Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

ความไม่ยุติธรรม ไม่ต่าง “ล้างไฟด้วยไฟ”

ท่ามกลางบรรยากาศ “แดง” เต็มเมืองกรุงเทพฯในช่วงนี้ ขอไว้อาลัยแก่นักรบผู้กล้าแห่งบันนังสตา อย่าง “พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา” ผู้ใช้ชีวิต 40 ปีกับการรับใช้ชาติในพื้นที่สีแดงอย่างทรหดอดทน

“ชุมพล เอกสมญา” ลูกชายของนักสู้ผู้นี้ กล่าวว่า “ผมเสียพ่อให้กับประเทศนี้ แต่ประเทศนี้ตอบแทนเราด้วย ความไม่ยุติธรรม”

เพลง “บันนังสตาบ้านเกิดของฉัน” ที่ “ชุมพล เอกสมญา” ร้องให้กับผู้เป็นพ่อที่ต้องอยู่ในพื้นที่ “ล้างไฟด้วยไฟ” จึง”กินใจ” แก่ผู้ที่ได้รับฟังเป็นอย่างยิ่ง

เกาะติดสงครามกลางเมือง “พวกเขา” จับประเทศเป็นตัวประกัน

เที่ยงวันที่ 14 มีนาคม นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช.ประกาศเส้นตาย 24 ชั่วโมงให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภา

คำตอบที่ได้รับในทันทีจากพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ เมินเสียเถอะ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ม็อบเสื้อแดงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การชุมนุมทำให้ตลาดหุ้นซบเซา นักท่องเที่ยวและทัวร์หายไปทันที

ประชาธิปไตยของนายจอร์แดน

ข่าวสะพัดจากเมืองไทยว่า สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์อันตรายของประเทศ ของการเมือง และของคนไทยด้วย

เพราะพลพรรคเสื้อแดง ประกาศจะเคลื่อนพลังมวลชนมาปักหลักเรียกร้องประชาธิปไตย และกดดันให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออก หรือไม่ก็ประกาศยุบสภา จำนวนคนที่พวกเขาขู่จะระดมมานั้น เห็นว่ามีเป็นเรือนแสนเรือนล้านคน

12-14 มีนาคมนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เด่นชัดที่สุด คือ ความวิตกกังวลของคนไทย ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง มีการฟอร์เวิร์ดอีเมล์คำเตือนส่งต่อ ๆ กัน ให้เตรียมแผนฉุกเฉินให้พร้อม ทั้งตัวเอง และคนในครอบครัว ท่ามกลางข่าวสารข้อมูลที่ออกมาเป็นระยะ ๆ ว่า พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดที่นั่นที่นี่

ฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่า โอ้โห ! ทำไมประเทศไทยเป็นกันได้ถึงขนาดนี้ เรียกร้องประชาธิปไตยอะไร ถึงมีแต่ข่าวลบ ๆ ร้าย ๆ ออกมาไม่ขาดสาย

พักหลัง ๆ ผู้เขียนอดแปลกไม่ได้ว่า ทำไม “ประชาธิปไตย” สมัยใหม่ ถึงได้ออกจะเครียด ๆ ตึง ๆ และรุนแรง แทบจะไม่มีเสน่ห์ มีมนต์ขลัง หรือภาพลักษณ์ให้สัมผัสได้ว่า อุดมคติทางการเมืองนี้ คือ สิ่งที่ดีที่สุดแล้วของสังคมโลกแล้ว

ที่สำคัญ ผู้เขียนก็ไม่แยกไม่ออกด้วยว่า ประชาธิปไตยของใคร […]

เมืองไทยไม่เหมือนเดิม

ตลอดเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ คนไทยไม่ว่าจะเป็นผู้คนในระดับใด เมื่อพบกันก็มักจะถามไถ่กันว่าบ้านเมืองเราจะไปทางไหน จะจบลงอย่างไร

คำถามยอดนิยมอันนี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะเป็นคำถามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าบ้านเมืองของเรายังปกติสุขอยู่ ผู้คนมีความเชื่อมั่นในระบอบการปกครอง เชื่อมั่นว่ารัฐของเรามีกลไกที่จะทำให้เกิดความสงบสุข ปัญหาต่าง ๆ จะได้รับการดูแลให้เป็นที่ยอมรับได้กับทุกฝ่าย

