|
พิษ "น้ำตาล" ...ไม่หวาน ! ธุรกิจน่วม-ผู้บริโภคขม |
|
|
|
|
จันทร์, 05 พฤษภาคม 2008 |
ถึงวันนี้ดูเหมือนว่า เสียงพร่ำบ่นจากประชาชน นักธุรกิจผู้ประกอบการ ยังไม่จางหาย ลงง่ายๆ
สำหรับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ที่ไฟเขียวให้ขึ้นราคาน้ำตาลทราย โดยเฉลี่ยเบ็ดเสร็จราคาน้ำตาลจะปรับขึ้นถึงกิโลกรัมละ 5 บาท จากเดิมที่ราคากิโลกรัมละ 14-15 บาท
สูงสุดเป็นประวัติการณ์เลยก็ว่าได้
เรียกว่าได้รับผลกระทบกันโดยถ้วนหน้า ทั้งประชาชนผู้บริโภคและผู้ประกอบการในหลายๆ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ขณะที่ชาวบ้านร้านตลาด ก็ถึงกับต้องนอนเอามือก่ายหน้าผากกันเลยทีเดียว
ขนาดที่หลายๆ คนเปรียบเปรยว่า "ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก" ไหนจะราคาน้ำมัน วัตถุดิบต่างๆ และล่าสุดก็มาเจอแจ็กพอตกับน้ำตาล
สำหรับในแง่ของภาคอุตสาหกรรมที่โดนไปเต็มๆ คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมนม โดยเฉพาะนมข้นหวาน ถัดมาก็เป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้ ขนมหวาน เบเกอรี่ แม้กระทั่งลูกอม ฯลฯ
แต่ในแง่ของดีกรีความรุนแรงนั้นอาจจะแตกต่างหรือลดหลั่นกันลงไป
แหล่งข่าวจากวงการน้ำอัดลมกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากที่มีข่าวการปรับราคาน้ำตาล โรงงานน้ำตาลก็ไม่ปล่อยน้ำตาลออกมาในตลาด
แล้ว เพื่อรอราคาใหม่ที่จะประกาศในวันที่ 1-2 พฤษภาคม ตรงนี้แน่นอนว่าในแง่ของต้นทุนของผู้ประกอบการก็จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำอัดลมนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม หากแบกรับภาระไม่ไหวก็ต้องขอปรับราคาขึ้นเป็นทางออกสุดท้าย
ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการน้ำผลไม้ที่กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการน้ำผลไม้อาจจะได้รับผลกระทบไม่มากหากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมน้ำอัดลม ประกอบกับน้ำผลไม้นั้นสามารถที่จะใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนได้ แต่การอนุมัติให้ขึ้นราคาดังกล่าวก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนหลายๆ อย่างที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน
"สมนึก เปล่งสุริยการ" ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมขบเคี้ยว ลูกอม แบรนด์ "แจ็คแอนด์จิลล์" ระบุว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้กำหนดแผนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม เพียงแต่วางกรอบไว้ 2 แนวทาง คือ 1.ขึ้นราคาสินค้าเพื่อรับกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น 2.หาทางลดต้นทุนด้วยวิธีการต่างๆ
เขาย้ำว่าการจะขึ้นราคาสินค้าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คู่แข่ง อีกทั้งขนมไม่ใช่สินค้าจำเป็น หากมีการขึ้นราคาจะกระทบกับยอดขายทันที
สำหรับผู้ประกอบการในเวลานี้ ส่วนใหญ่คงจะต้องตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่สามารถปรับราคาขึ้นตามภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ไหนจะทางการร้องขอแกมบังคับ และสถานการณ์การแข่งขันที่บีบคั้นขึ้นทุกขณะ
สิ่งที่ทำได้แบบจำยอมในเวลานี้ก็คือ การแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นไป และผลที่ตามมาก็คือมาร์จิ้นที่ลดลง
ส่วนชาวบ้านตาดำๆ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องควักกระเป๋าเพิ่มแน่ หากไม่มีตัวเลือกอื่น
นี่ยังไม่รวมถึงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่กำลังจ่อๆ จะประกาศใช้ใหม่อีกลูกหนึ่ง
เตรียมรับมือกันให้ดี
คอลัมน์ จับกระแสตลาด
|