<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress/2.3.2" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>WiseKnow Knowledge Blog</title>
	<link>http://www.wiseknow.com/blog</link>
	<description>Integrated Knowledge Provider Blog &#124; เว็บบล็อกสารพันสาระความรู้ด้าน การตลาด SEO &#38; Internet Marketing เศรษฐกิจ การเมือง ไอที การบริหารจัดการ ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ บันเทิง กีฬา ฯลฯ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 04 Jul 2009 02:59:37 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ข้าวถุงย้ายแนวรบ ฟัดเดือดในช่องทางดั้งเดิม</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/04/2856/'

* สมรภูมิข้าวถุงย้ายแนวรบ หลังถูกโมเดิร์นเทรดโขกสับจนทนไม่ไหว
       
       * ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เนื้อหอม หลายค่ายรุมตอม เหตุผู้บริโภคชอบมากกว่า ทั้งราคาถูก ทั้งได้ของถูกใจ
       
       * จับตาข้าวออร์แกนิค เซกเมนต์ใหม่ ที่กำลังโตขึ้นทุกวัน
       
       * NURIZ เตรียมชิงตลาดข้าวอินทรีย์ด้วยสินค้า 3 รูปแบบ ชูคุณภาพ และราคาที่โดนใจกว่า
       
       การแข่งขันในสมรภูมิข้าวถุง หากคิดเฉพาะในช่องทางการค้าปลีกสมัยใหม่ คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทในแต่ละปี ชักไม่สนุกเสียแล้ว เมื่อผู้เล่นทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่แห่เข้าไปช่วงชิงยอดขายเริ่มออกอาการหน้าดำหน้าแดง อันเนื่องมาจากมาร์จิ้นที่นับวันจะยิ่งสาละวันเตี้ยลง เตี้ยลง จนแทบไม่เหลืออะไร ขณะเดียวกันยังเจอสินค้าเฮาส์แบรนด์ของยักษ์ค้าปลีกเข้ามาแข่งสู้ด้านราคาเข้าไปอีก ทำให้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ซี.พี.อินเตอร์เทรด เจ้าของแบรนด์ &#8216;ตราฉัตร&#8217; เริ่มเบนเข็มหันไปเล่นในสนามที่เป็นช่องทางการค้าแบบดั้งเดิม หรือTraditional Trade แทน ซึ่งสอดรับกับผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อข้าวจากยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เพิ่มขึ้นเช่นกัน
       
       เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมามีการประเมินว่าตลาดข้าวถุงมีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท แต่ ณ วันนี้มูลค่าของตลาดกระโดดไปถึงหลักหมื่นล้าน เนื่องจากอัตราการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น กับราคาของข้าวถุงที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันที่รุนแรงอยู่แล้ว ยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากมีแบรนด์เล็กแบรนด์น้อยเกิดขึ้นมากมายในตลาดเพื่อขอเอี่ยวในส่วนแบ่งตรงนี้ เพราะการจะเข้ามาเล่นในตลาดข้าวถุงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ผู้แล่นแทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่ในวงการข้าว และมีโรงสีเป็นของตนเองแทบทั้งนั้น [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/04/2856/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เลือก &#8220;รองเท้า&#8221; ให้เป็น</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2855/'





อวัยวะหนึ่งที่น่าสงสารที่สุดในร่างกาย นั่นคือเท้า
ทราบหรือไม่ว่า&#8230;ตลอดชีวิตของคนคนหนึ่ง โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เท้าเดินอยู่ที่ประมาณ 184,000 กิโลเมตร หรือ 4 เท่า ของระยะทางรอบโลก
นั่นเท่ากับว่า เท้าของคนเราจะต้องเป็นอวัยวะที่ทนทานแข็งแรงมากที่สุด
ธรรมชาติสร้างให้เท้ามีโครงสร้างทั้งหมด คือมีกระดูก 26 ชิ้น 38 ข้อ กล้ามเนื้อ 31 มัด เส้นเอ็น 107 เส้น ที่โยงใยยึดเหนี่ยวกัน ที่ทำหน้าที่อันหนักหน่วงในการรับน้ำหนักของร่างกายที่จะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นอีก 1.4-1.6 เท่าในเวลาเดิน และเพิ่มมากขึ้นเป็น 3-5 เท่าในขณะที่เราวิ่ง
ดังนั้นสิ่งที่จะมาเป็นตัวช่วยให้กับเท้าได้ดีที่สุดนั้นก็คือรองเท้า
ปัจจุบัน รองเท้ามีให้เลือกหาซื้อ เลือกใช้อยู่มากมายหลากหลายรูปแบบ หลากหลายรูปทรง มีตั้งแต่ราคาสูงลิบลิ่ว ไปจนถึงราคาถูกติดดิน ที่หลายคนนิยมซื้อใส่ตามแฟชั่น
แต่ไม่ว่าจะถูกหรือแพงอย่างไร สิ่งที่ต้องคำนึงให้มากที่สุดนั้นอยู่ที่ความสบายและ เหมาะกับเท้าอย่างยิ่ง เพราะเมื่อไรที่เท้าอยู่ในพื้นที่ไม่สบาย เช่น อยู่ในรองเท้าคับ อยู่บนรองเท้าส้นสูง หรืออยู่ในรองเท้าที่รองรับได้ไม่เต็มที่ ก็อาจส่งผลเสียให้กับเท้าและร่างกายได้หลายอย่าง ทั้งเส้นเลือดขอด เป็นตาปลา ปวดในส่วนต่างๆ ตั้งแต่เท้า น่อง สะโพก ก้น เอว หลัง ไหล่ บ่า ยิ่งไปกว่านั้นมีการพบว่าการใส่รองเท้าคับยังสร้างความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและโรคต่างๆ ได้อีกมากมาย
แม้รองเท้าจะมีส่วนทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2855/</link>
			</item>
	<item>
		<title>switch แบรนด์ไทยน้องใหม่ &#8230;จับผ้าไทยแปลงโฉม</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2854/'





เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่พยายามหยิบผ้าไทยมาใส่ดีไซน์ เพื่อหลีกหนีจากภาพลักษณ์เดิมๆ ที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจตรงกันว่า ผ้าไทยนั้นตัดแบบไหนคนสวมใส่ก็แลดูสูงวัย !
switch (สวิตช์) เป็นแบรนด์ไทยที่พยายามลบคำปรามาสนั้น และครั้งนี้ไม่ได้ทำเล่นๆเพียงแค่ขายไอเดียเท่านั้น เพราะว่าทำโดยบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ชั้นนำ ของไทย ที่ก้าวเข้ามาจุดประกายไอเดียนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ที่มาของแบรนด์ switch (สวิตช์) ส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทมีแนวความคิดอยากส่งออกเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ของเราเอง เพราะที่ผ่านส่วนใหญ่ เรามีแต่นำแบรนด์ต่างประเทศมาพัฒนา ทั้งด้านดีไซน์และขยายตลาดในไทยจนเติบโต
&#8220;แต่พอมีความคิดว่าอยากจะส่งออก ก็ต้องคิดต่ออีกว่า แล้วเราจะเอาไปขายอะไร แบบไหน จะเอาดีไซน์ตะวันตก ไปขายคนตะวันตกหรือ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ โอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวยุโรปก็คงจะยาก เพราะในเรื่องของแฟชั่นแล้ว ต้องยอมรับว่า เขาเหนือชั้นกว่า ก้าวไกลกว่า&#8230;&#8221; ปณิธานกล่าวและว่า





พอความคิดพื้นฐานเป็นแบบนี้ จึงเกิดแนวคิดใหม่ว่า เราน่าจะขายความเป็นตะวันออก หรือความเป็นไทยผสมกับไลฟ์สไตล์ของฝั่งยุโรป เรียกว่า เป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ ระหว่าง รสนิยม เทรนด์ ความชอบของเขา ผสานกับวัตถุดิบสไตล์ไทย
จึงกลายเป็นที่มาของ switch แบรนด์ไทยที่มีคอนเซ็ปต์ นำผ้าไทยหลากชนิด มาดีไซน์แปลงโฉมใหม่ ให้ดูโมเดิร์น ทันสมัย และที่สำคัญต้อง ไม่แก่ [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2854/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ธุรกิจรับบริหารจัดการ &#8220;ชีวิต&#8221; เมื่อ &#8220;คู่รัก&#8221; ต้องแยกทางกันเดิน</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2853/'





