Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

มอง “เกาหลี” ย้อนดูไทย

หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พิสูจน์แล้วว่า สังคมไทยนั้นยัง “ไม่มีวุฒิภาวะ” เพียงพอที่จะนำพาประเทศ ฝ่าวิกฤตไปได้

เห็นแกนนำ 3 เกลอหัวขวดพาพรรคพวกใส่ชุดดำแถลงข่าวการนัดชุมนุมประท้วง ก็รู้สึกสังเวชในวุฒิภาวะ แต่ครั้นเห็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพากันใส่ชุดดำเข้าประชุมสภายิ่งอดสู และสังเวช ทั้งวุฒิภาวะและภูมิปัญญาหายไปไหนหมด

อย่างนี้แล้วเราจะฝ่าข้ามวิกฤตได้อย่างไร ขนาดคนระดับนำของประเทศยังเป็นอย่างนี้ ขนาดคนในองค์กรนิติบัญญัติยัง “คิดไม่เป็น” นับประสาอะไรกับชาวบ้านที่จะถูกกระแสโฆษณาชวนเชื่อท่วมทะลัก ใครจะชักจูงอย่างไรก็เฮโลไปตามนั้น

เห็นบ้านเราแล้วคิดถึง “เกาหลีใต้” ราว ๆ สามสิบเกือบสี่สิบปี ยังเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าประเทศไทย เวลาจะดูงานก็จะดูงานในประเทศไทย อาศัยองค์ความรู้เทคโนโลยีจาก บ้านเราเอาไปพัฒนาบ้านเขา

แต่ที่หนักหนาสาหัสที่สุดน่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไม่แพ้ประเทศไทย ได้ฉุดรั้งความก้าวหน้าของประเทศอย่างมาก

กระทั่งในปี 1994 จึงเกิดหน่วยงานหนึ่งที่เรียกว่า “พีเอสพีดี.” หรือ “People”s Sodarity for Participatory Democracy” แรกเริ่มมีสมาชิกแค่ 200 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบัน มีสมาชิกเพิ่มกว่า 10,000 คน

บทบาทสำคัญของ “พีเอสพีดี.” เป็นการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อรักษาประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วม ในการร่างกฎหมาย ตรวจสอบและติดตามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากเดิมการร่างกฎหมายต้องเป็นหน้าที่ของนักการเมือง […]

แผนลับ-รับ-รุกและบริการเสริม ก่อน-หลังชุมนุมใหญ่ “เสื้อแดง” แนวโน้มวิกฤต-จลาจล-สงคราม “สื่อ”

รัฐบาลเลือกใช้ยุทธวิธีทั้งรุกและรับในการ “บัญชาการ” เหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ของ “เสื้อแดง”

ปฏิบัติการรับ-รุก และบริหารสถานการณ์ช่วงหลังวิกฤต ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นจนถึงปลายเดือนมีนาคม

ตั้งรับ-ตั้งแต่ระดับเหตุการณ์ “เลวร้ายที่สุด-จลาจล” ลงไปถึงระดับ “ชุมนุมธรรมดา-ยืดเยื้อ”

ตั้งรับ-ด้วยกฎหมายธรรมดาถึงขั้นกฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.บ.การจราจรไปจนถึงกฎอัยการศึก

พร้อม ๆ กับการรุก-ด้วยการตามประกบแกนนำคนสำคัญฝ่ายเสื้อแดงไม่น้อยกว่า 20 คน

รุก-ด้วยข้อเสนอของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม 53

ตั้งรับ-ด้วยการดำรงสถานะ “ยกเลิก” การเดินทางไปประชุมระดับทวิภาคีกับ

ผู้นำประเทศออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรีในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2553

เพราะทั้งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ต้องเพิ่มสถานภาพขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการ” สถานการณ์ฉุกเฉิน

ในช่วง “วิกฤต” การบริหารสถานการณ์ของรัฐบาล “บนดิน” ในช่วง “ก่อนวิกฤต” จึงเป็น แนวการ “ตั้งรับ” ด้วยการประเมินสถานการณ์ว่า จะเกิดพลังเงียบ-ประชาชนหวาดกลัวความรุนแรง-คนส่วนใหญ่มั่นใจในรัฐบาล-หากเกิดระเบิดเล็กน้อยก็จะจับตัวการได้รวดเร็ว และประชาชนส่วนใหญ่ “รับทราบ” วัน-เวลา-สถานที่ชุมนุมชัดเจน และหลีกเลี่ยง

โดย “ผู้บัญชาการสถานการณ์” หรือ “สุเทพ” จะวาดภาพ-ขีดเส้น-วัดระดับดีกรี ความรุนแรงของแต่ละช่วงให้ประชาชนรับรู้ข้อมูล สถานะของการชุมนุม […]

เจาะแผนลับ ก่อน-หลังชุมนุมใหญ่ “เสื้อแดง” แนวโน้มวิกฤต-จลาจล-สงคราม”สื่อ” !!

