Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

The Value of Nothing โดย Raj Patel

ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนปากจัดชาวอังกฤษ เคยกล่าว

วาทะอมตะเอาไว้ว่า “ทุกวันนี้คนรู้ราคาของทุกสิ่ง และไม่รู้คุณค่าของอะไรเลย” (nowadays people know the price of everything and the value of nothing)

Raj Patel นักเขียนและนักเคลื่อนไหวรณรงค์ด้านอาหาร หยิบวลีหลังของไวลด์มาตั้งเป็นชื่อหนังสือที่ตั้งใจอธิบายปัญหาของวิธีคิดเศรษฐศาสตร์ที่ครอบงำสังคมปัจจุบัน ที่เขามองว่าทำให้ “ราคา” ของสิ่งต่าง ๆ ในระบอบเศรษฐกิจ ไม่สะท้อน “คุณค่า” ที่แท้จริงของมันที่สัมพันธ์กัน

Patel ชี้ว่า ระบอบเศรษฐกิจปัจจุบันแปะป้ายราคาให้กับแทบทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว รวมทั้งสิ่งมีคุณค่าที่คนในอดีตไม่เคยคิดว่าจะตีราคาได้ เช่น น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ นอกจากนี้ ทรัพยากรธรรมชาติที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีวัน “หมด” เช่น แหล่งประมง ป่าไม้ และแร่โลหะหลายชนิดก็กำลังอันตรธานไปต่อหน้าต่อตาตามอัตราเร่งของเทคโนโลยีที่ตักตวงทรัพยากรธรรมชาติไปแปลงเป็นผลิตภัณฑ์มาป้อนระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคเป็นหลัก

“ตัวการ” ที่ Patel กล่าวโทษคือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจผูกขาดสูงมากจนสามารถควบคุมทั้งราคาในตลาดและอุปทาน รวมทั้งแทรกแซงกลไกรัฐและบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับปรัชญา “ตลาดเสรี” ที่เชื่อมั่นในตลาดและมองว่ามนุษย์เป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” เพียงมิติเดียว อันเป็นปรัชญาที่ส่งผลให้ระบอบเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นระบอบที่ราคาสินค้ามีความสัมพันธ์กับคุณค่าที่แท้จริงน้อยมาก

The Value of […]

ผลงานของกองทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมในฐานะผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหว

สองตอนก่อนหน้านี้ ผู้เขียนแนะนำ “การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น” (shareholder activism) ในอเมริกาและเอเชียไปพอหอมปากหอมคอ โดยเน้นไปที่การเคลื่อนไหว “แนวธรรมาภิบาล” คือมุ่ง “รีด” มูลค่าของบริษัทที่มีศักยภาพ แต่ถูกคณะกรรมการ หรือผู้บริหารทำลาย หรือถ่ายโอนสู่มือตัวเอง หรือผู้ถือหุ้นใหญ่

วันนี้ผู้เขียนจะแนะนำการเคลื่อนไหว “แนวสังคม” พอเป็นสังเขป การเคลื่อนไหวแนวนี้มุ่งผลักดันให้บริษัทจัดการแก้ปัญหาที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียนอกเหนือจากผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค แรงงาน ชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือสังคม หรือผลักดันให้บริษัทปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และกระบวนการทำธุรกิจในทางที่รับผิดชอบและยั่งยืนกว่าเดิม ผู้ถือหุ้นที่เคลื่อนไหวแนวสังคมมักเป็นกองทุนที่มุ่งลงทุนในบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment : SRI funds) และกองทุนที่ใช้เกณฑ์ด้านศีลธรรมในการลงทุน (ethical funds) เช่น ไม่ลงทุนในบริษัทที่ทดลองในสัตว์ ขายบุหรี่ หรืออบายมุขอื่น ๆ

ในเมื่อภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาเร่งด่วนระดับโลกที่ภาคธุรกิจเป็นตัวการสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่กองทุนนักเคลื่อนไหวแนวสังคมจึงผลักดันเรื่องนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอเมริกา ปี 2009 ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับประเด็นนี้เป็นวาระการประชุมให้ผู้ถือหุ้นลงมติ 68 เรื่อง ในจำนวนนี้มี 31 เรื่องที่ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวถอนออกจากวาระการประชุมผู้ถือหุ้น เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทตกลงทำตามข้อเสนอก่อนการประชุม

