมือนมีความต่าง” เห็นสองสาว “เนโกะ จัมพ์” มาตั้งแต่พวกเธอยังแต่งตัว น่ารัก สดใสสไตล์ ญี่ปุ่น ออกมาร้องเพลง “ปู” ให้ทุกคนร้องตามกันมากว่า 5 ปี ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งทำให้เห็นถึงความแตกต่างกับความเป็นฝาแฝด หลังจากที่ M-Lite ได้นั่งพูดคุยด้วย "แจม – ชรัฐฐา อิมราพร" แฝดพี่ผู้มีบุคลิก ร่าเริง สดใส และ“เนย – วรัฐฐา อิมราพร" แฝดน้องที่มีบุคลิก นิ่งขรึม พูดจาตรงไปตรงมา และ ทั้งคู่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้หนุ่มๆ ใจละลายได้

Q : เนย-แจม มีโอกาสเข้ามาร้องเพลงได้ยังไง

แจม : จริงๆ แล้วเราเองก็ไม่ได้อยากเป็นนักร้องสักเท่าไหร่ค่ะ แต่เราเรียนร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ชอบไปประกวดร้องเพลงเวทีต่างๆ มาตั้งแต่เด็กค่ะ ตอนนั้นก็ประกวดมาเรื่อยๆ บังเอิญมีพี่ฝ่ายแคสติ้งของอาร์เอส ไปเห็นตอนที่เราประกวด เขาก็เลยเข้ามาคุยอยากให้เราเข้าไปออดิชันดูค่ะ เพราะพี่เค้าก็เห็นว่าเราเป็นฝาแฝดกันด้วยมั้งค่ะ เราก็เลยลองมาออดิชันดูค่ะ

Q : ออดิชันครั้งแรก รู้สึกอย่างไร

แจม :ครั้งแรกตอนนั้นเค้าก็ให้ร้องเพลงที่เราชอบ เราก็ร้องเพลงเร็วเพลงนึง เพลงช้า เพลงนึง ตอนนั้นตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงดี เพราะหนูก็ไม่ได้มาทางสายแคสติ้ง สายโมเดลลิ่งค่ะ เราเองก็ไปตามมีตามเกิดมากกว่าร้องเพลง ตอนแรกเราร้องแยกกัน แล้วเขาก็ให้มาลองร้องพร้อมกันสิ พอได้ร้องพี่เขาก็สนใจ ให้เรามาลองแคสติ้งดู แล้วเขาก็มองว่าเราสองคนน่าสนใจ บอกว่าเดี๋ยวจะเอาไปเสนอทางบอส ทางผู้ใหญ่ดู พอผ่านแคสติ้ง ก็ถึงได้เข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัด มาซ้อมร้อง ซ้อมเต้น คือเหมือนเตรียมพร้อมความเป็นศิลปิน พอเสร็จก็จะมีการให้เราออกมาโชว์เทสต์ ออดิชันใหญ่ ให้โปรดิวเซอร์ค่ายเพลงทั้งหมดมาดู ออดิชันรอบนี้ไม่มีใครผ่านก็มี เราก็ต้องพรีเซ็นต์ตัวเองสุดๆ เพื่อดูว่าเราพร้อมรึยัง ซึ่งถ้าใครไม่ผ่านก็ต้องกลับไปซ้อมกันมาใหม่ ไปฝึกกันมาอีก

เนย : ตอนนั้นร้องเพลงอาร์แอนด์บี ร้องคู่กัน เป็นอคาเปล่า ซึ่งมันจะดูแตกต่างจากคนอื่น เรามาร้องประสานกันมันยาก ไม่มีใครร้องได้ ก็เลยดูน่าสนใจมั้งค่ะ แต่พอมาทำแนวเพลงก็มาทำเพลงที่ไม่ใช่แนวเพลงเดียวกับที่เราออดิชันกันเลย

Q : กดดันตัวเองไหม ว่าเราจะได้หรือไม่

แจม : กดดันตัวเอง แต่ไม่ได้ก็คงนอยด์ ได้เข้ามาแล้วโอกาสตรงนี้มันหายาก เพราะถ้าไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าโอกาสจะมีมาอีกเมื่อไหร่

เนย : ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเหนื่อย ก็คิดในใจว่า ถ้าเค้าไม่เลือกเราก็นอยด์ได้ว่าทำไมเค้าไม่เลือกเราล่ะ การมาเป็นศิลปินฝึกหัด พอมาออดิชันมันจะมีโอกาสให้เราแค่ห้าครั้ง พอออดิชันใหญ่ โปรดิวเซอร์ไม่เลือกเราก็คือ จบ เขาให้โอกาสเราแค่ห้าครั้ง ถ้าครบแล้วยังไม่สามารถทำให้เขาพอใจได้ โอกาสเราก็จะหมดไปเลยค่ะ

Q : ในยุคนั้นคิดว่าเราเด็กเกินไปหรือเปล่ากับการมาเป็นนักร้อง

แจม : ตอนนั้นเข้ามาอายุ 16 ค่ะ ก็ไม่เด็กนะค่ะ อย่างสมัยก่อนก็มีคนที่อายุน้อยกว่าเรานะค่ะ ที่เขาได้เข้ามาในวงการ อย่างอนัน อันวา ก็เด็กกว่าหนูมากค่ะ รู้สึกว่าเด็กไป เรียนไปด้วยทำงานด้วย หลายคนก็คิดว่า จะทำได้หรอ หลายคนมองว่าเหมือนเด็ก แล้วจะทำได้มั้ย แต่จริงๆ หนูว่าคือเรามีความรู้สึกว่าเราพร้อม ตัวเราเองจะรู้สึกว่าเราพร้อมนะค่ะ เราทำงานก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว

มาทำงานเราก็ทำงานกับผู้ใหญ่ พอทำงานกับผู้ใหญ่ ก็ได้มุมมองแบบผู้ใหญ่เข้ามาด้วย เพราะว่าได้ร่วมงานกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าเราจะเด็ก ที่ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้แล้วเราจะมาเรียนๆ เลิกเรียนก็เที่ยว แต่เราต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นค่ะ ดูแลตัวเองให้ได้

Q : เคยรู้สึกว่าช่วงวัยรุ่นของตัวเองหายไปบ้างไหม

แจม : (รีบตอบทันที) เคยคิดค่ะ รู้สึกอิจฉาเพื่อนๆ ที่ได้เจอกันตอนหลังเลิกเรียน ได้ไปเที่ยว เล่นกัน มีความสุข แต่เราเป็นสองคนที่อดตลอดเลย เพื่อนไปเที่ยวทะเลช่วงซัมเมอร์ เราสองคนจะเหมือนเป็นคนที่ตกสำรวจ ขาดหายจากเพื่อนๆ ไม่ได้ไปกับเพื่อนค่ะรู้สึกว่าช่วงนั้นม.ปลาย รู้สึกสนุก เราก็เสียดาย แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก

หลายคนคิดว่า เราต้องเรียนจบก่อนนะถึงจะได้ทำงาน แต่เราได้ใช้ชีวิตนอกโรงเรียน ได้ทำงานก่อนเรียนจบ เราก็เลยรู้สึกว่าเราได้อะไรมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ ก่อนที่เราจะจบ ก็เป็นประสบการณ์ได้ ได้ใช้ชีวิตไปพร้อมกับการเรียน แต่เราก็ยังติดต่อกับเพื่อนอยู่นะค่ะ ยังเจอกันบ้าง แต่ก็รู้สึกว่า ทั้งปีเจอแค่ปีละครั้ง ทั้งๆ ที่เพื่อนๆก็ได้ออกไปเที่ยวเล่นกันอยู่ตลอด เพื่อนก็บ่นนะค่ะ ช่วงแรก ก็บอกว่า ฉันจำหน้าแกไม่ได้แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มล่ะ บอกว่า เออ ไม่เป็นไรๆ แกยุ่ง ก็พยายามเข้าใจ เมื่อก่อนเพื่อนๆ จะโทร.มาถามว่า วันนี้เนย แจม ว่างรึเปล่า ว่างมั้ย แต่เดี๋ยวนี้ก็บอกว่า เออ แกว่างเมื่อไหร่ก็บอกล่ะกันนะ ช่วงนี้ก็ไม่ว่างเลยค่ะ แต่ก็มีแวบๆ ไปกินข้าวกับเพื่อนหลังเลิกงานบ้าง

Q : มีวิธีแบ่งเวลาส่วนตัวให้ตัวเองยังไง

แจม : จริงๆ ก็ไม่ได้ถึงกับแบ่งหรือเราจะแยกมันออกเป็นคนละส่วนหรอกค่ะ แต่ก็คิดว่าชีวิตส่วนตัวเราก็ไม่ได้ มีอะไรมากมายนะค่ะ ไม่ใช่ว่าเราต้องแบ่งออกว่าเวลางาน เวลาครอบครัว ก็ไม่ใช่ แต่หนูว่าแค่ตอนเลิกงานแล้วเราได้กลับบ้านไปกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า ไม่กี่ชั่วโมงก็เป็นเวลาครอบครัวแล้วนะ แต่จะมีก็แค่จะแบบว่า เวลาอยากไปต่างจังหวัด เราก็อาจจะไม่ค่อยได้ไปกับครอบครัวซักเท่าไหร่

Q : 5 ปีที่อยู่ในวงการ มีงานอะไรออกมาบ้าง

เนย : ในวงการ ก็อยู่มา 5 ปีกว่าๆ อัลบั้มนี้อัลบั้มที่ 5 รู้สึกว่าเปลี่ยนจากเดิมนะค่ะ

แจม : ตอนแรกเข้ามาเราดูกะโปโลมาก หนูไม่ใช่เด็กที่จะมาแต่งตัว แฟชั่น ออกจะเป็นเด็กเนิร์ด ๆ ด้วยซ้ำค่ะ ตั้งใจเรียน กิจกรรมดี การเรียนเด่น ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องว่าแฟชั่นเป็นไง ทุกคนก็จะชอบแซวว่า “เมื่อก่อนเธอบ้านนอกมากเลย” เราก็ไม่รู้เลย พอมาได้ทำงานได้เห็นคนนั้นแต่งตัว อุ้ย! คนนั้นแต่งตัวดีจัง มาดูตัวเองสิ ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร แต่พอมาส่องกระจก ก็จะคิดว่า ไม่ได้แล้ว ฉันต้องเปลี่ยน ก็เริ่มมาสนใจเรื่องแฟชั่น เมื่อก่อนไม่ซื้อหนังสือแฟชั่นมาเลยนะ พอมาทำงานในวงการก็เลยสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