ทุก 1 คู่ ใน 5 คู่ ที่จดทะเบียนสมรสจะจดทะเบียนหย่า&#8230;
ใน 20 ล้านคู่ มีเพียง 2.4 แสนคู่ หรือเพียง 12% เท่านั้นที่มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น&#8230;
ในทุกชั่วโมงจะมีคู่ที่หย่ากัน 10 คู่&#8230;
นี่เป็นสถิติของการหย่าร้างในไทย ที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มของการหย่าร้างเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว สถิติเหล่านี้กำลังสะท้อนภาพบางอย่างของสังคมไทย ที่ไม่ได้เพียงบอกว่าการหย่ากลายเป็นเรื่องปกติ แต่นั่นหมายถึงทัศนคติของการครองคู่ในสังคมที่เรียกได้ว่ามีปัญหา
สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่ที่สามีภรรยาที่ต้องเดินแยกทางกัน แต่ปัญหากลับจะไปตกที่ลูก ซึ่งจะต้องกลายเป็นเด็กบ้านแตก และเติบโตมาด้วยความพร่องทางใจ จากการที่ไม่มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นเช่นปกติ
คล้ายกับปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศที่มีอัตราการหย่าร้างสูงๆ อย่างในสหรัฐอเมริกา ที่ถ้าดูจากสถิติจะเห็นว่าทุกวันนี้ คนอเมริกันมีอัตราการหย่าร้างถึง 60-70% การหย่าร้างในสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งกว่าปกติ จนบทสนทนาเรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา
&#8220;ไจน่าเรน คิสซูน&#8221; หนุ่มชาวอเมริกันก็คิดแบบนั้น ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องราวการหย่าร้างจากปากลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ที่รู้สึกเจ็บปวด
และไม่รู้จะจัดการชีวิตอย่างไรจากการหย่า ทำให้เขาตั้งคำถาม บางอย่างกับตัวเองว่า แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้การเดินแยกทางระหว่างคน 2 คนเป็นไปได้ด้วยดี และมีความเครียดที่ลดลง
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาร่วมกับเพื่อนอีก 5 คน เริ่มต้นธุรกิจบนเว็บไซต์ที่ชื่อ Our Family Wizard.com ที่กล่าวแบบย่อๆ บริการในเว็บไซต์นี้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการคู่ที่แยกทางกัน ให้สามารถสื่อสารและจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องทำร่วมกันได้ดีขึ้น
เพราะการที่คน [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2853/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ (2)</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2852/'
คราวที่แล้วได้นำเสนอการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้ เน้นที่การปฏิบัติที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในหน่วยราชการไป 4 ข้อ ครั้งนี้ขอต่อในวิบัติที่ 5 การไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ที่จริงไม่มีบุคคลใดหรือหน่วยงานใดที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม หรือในสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ แต่ในหน่วยราชการส่วนใหญ่ การรับรู้นั้นอยู่ในลักษณะ &#8220;ตั้งอยู่ในความประมาท&#8221; คือ ไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตนไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ท่านที่อ่านหนังสือ Who Moved My Cheese ? จะเข้าใจประเด็นนี้ดี
หน่วยราชการอยู่ในสภาพ &#8220;ไม่มีวันเจ๊ง&#8221; จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่างๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง &#8220;รับมือ&#8221; ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
หน่วยราชการที่ผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการในองค์การยังคงตั้งอยู่ในความประมาทดังกล่าวจะไม่เกิดการจัดการความรู้ที่เป็น &#8220;ของจริง&#8221; หรือ &#8220;ของแท้&#8221;
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่างๆ อยู่ในสภาพ &#8220;พึ่งพาความรู้จากภายนอก&#8221; จนเคยชิน
กล่าวคือทำงานตาม &#8220;ความรู้&#8221; ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว และกฎระเบียบเหล่านั้นก็กำหนดมาจากหน่วยงานภายนอกหรือหน่วยเหนือ หน่วยราชการส่วนใหญ่จึงถือว่าตนเองเป็น &#8220;หน่วยปฏิบัติ&#8221; ทำหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ &#8220;หน่วยสร้างความรู้&#8221; เพราะคิดว่าหน่วยสร้างความรู้คือหน่วยวิชาการ จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นานๆ ก็จะ &#8220;เป็นง่อยทางปัญญา&#8221;
คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึง &#8220;ปัญญาปฏิบัติ&#8221; คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2852/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การบริหารจัดการคนเก่ง ใช่แต่ให้โอกาสแต่ต้องพัฒนาเชิงกลยุทธ์</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2851/'
การบริหารจัดการคนเก่งคือ การกำหนดขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ในปัจจุบันและอนาคตขององค์กร เพื่อลงมือดำเนินกลยุทธ์แบบครอบคลุมและบูรณาการในการดึงดูด พัฒนา รักษา และส่งมอบผู้ที่เหมาะสมกับงานและมีขีดความสามารถที่องค์กรต้องการได้อย่างถูกที่ถูกเวลา
ความหมายดังกล่าวมีใจความหลักอยู่ที่การบูรณาการและความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของและส่วนหนึ่งขององค์กร ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นศูนย์การวางแผนและการบริหาร แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้การบริหารจัดการ คนเก่งนั้นประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดเป็นอันดับต้นๆ คือผู้บริหารในระดับสูงและซีอีโอทุกท่านจะต้องเข้าใจ และลงมาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์และลงมือปฏิบัติจริงด้วย อันได้แก่
1.ระบุคุณลักษณะของคนเก่งที่องค์กรต้องการ : สร้างแผนที่สำหรับคนเก่ง
ขั้นตอนแรกนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการการบริหารจัดการคนเก่ง และมักจะเป็นขั้นตอนที่ได้รับความใส่ใจน้อยที่สุด
สำหรับกระบวนการของการคัดสรร คนเก่งนั้น จำเป็นที่จะต้องผ่านการเก็บข้อมูลจากลูกค้า ซีอีโอ และหัวหน้าหน่วยธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุม และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งผลลัพธ์ในการประเมินผ่านข้อมูลต่างๆ นั้นจะ ถูกใช้เพื่อกำหนดแผนที่สำหรับคนเก่ง โดยจะเชื่อมโยงไปถึงการสรรหาว่าจ้าง การวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพ และแผนการพัฒนาศักยภาพเฉพาะบุคคล รวมไปถึงกำหนดกรอบของผลตอบแทนต่างๆ เพื่อรักษาคนเก่ง การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง เพื่อกำหนดรูปแบบการพัฒนาไปจนถึงการดำเนินตามวงจรเชิงกลยุทธ์ขององค์กรโดยสมบูรณ์
2.การกำหนดกลยุทธ์สำหรับการประเมินและพัฒนาคนเก่ง
การกำหนดกลยุทธ์ในที่นี้คือการกำหนดทั้งในระยะสั้นและยาวเพื่อใช้ในการวางขั้นตอนของการประเมินและจัดหารูปแบบการพัฒนาให้สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของคนเก่งมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ โดยผู้บริการในระดับสูงจำเป็นที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและกำหนดกรอบกลยุทธ์ ซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ เหล่านั้นจำเป็นที่ต้องเข้าใจได้ง่าย และสามารถนำมาปฏิบัติจริงได้