นับถอยหลังการชุมนุมใหญ่ เสื้อแดง คว่ำรัฐบาล คนส่วนใหญ่ใจคอไม่ดี เพราะหวนคิดถึง เมษายน ปี 52 สื่อและองค์กรเครือข่าย ออกแถลงการณ์ยุติความรุนแรง ดร. ธงชัย วินิจะกุล และพวก เสนอให้รัฐบาล ยุบสภา แม่ค้าในตลาดดินแดง เครียดวิตกว่า จะขายของไม่ได้ หากชุมนุมยืดเยื้อ คนในรัฐบาลกลัวถูกปาขี้ บิ๊กในกองทัพเช็คกำลังกันวุ่น ตอ่ไปนี้ คือ ฉากการเมืองที่คนทั่วไปมองไม่เห็น

  ..นาทีนี้   รัฐบาลเลือกใช้ยุทธวิธีทั้งรุกและรับในการ “บัญชาการ” เหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ของ “เสื้อแดง”
  
    ปฏิบัติการรับ-รุก และบริหารสถานการณ์ช่วงหลังวิกฤต ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นจนถึงปลายเดือนมีนาคม
    ตั้งรับ-ตั้งแต่ระดับเหตุการณ์ “เลวร้ายที่สุด-จลาจล” ลงไปถึงระดับ “ชุมนุมธรรมดา-ยืดเยื้อ”
    ตั้งรับ-ด้วยกฎหมายธรรมดาถึงขึ้นกฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.บ.การจราจรไปจนถึงกฎอัยการศึก
    พร้อม ๆ กับการรุก-ด้วยการตามประกบแกนนำคนสำคัญฝ่ายเสื้อแดงไม่น้อยกว่า 20 คน
     รุก-ด้วยข้อเสนอของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม 53    […]

จุดอ่อน

ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสิ่งของอะไรก็ตามมักจะมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น ถ้าหากว่าเรียนรู้จุดอ่อนนั้น ๆ แล้วแก้ไขเสียย่อมทำให้คนหรือสิ่งของนั้นเพิ่มมูลค่าขึ้นมาทันที

ใครที่ใช้ทางด่วนโดยขึ้นจากถนนพระรามที่ 2 เป็นประจำอาจจะเคยเจอแบบผม พอจะใช้บริการห้องน้ำตรงด่านทีไรต้องเผชิญหน้ากับแผ่นป้ายสีเหลืองคอยดุว่า “พื้นเปียก ห้ามเข้า” เรียกว่ามาสามวันก็เจอสามวัน แม้ว่าจะต่างเวลากันก็ตามที

มีหลายครั้งที่ผมต้องถอยกรูด แต่บางครั้งก็จำต้องฝ่าด่านเข้าไปเพราะว่าอั้นไม่ไหวจริง ๆ

ผมคิดเอาเองว่าพนักงานทำความสะอาดคงไม่อยากให้พื้นห้องน้ำเปียก เลอะเทอะ ทำให้เธอถูกดุหรือถูกตำหนิ จึงเอาป้าย “พื้นเปียก ห้ามเข้า” มาตั้งขวางไว้โดยอาจไม่ทันคิดว่าห้องน้ำที่มีคนใช้บริการแทบทุกนาทีนั้นจะให้พื้นแห้งสนิทได้อย่างไร

และคงไม่ได้คิดว่า คำว่า “พื้นเปียก ห้ามเข้า” นั้นฟังดูเป็นปฏิปักษ์และไล่แขกซึ่ง ๆ หน้า ถ้าหากเปลี่ยนข้อความเป็น “พื้นเปียก โปรดระมัดระวัง” จะฟังดูเป็นมิตรกับผู้ใช้บริการขึ้นมาทันที

