|
ศิลปะของการเป็นเจ้านาย คือการชมลูกน้องให้เป็น |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 08 พฤษภาคม 2008 |
|
เมื่อท่านผู้อ่านได้เห็นชื่อบทความนี้แล้วนั้น อาจเกิดข้อสงสัยว่าจะเกี่ยวเนื่องอะไรกับเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization หรือ LO) หรือเรื่องของการจัดการความรู้ (Knowledge Management หรือ KM) คำตอบก็คือ เกี่ยวเนื่องอย่างยิ่ง และจริงๆ แล้วบทบาทของเจ้านาย หรือผู้นำไม่ว่าจะเป็นระดับต้น ระดับกลาง หรือระดับสูงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจะพัฒนา องค์กรให้เป็น LO และ การทำ KM ในองค์กร จริงๆ แล้วผมมีข้อแนะนำต่างๆ มากมายเกี่ยวกับบทบาทของเจ้านายเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของลูกน้องในองค์กร แต่ในวันนี้ผมขอกล่าวแนะนำสิ่งง่ายๆ อย่างเรื่องของการชมลูกน้องก่อน ว่าจะชมลูกน้องกันอย่างไรให้เกิดเป็นกำลังใจ ในการพัฒนาความสามารถของตนเอง ในเรื่องที่เกี่ยวกับงาน
ก่อนจะกล่าวแนะนำว่าจะชมกันอย่างไร ต้องอธิบายก่อนว่า เพราะเหตุใดการชม ลูกน้องจึงมีผลดีต่อพัฒนาการในความสามารถของการทำงานของลูกน้อง ต้องขอกล่าวว่า จริงๆ แล้วในหลายๆ องค์กรนั้น ผู้บริหารพยายามที่จะใช้ของรางวัล ไม่ว่า จะเป็นเงินรางวัล หรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีขึ้น เพื่อเป็นเครื่องจูงใจให้บุคลากรในองค์กรใฝ่รู้ในเรื่องเกี่ยวกับงานและพัฒนาความสามารถในการทำงาน หรือแม้กระทั่งการร่วมแบ่งปันความรู้กับ บุคลากรอื่นๆ ผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้ในองค์กร แต่หารู้ไม่ว่ารางวัลดังกล่าว อาจจะมินำมาซึ่งแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดความใฝ่รู้เท่ากับการให้รางวัลทางใจ
การให้รางวัลทางใจที่อ้างถึงในที่นี้คือ การให้กำลังใจลูกน้อง ต้องขอกล่าวว่า คนเราทุกคนอยู่ในโลกแห่งนี้ได้ด้วยกำลังใจ ในด้านครอบครัว เรามีคนรักอย่างคุณพ่อ คุณแม่ ภรรยา สามี หรือ ลูกๆ ที่เป็นกำลังใจให้เราต่อสู้กับอุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ ในขณะที่ถ้าเป็นในที่ทำงานเจ้านายหรือ ผู้บังคับบัญชาควรจะเป็นผู้ที่มีบทบาท ที่สามารถที่จะเป็นที่พึ่งพิงให้กับลูกน้องได้ เมื่อลูกน้องประสบกับอุปสรรคหรือปัญหาในการทำงาน เจ้านายที่ดีควรจะต้องให้กำลังใจ เข้ามาสนับสนุน เสนอแนวทาง ในการแก้ไขปัญหา แต่มิใช่ลงมาทำการ แก้ปัญหาทั้งหมดให้ลูกน้องด้วยตนเอง เพราะการที่ให้ลูกน้องได้หัดแก้ปัญหาด้วยตนเองก็ถือเป็นโอกาสในการที่ลูกน้องจะได้บทเรียนจากการทำงาน
จริงๆ แล้วเจ้านายส่วนใหญ่ก็มักจะปฏิบัติกันอยู่แล้วในแง่ของการให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือลูกน้องเมื่อลูกน้องประสบปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน แต่ในวันนี้ผมอยากจะกล่าวเพิ่มเติมให้ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่เป็นผู้บริหาร ได้นำไปประยุกต์ใช้ กล่าวคือนอกจาก เจ้านายจะให้กำลังใจลูกน้องเพื่อมีแรงกระตุ้นให้ผจญกับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้านายสามารถให้กำลังใจ ลูกน้องเพื่อให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นในการเป็นผู้ใฝ่รู้ในเรื่องของงานได้ด้วย ซึ่งสิ่งนี้ จะก่อให้เกิดความง่ายมากขึ้นในการพัฒนาองค์กรไปเป็น LO หรือแม้กระทั่งในการทำ KM ในองค์กร การ "ชม" ถือเป็นวิธีหนึ่งในการให้รางวัลโดยเจ้านายต่อลูกน้อง เป็นการให้รางวัลที่จับต้องไม่ได้แต่เป็นการให้รางวัลทางใจ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเมื่อคนเราถูกชม ก็จะรู้สึกมีความสุขทางใจ ก่อให้เกิดเป็นกำลังใจให้ทำในสิ่งที่ทำแล้วได้ดีจนได้รับคำชมให้ดีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ดี ในการชมลูกน้องนั้นมิใช่เรื่องง่ายอย่างที่ท่านผู้อ่านหลายท่านเข้าใจ กล่าวคือในฐานะเจ้านาย จะทำการชมอย่างไรให้เกิดเป็นกำลังใจที่ดีแก่ลูกน้อง แต่ในขณะเดียวกันก็มิให้ลูกน้องที่ถูกชมรู้สึกเหลิงจนได้ใจ หรือมิให้ลูกน้องรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างกันและกัน อาทิ ลูกน้องที่ถูกชมรู้สึกว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่นมากเหลือเกิน หรือลูกน้องที่ไม่ได้ถูกชมก็รู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถเท่าเพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้องที่มิได้ถูกชมบางคนอาจจะคิดฟุ้งซ่านเลยเถิดไปว่าเจ้านายปรารถนาดีต่อลูกน้องไม่เท่าเทียมกัน