Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

น่าจะถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่

ในช่วงนี้การปฏิรูประบบภาษีและระบบการศึกษาเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง เรื่องการปฏิรูปภาษีดูจะมุ่งไปที่การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการปฏิรูปการศึกษายังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าจะมุ่งไปตรงไหนกันแน่

จริงอยู่ตอนเขียนบทความนี้ในระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ การปรับเปลี่ยนระบบภาษียังไม่มีรายละเอียดพอจะนำมาวิจารณ์ได้ แต่ผมแน่ใจว่าระบบที่จะเกิดขึ้นใหม่จะไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิด ทั้งนี้เพราะฐานของการวางระบบภาษียังอยู่ที่ระบบตลาดเสรีกระแสหลัก ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าล้าสมัยเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ระบบตลาดเสรีกระแสหลักล้าสมัยอย่างไรและควรจะปรับเปลี่ยนไปในทางไหน ผมได้เสนอไว้ในหนังสือชื่อ สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน ซึ่งบริษัทโอเรกอนอะลูมิเนียมได้นำไปพิมพ์เป็นบรรณาการแก่กัลยาณมิตรเมื่อไม่นานมานี้ และยังมีเหลือสำหรับแจกให้ผู้ที่สนใจอีกจำนวนหนึ่ง

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการพัฒนาของเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นการขยายตัวโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก กล่าวคือจีดีพีโดยรวมขยายตัวเฉลี่ย 5.8% ต่อปี ทั้งนี้ไม่รวมเงินเฟ้อ และหากรวมเงินเฟ้อก็จะขยายตัวประมาณ 10.4% ต่อปี ที่สำคัญคือการขยายตัวส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมซึ่งขยายตัว 7.8% ต่อปี ในขณะที่ภาคเกษตรนั้นขยายตัวเพียง 3.1% ต่อปี ผลคือสัดส่วนของอุตสาหกรรมเพิ่มจาก 25% ของจีดีพีในปี 1980 มาเป็น 40% ในปี 2008 ในขณะที่สัดส่วนของภาคเกษตรหดตัวลงจาก 19% ของจีดีพี ในปี 1980 เหลือเพียง 9% ในปี 2008

ดัชนีความสามารถด้านการค้า SMEs ไทยในตลาดการค้าโลก

ความสามารถด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นสิ่งบ่งบอกถึงโอกาสในการขยายตัวของสภาวะเศรษฐกิจ และเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่สร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในประเทศ

Word Economic Forum : WEF ได้จัดทำรายงาน The Global Enabling Trade Report 2009 ซึ่งเป็นการสำรวจเกี่ยวกับสถิติด้านการค้าของแต่ละประเทศในโลกจำนวน 121 ประเทศที่เกิดขึ้นในปี 2009 โดยผลสำรวจซึ่งแสดงดัชนีภาคการค้า (The Enable Trade Index) เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการค้าของแต่ละประเทศ ซึ่งค่าดัชนีการค้าของประเทศไทยมีค่าดัชนีเท่ากับ 4.18 หรืออยู่ในอันดับที่ 50 จากประเทศที่สำรวจจำนวน 121 ประเทศ หรืออาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความสามารถด้านการค้าอยู่ในระดับปานกลาง

“นวัตกรรมทางการเงิน”

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ Economist.com มีเวทีอภิปรายปัญหาที่น่าสนใจมากอยู่เวทีหนึ่งครับ โดยเวทีดังกล่าวมีการถกเถียงกันถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการเงิน (financial innovations) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นมาในระยะหลังนี้

ในความคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเงิน เราเชื่อกันว่าตลาดเงิน (ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้น หรือตลาดตราสารหนี้ ฯลฯ) และสถาบันการเงินต่าง ๆ (ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน ฯลฯ) ทำหน้าที่สำคัญในการส่งผ่านเงินทุนจากผู้ฝากเงินไปสู่ผู้กู้เงิน

ผู้ฝากเงินเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเหลือเก็บแต่ไม่มีช่องทางลงทุนผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจใด ๆ ส่วนผู้กู้เงินหมายถึงกลุ่มคนที่ไม่มีเงินทุนเหลือเก็บ แต่เต็มไปด้วยช่องทางการผลิตและการลงทุนที่น่าสนใจในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งช่องทางเหล่านี้ส่วนหนึ่งน่าจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่งดงาม