เนย : เรารู้แค่ว่าใส่แบบนี้แล้วดูดี ทำผมแบบนี้เราดูดี เมื่อก่อนเราไม่ค่อยดูแลตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้จะใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมนะ มีปรึกษาแล้วก็เรียนรู้ไปว่า เราทำผมสีนี้แล้วเราดูดีนะ ทาลิปสติกสีนี้แล้วเราสวยนะ ก็ค่อยๆ ปรับตัวเองให้ดูดีขึ้นค่ะ เหมือนเริ่มสังเกตตัวเองมากขึ้น

Q : ทำงานในวงการพ่อแม่เป็นห่วงบ้างไหม

แจม : ก็ไม่เท่าไหร่นะ คือท่านจะเลี้ยงเราแบบไม่บังคับ ไม่ต้องเรียนเก่งมาก แต่ท่านจะสอนว่าถ้าเราชอบและถนัดอะไรก็ให้ทำให้เต็มที่ อย่างเวลาเรียน คนนึงชอบเรียนคณิต อีกคนก็ชอบเรียนภาษา แต่พอมาทำงานก็แล้วแต่ลูกๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่าท่านจะมาบอกเราว่าเรียนไม่จบอย่าเพิ่งทำงานนะ แต่ถ้าเราชอบอะไรก็ให้เราทำเลยค่ะ ทำในสิ่งที่เราอยากทำ แล้วเราจะทำออกมาได้ดี ถ้าชอบก็ให้ทำให้สุดๆ

Q : พี่น้องสาวๆ สามคนในบ้านส่วนใหญ่คุยอะไรกัน

แจม : ก็คุยกันตลอด เหมือนเป็นผู้หญิงนั่งเมาท์กันตลอดเวลา อายุเราห่างกันเยอะเหมือนกัน 6 ปี แต่ว่าก็เหมือนน้องก็สนิทกันค่ะ ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุยกันแต่ไม่ค่อยได้เจอกัน มันเหมือนช่วงอายุที่เราห่างกัน เราห่างกันก็จะอยู่คนละโรงเรียน เดี๋ยวนี้พี่ทำงานก็ไม่ได้เจอกัน ถึงเราจะนอนห้องเดียวกัน แต่พอเรากลับมาจากทำงาน น้องก็หลับแล้ว แต่พอเราตื่นไปทำงาน น้องก็ไปเรียนแล้วค่ะ ก็จะคุยกันก็จะคุยกันในรถ ตอนที่แม่ไปรับที่โรงเรียน น้องก็น้อยใจนิดหน่อย เหมือนเด็กๆ น้อยใจ แต่ไม่ได้จริงจังขนาดนั้น

เนย : เขาจะชอบพูดว่า “ไม่เจอพี่เลย พี่ไม่เล่นกับหนูเลย”

Q : ส่วนใหญ่เนยกับแจมจะปรึกษาเรื่องอะไรกัน

เนย : ส่วนใหญ่เราสองคนจะปรึกษากันทุกเรื่อง มีอะไรเราก็คุยกัน จะรู้เท่ากันทุกเรื่องค่ะ

Q : มีวีรกรรมอะไรแสบๆ ตอนเด็ก บ้าง

แจม : วีรกรรมตอนเด็กที่ซนมาก ตอนเด็กๆ เนยจะเหมือนเป็นผู้ปกป้องของแจม เป็นคนที่คอยดูแลเรามาก แจมจะเป็นคนที่อ่อนแอ นานๆ ทีจะเข้มแข็ง มีวันนึงที่แจมไม่สบาย ต้องไปหาหมอ แล้วจะโดนจับฉีดยา แล้วแจมจะร้องไห้ เนยก็เข้าไปทำร้ายหมอ ถกกางเกงหมอ กัดก้นหมอ ไม่ให้หมอฉีดยาแจม ซึ่งเนยจะเป็นคนที่วีรกรรมเยอะ เราเป็นฝาแฝดกัน ไปเจอใครที่ทำร้ายเราก็จะเข้าไปช่วย

เนย : เหมือนไปหาหมอแล้วแจมร้องไห้ ก็จะคิดก่อนเลยว่า เอาล่ะ เขาแกล้งแจมแน่ๆ แจมร้องไห้ไม่ได้แล้ว ว่าหมอก่อนเลย ทำไมต้องทำแจมเจ็บ กระโดดจิกหัวหมอ ถกกางเกงหมอ พยาบาลก็มาล็อกแขนเนย เหมือนโรงพยาบาลบ้าเลยอ่ะ เราเป็นฝาแฝดแล้วไม่ชอบเห็นอีกคนร้องไห้ พยาบาลก็มาจับแจมฉีดยา

แจม : แจมเองก็เป็นนะ เวลาเห็นใครมาแกล้งเนยไม่ได้ จะร้องไห้ก่อนเลย อย่าทำเนยนะ เหมือนเราสองคนจะดูแลกันตลอด

Q : เคยห่างกันบ้างไหม

แจม : ไม่เคยนะตัวติดกันตลอด เรียนโรงเรียนเดียวกัน เพื่อนกลุ่มเดียวกัน ถึงจะเรียนคนละห้อง เนยจะมารอแจมหน้าห้อง มารอไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เราจะเป็นแบบนี้ตลอด ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ก็จะบอกตลอดว่าเราเป็นพี่น้องกันนะ ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน รักกันนะ ดูแลพี่ด้วยนะ ดูแลน้องด้วยนะ ก็จะคอยบอกตลอด เลยเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก เพื่อนก็อยู่กลุ่มเดียวกัน