ข้อเสนอเกี่ยวกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กองทุนแนวสังคมส่วนใหญ่ยื่นให้กับบริษัท หรือบรรจุให้ผู้ถือหุ้นลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้น มีตั้งแต่ข้อเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยปริมาณการปล่อยคาร์บอนในรายงานประจำปี ไปจนถึงเรียกร้องให้บริษัทตั้งเป้าหมายลดคาร์บอน ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดในปี 2009 ในอเมริกา […]

ฮ่องกงครองแชมป์นวัตกรรมเอเชีย รั้งเบอร์ 3 ของโลก

ฮ่องกงคว้าตำแหน่งผู้นำนวัตกรรมในเอเชีย ด้วยอานิสงส์ระดับการสร้างสรรค์สูงและมีตลาดการเงินที่พัฒนาอย่างดี

เอเอฟพีรายงานว่า ผลการศึกษาร่วมระหว่างโรงเรียนธุรกิจนานาชาติ INSEAD และสมาอุตสาหกรรมอินเดีย ระบุว่า ฮ่องกงแซงหน้าคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ ซึ่งรั้งอันดับ 2 กลายเป็นแชมป์นวัตกรรมของเอเชียในปีนี้ และติดอันดับผู้นำนวัตกรรมอันดับ 5 จากการประเมินดัชนีนวัตกรรมโลกปีนี้ ขณะที่สิงคโปร์รั้งอันดับ 7 ของโลก

การศึกษาครั้งนี้ได้จัดอันดับประเทศต่างๆ โดยพิจารณาจาก จำนวนการขอสิทธิบัตร การพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร์ การใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และการใช้นวัตกรรมเพื่อสนับสนุนสวัสดิการสังคม การแข่งขัน และการเติบโตของประเทศ

ทั้งนี้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ เป็น 3 เขตเศรษฐกิจจากเอเชียที่ติดอันดับท็อป 10 ของการสำรวจครั้งนี้ ขณะที่ไอซ์แลนด์ ครองแชมป์ผู้นำนวัตกรรมโลก ตามด้วยอันดับ 2 สวีเดน อันดับ 3 ฮ่องกง อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 5 เดนมาร์ก อันดับ 6 ฟินแลนด์ อันดับ 7 สิงคโปร์ อันดับ 8 […]

อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก ถ้าไม่ทำเรื่องใหญ่ ๆ

ผมและใครอีกหลายคนในประเทศนี้ เฝ้าดูว่าเมื่อไร นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.กระทรวงการคลัง จะเอาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสักที ?

เพราะเมื่อแรกที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศเดือนแรก ๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ออกมาพูดเป็นระยะว่าจะนำภาษีที่ดินเข้าที่ประชุม ครม.

พวกเขา 2 คนพูดกันมาเรื่อย ๆ แรก ๆ ก็ดูจริงจัง แล้วที่สุดก็ผ่านไป 1 ปี ร่างกฎหมายก็ยังเป็นเพียงร่างกฎหมาย

ต้นปีนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีนักข่าวเรารวมอยู่ด้วย ผมก็ฝากคำถามไปถึงนายกฯว่า ภาษีที่ดินไปถึงไหนแล้ว ?

ผู้นำที่มีมธุรสวาจาบอกว่า เอาแน่เดือนกุมภาพันธ์นี้ เอาเข้า ครม.แน่นอน

ต่อมาไม่นานพวกเขาก็เลื่อนออกไปอีกใน 2 สัปดาห์ นายกรณ์บอกว่ายังมีปัญหาอัตราและการจัดเก็บ และที่สำคัญคือข้อยกเว้น

ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อแล้วว่า ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ไม่ได้จริงจังอะไรกับภาษีที่ดินเท่าใด (นักหรอก)

พวกเขาปากเจรจาเอาหน้ารอดไปวัน ๆ แล้วก็ทำแต่งานประเภท “รูทีน” ทำแต่ เรื่องเล็ก ๆ

ผมเชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงรัฐบาลยุบสภา รัฐบาลจะทำได้แต่เรื่องหยุมหยิม เรื่องขี้ผง และเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ผมเป็นนักข่าวที่ตรวจการบ้านรัฐบาลผ่านมติ ครม.ทุกวันอังคาร ผมยิ่งเชื่อว่า ผลงานรัฐบาลชุดนี้กลวง (สิ้นดี)

ผมพูดเองอาจจะดูไม่น่าเชื่อถือ ลองฟังคำผู้หลักผู้ใหญ่ดูก็ได้ว่า ภาพรัฐบาล […]

ไล่บี้ภาษี “โอ๊ค-เอม” 12,000 ล้าน หุ้น “แอมเพิลริชฯ” ของพ่อ…ทำลูกเดือดร้อน !