หากองค์กรได้มีการกำหนดกลยุทธ์สำหรับการประเมินและพัฒนาคนเก่งแล้ว เพียงแค่ใช้เครื่องมือวัดที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะสามารถกำหนดทิศทางและศักยภาพของคนเก่งได้ตรงตามจุดของแผนที่คนเก่งที่ได้ระบุไว้ข้างต้น แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดได้มาอย่างง่ายดาย และการวัดคนเก่งแท้จริงแล้วต้องขึ้นอยู่กับ 2 แง่มุมคือ ผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันและศักยภาพในอนาคต
การประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตจะช่วยให้ท่านจัดประเภทพนักงานลงในแมทริกซ์คนเก่งกล่อง 9 ใบ (ตามตาราง) กล่องนี้จะช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจและกลยุทธ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตาม 8 ขั้นตอนสำคัญที่องค์กรต้องรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวเกี่ยวกับการประเมินและบริหารคนเก่งคือ
1.ต้องสร้างให้การประเมินมีความน่าเชื่อถือ คือการทำให้มั่นใจว่าท่านกำลังวัด สิ่งที่ถูกต้องอยู่ ซึ่งแผนที่สำหรับคนเก่งนั้นนับได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง
2.คุณภาพของระบบการจัดการผลการปฏิบัติงานสามารถมีได้หลากหลายแบบ บริษัทที่ใหญ่และประสบความสำเร็จยังอาจมีระบบการจัดการผลการปฏิบัติงาน (performance management [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2851/</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรงเรียน &#8220;เอ็มบีเอ&#8221; ของ &#8220;แจ็ก เวลช์&#8221;</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2850/'
ถ้าจะกล่าวแบบรวบรัดถึง &#8220;แจ็ก เวลช์&#8221; คำว่าซีอีโอระดับตำนานของโลก น่าจะเป็นบทสรุปได้ดี โดยเฉพาะผลงานที่เขาเคยฝากไว้จากการนำพาองค์กรอย่าง &#8220;จีอี&#8221; ให้ก้าวหน้าแข็งแกร่งและก้าวผ่านจากอุตสาหกรรมการผลิตมาเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการที่มีตลาดค่อนโลกและกลายมาเป็นองค์กรที่สามารถสร้างรายได้เหยียบระดับหลักแสนล้านเหรียญในปัจจุบัน
จนทำให้เขาเคยได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดซีอีโอดีเด่นในรอบร้อยปี
ที่ผ่านมา &#8220;เวลช์&#8221; ยังมีผลงานที่ได้รับการยอมรับผ่านการเขียนหนังสือด้านการบริหารจัดการออกมาหลายเล่ม อาทิ Straight From the Gult ซึ่งเป็นบันทึกประสบการณ์การทำงานตลอดชีวิตของเขาที่มียอดขายทั่วโลกเกินกว่า 3 ล้านเล่ม หรือหนังสือที่ขายดีอย่าง Winning ที่พูดถึงหลักการของการเป็นผู้นำที่ดี ฯลฯ
การประกาศที่จะเปิดหลักสูตร &#8220;เอ็มบีเอ&#8221; ในฉบับของตัวเองเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา จึงน่าสนใจและได้รับการจับตายิ่ง
เพราะอย่างที่รู้กันว่า ในสไตล์ของเขาไม่เคยทำอะไรตามคนอื่น หรืออะไรที่ดูใกล้เคียงกับคำว่าธรรมดา ดูอย่างเมื่อตอนที่เขารับหน้าที่บริหารจีอี เขาถือเป็นผู้บริหารที่เอาพนักงานออกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์จนได้รับฉายา Neutron Jack จากจำนวนตัวเลขพนักงานจำนวน 411,000 คน ช่วงปี 1980 ลดลงไปเกือบครึ่งใน 5 ปีต่อมา และยังคงลดลงเรื่อยๆ จากแนวคิดการแบ่งเกรดพนักงานเป็นระดับ A B C ซึ่งกลุ่มหลังถูกย้ายออกไปเพื่อให้เกิดผลดีกับบริษัทและตัวพนักงานเอง
หลักสูตรที่ &#8220;เวลช์&#8221; กำลังจะเปิดสอนในเร็วๆ นี้ ภายใต้ชื่อ &#8220;สถาบันบริหารจัดการแจ็ก เวลช์&#8221; (Jack Welch [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2850/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไมเคิล แจ็คสัน ครั้งสุดท้ายบนเวที</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2849/'

ชมวิดีโอการซ้อมครั้งสุดท้ายของราชาเพลงป็อป ไมเคิล แจ็คสัน 2 วัน ก่อนเสียชีวิต เผยแพร่โดย AEG Live
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานข่าว AEG Live บริษัทผู้จัดคอนเสิร์ต เผยแพร่ภาพวิดีโอบันทึกการซ้อมบนเวที ที่สเตปเปิ้ล เซนเตอร์ ในลอสแอนเจลิส ของ ไมเคิล แจ็คสัน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลา 2 วันก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โดยภาพวิดีโอที่ถูกเผยแพร่เป็นช่วงเวลาไม่กี่นาที ขณะที่ ไมเคิล กำลังร้องเพลงและเต้น They Don’t Care About Us