เนย : เวลาเราจะเลือกเรียนสายไหน เราก็ต้องเลือกที่เหมือนกันนะ พอคนนึงเลือกแบบนึง อีกคนเลือกอีกอย่าง ก็จะมานั่งคุยกัน แล้วเลือกเรียนที่อยู่กลางๆ นะ พ่อแม่ไม่ต้องบอก เราต้องอยู่ด้วยกัน เข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องมาตกลงกันว่าเราจะเรียนอะไร เรียนที่ไหน ต้องอยู่ด้วยกันตลอด ตอนสอบเข้าก็เคยคิดนะว่าถ้าเราได้แล้วอีกคนไม่ได้จะทำยังไง เพราะเราไม่ได้แอดมิชชัน เราก็สอบตรงเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลยสอบโดยใช้ความสามารถพิเศษ เรารู้แล้วล่ะว่าอาจารย์จะต้องถามเราว่า ถ้าอีกคนไม่ได้แล้วจะทำยังไง เราก็ตอบอาจารย์ค่ะว่า ก็ไม่ได้ค่ะ เราต้องอยู่ด้วยกันอ่ะ อาจารย์ก็ขำกันใหญ่เลยค่ะ เพราะยังไงก็ไม่มีใครยอม เราต้องอยู่ด้วยกัน

แจม : ถ้าสมมติว่าถ้าหนูได้แล้วอีกคนไม่ได้ หนูก็คงต้องเสียสละให้คนอื่นดีกว่า

Q : เคยห่างกันนานๆ บ้างหรือเปล่า

แจม : ก็น่าจะเป็นช่วงที่ทำอัลบั้มกับกามิกาเซ่ ที่ต้องมาทำอัลบั้น seven day ซึ่งเนยเค้าจะไม่ได้มาทำด้วย เป็นช่วงที่ห่างกันมากที่สุด แต่กลับบ้านมาก็ต้องเจอกันอยู่ดี รู้สึกเหงาอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะเราเองเคยทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่เราไม่ได้ฟิลล์เหมือนพี่น้อง แต่เราเหมือนเพื่อนสนิท แต่พอแจมไปออกทำอัลบั้ม เราก็เหงา เพราะในอัลบั้มหนูแก่สุดอ่ะ ทุกคนเด็กหมด เราก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรดี เพราะคนเราก็ต้องมีใครสักคนที่คุยกับเราได้ทุกเรื่องจริงๆ ค่ะ ก็เลยแบบพูดอะไรก็ไม่ได้ อยากกลับบ้านแล้ว เนยก็โทร.มาบอกว่าเสร็จรึยังเหงา

เนย : ก็มีเหงานะค่ะ เพราะตอนแจมไปทำงานแล้วเราก็ต้องไปเรียน อยู่องครักษ์ ก็ต้องนอนหอ เหงาก็ไม่เชิง แต่เราเป็นห่วง อีกคนไปคนเดียวจะเหงามั้ย ก็โทรไปหา ทำอะไรอยู่ เสร็จรึยัง เมื่อไหร่จะกลับเบื่อจะตายอยู่แล้ว เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย

Q : มีโอกาสได้ไปทำงานเพลงที่ญี่ปุ่น

แจม : ใช่ค่ะ ไปทำที่ญี่ปุ่น ก็เหมือนจะมีย่านที่เป็นคนไทยอยู่ที่นู้น มีร้านอาหารที่จ้างพี่ปาน (ธนพร) ไปร้องเพลง เราก็ได้ไปร้องคั่นเวลาให้พี่ปานค่ะ แล้วได้ฟีดแบ็กกลับมาดี มีคนญี่ปุ่นที่ชอบอาหารไทย มานั่ง แล้วก็ชอบ ลูกค้าก็อยากให้เราไปร้องเต็มๆ เค้าก็ชอบกันมาก ก็ได้ไปอีกหลายรอบ จนค่ายเพลงที่ญี่ปุ่นก็มาเห็น เลยสนใจ บอกว่า อยากจะทำอัลบั้มให้เราสองคน เป็นคนไทย น่ารักดี เค้าก็ชอบ ก็ติดต่อที่อาร์เอส ไปทำอัลบั้มกับเค้าที่นู้น

ตอนแรกไปก็ไปเลย เราอยากไป ก็เริ่มรู้แล้วว่าเราต้องเรียนภาษานะ เค้าไม่ค่อยพูดอังกฤษกัน เพราะถึงจะพูดบ้างก็จะเป็นสำเนียงญี่ปุ่นเลยค่ะ เราก็ฟังไม่รู้เรื่อง เราก็ต้องเรียนหลายอย่าง วัฒนธรรมพอทำงานกับผู้ใหญ่ เราก็ไม่รู้ว่าทำตัวถูกรึป่าว ต้องมีทีมที่ญี่ปุ่นคอยกระซิบว่าควรจะทำยังไง วางตัวแบบไหน

