Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - "สบท."ย้ำภารกิจป้องสิทธิผู้บริโภค ผลสำรวจคนกรุง39%อยากใช้โทร.บ้าน-ไม่มีคู่สาย
"สบท."ย้ำภารกิจป้องสิทธิผู้บริโภค ผลสำรวจคนกรุง39%อยากใช้โทร.บ้าน-ไม่มีคู่สาย PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
จันทร์, 28 เมษายน 2008

 

"สบท." เดินหน้าย้ำภารกิจ มุ่ง "สร้างเครือข่ายองค์กรทั่วประเทศ-รับเรื่องร้องเรียนพิทักษ์สิทธิ-แก้ปัญหาผู้บริโภค" พร้อมแสดงจุดยืนกรณี "ไอซี" เสนอ "กทช." ตั้งเกณฑ์แตกต่างระหว่างรายเล็ก-รายใหญ่ส่งเสริมการแข่งขัน เชื่อข้อพิพาทยักษ์สื่อสารคลายปมหลังประกาศอัตรา "ไอซี" คาดต่ำกว่านาทีละบาท เผยผลสำรวจ เอแบคโพลล์ "ฮัลโหลบ้าน-มือถือ-เน็ต"ปัญหาเพียบทั้งระบุคนกรุงยอมจ่ายค่าธรรมเนียม "เบอร์เดียวทุกระบบ" แค่ 50 บาท



น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม(สบท.) กล่าวกับ"ประชาชาติธุรกิจ"ว่าสบท.ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้บริโภค มีภารกิจหลักและเป้าหมาย 3 เรื่อง 1.มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ในเบื้องต้นได้ประสานกับองค์กรพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ใน 13 จังหวัด ให้เพิ่มมิติการทำงานด้านโทรคมนาคม ทั้งการรณรงค์ให้ผู้บริโภคในจังหวัดตระหนักในสิทธิของตนเอง และรับเรื่องร้องเรียนในระดับภูมิภาค

2.รับเรื่องร้องเรียนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ใช้บริการ แบบ "วันสต็อปเซอร์วิส"ที่จะรับร้องเรียนและจัดการให้เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด

สุดท้ายเป็นงานด้านวิชาการ จะผลักดันให้เกิดการศึกษาวิจัย เช่นเรื่องเสาสัญญาณมือถือกับสุขภาพ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองปัญหาของผู้บริโภค นอกจากเร่งแก้ปัญหาเฉพาะรายแล้ว ยังจะต้องสังเคราะห์ปัญหาเป็นองค์ความรู้ด้วย เพราะการแก้เฉพาะรายจะต้องแก้ไม่รู้จบ เช่น การตั้งเสาสัญญาณมือถือ อาจออกเป็นประกาศแนวทางในการติดตั้ง กำหนดให้มีประชาพิจารณ์ถามความเห็นคนในชุมชนหรือให้เสามีขนาดเล็กลง ถ้าติดตั้งใกล้โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่เสนอแนะนโยบาย กฎหมาย และมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมด้วย

"สถาบันฯตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนผู้บริโภค เช่น อยากทำเบอร์เดียวทุกระบบก็ต้องฟังความคิดเห็นผู้บริโภค ไปคุยกับเครือข่ายที่ทำงานด้านนี้ด้วย เพราะหลักคือต้องทำให้เกิดการมีส่วนร่วม เกิดเครือข่ายที่ประสานไว้กับ 13 จังหวัด ก็เป็นองค์กรที่เคยทำเครือข่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคอยู่แล้ว สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องทำพอดี เพราะตามแผน กทช.เราต้องตั้งสาขาในภูมิภาคด้วย ซึ่งในมุมของเรา มองในมิติความร่วมมือมากกว่า"

น.พ.ประวิทย์กล่าวว่า สบท.เป็นองค์กรตั้งใหม่จึงยังไม่เป็นที่รู้จัก เรื่องร้องเรียนที่เข้ามาโดยตรงจึงมีน้อยมาก เฉลี่ยวันละ 1-2 ราย และมีไม่น้อยร้องเรียนไปยังหน่วยงานอื่น เช่น สคบ. สำหรับช่องทางในการติดต่อร้องเรียนมายัง สทบ. โดยตรง มีโทร.มาที่หมายเลข 087-333-8787 หรือตู้ ป.ณ.272 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ

