|
กรณีศึกษา HCD ในอนาคต บุคลากรต้องมีทักษะก้าวข้ามสู่ระดับโลก |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 24 เมษายน 2008 |
ในงานสัมมนานานาชาติที่ผ่านมาเรื่อง "Global Views and Applications of Sufficiency Economy Philosophy toward Sustainable Enterprises" ซึ่งจัดโดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติและองค์กรเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย
มีอยู่หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือ "Human Capital Development- HCD" ที่ไม่เพียงจะมีวิทยากรจากนานา ประเทศมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นหากวิทยากรเหล่านั้นยังเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ทางด้านการบริหารบุคลากรมากมาย อาทิ "เคนจิ มิอุระ" ผู้บริหารจากโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
"ดร.แด บอง ควอน" อาจารย์ทางด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาบุคลากร จากมหาวิทยาลัยเกาหลี
"ฮานส์ มาร์เทนส์" ผู้บริหารระดับสูง ศูนย์นโยบายแห่งยุโรป จากประเทศฟินแลนด์ และ "รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
โดยมี "ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร" หัวหน้ากลุ่มวิจัยภาวะผู้นำ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ
ทว่าเบื้องต้นในหลากคำถามที่"ดร.สุขสรรค์" ตั้งประเด็นให้เหล่าบรรดาวิทยากรตอบนั้น มีหลายมุมมองที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เหมือนอย่างคำถามหนึ่งที่ "ดร.สุขสรรค์" ถาม "ดร.แด บอง ควอน" จากประเทศเกาหลีว่า คุณจะช่วยอธิบายเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning city) ได้อย่างไร ?
"ดร.แด บอง ควอน" อธิบายว่า เมื่อเร็วๆ นี้เรามีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และก่อนหน้านั้นประธานาธิบดีจะได้รับการแต่งตั้งโดยสภาสามัญ (Center Commons)
"แต่เราเริ่มที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และเขาให้ความสนใจที่จะกำหนดโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย และรัฐบาลกลางก็เห็นด้วย เขาประกาศว่ามีแผนที่จะตั้ง life long learning city ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นหากประเทศของคุณมีแผนที่จะตั้ง life long learning city แล้ว รัฐบาลกลางควรจะต้องสนับสนุนส่งเสริมโครงการนี้ด้วย"
นอกจากนั้น "ดร.สุขสรรค์" ยังได้ถาม "รุ่งโรจน์" จากปูนซิเมนต์ไทยเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน กับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของ SCG ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ?
"รุ่งโรจน์" ได้อธิบายว่า ถ้าคุณดูที่ธุรกิจของเรา เราผลิตซีเมนต์ซึ่งแน่นอนเราใช้ธรรมชาติ ผมคิดว่าคำถามนี้น่าจะเป็นว่าเราจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าอย่างไร
"เหตุนี้เองเราจึงมีความท้าทายอย่างมากในการหาความสมดุลระหว่างสิ่งที่เราใช้ ซึ่งในกรณีนี้คือทรัพยากรธรรมชาติกับผลกำไร ผลลัพธ์คืออะไร เราในฐานะบริษัทผมเชื่อว่าบริษัทส่วนใหญ่เหมือนกับเครือซิเมนต์ไทยคือคิดเหมือนกัน"
ถึงตรงนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากประเทศบังกลาเทศจึงถาม "เคนจิ มิอุระ" ผู้บริหารจากประเทศญี่ปุ่นถึงปรัชญาการบริหารจัดการของโตโยต้า และระบบ just-in-time รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยง
ซึ่ง "เคนจิ มิอุระ" อธิบายว่า ปรัชญาของเราคือการจัดการกับสิ่งที่ไม่สามารถขายได้ คุณจะเข้าใจในประเด็นนี้อย่างไร หมายความว่า เราต้องมีข้อมูลจากฝ่ายขาย ซึ่งข้อมูลฝ่ายขายเชื่อถือได้หรือไม่
"จากนั้นทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนสิ่งนี้ไปสู่ตัวเลขการผลิตต่อไป ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต้องบริหารจัดการ"
ถึงตรงนี้ "ดร.สุขสรรค์" จึงถาม "ฮานส์ มาร์เทนส์" เกี่ยวกับเรื่องช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งในประเทศไทยเองกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างไร
"ฮานส์ มาร์เทนส์" จึงอธิบายในมุมมองและประสบการณ์ให้ฟังว่า ผมมาจากประเทศแถบยุโรปเหนือ ซึ่งคุณภาพที่คุณสามารถจะมีได้ขึ้นอยู่กับการจ่ายให้กับสาธารณะ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบอย่างสูงของบริษัท เพราะต้องใส่ใจอย่างมากในสิ่งที่เขาทำ และไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นมากนัก
"ภาครัฐจะเข้ามาดูแลสวัสดิการทางสังคมเอง แต่จะเป็นไปได้ในประเทศขนาดเล็ก และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสิ่งจำเป็นอีกอย่างคือประสิทธิภาพ และการไม่ทุจริตของภาครัฐ เพราะฉะนั้นประชาชนจะไม่ลงเงินในเรื่องนี้"
"ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการพัฒนาแบบไหน ผมไม่รู้ แต่มันจะกำจัดความแตกต่างของความมั่งคั่ง และดูแลในเรื่องของความต้องการพื้นฐาน แต่มันก็พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของภูมิหลัง ซึ่งผมคิดว่ารูปแบบนี้เหมาะกับประเทศไทยมากกว่าประเทศผม"