]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/03/2849/</link>
			</item>
	<item>
		<title>Pour Your Heart Into It / รินหัวใจใส่แก้ว (1)</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2848/'
เมื่อสิบกว่าปีก่อนกาแฟเป็นเครื่องดื่มธรรมดาๆ ที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนเมืองคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามรถเข็นด้วยราคาไม่ถึงสิบบาท หรือหากเป็นร้านเบเกอรี่ก็ราคาเพียงแค่ยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น แต่เมื่อราวสิบปีมานี้เองที่กาแฟที่คนเมืองนิยมดื่มกันได้ถูกยกระดับให้เป็นสินค้าพรีเมี่ยมราคาแก้วละเป็นร้อยบาทหรือเกือบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ใครเป็นคนสร้างกระแส เขาทำได้อย่างไร Howard Schultz ประธานและหัวหน้าคณะผู้บริหารบริษัทสตาร์บัคส์มีคำตอบในหนังสือเรื่อง Pour Your Heart Into It : How Starbucks Built a Company One Cup at a Time ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2542 นอกจากนั้นหนังสือขนาด 351 หน้าซึ่งแบ่งเป็น 24 บทเล่มนี้ยังเล่าเรื่องราวของการสร้างธุรกิจจากความฝัน แรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อของผู้เขียน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อีกด้วย
ผู้เขียนเป็นลูกคนแรกของครอบครัวและเป็นคนแข็งแรงจึงเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก เขาทำงานส่งหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 12 ปีเพราะพ่อแม่ของเขาเป็นชนชั้นกรรมาชีพ พ่อของเขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การพยาบาลในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและติดเชื้อไข้เหลืองและมาลาเรียมา อีกทั้งยังต้องทำงานหนักจึงมีสุขภาพไม่แข็งแรง แม้ว่าท่านจะมีเวลาว่างไม่มากนัก แต่ท่านก็พยายามที่จะร่วมกิจกรรมทุกอย่างกับลูกๆ ส่วนแม่ของเขาก็เรียนไม่จบชั้นมัธยม แต่ท่านก็เป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เขียน ท่านพยายามกระตุ้นให้เขากล้าที่จะท้าทายตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าผู้เขียนต้องทำงานตั้งแต่ยังเล็ก แต่เขาก็ยังสนใจกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเบสบอล เขาคิดว่าหนทางเดียวที่จะหนีจากสภาพความยากจนและโครงการบ้านเอื้ออาทรของรัฐได้ก็คือการเล่นกีฬา เขาจึงเล่นให้กับทีมเบสบอลของโรงเรียน เมื่อเขาสามารถที่จะเล่นชนะในทุกการแข่งขัน มหาวิทยาลัยมิชิแกนเหนือจึงเสนอที่เรียนให้ แต่หลังจากที่เขาเข้าเรียนสาขาการสื่อสารและวิชาการพูดในที่สาธารณะ เขากลับไม่สามารถเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยได้ เขาจึงจำเป็นต้องหางานทำและขายเลือดเป็นบางครั้งเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและจ่ายคืนเงินกู้ให้กับมหาวิทยาลัย
หลังจบการศึกษาในปี 2518 [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2848/</link>
			</item>
	<item>
		<title>KM เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2847/'
หลายๆ ครั้งที่ผมได้อ่านข่าวหรือบทความในหน้าซีเอสอาร์ หรือ Corporate Social Responsibility ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ทำให้ผมย้อนนึกอยู่เสมอว่า เรื่องของ KM (หรือการจัดการความรู้) กับเรื่องของ CSR นั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ก็ยังมิได้ปักใจลงความเห็นเสียทีว่าจะเอาทั้งสองเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร จนมีโอกาสได้อ่านบทความของท่าน ดร.พรชัย ศรีประไพ ในคอลัมน์ CEO Talk ที่ได้เขียนกล่าวแนะนำไว้ว่า องค์กรที่ต้องการมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นมิได้หมายถึงจะต้องเน้นไปที่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้ความสำคัญถึงการสร้างความรับผิดชอบภายในองค์กรด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือองค์กรควรที่จะต้องเห็นความสำคัญของการสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพและคุณค่า หมายถึงคนที่มีความรู้ความสามารถดีเพื่อทำงานที่ตนเองรับผิดชอบให้เกิดเป็นคุณค่าต่อตนเองและต่อผู้อื่นในสังคม สิ่งที่ท่าน ดร.พรชัยได้เขียนกล่าวแนะนำมานี้ได้ช่วยให้เกิดเป็นจุดประกายให้ผมคิดต่อยอดเพื่อตอบคำถามที่ว่า แล้ว KM เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร
ต้องขอเขียนกล่าวว่าผมเห็นด้วยกับท่าน ดร.พรชัยเป็นอย่างยิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้างคุณค่าในตัวงาน หรือแม้กระทั่งในตัวของผู้ปฏิบัติงาน เพราะผมมองว่าในสังคมในยุคปัจจุบันนั้น เหล่ามนุษย์ทำงานทั้งหลายถูกกระแสทุนนิยมบีบให้รีบทำมาหากินจนบางครั้งลืมที่จะมองให้เห็นลึกซึ้งมากขึ้นในเรื่องของคุณค่าของตัวงานที่ทำ หรือมองให้เห็นลึกซึ้งถึงตัวตนของตนเองว่ามีคุณค่าอย่างไร วิถีชีวิตอย่างนี้เป็นสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในยุคนี้ โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่คำว่า &#8220;ต่างคนต่างอยู่&#8221; ถูกนำมาใช้แม้กระทั่งกับบุคคลในครอบครัว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนในยุคนี้มองชีวิตตนเองให้ลึกซึ้ง ให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นคน คุณค่าของความเป็นคนที่มีครอบครัว คุณค่าของความเป็นคนที่มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ
ในบางครั้งผมเคยให้คติกับลูกศิษย์เพื่อให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการที่มีชีวิตอยู่ว่า &#8220;ขอให้เป็นคนดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง และต่อสังคม&#8221; ผมคิดว่าคติที่ว่านี้ส่งเสริมแนวคิดเรื่อง CSR ที่ว่าคนเราจะทำดีต่อผู้อื่นได้ต้องไม่ลืมที่จะเป็นคนดีต่อตนเองและต่อคนใกล้ตัวเสียก่อน เพราะถ้าท่านเป็นคนเก่ง [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2847/</link>
			</item>
	<item>
		<title>สำรวจทุน (ตัวเอง) เพื่อสร้างประโยชน์สุข</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2846/'
เมื่อเฉลียง 3 ฝ่ายมาเจอกัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น !
ที่แน่ๆ ไม่ได้เป็นเฉลียงหน้าจั่วแต่อย่างใด
แต่ประเทศไทยระอุ เพราะทุกประเด็นถูกปลุกขึ้นมายำใหญ่
เพราะเป็น &#8220;เฉลียง&#8221; จึงทำได้ เฉลียงเปิดเวที กล้าเปิดพื้นที่ให้ตัวเอง แถมยังได้เงินเป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก
&#8220;เฉลียง&#8221; ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากรายหนึ่ง
เป็นการสะกิดสะเกาประเด็นปัญหาของสังคมในมุมที่เราเจอะเจอทุกวันขึ้นมาสะท้อนให้เห็นว่าสังคมมันผิดปกติแล้วนะ พึงตระหนักและจะช่วยกันเยียวยาอย่างไร เป็นการกระตุกต่อมสังคม กระตุกสำนึกที่ดี กระตุกให้มีสติกลับมา อย่าหลงไปกับกระแสจนไม่ลืมหูลืมตา
เป็นเวทีทอล์กโชว์ที่สะท้อนปมด้อยของประเทศที่เป็นไท้&#8230;ไทยมากๆ very thai thai ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และสรุปว่าในท้ายที่สุดแล้วคนไทยก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน จะแก้ปัญหากันอย่างไร ไม่มีข้อสรุป ไม่มีข้อเสนอแนะ และชี้ว่าเราก็ยังวนๆ อยู่กับปัญหา และยังวนๆ กันอยู่กับคำว่าหยวนๆ ไปเถอะ เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง
สะท้อนลึกๆ ว่า ปัญหามันแก้ไม่ได้จริงๆ ! และเราต้องอยู่กับมัน (ปัญหา) ซ้ำๆ อย่างคุ้นชิน
ที่ขาดไม่ได้คือการเหน็บแนมตั้งแต่ฉึกฉักๆๆ รถไฟไทยว่า&#8230;โคตรจะล้าหลัง เมื่อเทียบกับชิงคันเซนของญี่ปุ่น ที่บุกเบิกรถไฟมาพร้อมๆ กันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อไหร่ที่มีขยับปรับเปลี่ยนรถไฟก็หยุดวิ่งประท้วง (ข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็น ถ้าใครได้เข้าไปที่สำนักงานการรถไฟ จะพบเห็นอุปกรณ์ทำอาหาร หม้อไฟฟ้า กระทะ เครื่องปรุงอาหาร ฯลฯ ซุกอยู่ใต้โต๊ะพนักงาน [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2846/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การแทรกแซงราคาข้าวและปัญหาเกษตรกรไทย</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2845/'