ถ้าไม่มีตลาดเงินหรือสถาบันการเงินใด ๆ เลย เงินเหลือเก็บก็ไม่ถูกนำมาใช้ ซึ่งทำให้ช่องทางลงทุนที่น่าสนใจบางช่องทางไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์เชื่อกันว่าการมีตลาดเงินและสถาบันการเงินที่มีประสิทธิภาพจะมีส่วนส่งเสริมให้การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อภาคการผลิตและการบริโภคของผู้คนโดยรวมด้วยเช่นเดียวกัน

ตลาดเงินและสถาบันการเงินที่มีประสิทธิภาพย่อมจะต้องมีเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพอยู่ในมือ โดยเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ที่จะช่วยดึงดูดเงินฝากจากผู้ฝากเงินและช่วยทำให้เกิดการส่งผ่านเงินทุนไปสู่ช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้นั้นถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพครับ เนื่องจากเครื่องมือทางการเงินดังกล่าวมีส่วนช่วยให้การทำงานของตลาดเงินและสถาบันการเงินมีความสะดวกคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

นวัตกรรมทางการเงินหมายถึงเครื่องมือทางการเงินชนิดใหม่ ๆ ที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ ยกตัวอย่างเช่น ตู้ ATM โดยเจ้าตู้ ATM นี้ทำหน้าที่ในการดึงดูดผู้ฝากและผู้กู้เงินให้กับระบบสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี

ลองจินตนาการดูครับ ถ้าหากในโลกนี้ไม่มีตู้ ATM การจะถอนเงินฝากออกมาครั้งหนึ่งก็หมายถึงการไปเข้าแถวต่อคิวกันหน้าเคาน์เตอร์รับฝากถอนเงินของธนาคาร ในกรณีที่เรามีเงินเก็บไม่มากนัก เราอาจตัดสินใจเก็บเงินจำนวนดังกล่าวไว้กับตัวเอง ไม่นำไปฝากเอาไว้กับธนาคาร เนื่องจากเราไม่อยากเสียเวลาเข้าคิวก็เป็นได้

ในกรณีที่แต่ละคนมีเงินเก็บดังกล่าวคนละ 1,000 บาท เมื่อคิดอย่างเดียวกันนี้เหมือนกันหมดราว 10 ล้านคน […]

ถอดวิสัยทัศน์ “กรณ์ จาติกวณิช” วาดฝัน “โมเดลเศรษฐกิจ” แบบไทย ๆ

หากดูจากภาพรวม ๆ ไม่สามารถบอกได้ว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังจะนำพาประเทศไทยไปทางไหน เพราะอ่านไม่ออก ไม่รู้จะอ่านจากอะไร แค่ง่าย ๆ และหยาบ ๆ จากการใช้เม็ดเงินงบประมาณที่จะบ่งชี้ยุทธศาสตร์ยังควานหาไม่เจอ

การถามหา “ความยุติธรรม” จากข้อเขียนของ “กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเฟซบุ๊กหลังมีคำตัดสินของศาลเรื่องคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งคำถามว่า…ทำไมสังคมไทยไม่สามารถมีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่าระบอบประชาธิปไตย…

หรือคำถามที่ว่า…สังคมไทย คนไทย ไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ขอให้ขายของได้ ตัวเองรวย ผิดไหม…คนมีอันจะกินเท่านั้นหรือที่มีเวลาคิดเรื่องความยุติธรรม เพราะเราไม่แคร์ความยุติธรรมหรือเราไม่แคร์อะไรเลย…

“กรณ์” เชื่อว่าถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอ โดยไม่ต้องรอให้มีคนมายัดเยียดให้กับเรา ด้วยการปฏิวัติหรืออื่น ๆ เราทำเองได้แต่เราไม่ทำ