"เรื่องร้องเรียนที่เข้ามาตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. มี 66 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเรียกเก็บค่าบริการไม่ถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่น โดย สบท.รับดำเนินการ 44 เรื่อง เสร็จแล้ว 19 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 25 เรื่อง เมื่อรับมาเราจะให้เลขทะเบียนไว้ตามเรื่อง แล้วจึงแสวงหาข้อเท็จจริง เช่น ติดต่อไปที่ผู้ให้บริการให้ชี้แจงข้อมูล ตามประกาศ กทช. ต้องให้กรรมการชี้ขาดใน 30 วัน"

กรณี "ฮัทช์" ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา น.พ.ประวิทย์กล่าวว่า เป็นปัญหาระหว่างฮัทช์กับเอไอเอส ซึ่งไม่ใช่อำนาจของ สบท. เพราะเกี่ยวกับการเชื่อมต่อโครงข่าย (ไอซี) แต่ สบท.ขะเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ใช้บริการฮัทช์ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้ฮัทช์หาวิธีเยียวยาความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการเพราะตามประกาศ กทช.เรื่องสัญญามาตรฐานระบุว่า ถ้าใช้บริการไม่ได้ และไม่ใช่ความผิดของผู้ใช้ต้องชดเชยหรือห้ามคิดค่าบริการ

"กรณีไอซีหน้าที่เราคือทำอย่างไรผู้บริโภคจึงหันมาสนใจเพื่อที่จะมีเกณฑ์ของผู้บริโภคด้วย ในมิติภาคประชาชนเราต้องดูแลทำเป็นข้อเสนอ โดยประกาศจุดยืนต่อ กทช.ว่าถ้ามีการออกหลักเกณฑ์ไอซีรายเล็กรายใหญ่ต้องคิดต่างกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน ปัญหาข้อพิพาทต่างๆ ระหว่างผู้ประกอบการ หลายกรณีเกิดจากปัญหาไอซี ถ้าอัตราค่าไอซีออกมาน่าจะคลี่คลายปัญหาต่างๆ ลงได้มาก เท่าที่จำได้อัตราค่าไอซีที่ทำโดยบริษัทที่ปรึกษาจะอยู่ในเรตใกล้เคียงกับของ กสทฯ (21 สตางค์) คือไม่ถึง 1 บาท/นาที"

น.พ.ประวิทย์กล่าวด้วยว่า วันที่ 27 เม.ย.นี้ สบท. จะจัดเวทีสาธารณะเพื่อให้ผู้บริโภคแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากการใช้บริการโทรคมนาคม

อีกทั้งได้จ้าง "เอแบคโพลล์" สำรวจและประเมินการให้บริการโทรศัพท์บ้าน มือถือและอินเทอร์เน็ต โดยใช้เวลา 3 เดือนจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1 พันคน พบว่าปัญหาของผู้ใช้โทรศัพท์บ้านแยกเป็นคุณภาพสัญญาณ ุที่พบมากสุดคือ สัญญาณขัดข้อง 69.6% สัญญาณพันกัน 68% สัญญาณไม่ชัด (พีซีที) 60.3% ทั้งพบว่ามากถึง 39% ไม่สามารถใช้บริการได้เพราะอยู่นอกพื้นที่บริการ

เช่นเดียวกับที่ได้รับร้องเรียนจากผู้บริโภคในจังหวัดกาญจนบุรีว่าไม่มีแม้แต่โทรศัพท์สาธารณะทำให้ต้องใช้มือถือซึ่งมีราคาแพง สำหรับปัญหาของมือถือ ไม่มีสัญญาณในบางพื้นที่ 82.3% สัญญาณไม่ชัด 72.3% หลุดบ่อย 67% นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าหากเปลี่ยนผู้ให้บริการแต่ยังคงเลขหมายเดิมได้ก็สนใจจะเปลี่ยน 34.6% ส่วนค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 50.20 บาท
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

WiseKnow Search Engine

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

Login

Advanced Syndicate

Workflows

Twitter Button from twitbuttons.com