เนย : คนญี่ปุ่นเวลาจะกินข้าว อย่าเพิ่งกินน้ำ อย่างคนไทยกินข้าว พอนั่งก็กินน้ำได้เลยนะ แต่ที่นู้นห้ามนะ จนกว่าผู้ใหญ่จะกินก่อน จะต้องกินพร้อมกัน จะมีคำพูดก่อนกิน มันสำคัญกับการที่เราได้ไปทำงานกับทางนู้น เราต้องเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นว่าเขาเป็นกันแบบไหน จะได้รู้สึกดีต่อกัน

Q : กระแสตอบรับที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

แจม : กระแสตอบรับ ดีมากค่ะ อัลบั้มแรกที่ทำ ก็ร้องเพลงประกอบแอนิเมชัน เพราะค่ายนั้นจะทำเพลงประกอบการ์ตูนซึ่งไม่เคยมีภาษาอื่นเลย แล้วเราไปร้องก็เป็นภาษาไทย ทุกคนจะงงว่าเราร้องอะไร แล้วคนญี่ปุ่นจะถามกันว่า ภาษาอะไร พอถึงวันแถลงข่าวก็จะมีนักข่าวมากันเยอะมากค่ะ อ้าวเราคนไทยเหรอ แปลกมาก ที่มีการ์ตูนญี่ปุ่นมีคนร้องเป็นภาษาไทย เด็กๆ ก็ชอบ หลังจากนั้นเราก็ทำเป็นเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นด้วย จากนั้นก็มีร้องเพลงประกอบบ้าง สื่อให้ความสนใจด้วย เราได้เพราะเราแต่งคอสเพลย์ด้วยนะ เหมือนเป็นลุคแรกที่เขาเห็นเรา เพราะคนญี่ปุ่นเป็นคนคิกขุ พอมาฟังเพลงของเรา ก็มาเห็นฟังเพลงที่เมืองไทย เขาก็ชอบมาก

Q : เล่าถึงประสบการณ์ร่วมงานกับคนญี่ปุ่นหน่อย

แจม : มันก็คนละฟิลล์กับคนไทยนะ คนไทยทำงานสบายๆ ไม่ต้องเกร็งนะ แต่ญี่ปุ่นทำงานจริงจัง อย่างเวลาสัมภาษณ์เค้าไม่ยิ้มเลยนะ หน้าเครียดมาก แล้วเค้าต้องใส่สูทนะ

เนย : แต่ว่าตอนแรกมาถึงนั่งตกใจ ซึ่งทุกคนใส่สูท เหมือนรายงานอะไรสักอย่าง ทำงานจริงจังมาก คิวเค้าก็จะเป๊ะทุกอย่าง อย่างคนไทยจะทำงาน พักเบรกกินข้าวบ้าง พอไปญี่ปุ่น ไม่ได้กินข้าวเลย เค้าจะทำงานให้เสร็จ ข้าวเที่ยงไม่ให้กิน ต้องทำๆ ให้เสร็จ เมืองไทยเที่ยงก็ต้องพัก

แจม : ตอนแรกหนูก็จะเป็นลม เค้าเองก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยต้องพักกินข้าว ตอนเช้าเราเองก็ไม่รู้เราก็กินแต่ขนมปัง ตั้งแต่เก้าโมงถึงสี่โมงเย็น แต่พอนานๆ ไปเขาก็เข้าใจค่ะว่าคนไทยต้องกินข้าวทุกมื้อนะ

เนย : ญี่ปุ่นจะทำงานทีเดียว แล้วกินเย็นทีเดียว เร่งรีบกันมาก ดีขึ้นมาก็ดื่มกาแฟ ตอนทำงานไม่มีใครคุย ยิ้มสักนิดไม่มี เราจะแวบๆ หยิบลูกอมมากิน ก็ยังเกรงกลัวเลย

แจม : แค่ลูกอมตั้งไว้ยังไม่กล้าหยิบเลย แต่พอเสร็จงานเค้าก็จะดีใจมาก เค้าจะพาเราไปกินข้าว กลายเป็นคนละคน คนที่คิ้วขมวด หายไปไหน ที่เมืองไทย ทำงานจะใช้เวลาเยอะ แต่ที่ญี่ปุ่น 1 วันหนูทำอะไรได้เยอะมาก แต่คนไทย จะทำได้มากสุด 2-3 งาน คิวญี่ปุ่น เสร็จเร็วมาก มันจะต่างกัน แต่มันก็เหนื่อย คนไทยจะสบาย ญี่ปุ่น จะเหนื่อย งานเสร็จเร็ววันหนึ่งได้หลายอย่าง

Q : ทำงานที่ญี่ปุ่นกดดันไหม

เนย : ก็ไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่กลัวว่าเราทำแล้วไม่ประทับใจรึเปล่า เพราะครั้งแรก เค้าจะประทับใจเรา เราก็กลัวว่า เค้าจะคาดหวังกับเรา แต่พอทุกคนแฮปปี้ เราก็ดีใจ

Q : คนไหนที่มีผลงานละครให้ติดตาม

แจม : แจมเองค่ะ ก็ได้ไปเล่นละคร เรื่องดุจตะวันดั่งภูผา ตอนนั้นเนยไม่ว่าง แจมก็พาน้องไปแคสต์ แล้วน้องติดพี่ เราก็เลยไปเป็นเพื่อนน้อง น้องก็ไม่ยอม คือ ให้พี่ทำให้ดูก่อน ถึงจะทำได้ แล้วเค้าก็บอกว่า คาแร็กเตอร์เรามันตรง แล้วเราทำได้ ที่เล่นเป็นเด็กร่าเริงสดใส แก่นๆ แล้วเราเป็นเหมือนที่เค้าจินตนาการเอาไว้ เป็นคนตัวเล็ก เหมือนเราเป็นเด็กอายุ 15 เพราะเราเตี้ย เด็กเดี๋ยวนี้โตไว เราก็เลยได้บทนั้นมา