เมื่อสุดสัปดาห์ผมได้ไปเยือนเมืองจันท์มา เห็นว่าสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งมีจุดอ่อน หากปรับปรุงแก้ไขแล้วน่าจะมีเสน่ห์ให้ผู้คนแวะเวียนไปเยี่ยมชมมากขึ้น

อย่างเช่นคุกขี้ไก่กับตึกแดง ซึ่งเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่คอยเตือนใจให้ระลึกถึงสงครามเสียดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเมื่อ 100 ปีก่อน แต่ว่าในวันที่ผมไปเยือนกลับดูว้าเหว่อ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก

แม้จะเปิดให้เข้าชม แต่มีเพียงป้ายเท่านั้นที่สื่อสารกับนักท่องเที่ยวโดยเป็นป้ายที่บอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ อยากจะรู้อะไรเพิ่มก็ไม่สามารถสบตากับใครได้ เมื่อเดินไปทางด้านของหลังตึกแดงก็พบว่ากลายเป็นที่ตากอวนของชาวประมงไป

ถ้าหากมีการปรับปรุง ทำให้ป้ายชื่อให้ชัดเจน แล้วฝึกเด็กนักเรียนในท้องถิ่นมาเป็นไกด์คอยแนะนำให้ความรู้ อย่างน้อยก็ในช่วงวันหยุดนักท่องเที่ยวจะสามารถถามไถ่ได้หากเกิดสงสัยขึ้นมา จะทำให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวทุกคนยินดีสนับสนุนเงินคนละเล็กละน้อยเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ

ส่วนโอเอซีส ซีเวิลด์ แม้จะมีจุดเด่นเรื่องการแสดงปลาโลมา แต่ว่าก็มองข้ามในบางเรื่องไป

ห้องน้ำชายมีเพียง 2 ห้อง ห้องน้ำหญิงก็ไม่พอและอยู่ในสภาพที่ไม่ดีนัก จะเข้าห้องน้ำก็ต้องต่อคิวกันยาว ส่วนสภาพของป่าชายเลนที่อยู่ด้านหลังนั้นมีขยะห้อยโตงเตงไม่งามตาเอาเสียเลย

เรียกว่าห้องน้ำของแหล่งท่องเที่ยวที่มีทัวร์มาลงเป็นระยะ ๆ เทียบไม่ได้เลยกับห้องน้ำวัดเขาสุกิมของนักแสวงบุญชาวพุทธ เพราะห้องน้ำวัดสะอาดสะอ้าน […]

ผู้พิพากษา-นักวิชาการ-พระสงฆ์ สำรวจ “สื่อ” ส่องกระจก “นักข่าว” …ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็นแล้วหรือไม่ ?

ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง แทรกซึมสู่ปัญหาสังคม-ครอบครัว และธุรกิจ

สื่อมวลชน-นักข่าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก…ในระหว่างกระแสเหลือง-แดง-น้ำเงิน

นักวิชาการวิพากษ์ว่า สื่อ-ทันสมัยแต่ ไม่พัฒนา ?

นักสิทธิมนุษยชนครหาว่า สื่อ-ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกินขอบขีด ?

แหล่งข่าว-คนสำคัญถึงกับตั้งคำถาม กับนักข่าวว่า สื่อ-เต้าข่าว-สร้างข่าว ขึ้นมาเอง ?

นักการเมือง-ผู้เสียผลประโยชน์ วิจารณ์ว่า สื่อ-เป็นชนวนก่อสงครามการเมือง ?

วันนักข่าว 5 มีนาคมปีนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ตระเวนสัมภาษณ์บุคคลจากหลาย วงการด้วยคำถามเดียวที่ว่า “วันนี้คุณ คิดว่าสื่อทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็นแล้ว หรือไม่” ?

นี่อาจเป็น…กระจกที่สะท้อนบทบาท สื่อ พ.ศ.นี้ได้เป็นอย่างดี

พระมหาวุฒิชัย เมธี (ว.วชิรเมธี)

“…ต้องยอมรับว่าสื่อมวลชนในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็มีปัญหามาก เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า สื่อจำนวนมากเลือกข้างและเอียงกะเท่เร่เลย และหาสื่อที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในเวลานี้น้อยมาก สื่อหลายฉบับกลายเป็นสื่อมอมชน ไม่ใช่สื่อมวลชนตัวจริง เรียกว่า เวลานี้มีสื่อเทียมมากกว่าสื่อแท้ มุ่งการขายข่าว มุ่งความมั่นคงของตัวเองมากกว่ามุ่งความมั่นคงและผาสุกของประชาชน”