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว เฉพาะที่ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ป และเงินปันผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,373 ล้านบาท ตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีการใช้อำนาจของรัฐออกนโยบายมาเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวชินวัตร

คดีนี้จึงถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทามีรายได้จาก การขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กฯเป็นมูลค่า 76,000 ล้านบาท แต่ คตส.ไปตามอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณมาได้แค่ 69,000 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อศาลฎีกาตัดสินให้ยึดทรัพย์แล้ว หากทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่นำข้อมูลใหม่มายื่นอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน หรือมายื่นอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีประเด็นใหม่ก็เป็นอันว่าทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 46,000 ล้านบาท จะต้องถูกยึดเข้าไปอยู่ในบัญชีเงินคงคลังทันที ส่วนทรัพย์สินที่เหลืออีก 23,000 ล้านบาท จะบริหารจัดการอย่างไร

แต่ปัญหาก็คือ ทรัพย์สินที่ถูก คตส.อายัดไว้ทั้งหมด 69,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีทรัพย์สินของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ที่ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ปปะปนอยู่ด้วยประมาณ 36,000 ล้านบาท

ขณะที่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทามีภาษีค้างชำระอยู่กับกรมสรรพากรประมาณ 12,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กรมสรรพากรเสียประโยชน์หรือเสียเปรียบหน่วยงานอื่น ๆ […]

นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการป้องปรามอาชญากรรม

เป้าหมายหลักของระบบยุติธรรมทางอาญาคือ การป้องปรามไม่ให้เกิดอาชญากรรม (deterrence) ผ่านบทลงโทษทางกฎหมายทั้งบทลงโทษที่เป็นตัวเงิน (Monetary sanction) เช่น ค่าปรับ และบทลงโทษที่ไม่เป็นตัวเงิน (nonmonetary sanction) เช่น การจำคุก การภาคทัณฑ์ การกักบริเวณ การประหารชีวิต การประจานต่อสาธารณะ เป็นต้น ประเด็นหลักที่นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการป้อมปรามอาชญากรรมสนใจคือ หลักคิดว่าด้วยบทลงโทษทางอาญาที่เหมาะสม (Optimal criminal sanction)

การออกแบบระบบลงโทษทางอาญาที่เหมาะสมจำต้องเข้าใจลักษณะแบบแผนของพฤติกรรมของอาชญากรเสียก่อน เพื่อให้สามารถออกแบบโครงสร้างสิ่งจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของอาชญากรได้อย่างมีประสิทธิผล หลักไมล์ตั้งต้นของการศึกษา “เศรษฐศาสตร์อาชญากรรม” (Economic of Crime) คือ บทความเรื่อง Crime and Punishment : An Economic Approach ของ Gary Becker (1968) ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Political Economy Becker บุกเบิกการศึกษานิติเศรษฐศาสตร์ด้วยการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อย่างแบบจำลองว่าด้วยการเลือกอย่างมีเหตุมีผล (Rational Choice Model) มาอธิบายโลกอาชญากรรม

แบบจำลองดังกล่าวอธิบายพฤติกรรมของอาชญากร โดยมีข้อสมมติตั้งต้นว่า อาชญากรเป็นสัตว์เศรษฐกิจ […]

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นจริงหรือ

ขณะนี้สื่อมวลชนตะวันตกต่างก็ประโคมข่าวกันยกใหญ่ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้นฟื้นตัวอย่างมั่นคงแล้ว หรือที่ใช้คำว่า “firmly on track” จากผลของการสำรวจของสมาคมเศรษฐกิจธุรกิจหรือ Association for Business Economies และ NABE จากสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ 48 แห่ง