Q : เล่นละครกับร้องเพลง มันก็ต่างกัน อะไรยากกว่ากัน

แจม : ร้องเพลงมันง่ายอยู่แล้วเพราะเราถนัด เล่นละครไม่รู้ว่าเป็นไง แต่ก็ไม่ยากมากเหมือนที่เราคิด ทีมงานนักแสดงก็ช่วยสอนแจมด้วย ไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ ปรับตัวไม่ยากค่ะ คาดหวังอะไร ก็เป็นละครเรื่องแรก ความสามารถอาจจะไม่ขั้นเทพ แต่ก็พยายามทำให้มันดีที่สุด แค่ไม่ให้คนวิจารณ์ว่าเราแข็งเป็นท่อนไม้ก็ดีแล้ว

เนย : ก็ไม่รู้ว่าเขาหยิบบทมาซ้อมตอนไหนมั้ย พอไปถึงกองถ่ายเค้าหยิบมาเล่นสดๆ เลย ถ้าคนซ้อมมากๆ มันจะเหมือนว่าเราไม่เป็นธรรมชาติค่ะ

Q : ให้พูดถึงสไตล์ของแต่ละคน ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร

แจม : เนยจะเป็นคนที่บุคลิกขัดๆ กัน เค้าจะเป็นคนที่ดูเหมือนว่าภายนอกดูแข็งแรง เหี้ยมโหด เด็ดขาด แต่อีกด้านจะป็นคนกุ๊กกิ๊ก หวาวแหววมาก เป็นตุ๊กตา คิตตี้ เป็นคนคิกขุมาก ขัดกับบุคลิกมาก พูดจาโผงผาง ถ้าเนยอยู่เฉยๆ ก็จะเป็นคนไม่พูด คนที่เห็นจะคิดว่าเค้าเป็นคนนิ่งๆ หวานๆ แต่พอเค้าพูดเค้าจะสวมบทโหดเลย เป็นคนตรงๆ เนยพูดตรงมาก แต่พออยู่นิ่ง จะเป็นคนหวานๆ กระโปงสีชมพู ถือตุ๊กตาน่ารักๆ เป็นคนหวานมาก แต่นิสัยไม่หวาน เค้าจะชีวิตหวานๆ อยู่ในโลกส่วนตัวของเค้า อยู่ในโลกของการ์ตูนมีความสุขกับการคุยกับตุ๊กตา แฮปปี้ เหมือนนางฟ้าใจดีคุยกับเด็กอนุบาล แต่พูดออกมาจะคนละเรื่องกับโลกส่วนตัวของตัวเอง

เนย : แจมก็เป็นคนปกติ ไม่ค่อยมีอะไร ไม่ได้มีอะไรที่มีบุคลิกที่ประหลาด เขาเป็นคนอะไร ยังไงก็ได้ ใครว่าอะไรก็ไม่ได้แสดงอารมณ์มากมาย เก็บความอดทนเอาไว้ โกรธก็แสดงออกนิดหน่อย ไม่มาเยอะแยะเหมือนหนู เป็นคนเฮฮา เรียบๆ

แจม : (แซว) เนยจะเป็นคนไม่ค่อยมีอารมณ์ (หัวเราะพร้อมกัน) รู้สึกก็เงียบ อะไรก็นิ่งๆ

Q : เซ็กซี่แบบนี้ มีหนุ่มเข้ามาจีบบ้างมั้ย

แจม : ก็มีเหมือนกันค่ะ มีเข้าก็คุยค่ะ แบบบางทีก็หนูเป็นคนเข้ากับคนได้ง่าย ก็จะคุยกับหนูได้ บางคนอยากจีบเนย ก็จะผ่านหนูไปหาเนย เป็นแบบนี้มาตลอดเลยค่ะ

เนย : หนูไม่เคยเจอคนที่เข้ามาแบบที่จะมาจีบตรงเลยนะ แต่เขาจะเข้ามาทางแจม พอสนิทกับแจม ก็จะผ่านเรามาหาเนย

แจม : กลัวโดนเนยเหวี่ยง พอเริ่มสนิทกับหนูแล้วจะถามหาเนยตลอด เขาก็คงรู้สึกว่าพอเข้ามาหาเนยตรงๆ ก็กลัวว่าเนยจะเหวี่ยงใส่

เนย : เนยจะนิ่งๆ แต่เราไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่อ้าปากพูดจะไม่มีอะไร แต่เขาก็คุยผ่านแจมมา ของแจมเองจะเข้ามาก็เห็นเลยว่าเข้ามาจีบแจม ก็รู้ว่าเขามาจีบแจมนะ

Q : หนุ่มในสเปกเป็นแบบไหน

แจม : สเปค ของหนูจะชอบผู้ชายอารมณ์ดี ใจเย็น (เป็นคุณพ่อใจดี ตัวสูง ใจกว้าง เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น ตาโตๆ สเปก