โมเดลภาษีที่ดิน

ถ้าถอดแนวคิดของ “กรณ์” ในเรื่องอื่น ๆ ตามที่ให้สัมภาษณ์สื่อในเครือมติชนกรุ๊ปถึงเรื่องรˆาง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ว่า “ผมมองโลกในแง่บวกมากกับกฎหมายฉบับนี้ ผมมั่นใจและพร้อมอธิบายกับทุกฝ่าย และผมพูดในฐานะคนที่ต้องเสียภาษีเยอะ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามตรรกะและเหตุผลของมัน ทั้งในแง่ของโครงสร้างเศรษฐกิจ และผลทางสังคม มันต้องทำ เพราะรายได้ภาษีปัจจุบันไม่มีจากรายได้ภาษีทรัพย์สินเลย มันไม่ถูก…ภาษีส่วนใหญ่มาจากรายได้ทั้งนั้น มันผิดหลัก ตอนนี้ผมเร่งทางสำนักงานกฤษฎีกาทุกสัปดาห์ ว่าติดประเด็นอะไรบ้าง

โครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกำหนดเพดานภาษีไว้ที่ 0.5% กรณ์เล่าว่า “ผมอ่านรายงานของรัฐแคลิฟอร์เนีย เขามีปัญหามากเพราะเขาใช้เงินเยอะ ปัญหาของเขาคือ […]

บิล เกตส์ พ่ายแล้ว คาร์ลอส สลิม ขึ้นแท่นรวยสุดของโลก

ทำเนียบคนรวยของโลกเรียกเสียงฮือฮาครั้งใหม่ เมื่อซูเปอร์ ริช “บิล เกตส์” พลาดท่า ให้กับ “คาร์ลอส สลิม” เจ้าพ่อวงการสื่อสารแดนจังโก้ เพราะมีความรวยน้อยกว่าแค่ 500 ล้านดอลลาร์ เปิดทางชาวเม็กซิกัน ครองสุดยอดมหาเศรษฐีโลกเป็นครั้งแรก นับจากปี 2537

นิตยสารฟอร์บส์ เผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาเศรษฐีพันล้านของโลก เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า “คาร์ลอส สลิม” ซูเปอร์ ริช จากแดนเม็กซิกัน สามารถโค่น “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ขึ้นครองตำแหน่งมหาเศรษฐีพันล้านอันดับหนึ่งของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินในครอบครอง 5.35 หมื่นล้านดอลลาร์

มากกว่าทรัพย์สินของเจ้าพ่อวงการซอฟต์แวร์ “เกตส์” ราว 500 ล้านดอลลาร์ แม้ว่า ตลอดปีที่แล้ว เกตส์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จากปีก่อนหน้าก็ตาม

ขณะที่วอร์เรน บัฟเฟต นักลงทุนชื่อดัง เจ้าของบริษัทเบิร์กไชร์ แฮธอะเวย์ ตามมาในอันดับ 3 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินในครอบครอง 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ […]

ระเบิดแบงก์กรุงเทพ : ทุนเก่า + อมาตย์ + (เหลือง = ชนชั้นกลางเก่า ?) VS ทุนใหม่ + (แดง = ชนชั้นกลางใหม่ ?)

ทำไมจึงมีระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพหลายลูกเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำไมไม่เป็นแบงก์อื่น ๆ แน่นอนว่าสิ่งนี้ต้องเชื่อมโยงกับการที่พลเอกเปรมเป็นประธานที่ปรึกษาของธนาคารกรุงเทพ และการประท้วงที่ถนนสีลมของกลุ่มคนเสื้อแดง ขอย้ำว่าประโยคนี้ไม่ได้เหมาว่าเสื้อแดงเป็นคนทำ แต่ไม่ว่าฝ่ายใดทำก็เป็นสิ่งที่ต้องประณามอย่างถึงที่สุดด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีเหตุผลใด ๆ พอเพียงสำหรับรองรับการใช้ลูกระเบิดเพื่อผลทางการเมืองทั้งนั้น แต่ประเด็นของผมคือ ธนาคารกรุงเทพนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนกลุ่มทุนเก่า (old money) ที่เติบใหญ่ขึ้นภายใต้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองกับชนชั้นนำทางธุรกิจของการเมืองแบบอมาตยาธิปไตย (คำนี้แปลจากคำว่า Bureaucratic Polity ของ F. Riggs โดยพ่อตาของนายกฯอภิสิทธิ์) ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2500-2540

3 ตัวละครหลักของเศรษฐศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 40 ปีนี้ ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า ยุคทุนนิยมนายธนาคาร คือ หนึ่ง ชนชั้นนำทางอำนาจ นำโดยนายทหารในช่วงแรกและนักการเมืองจากการเลือกตั้งในช่วงหลัง ทำหน้าที่ปกครองเพื่อสร้างความสงบและเสถียรภาพทางการเมือง ภายใต้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมและระบอบอมาตยาธิไตยเต็มใบ แล้วค่อย ๆ คลี่คลายกลายเป็นระบอบอมาตยาธิปไตยครึ่งใบ และระบอบประชาธิปไตยในช่วงหลัง สอง กลุ่มเทคโนแครตนำโดย ธปท. ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย-บริหารเศรษฐกิจมหภาคและภาคการเงินการธนาคาร โดยเน้นเป้าหมายเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างบรรยายกาศที่เอื้ออำนวยแก่การสะสมทุนของภาคเอกชน สาม ชนชั้นนำทางธุรกิจนำโดยธนาคารกรุงเทพ ทำหน้าที่จัดสรรทุนและประสานการลงทุนในหมู่นักธุรกิจ ระบบนี้ก็ค่อย ๆ เสื่อมสลายจนสิ้นสุดลงในปี 2540

พันธมิตรสามเส้านี้ แม้ว่าจะร่วมมือกันขับเคลื่อนการสะสมทุนของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายในระหว่างเทคโนแครตฝ่ายหนึ่ง กับแนวร่วมของผู้กุมอำนาจการเมืองกับนายแบงก์อีกฝ่ายหนึ่ง […]

หอการค้ามะกันชี้การเมือง “เรื่องใหญ่” กระทบขีดแข่งขันไทย-เร่งรัฐแก้ปัญหามาบตาพุด

สหรัฐอเมริกาคือพันธมิตรสำคัญของไทยในหลายแง่มุม ซึ่งรวมทั้งด้านการค้าและการลงทุนที่นักลงทุนอเมริกันติดอันดับต้น ๆ ของนักลงทุนรายใหญ่ของเมืองไทยในโอกาสที่หอการค้าอเมริกันในประเทศจัดงาน “ความร่วมมือระหว่างสหรัฐ-ไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย” นายโจเซฟ จาจา ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทยคนใหม่ ได้เปิดโอกาสให้คณะสื่อมวลชนสัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับประเด็น ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน

การเมืองคือประเด็นที่กังวลมากที่สุด

นายจาจา ชี้ว่า “เสถียรภาพทางการเมือง” คือประเด็นใหญ่ที่สุดที่นักลงทุนอเมริกันรู้สึกกังวลใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปัญหาทางการเมืองส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ทั้งนี้ทุกฝ่ายตลอดจนบรรดานักลงทุนต่างต้องการเห็นไทยกลับไปมีเสถียรภาพทางการเมืองเหมือนในอดีต

และทราบกันดีว่าประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมีหลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือการปกครองโดยใช้กลไกของกฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ล้วนมีการเติบโตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการมีเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในอนาคตจะหมายถึงความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน

ส่วนในประเด็นที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้น นายจาจาแสดงความคิดเห็นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง โดยทั่วไป เมื่อปีที่ผ่านมาสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสงบ ทั้งส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุมและการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล

“ผมยังมองในแง่ดี และมั่นใจว่าตราบใดที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นอย่างสันติ โดยไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และตราบใดที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมดำเนินการเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้เกิดความรุนแรง ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรจะปฏิบัติ คือ สร้างความมั่นใจว่าจะรักษากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย และต้องไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา”

ทุกประเทศต่างมีปัญหาผู้ชุมนุมทั้งสิ้น แต่ความแตกต่างอยู่ที่การรับมือต่อการชุมนุมบนท้องถนน เราเรียกร้องทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ดำเนินการสิ่งต่าง ๆ โดยสันติวิธี เพื่อที่อย่างน้อยจะทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ นักท่องเที่ยวมองว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความสงบ พวกเขาสามารถเดินทางมาได้ มาท่องเที่ยวพักผ่อนและใช้จ่ายเงินโดยไม่รู้สึกถูกคุมคามจากการชุมนุมบนท้องถนน

“ผมหวังว่าเราจะไม่เห็นความรุนแรงบนท้องถนน”

ไทยยังดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

สำหรับแนวโน้มเพิ่มการลงทุนในไทย นายจาจาระบุว่า เมื่อมองในระดับมหภาคจะเห็นว่าเอเชียเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ในไตรมาส 4 […]