เหมือนกับเราขับรถอยู่บนทางหลวง แม้จะเป็นทางหลวงที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ไม่ได้เทคอนกรีต หรือลาดยาง เพียงแต่โรยด้วยหินลูกรัง ฝนตกก็เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่เราก็ยังคาดได้ว่าเราต้องไปถึงเชียงใหม่ เชียงราย หรือไปถึงอุดรธานี หนองคาย หรือไปถึงปัตตานี สตูลแน่ เพียงแต่จะไปถึงเมื่อไหร่

แต่เมื่อไม่ทันใจ เราจึงต้องตัดสินใจขับรถลงข้างทางวิ่งไปบนท้องไร่ท้องนา แล้วบัดนี้เมื่อมีคนมาถามว่า แล้วเราจะไปจบลงที่ใด เมื่อไหร่ คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ถ้าใครตอบได้ก็เก่ง

เมื่อก่อนก็มีคำพูดอย่างที่รัฐมนตรี กรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า ถ้าไม่มีปฏิวัติก็คงจะจัดการกับคอร์รัปชั่นไม่ได้อย่างที่ทำไปแล้ว แต่เมื่อทำไปอย่างที่ทำไปแล้ว จนกระทั่งมีคำพิพากษายึดทรัพย์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ก็คงจะนึกกันโดยทั่วไปในหมู่คนชั้นสูงว่า เรื่องคงจะจบ เพราะให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินบางส่วน เหลือคืนบางส่วน ประชาชนคงพอใจ แต่การณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เป็นการประเมินความรู้สึกของคนชั้นล่างผิดพลาด

เมื่อการณ์เป็นเช่นนั้น ผู้คนชั้นสูงกลับไม่มีความเชื่อมั่น กลับกลายเป็นว่าคำตัดสินแทนที่จะทำให้ปัญหายุติ กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้นกว่าเดิม จนไม่ทราบว่าจะจบลงที่ไหน จะจบลงเมื่อใด จบอย่างไร

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นใหม่ ๆ ในปี 2540 ใคร […]

อยากจะได้มา ก็ต้องเสียไป

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ด้านหนึ่งที่ต้องพบเห็น รับรู้ นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของทุกชาติ ทุกภาษา ล้วนผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวด ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา รอยเลือด และสังเวยชีวิตผู้คน

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในประเทศ หรือในกรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ กลายเป็น “สงคราม” ที่ต้องปะทะและสูญเสียด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

นอกจากเรื่องราวหลากหลายแง่มุมทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง ตามประวัติศาสตร์ สีสันบรรยากาศแวดล้อม รวมถึงแง่คิด องค์ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ผลผลิตอีกด้านหนึ่งจากเหตุการณ์ เหล่านั้นคือ ตำนานหรือเรื่องราวของ “วีรชน” กลุ่มคนผู้เสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเล็ก ๆ ในเหตุการณ์ที่อาจมิได้ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ หากจะมีการพาดพิงกล่าวถึงบ้างก็มักอยู่ใน รูปเรื่องเล่า บอกต่อกันเสียมากกว่า

“วีรชนนิรนาม” มักเป็นเครื่องเคียงที่มีรสชาติและสีสันต่างไปจากหลักฐานข้อเท็จจริงที่บันทึกอย่างเป็นทางการพอสมควร แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน หากจะตั้งคำถามในเชิงคุณค่าว่า สิ่งที่ได้แลกมา คุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่สูญเสียไป

ว่ากันเฉพาะบนเส้นทางประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย เราต้องลงทุนใช้ “วีรชนนิรนาม” ไปมากเท่าไหร่แล้ว เพื่อกรุยทางกว่าที่จะเดินมาถึงวันนี้

วันนี้เรากล้าพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง หรือยกระดับอย่างมีคุณค่ากว่าจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2475