เนย : เนยไม่มีสเปก ค่ะ (แจมแซว ติสต์แตก) ไม่มีตรงนั้นเลยจะเน้นว่าถ้าเรารู้จักแล้วคุยแล้วสนิทแล้วเริ่มชอบก็จะรู้สึกเองนะ ไม่เคยเกิดมาแล้วมาหล่อลากดิน แล้วจะสนใจ เพื่อนๆ จะเจอคนหล่อก็จะกรี๊ดกร๊าด แต่เนยจะนิ่งมาก เออ ก็น่ารักดีนะ เนยจะเออก็หล่อดีเนอะ หนูไม่รู้ว่าถ้ามีสเปกว่าเราจะชอบได้ยังไง แต่แจมเจอสเปกแล้วใจจะเต้นตุ้บตั้บ เนยคิดว่าถ้าเราเห็นแล้วชอบเพราะสเปกเหรอจะคุยกันก่อนแล้วค่อยชอบมากกว่าค่ะ

Q : มีความรู้สึกหวง กันบ้างหรือเปล่า

เนย : ห่วงแต่ไม่หวง เราจะไม่หวงกันค่ะเวลาใครมีคนเข้ามาคุยอีกคนก็จะคอยดูให้กันและกัน เหมือนเราจะระแวง เพราะตอนรักมีความรักก็อะไรก็ดีหมด เวลามีใครมาจีบเนย แจมก็จะค้นข้อมูลมาให้หมด อดีตเป็นยังไง จะถูกสืบเป็นข้อมูล ทุกคนที่มาคุยกับเนยจะโดนสืบหมด แล้วเวลามีคนมาจีบแจมก็ไม่อะไร ก็ปล่อยเค้าคุย เราก็ดูห่างๆ ว่าเขาเป็นไง ไม่มาสืบว่าแฟนเก่าเขาเลิกกันยังไง ดูแค่ว่าปัจจุบันว่าตอนนี้เป็นยังไง

Q : มุมมองความรักตอนนี้เป็นแบบไหน

แจม : มุมมองความรัก ก็จะเป็นแบบอะไรที่สนุกสนานดีค่ะ เวลาชอบใครก็รู้สึกตื่นเต้นค่ะ มีอะไรกุ๊กกิ๊กดี แอ็กทีฟตลอด ตื่นเช้ามาทำอะไรก็ได้ เป็นชีวิตที่แฮปปี้มาก ความรักทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ถ้าเรามีใครที่เขารักเรา เรารักเขา มีใครสักคนที่นอกจากครอบครัวแล้วมาใส่ใจเราก็มีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม

เนย : เนยคิดว่าเป็นอะไรที่จริงจัง เรื่องความรัก อาจจะมองว่าสนุกสนาน แต่หนูคิดว่ามันเป็นเรื่องซีเรียส เพราะมันเป็นเรื่องความรู้สึกคน ไม่ใช่ว่ารักเพราะไม่ได้จริงจัง เราจะไม่เล่นกับความรู้สึกคนค่ะ เป็นอะไรที่ต้องระวังมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

Q: รู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนตัวเองเป็นลุค เซ็กซี่

แจม : ในมุมมองของพวกเราสองคน คิดตรงกันว่า พวกเราไม่ได้เป็นคนที่จะเซ็กซี่ได้เลย เพราะในชีวิตประจำวัน การแต่งตัวตัวของพวกเราจะเป็นชุดกระโปรงหวานๆ มากกว่าค่ะ หรือไม่งั้นจะเป็นแบบสบายๆ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ขาสั้นเท่านั้น ซึ่งการเซ็กซี่มากขึ้น คงเป็นที่มาจากงานเพลงของเรามากกว่าค่ะ ที่จะต้องโตขึ้น แฟชั่นมากขึ้น ซึ่งทีมงานต้องการเซอร์ไพรซ์แฟนเพลงของพวกเรา เนโกะ จัมพ์
ซึ่งการถ่ายชุดว่ายน้ำ ก็เป็นงานหนึ่งที่ทำให้แฟนๆ ได้เห็นภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปได้ชัดเจนที่สุด เป็นครั้งแรกเลยที่เราสองคนตัดสินใจถ่าย หลังจากที่มีนิตยสารมาทาบทามพวกเราอยู่ทุกปี ซึ่งครั้งนี้ก็มองแล้วล่ะ คงถึงเวลาแล้ว และผู้ใหญ่ทางค่ายเอง หรือทางครอบครัวเนย-แจมให้การสนับสนุน ก็รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ค่ะ กระแสตอบรับจากแฟนๆ ตอนแรกก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นเซอร์ไพร์ส์กัน ส่วนใหญ่จะบอกว่าน่ารักมากกว่า เซ็กซี่ใสๆ ไม่ได้เซ็กซี่จริงๆ

คอนเซ็ปก็ตรงกับงานเพลงซิงเกิ้ลใหม่ “ไม่ถอดใจ”ของเราพอดีด้วย คือจะเปรี้ยวๆ เซ็กซี่นิดหน่อย และธีมชุดว่ายน้ำที่พี่ๆทีมงานเสนอมาก็ดูน่ารักค่ะ ภาพก็ไม่ได้เป็นแนวเซ็กซี่มาก ถ้าใครได้ดูภาพแล้วก็จะเห็นว่ามันเป็นธีมที่เหมือนเราไปเที่ยวทะเลกัน จะเป็นสีสันน่ารักแบบวัยรุ่นค่ะ คอนเซ็ปก็ไม่ได้ดูโตไป

Q: จริงๆ อยากถ่ายแนวนี้อยู่แล้วหรือเปล่า?