ขณะนี้มีข้อถกเถียงกันว่ารัฐบาลควรจำนำข้าวให้เกษตรกรหรือประกันราคาข้าว ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลหวังว่าจะลดภาวะจากการแทรกแซงข้าวของรัฐบาลและลดความรั่วไหล เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชั่นที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเวียนเทียนข้าว การลักลอบข้าวจากต่างประเทศมาขายให้รัฐบาลไทย ภาระของรัฐจากการต้องเก็บรักษาข้าว ฯลฯ แต่แนวทางที่ถกเถียงกันขณะนี้ก็ยังไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาหลักของข้าวไทย คือการที่ประเทศไทยมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เห็นได้จากตารางข้างล่างนี้ ซึ่งรวบรวมมาจากสถิติขององค์กรการเกษตร หรือ FAO
(ดูตาราง)
เห็นได้จากตารางข้างต้นว่าผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูก (ซึ่ง FAO ใช้หน่วยเป็นเฮกตาร์) ของไทยนั้นพัฒนาไม่มาก คือจาก 1.66 ตัน ในปี 1961 มาเป็น 2.38 ตัน ในปี 1997 ที่ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพประมาณ 43% ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 36 ปีดังกล่าว (ซึ่งถือได้ว่ายาวนานเท่ากับหนึ่งช่วงอายุทำงานของคนหนึ่งรุ่น) นั้น ประเทศอื่นๆ พัฒนาการปลูกข้าวของตนล้ำหน้าไทยไปมาก เช่น สำหรับโลกและเอเชียโดยรวมนั้นผลิตภาพเพิ่มขึ้นถึง 104% บางประเทศเช่นจีนเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 203% ในขณะที่เวียดนามและพม่าเพิ่มผลิตภาพได้ประมาณ 100% จึงเห็นได้ว่าการพัฒนาผลิตภาพของไทยนั้นถดถอยไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเอเชียและประเทศคู่แข่งเช่นเวียดนาม คือผลิตภาพไทยเคยเท่ากับ 87% ของเวียดนาม ในปี 1961 แต่ก็ปรับลดลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 61% ในปี [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2845/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8220;ทักษิณ&#8221; กำไรยกแผง ชิงตัดราคาพรรค &#8220;หุ้นปั่น&#8221; ตลาด ส.ส.ป่วนทั้งกระดาน</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2844/'





พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคง ขับเคลื่อนการเมืองแบบหลายทาง เพื่อหวังผล 2 ต่อ ในหมากกระดานอำนาจ
ต่อที่หนึ่ง ปั่นกะเพื่อชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคเสียงข้างมาก จัดตั้งรัฐบาล สมัยหน้า และต่อที่สอง ให้เครือข่ายคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อเปิดทางให้ &#8220;ทักษิณ&#8221; กลับเมืองไทย โดยปราศจาก &#8220;คดี&#8221; ด้วยการ &#8220;ถวายฎีกา&#8221; ทั้ง &#8220;โฟนอิน&#8221; บนเวทีเสื้อแดง สายตรงถึงผู้สมัครตัวต่อตัว และยัง &#8220;ต่อสาย&#8221; ถึงพวกนักการเมือง &#8220;ขาใหญ่&#8221; ในบ้านเลขที่ 111 ที่กระจัดกระจายอยู่ในพรรครัฐบาล
ศูนย์กลางของขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อต่อสู้ให้ชนะ 2 ต่อ ถูกปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก &#8220;ศูนย์พรรค&#8221; ไปเป็น &#8220;เวทีเสื้อแดง&#8221; แต่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับทฤษฎี &#8220;ขับเคลื่อนหลายทาง&#8221; เพื่อไปสู่เป้าหมาย ถูกทดสอบและ วัดผลได้แล้วใน 2 จังหวัด ที่มีการเลือกตั้งซ่อมทั้ง จ.สกลนครและศรีสะเกษ
มาร์เก็ตแชร์ที่พรรคเพื่อไทยได้เพิ่ม จนชนะ เฉพาะ 2 จังหวัด ได้เกือบ 3 แสนคะแนน ที่โหวตให้กับนายพิทักษ์ [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2844/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เต๊ะจุ๊ยไปกับ ฮุนไดเอช1Maesto</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2843/'





นี่เป็นอีกทริปทดสอบรถยนต์ที่ผมค่อนข้างชื่นชอบ เพราะ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เขาเชิญให้ไปทดลองนั่งทำตัวเป็นผู้โดยสารจริงๆ คุณพี่เอก สุพัฒพงศ์ จันทร์พรหม พี.อาร์.ใหญ่ฮุนได เตรียมโชว์เฟอร์ฝีมือดีไว้พร้อม เราก็แค่ทำหน้าที่ &#8220;นั่งเต๊ะจุ๊ย&#8221; ร้องรำทำเพลงไปตลอดทาง ยิ่งได้นักเล่าเรื่องฝีปากกล้า คุณมะปรางค์ (สมศักดิ์ มีลือการ) จากคู่แข่งเรดิโอ พร้อม บ.ก.ซี-แม็ก คุณเปี๊ยก วัชระ ธรรมศรี, บ.ก.อะคาร์ คุณตุ้ย วัชระ เรืองมาลัย และคุณตู่ วิโรจน์ ธัญญาหาร อดีต บ.ก.ข่าวรถยนต์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ตอนนี้หันไปเอาดีทางจัดรายการวิทยุ คลื่นเท่าไหร่ผมจำไม่แม่น แต่จัดช่วงบ่ายวันศุกร์นี่ล่ะครับ นั่งร่วมทริปไปด้วย หัวร่อ งอหาย ครื้นเครงกันไปถึงที่หมายไม่รู้เรื่องเลยครับ





ตอนนี้ใครเผลอมาถามผมว่าอยากเดินทางไกลเอารถอะไรไปดี ? ผมตอบไม่คิดเลย ต้องเป็น &#8220;เอ็มพีวี&#8221; อเนกประสงค์แบบนี้ล่ะครับ ถึงจะ &#8220;แด่ว&#8221; รับรองมีที่ทางกว้างขวางให้เปลี่ยนอิริยาบถได้ตลอดทาง ไม่ต้องไปทนนั่งหลังขดหลังแข็ง แม้จะได้ซีดานขนาดใหญ่เป็นพาหนะก็ตาม
พูดถึงเอช 1 ตอนนี้มีให้เลือกถึง [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/02/2843/</link>
			</item>
	<item>
		<title>กันหวัด 2009</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/01/2842/'