บนฐานความเชื่อเรื่อง “ประชาธิปไตย” นั้น มีความขัดแย้งและแตกต่างมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไม่เว้นแม้แต่ในกลุ่มผู้ร่วมก่อการในนาม “คณะราษฎร” ความขัดแย้งดังกล่าวพัฒนา กลายเป็นความแตกแยก เผชิญหน้า […]

กองทัพ-ทหาร-สื่อของรัฐ ในปฏิบัติการ “ร่วมรัฐบาล”

ทั้งผู้นำเหล่าทัพ-หัวหน้ารัฐบาล สั่ง-ส่งสัญญาณเดียวกันว่า “ไม่มีการปฏิวัติ”

ทั้งรัฐบาล-ทหาร-กองทัพ ต้องยึดโยงอยู่ในโครงสร้างอำนาจ และปฏิบัติการในสงคราม “เสื้อแดง”

ทำให้เงื่อนไข-การอยู่-การไปของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับ “กองทัพ” โดยปริยาย

การออกประกาศให้พื้นที่เขตกรุงเทพฯปริมณฑล 7 จังหวัด เป็นเขตบังคับใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง จึงเป็นทางหนึ่งที่จะให้ “ทหาร-กองทัพ” มีบทบาทปฏิบัติการร่วมสนับสนุน “รัฐบาล”

ทางหนึ่งเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง

ทางหนึ่งเพื่อเป็น “แนวต้าน” เสื้อแดง-เพื่อไทยไม่ให้เกิดการปะทะกับมวลชน “สีอื่น”

ทางหนึ่งเพื่อป้องกันการ “ปฏิวัติ” โดย “รูปแบบ” ที่ทหารออกมาใช้กองกำลังเข้ายึดอำนาจ แต่เข้ามาเป็นเพียง “ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน” เท่านั้น

ทั้งผู้นำเหล่าทัพและฝ่ายรัฐบาล จึงต้องใช้ทุกเครื่องมือในการ “ต้านเสื้อแดง”

ทางลง-ทางเลือกของรัฐบาลจึงไม่ได้พิจารณาข้อเสนอของเสื้อแดงที่ต้องการให้ “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” เท่านั้น

มีแต่เพียง “วาระรัฐบาล” ที่ต้องรักษาอำนาจของฝ่ายบริหารต่อไปอีกระยะ อย่างน้อยก็สิ้นสุดวาระสภาผู้แทนราษฎร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืน-ยัน กลางสภาผู้แทนฯ “ไม่เคยปิดทางยุบสภาหรือลาออก แต่ต้องมั่นใจว่าเป็นทางออกทำให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง หรือกระทบต่อระบบ”

และแนวทางที่จะเกิด “ปฏิวัติ” ถูก นายกรัฐมนตรี “ปิดตาย”

“การปฏิวัติรัฐประหารนั้นเรามีหน้าที่ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะการปฏิวัติมีแต่บาดแผลความเสียหายเพิ่มเติม ทำให้บ้านเมืองถอยหลังในสายตาชาวโลก และทำให้ประเทศไทยไปสู่ความรุนแรงแบบไม่จบสิ้น”

กระนั้นแม้ทหาร-กองทัพจะไม่อาจ”ปฏิวัติ” เพราะมีเงื่อนไขของฝ่ายรัฐบาล เป็นกรอบ-ครอบไม่ให้ออกจากแนวทาง “ในระบบ”

แต่บทบาททหาร-กองทัพจะยังคงค้ำยันรัฐบาลต่อไปในฐานะผู้ช่วยรัฐบาล

“กองทัพก็มีความชัดเจนว่า ทำงานสนองนโยบายรัฐบาล และกองทัพได้พูดชัดหลายครั้งว่า […]

จากใจ “หมอประเวศ” ถึง “ทักษิณ” “คนไม่เชื่อว่าคุณทักษิณเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผมเชื่อ”

สัมภาษณ์พิเศษ

หลังเขียนบทความเรื่อง “ทักษิณ เป็นผล หรือเป็นเหตุ” ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ราษฎรอาวุโส ลงพื้นที่สำรวจและเรียนรู้วิถีชุมชนตัวอย่าง ณ เทศบาลตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา ร่วมกับคณะสสส. และสื่อมวลชน

แน่นอน…ประชาชาติธุรกิจ ไม่พลาดที่จะเจาะใจคุณหมอประเวศ ในวัย 78 ปี ถึงที่มาที่ไปของบทความร้อนชิ้นล่าสุด พร้อมทั้งบทวิเคราะห์สังคมไทยข้น ๆ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน และข้อความถึงทักษิณ ก่อนเสื้อแดงบุกกรุงเทพฯ !