เนย : จริงๆ เราก็เคยคิดกันไว้ค่ะว่า ถึงช่วงเวลาหนึ่งก็อยากลองถ่ายชุดว่ายน้ำดู ซึ่งมันก็ใช่ประมาณนี้ที่อยากถ่ายด้วย ที่สำคัญไม่ได้ถ่ายคนเดียว เราสองคนได้ถ่ายคู่กัน เป็นภาพฝาแฝดใส่ชุดว่ายน้ำ ทำให้บรรยากาศการถ่ายทำไม่เขินเท่าไร

Q : กลัวกระแสที่ว่าเราเน้นขายเซ็กซี่ไหม?

แจม : ไม่เลยค่ะ จริงๆ แล้วมันอยู่ที่มุมมองแต่ละคนมากว่า หลายๆคนอาจจะติดกับลุกส์เก่าๆของเราที่เป็นเด็กๆ ต้องแอ๊บแบ๊ว ตอนนี้เราก็เริ่มโตแล้ว คือโตไปพร้อมๆกันกับแฟนคลับ ถ่ายครั้งนี้ก็ถือว่ามันเป็นการถ่ายเซ็กซี่ในโอกาสที่กำลังเหมาะกำลังดีมากกว่า มันเป็นช่วงซัมเมอร์ด้วย มันไม่ใช่ว่าหลังจากนี้เราจะเซ็กซี่ตลอด แล้วแต่โอกาสค่ะ

Q : ได้อะไรจากการทำงานในวงการบันเทิงบ้าง

แจม : ได้ความอดทน เมื่อก่อนเราไม่ได้ทำงาน ไม่มีขอบเขตอะไรที่ไม่รู้ว่าเราควรทำ หรือไม่ควรทำอะไร เมื่อก่อนเรามีคนตามใจ เราก็คิดว่าเมื่อก่อนเรื่องเรียนวุ่นวาย เยอะ จังเลย เหนื่อยจัง แต่พอมาทำงาน มันมีอะไรที่เยอะกว่านั้น เราจะรู้สึกว่ามาทำงานแล้วเรารู้ว่าการทำงาน เป็นผู้ใหญ่มีขอบเขต มีข้อจำกัดเยอะมาก การมาทำงานตรงนี้ไม่มีการให้อภัย ไม่หย่อนเลย ถ้าเราทำอะไรผิด จะโดนเต็มๆ ถ้าหนูไม่ทำงาน เหวี่ยง เราจะมาแก้ตัวอะไรได้เลย ไม่มีการสอบซ่อม ต่อรอง จบแล้วจบเลยกับการทำงานของตัวเอง ทำให้หนูคิดก่อนพูด การทำงานมันหยุดไม่ได้นะ ถ้าหยุดหนูจะเสียกับตัวหนูเอง มันเป็นเอฟเฟกต์ ที่มีผลต่อเรา เราต้องต่อสู้กับตัวเองตลอดเวลา

เนย : ก็เหมือนกัน ต้องอดทน มันไม่ได้เหมือนเวลาเราเรียน เรียนมันง่ายกว่าทำงานเยอะ

สุดท้าย สองสาวได้ฝากผลงานเพลงกับซิงเกิลแรก “ไม่ถอดใจ”กับอัลบั้ม Ahh! ที่มาในลุคสาวสวย เซ็กซี่ เต็มวัย และฝากละคร ดุจตะวันดั่งภูผา ของสาวแจม ที่จะมาพิสูจน์อีกหนึ่งความสามารถให้ทุกคนได้ชมกันเร็วๆ นี้

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ วรัฐฐา อิมราพร
ชื่อเล่น เนย
เกิด 10 ธันวาคม 2532
อายุ 22 ปี
ความสามารถพิเศษ : เต้น , รำไทย
ผลงาน อัลบั้ม Neko jump , จุ๊บ จุ๊บ , Lady ready! , Secret of Virgin , Ahhh!

ชื่อ ชรัฐฐา อิมราพร
ชื่อเล่น แจม
เกิด 10 ธันวาคม 2532
อายุ 22 ปี
ความสามารถพิเศษ : เต้น , รำไทย
ผลงาน อัลบั้ม Neko jump , จุ๊บ จุ๊บ , Lady ready! , Secret of Virgin , Ahhh!
อัลบั้ม พิเศษ Seven days
ละคร ดุจตะวันดั่งภูผา (ช่อง 7) เร็วๆนี้

อัลบั้มภาษาญี่ปุ่น

อัลบั้ม Poo/Chuai Mad Noi
อัลบั้ม BKK to NRT
อัลบั้ม Clap your Sunday!/Joob Joob
อัลบั้ม Keshouhin Uriba wa Doko desuka ?

 


แจม ชรัฐฐา อิมราพร


เนย วรัฐฐา อิมราพร


ตุ๊กตาสะสมของสาวๆ Neko jump


ครอบครัว อิมราพร


สามสาวในบ้าน พิกเล็ต แห่งวงชูการ์ อายส์ และพี่ฝาแฝด Neko Jump




Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

4 comments to “เนโกะ จัมพ์” สลัดผ้า ท้าความเซ็กซี่

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>