และที่สำคัญที่สุดคือ สื่อจำนวนมาก มุ่งแต่แสดงความรู้สึก เราเรียกสิ่งนั้นว่า เป็นความคิดเห็น เมื่อเราอ่านจริง ๆ เราจะเห็นว่า คอลัมนิสต์จำนวนมากเขียนแสดงความรู้สึกทุกวัน ๆ แต่ไม่ค่อยทำการบ้าน ไม่ค่อยมีความรู้อยู่ในสิ่งที่เขียน

สิ่งที่เสนอแนะกับสังคมบางทีก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกของปัจเจกชนคนหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างลึกซึ้ง แล้วเราก็เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นความคิดเห็น แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น

“ฉะนั้น สื่อคงต้องทำการบ้านให้มากขึ้น […]

แดง-ร่วมยื้อเงิน 4.6 หมื่นล้าน ล้ม-ล้าง “รัฐ+ทหาร+อำมาตย์”

สมมติฐานของ “ฝ่ายทักษิณ” ยังไม่ยอมให้ทรัพย์สิน 4.6 หมื่นล้าน ถูกยึดเป็นของแผ่นดิน

ยังไม่ยอมรับ “คำพิพากษา” ว่ามี “มาตรฐาน”

26 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็น”ทางแยก” ที่ยังไม่ทางยุติ

ในสมการการเมืองของฝ่าย “ทักษิณ+นปช.+เสื้อแดง” ยังต้องการล้มกระดานด้วยการ “ยุบสภา” และล้ม-ล้างระบบของฝ่าย “รัฐบาล+ทหาร+ อำมาตย์”

ดังนั้น กระบวนการในการคิดคำนวณ-หาคำตอบบรรทัดสุดท้ายของฝ่าย “ทักษิณ” จึงยังคงต้องใช้ “มวลชน” เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว-กดดันรัฐบาล-กองทัพ- องคมนตรีต่อไปอย่างทั่วด้าน

แม้ว่า “หัวขบวน” จะอยู่นอกประเทศ แต่สามารถใช้เครือข่ายมัลติมีเดีย ส่งสัญญาณ-ปลุก-ปั่นให้ทุกองคาพยพ “สู้-อุทธรณ์”

ด้วยคีเวิร์ด-ใจความหลัก ที่ว่าด้วย”ถูกการเมืองกลั่นแกล้ง”

“แก้สัมปทานผิดตรงไหน…รัฐเสียหายตรงไหน…บริษัทไม่ได้ประโยชน์ แถมรัฐ ยังได้รายรับเท่าเดิม”

“ศาล…เป็นเครื่องมือในการจัดการทางการเมือง”

“หุ้นเป็นของผม ไม่ใช่ของลูก…ทำไม จะมาเรียกภาษีจากลูก” และ “…วางแผน ปล้นทรัพย์”

พร้อม ๆ กับกระบวนการ “อุทธรณ์” ทั้งทางกฎหมาย และแสดงพฤติกรรม

และแม้เงื่อนไขการ “อุทธรณ์” จะต้องมี “ข้อมูลใหม่” แต่ “ทักษิณ” ยังมีไพ่เล่นอีก 2 ใบ ที่รอจังหวะ “เปิด”

ไพ่ใบหนึ่ง คือ “ข้อมูลใหม่” […]

11 ปีแห่งความร่ำรวยผิดปกติ 2542 “ผมมีวันนี้ได้เพราะความดื้อ” 2553 “พ่อขอโทษที่ดื้อแล้วครอบครัวเดือดร้อน”

“…พ่อขอโทษด้วยนะลูกที่ดื้อแล้วทำให้ครอบครัวเดือดร้อนถึงทุกวันนี้”

คำแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านทวิตเตอร์มายังพรรคเพื่อไทย ถนนพระรามที่ 4 ในช่วงค่ำวันที่ 26 กุมภาพันธ์ หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณกว่า 46,000 ล้านบาท จนทำให้คนรักทักษิณร่ำไห้ด้วยความสะเทือนใจ