- ที่มาที่ไปของบทความชิ้นล่าสุด เป็นอย่างไรครับ

ผมเห็นว่าเป็นโอกาส (ครับ) ถ้าเขียนตอนบ้านเมืองสงบคงไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนอ่าน เวลามีเรื่องอะไรก็เป็นโอกาสที่จะเสนอวิธีคิด เพราะบางคนก็ถกกันว่าทักษิณเป็นเหตุ บ้างก็ว่าทักษิณเป็นผล ผมก็ตั้งคำถามว่า แล้วจริง ๆ เป็นเหตุหรือผล

ผมก็ถือโอกาสใช้หลัก “อิทัปปัจจยตา” เข้ามา เพื่อเสนอแนวคิด คิดด้วย “มัชฌิมาปฏิปทา” แต่คนไทยไปสมาทานการคิดแบบฝรั่งเข้ามามากขึ้น เรามีนักเรียนนอกกลับมาเยอะ เพราะฝรั่งคิดแบบตายตัว คิดแบบดิจิทัล ฝรั่งจึงรุนแรง รบกันสงครามในยุโรปเยอะแยะ

- อาจารย์กังวลกับเหตุการณ์ นปช.ชุมนุมวันที่ 14 มีนาคม มั้ยครับ

ผมคิดว่าไม่น่าจะรุนแรง […]

อ่านเกม มาร์ค-ทักษิณ-สื่อ กับทางออก “ยุบสภา-ปฎิวัติ”

แกนนำรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เชื่อว่าการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องการกดดันให้รัฐบาลยุบสภาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน 7 วัน และคาดว่าสถานการณ์จะตึงเครียดที่สุดในช่วงระหว่าง 14-17 มีนาคม 2553

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยอมรับว่า ไม่ปิดทางเลือกในการ “ยุบสภา-ลาออก”

แต่ไม่ว่าจะยุบสภา ลาออก หรือ รัฐประหารอีกครั้ง ก็ไม่ใช่ทางออก (อยู่ดี)

ถามกันว่า สังคมไทยจะออกจากวิกฤตความขัดแย้งได้อย่างไร ถ้ารัฐบาล หรือทักษิณ เสื้อแดง หรือสื่อ ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ?

สาเหตุที่สังคมไทยเดินมาสู่ทางตัน ในสายตาของ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า

“วันนี้ทุกคนเครียดและวิตกกันไปหมด ผมเจอผู้ช่วยทูตของสถานทูตแห่งหนึ่ง เขาถามผมว่า ผมสามารถอยู่ในประเทศที่การให้ข่าวเป็นแบบนี้ได้อย่างไร เขาบอกว่าในประเทศเขา รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะทำให้คนขวัญไม่กระเจิง คือเวลามีอะไร รัฐบาลจะเป็นคนบอก รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบ แก้ปัญหา แต่ในวันนี้กลายเป็นว่าสื่อของรัฐทำให้เราขวัญกระเจิง ผมฟังคนในรัฐบาลให้สัมภาษณ์แต่ละคนแล้วรู้สึกผิดหวังมาก รองนายกฯคนหนึ่งจัดหาเซฟเฮาส์ให้รัฐมนตรีทุกคนแล้ว ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

ส่วนทางออกจากวิกฤตการเมืองโดยการยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง…นักกฎหมายมหาชนผู้นี้เห็นว่า “เหตุแห่งการยุบสภา คือ ไม่สามารถทำงานได้ หรือว่าฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารทะเลาะกัน จนไม่สามารถออกกฎหมายตามความต้องการของฝ่ายบริหารได้ อันนี้ต้องยุบ แต่วันนี้ยุบสภาไปทำไม […]