บางท่านอาจกล่าวว่าวิธีการแก้ไขปัญหา ในเรื่องนี้ก็คือให้ชมลูกน้องเป็นการส่วนตัว แต่หารู้ไม่ว่า การชมลูกน้องเป็นการส่วนตัว อาจจะไม่ ก่อให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นในการทำงานและพัฒนาการในการทำงานมากเท่ากับการที่เจ้านายชมลูกน้องในที่สาธารณะ หรือต่อหน้าคนอื่นๆ ฉะนั้นสิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นศิลปะของการเป็นเจ้านายในแง่ที่ว่าเจ้านายจะต้องคิดค้นหาวิธีการชมลูกน้องที่เก่งที่มีความสามารถต่อหน้าคนอื่นๆ โดยที่ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่าง เจ้านายกับลูกน้องคนอื่นๆ หรือระหว่าง ลูกน้องด้วยกันเอง
ในการชมลูกน้องอย่างมีศิลปะนั้น สิ่งหนึ่งที่เจ้านายทำได้คือ การเน้นการชม ไปที่ผลงานที่ลูกน้องทำ แทนที่จะเน้นไปที่การชมที่ตัวบุคคลว่ามีความสามารถดี เช่นนั้นเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น เจ้านายอาจจะมีการประชุมงานในแต่ละอาทิตย์ (หรืออาจจะทำอาทิตย์เว้นอาทิตย์ หรือเดือนละหนึ่งครั้ง) แล้วมีการถกกันถึงความคืบหน้า หรือผลงานที่เสร็จแล้วว่าเป็นอย่างไร กล่าวง่ายๆ คือให้แต่ละคนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานของตนในอาทิตย์ ที่ผ่านมา ที่สำคัญเจ้านายจะต้องเล่าเป็นตัวอย่างก่อนเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศและสร้างความมั่นใจให้กับลูกน้อง วิธี ดังกล่าวนี้เข้าหลักของวิธีการจัดการความรู้ประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป ที่เรียกว่า after action review หรือ ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า AAR
อย่างไรก็ดี ในระหว่างการถกกัน เจ้านายสามารถใช้โอกาสนี้ในการชม ลูกน้อง เพราะในระหว่างการถกกันจะเป็นการพูดคุยกันในเรื่องงาน วิธีการทำงาน ปัญหาและอุปสรรคและวิธีการแก้ไขปัญหา ทุกคนนั่งฟังด้วยความเข้าใจ และจุดนี้เองเจ้านายสามารถกล่าวเสริมในลักษณะการชมเชยว่าวิธีการทำงานนั้นๆ ดีอย่างไรและส่งผลดีต่อทีมงานหรือต่อองค์กรโดยรวม ได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งการกล่าวชม วิธีการแก้ไขปัญหาของลูกน้องว่าจะส่งผลดีได้อย่างไรบ้าง หรือกล่าวเสริมว่าควรจะนำวิธีการปฏิบัติงานนี้ หรือวิธีการแก้ไขปัญหานี้ไปประยุกต์ใช้ในงานอื่นๆ ในภายหลัง และอาจจะเสริมเติมด้วยการกล่าวขอบคุณที่ลูกน้องพยายามช่วยกันทำงาน คิดค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดการทำงานที่ราบรื่น
ด้วยตัวอย่างของวิธีการชมที่กล่าวมานั้น ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นวิธีที่ย่อมน่าจะ ดีกว่าวิธีที่อยู่ดีๆ เจ้านายก็ชมลูกน้อง อย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าลูกน้องคนอื่นๆ และถ้าลูกน้องคนนั้นเป็นคนเก่งเป็นคนมีความสามารถก็หนีไม่พ้นที่จะต้องชมลูกน้องคนนี้อยู่เรื่อยๆ ไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนทางจิตใจกับลูกน้องบางคนได้เช่นกันอย่างที่กล่าวไว้แต่ข้างต้น
ในทางตรงกันข้ามวิธีการชมที่ผมได้กล่าวแนะนำดูจะเป็นศิลปะในแง่ที่ว่าเป็นการชมทางอ้อมที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างลูกน้องที่เก่งและไม่เก่งจนเด่นชัดมากจนเกินไป เป็นการชมที่สร้างสรรค์เพราะเป็นการชมผ่านผลงาน ลูกน้องได้เห็นและเข้าใจว่าอะไรคือผลงานที่ดีและสามารถพัฒนา ต่อยอดผลงานของแต่ละคนให้ไปในทางที่ดีได้โดยได้เห็นตัวอย่างจากผลงานที่ดีที่ เจ้านายชี้นำ และในส่วนนี้เองที่จะก่อให้เกิดความใฝ่รู้ที่มากขึ้นในตัวลูกน้อง และส่งผลให้ลูกน้องมีความต้องการที่อยากจะทำการจัดการความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการการงานของตน อันเนื่องมาจากความเป็นจริงที่ว่า ลึกๆ แล้วลูกน้องทุกคนก็อยากจะให้ เจ้านายชมกันทั้งนั้น
ท้ายนี้ขอกล่าวสรุปว่า บทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของเจ้านายคือการชมลูกน้อง แต่โจทย์ในวันนี้คือเหล่าเจ้านายทั้งหลาย จะต้องคิดค้นหาวิธีที่จะชมลูกน้องของตน ให้เกิดเป็นกำลังใจในการทำงาน และพัฒนาการในเรื่องของผลการทำงาน ซึ่งนี่ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการเป็น เจ้านายที่เข้าหลัก LO และ KM
คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
โดย ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
|