พ.ต.ท.ทักษิณบอกด้วยว่า “ผมแต่งชุดดำผูกไทดำไว้ทุกข์ให้กับความดื้อของตัวเอง ทั้งที่คุณหญิงพจมานกับลูกค้านไม่ให้เข้าการเมือง เขาบอกว่าชีวิตการเมืองวุ่นให้ใช้ชีวิตเศรษฐีดีกว่า แต่ด้วยความเป็นนักเรียนนายร้อย แต่ลาออกมาประกอบธุรกิจ ก็มีความรู้สึกอยากทดแทนแผ่นดิน”

ก่อนถูกพิพากษายึดทรัพย์ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน เดินทางมาเบิกความต่อศาลฎีกา (15 กันยายน 2552) ว่า “…ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะลงเล่นการเมือง แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านได้”

หลังถูกยึดทรัพย์ ไม่มีใครเห็นคุณหญิงพจมานและลูก ๆ …มีเพียงเสียง “เอม” พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว ให้สัมภาษณ์โทรศัพท์ผ่านวอยซ์ทีวีว่า สงสารคุณพ่อ คุณแม่ โดยเฉพาะคุณพ่อที่ตั้งใจดี แต่สุดท้ายต้องมาเจอผลตอบแทนแบบนี้

“…งงค่ะ ชื่อบัญชีเป็นของเอม ก็ไม่ได้คืนสักบาท ถูกยึดหมด ตอนนี้ยังไม่รู้เอาเงินจากไหนมาเสียภาษี แต่เอมจะไม่ท้อ… จะสู้ต่อไปค่ะ”

กล่าวกันว่า ถ้าทักษิณไม่ดื้อ […]

“ทักษิณ”หลุดอารมณ์กลางจอถล่มศาลหนัก เจ็บใจถูกปล้นทรัพย์ยังหาว่าชั่วอีก เหน็บคนแก่ทำตัวเป็นเด็ก

พ.ต.ท.ทักษิณ สาปแช่งให้กรรมคืนสนองท้าพิสูจน์ตายใน 10 วัน โอดถูกปล้นเงินที่หามาด้วยหยาดเหงื่อชี้ปฏิวัติยังไม่จบ ชูกราฟหุ้นชินคอร์ปขึ้นน้อยกว่าหุ้นบางตัวในตลาด ร้องไร้ที่พึ่งในไทยลั่นสู้เวทีสากล ลั่นถูกกลั่นแกล้งขออภัยโทษแล้ว แต่เชื่อว่าจดหมายไม่ถึงพระหัตถ์ถูกทิ้งลงขยะ

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 1 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าววิดีโอลิงค์ ผ่านรายการทอล์ค อะราวด์ เดอะ เวิร์ล ซึ่งออกอากาศทางเว็บไซด์ทักษิณไลฟ์ (www.thaksinlive.com) และถ่ายทอดสดผ่านสถานี “พีเพิลชาแนล”ของคนเสื้อแดง เปิดใจหลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ยึดทรัพย์เป็นครั้งแรกว่า
 
วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่แช่งตัวเองและยังมีชีวิตอยู่ หากโกงจริงป่านนี้คงตายโหงไปแล้ว ขอให้ทุกคนติดตามชมว่า ในวันจันทร์หน้าครบ 10 วัน ดูว่าจะยังออกมาพูดคุยกับพี่น้องได้อีกหรือไม่ ตามที่ได้ฝากโครง”ศรีปราชญ์” ไว้ถือว่าเป็นการแช่ง เพราะไม่มีปัญญาไปล้างแค้นใคร มีแต่ความเข้มแข็งสู้ต่อไป ไม่คิดล้างแค้นแต่ขอแช่งพวกที่กลั่นแกล้ง ยืนยันว่าที่ออกมาพูดไม่ใช่ใจอ่อน มั่นใจสิ่งที่ทำ ที่งดโฟนอินช่วงนี้เพราะต้องเรียกสติกลับมาไม่อยากให้เกิดอารมณ์  ยอมรับว่าเป็นมนุษย์หัวใจทำด้วยเนื้อมีความรู้สึก”ผมเหมือนกับชาวนาที่ไปขุดดิน ปลูกหญ้าเพิ่งได้เงินมาแล้วเหงื่อยังไม่ทันแห้ง แต่เอาเงินผมไป เหงื่อยังไม่ทันแห้ง เขามาเงินผมไปแล้วบอกว่าผมไปปล้นมา เจ็บใจนักเพราะเงินที่ผมหามาได้ไม่ได้ไปปล้นใครมา” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
 
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้คนที่ทุจริตคือคนที่เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ เอาเงินรัฐเขากระเป๋าตัวเอง […]