แต่ขณะเดียวกันก็บอกว่าอัตราการจ้างงานไม่ได้เพิ่มขึ้น กล่าวคือ อัตราการว่างงานยังไม่ลดลงหรือลดลงเล็กน้อย มีการ “คาดการณ์” กันว่า อัตราการว่างงานอาจจะลดลงจาก 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อตอนต้นปี 2553 นี้เป็น 9.7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการคาดการณ์ของธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า ในช่วง 2 ปีข้างหน้าอัตราการว่างงานในตลาดแรงงานของสหรัฐยังจะต้องอยู่ในระดับสูง และคิดว่าอัตราการจ้างงานตลอดทั้งปีนี้คงจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ทั้งนี้เพราะหน่วยธุรกิจต่าง ๆ คงต้องระมัดระวังในการจ้างแรงงานใหม่เพิ่ม เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจริงการปลดคนงานออกอีกครั้ง จะทำให้บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่ทำจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าทดแทนจำนวนมาก

ดังนั้น แม้ว่าจะมีภาพลวงตาที่เป็นสัญญาณส่อเค้าว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอาจจะฟื้นตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอหรือไม่ชัดเจนพอ กระทั่งภาคธุรกิจมีความมั่นใจที่จะลงทุนและจ้างแรงงานใหม่เพิ่มเติม

ในด้านการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนหรือประชาชนทั่วไป ตัวเลขจากการสำรวจกลับพบว่ายังหดตัวอยู่ด้วยซ้ำ เพราะประชาชนทั่วไปยังไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้อย่างสะดวกสบายพอที่จะเริ่มการจับจ่ายใช้สอยใหม่ ๆ

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ ราคาน้ำมันและอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ในตลาดสหรัฐอเมริกาเอง พอ ๆ กับอัตราเงินเฟ้อ แม้จะคาดการณ์กันว่าในปี 2553 นี้ […]

ต้นทุนประเทศไทยสูงจริง ๆ

ตอนที่เขียนต้นฉบับคือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันที่ทุกคนรอคอยด้วยหลากความรู้สึก ต่อการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

บางคนก็รู้สึกว่า วันนี้เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย แต่อีกหลายคนก็มองว่า ไม่เห็นจะมีอะไร เป็นการทำหน้าที่ปกติของศาล เพราะคดีนี้ก็เป็นอีกคดีหนึ่งเท่านั้น

แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็น “ต้นทุนของประเทศไทย”

วันนี้คนไทย ธุรกิจไทยมีต้นทุนที่สูงมากในการใช้ชีวิตและการเป็นผู้ประกอบการ

ถ้าคิดในแง่ลบ ๆ ว่า ทำไมต้นทุนสูง ก็ต้องกลับไปที่ต้นตอของการวางโครงสร้างประเทศไทย ฟังดูเหมือนจะไกลตัวและทำยาก และหลายคนบอกว่า ฝันไปเถอะ เพราะรัฐบาล “ทำไม่ได้” แต่จริง ๆ ควรจะพูดว่า รัฐบาล “ไม่ได้ทำ” มากกว่า

โครงสร้างที่ว่าคือ การทำอย่างไรที่จะทำให้เกิด “ความสุขประเทศไทย” ที่หมายถึงการกินดีอยู่ดี มีสุข คำว่า “กินดีอยู่ดี” ตอบโจทย์ “ความสุขกายสบายใจ” ที่ครอบคลุมทั้งชีวิตครอบครัว ความปลอดภัยในทรัพย์สิน อาชีพการทำงานที่มั่นคง เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ สิ่งแวดล้อมที่ดี

แต่ภาครัฐวันนี้ยังไม่สามารถสแกนได้ว่า ประเทศไทยต้องการอะไรที่จะตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศชาติที่จะทำให้เกิด “การกินดีอยู่ดี มีสุข” มีแต่ทำให้ต้นทุนประเทศไทยเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น

ต่างจากภาคเอกชนที่เป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ ที่พยายามหาเครื่องมือมา “สแกน” ความต้องการผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภคสมัยใหม่ “เลือกได้” จากการพูดคุยกับนักธุรกิจหลายกลุ่มต่างลงทุนใน “ซอฟต์แวร์” […]