กันหวัด 2009
แม้ไข้หวัด 2009 จะแพร่กระจายตามโรงเรียนลามอย่างรวดเร็ว แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตกใจ หากคุณเป็นคนเข้าใจเรื่องการสวมหน้ากากและล้างมือ
น.พ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานคณะยุทธศาสตร์และแผนในการต่อสู้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า การใส่หน้ากากอนามัยมีวัตถุประสงค์สำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ใส่คาดปากและจมูกเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อออกไปในอากาศ ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยแล้วอยากใส่หน้ากากเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในตัวเองนั้นถือว่ามีประโยชน์น้อยมาก หรือเป็นเรื่องความสบายใจมากกว่า
สรุปง่ายๆ คือผู้ที่ต้องใส่หน้ากากอนามัยคือผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ 4 โรค ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, วัณโรค, ปอดบวม และอีก 2 กลุ่มที่ควรใส่หน้ากากอนามัย คือกลุ่มญาติของผู้ป่วยทั้ง 4 โรคที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในสถานพยาบาลที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยทั้ง 4 โรคนี้อยู่ตลอดเวลา
สำหรับสถานที่เสี่ยงต่อไวรัสแพร่กระจาย 6 อันดับแรก คือ 1.รถโดยสาร 2.เครื่องบิน 3.ห้างสรรพสินค้า 4.โรงภาพยนตร์ 5.โรงแรม 6.โรงพยาบาล
ส่วนวัตถุที่ตรวจพบเชื้อโรคมากที่สุด อันดับ 1.ที่จับรถเข็น ในซูเปอร์มาร์เก็ต 2.เมาส์เล่นคอมพิวเตอร์ในอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ 3.ราวจับบนรถเมล์ 4.ลูกบิดประตูห้องน้ำ 5.ปุ่มลิฟต์ 6.ราวบันไดเลื่อน
สังเกตว่าแต่ละที่ที่ใกล้ตัวเป็นแหล่งกระจายเชื้อชั้นยอด เพราะงั้นหมั่นล้างมือไว้สบายใจ แถมป้องกันเชื้อได้อีกทาง !
รู้ทัน&#8230;ปริทันต์&#8230;
จากการสำรวจของกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กอายุ [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/01/2842/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เมื่อโลกตกหลุมรัก Mr.P</title>
		<description><![CDATA[zickr_url='http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/01/2841/'





ขึ้นหัวเรื่องไว้แบบนี้ หลายคนที่ไม่โปรดปรานการทอดน่องส่องมนุษย์และผลิตภัณฑ์
อินเทรนด์ใหม่ๆ ในย่านศูนย์การค้าสยามและดิเอ็มโพเรียม อันสุดฮิปของเมืองหลวงประเทศไทยละก็ คงมีคำถามในใจขึ้นมาทันทีทันใด
&#8220;Mr.P เป็นใครหรือเธอ ?&#8221;
Mr.P ก็คือความฝันเพี้ยนๆ ที่มีตัวตนจับต้องได้น่ะซี
ใครอยากเห็นรูปร่างหน้าตาชัดๆ ของ Mr.P ก็ต้องไปดูเอาเองที่ Propaganda shop บริเวณชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่ หรือที่ชั้น 4 ดิเอ็มโพเรียม ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์
อยากจะสะดวกขอแนะนำให้ใช้รถไฟฟ้าเป็นดีที่สุด ถ้าลงที่สถานีสยามกว่าจะเดินถึงช็อปก็ต้องออกแรงสักนิดมีผลดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าขี้เกียจหน่อยลงสถานีพร้อมพงษ์ก็ตรงดิ่งเข้าเอ็มโพเรียมใกล้กว่า
สำหรับสาวกตัวจริงของพร็อพพาแกนด้าส่วนใหญ่แล้วเขานิยมไปชุมนุมกันที่สยามดิสคัฟเวอรี่ซึ่งเป็นร้านแรกดั้งเดิมมากกว่า
Mr.P เป็นหนึ่งในตำนานของร้านพร็อพพาแกนด้า ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2537 นับถึงปัจจุบันนี้ 15 ปีเต็มแล้ว เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งจัดงานฉลองวัยทีนของตัวเองด้วยนิทรรศการเก๋ไก๋ชื่อ &#8220;Crazy &#38; stupid dream comes true&#8221; ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ตั้งแต่แรกเริ่มด้วยความสนุกสนานและฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการจนมีชื่อเสียงโด่งดังกลายเป็นแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ตำนานของพร็อพพาแกนด้านั้นยาววว&#8230; สนุกสุดเหวี่ยงและน่าศึกษาทั้งในแง่รูปแบบผลิตภัณฑ์ ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอันบรรเจิดของคนไทยแท้ๆ ที่น่าทึ่งมากจนต้องยกยอดเอาไว้เล่าต่อไป





ตอนนี้เราคุยกันแค่เรื่อง Mr.P ดีกว่า
Mr.P นั้นเป็น STUPID DREAM ของพร็อพพาแกนด้า เกิดขึ้นตอนที่ร้านมีอายุประมาณห้าหกปีแล้วด้วยฝีมือการสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์มือหนึ่งประจำร้านในปัจจุบันชื่อ &#8220;ชัยยุทธ พลายเพ็ชร&#8221; มนุษย์ผู้มีอารมณ์ขัน ทะลึ่ง ลามก เป็นพื้นฐานบวกกับทักษะขั้นเทพในงานออกแบบกราฟิกดีไซน์
ตอนนั้นชัยยุทธทำงานกราฟิกดีไซน์ให้กับบริษัทโฆษณาลีโอเบอร์เนทท์ เกิดนึกสนุกอยากจะเอาความทะลึ่งลามกของตัวเองมาบวกอารมณ์ขันพลิกแพลงทำเป็นสินค้าขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเป็นภาษาใหม่ต่างไปจากการสื่อสารเดิมๆ ด้วยการโฆษณาที่คุ้นเคย [...]]]></description>
		<link>http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/01/2841/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