นอกจากนั้น "ดร.สุขสรรค์" ยังได้ถาม "ดร.แด บอง ควอน" เกี่ยวกับระบบของธนาคารสินเชื่อของประเทศเกาหลีด้วย ซึ่งเขาได้อธิบายว่า ระบบธนาคารสินเชื่อเป็นหลักสูตรของระบบธนาคารสินเชื่อ ถ้าคุณไม่จบจากวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย แต่คุณมีสินเชื่ออยู่ คุณสามารถย้ายสินเชื่อนั้นไปยังธนาคารสินเชื่ออื่น
"เช่นเดียวกัน ถ้าคุณมีใบอนุญาตวิศวกรเครื่องกล ก็จะสามารถได้รับเงินกู้ยืมให้เรียนในระดับวิทยาลัย หรือวิศวกรรมสาขาอื่นๆ ได้ และถ้าคุณเข้าร่วมในสถาบันการฝึกอบรมต่อเนื่องของเอกชน และคุณมีสินเชื่ออยู่ก็สามารถย้ายสินเชื่อนั้นๆ ได้"
ถึงตรงนี้ "ฮานส์ มาร์เทนส์" จึงมองเสริมว่า ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง เพราะมันจำเป็นต่อความยั่งยืน ผมไม่รู้ว่าที่นี่เป็นอย่างไร แต่ในยุโรปนี่คือสิ่งที่สำคัญมาก
"ผมกล่าวได้ว่า จะต้องมีสวัสดิการที่ยั่งยืนในอนาคตด้วย ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องนี้ นักการเมืองก็ไม่อยากพูดถึง แต่เราจะเห็นว่ามันจะต้องมีการคิดถึงผู้คนในวัยทำงาน และคำนึงถึงเป็นอย่างมากในคนวัยเกษียณอายุ"
ถึงตรงนี้ "ดร.สุขสรรค์" จึงอยากให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนสรุปถึงเรื่องการ แข่งขันในการพัฒนา human capital development ในอีก 20-30 ปี ว่าจะเป็นอย่างไรบนโลกใบนี้
ซึ่ง "รุ่งโรจน์" มองว่า โดยพื้นฐานคือการมีคนที่มีประสิทธิภาพให้พร้อมสำหรับองค์กร ความท้าทายต่อมาคือทำอย่างไรที่จะรักษาพวกเขาไว้ ดังนั้น ถ้าเราเชื่อจริงๆ ว่าทุนมนุษย์สำคัญกว่าทรัพย์สินคงที่ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความได้เปรียบจากการแข่งขัน
"เพราะสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการสรรหาคนที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าคุณสามารถรักษาพวกเขาได้ และจูงใจพวกเขาเพียงพอ พวกเขาสามารถปรับตัว และช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
ขณะที่ "เคนจิ มิอุระ" มองว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องไม่มองโลก เพราะทั่วโลกหมายถึงเราไม่มีเขตแดนระหว่างประเทศ แต่เป็นประเทศเดียวคือโลก
"เราต้องรู้ว่าเราจะต่อสู้อย่างไร ผมมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะทำอย่างไรได้บ้าง เพราะในช่วงนี้ข้อบังคับเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนไม่ได้ถูกบังคับใช้ในเรือขนาดใหญ่ แต่อาจจะมีในอนาคต ซึ่งมันเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับโลจิสติกส์"
แต่มุมมองของ "ดร.แด บอง ควอน" กลับมองเรื่องมุมมองของสมรรถภาพ (com petency) หรือความสามารถ (capacities) จะมีความสำคัญมากขึ้น ในเรื่องของการฝึกอบรม บริษัทโตโยต้ามีโรงงานผลิตในสหรัฐ อเมริกา เขามีโตโยต้า สหรัฐอเมริกา ถามว่า นี่เป็นบริษัทของญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา
"คนที่ทำงานในโตโยต้า สหรัฐอเมริกา คิดว่านี่คือบริษัทของสหรัฐอเมริกา เหมือนกับซัมซุงเป็นบริษัทเกาหลี ผลิตภัณฑ์ของซัมซุงมีส่วนประกอบมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น หมายความว่า ผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดไปถึงกันทั่วโลก ดังนั้นวาระแห่งชาติคือต้องมีแรงงานที่มีทักษะระดับโลกเป็นเรื่องสำคัญ ผมหวังว่าเราจะมีการค้าเสรีในอีก 20 ปีข้างหน้า"
ขณะที่มุมมองของ "ฮานส์ มาร์เทนส์" กลับมองว่า ทุกประเทศต้องจัดการกับปัญหาคนอพยพอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นคือการค้าเสรี ผมคิดว่านี่คือความท้าทายทางการเมืองอย่างมาก ที่ทำให้กระแสโลกาภิวัตน์ประสบความสำเร็จ และไม่มองมันมากเกินไปกว่าที่มันเป็น
"เพราะการค้าเสรีไม่ก่อให้เกิดกระบวน การ มันแค่ผลักดันให้มีการกีดกันทางการค้า และผมแนะนำให้จับตามองสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในสหรัฐอเมริกา เพราะในสหรัฐอเมริกา ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน มีการป้องกันการค้ามากมายในยุโรป"
"ดังนั้นผมไม่บอกว่าโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้น หรือดำเนินต่อไปหรือไม่ แต่ผมหวังว่าเราสามารถจัดการกระบวนการได้ เพราะมันดีสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้"
คงจะจริง เพราะอย่างที่ทราบ เรื่องของ "Human Capital Development" ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะแต่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้
ยิ่งมนุษย์ทุกคนที่ล้วนต่างใช้ทรัพยากร ธรรมชาติของโลกไปอย่างสิ้นเปลือง ดังนั้นเพื่อให้ทุกอย่างเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทางเดียวที่ควรจะแก้ไขได้คือมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้คงต้องร่วมมือกัน
และช่วยเหลือกันอย่างปัจจุบันทันด่วนเสียแล้ว ?
|