|
พฤหัสบดี, 08 พฤษภาคม 2008 |
ต้องยอมรับว่า เป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ สำหรับเรื่องของลูก คนไม่อยากมีก็มีกันไม่หยุดไม่หย่อน แต่คนอยากมีกลับมียากมีเย็นเสียจริงๆ
นี่เองจึงเป็นที่มาทำให้มีการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้มีบุตรกันขึ้น โดยเรียกวิธีนี้ว่า Assisted Reproductive Technology หรือเรียกย่อๆ ว่า A.R.T.
การทำ A.R.T. นี้มีหลากหลายวิธี นั่นคือการทำเด็กหลอดแก้ว, การทำอิ๊กซี่, การทำกิฟต์ และการทำซิฟต์
"การทำเด็กหลอดแก้ว" หรือที่เรียกว่า "IVF" หรือIn Vitro Fertiliaztion นั่นคือการเจาะดูดเอาไข่จากช่องคลอดแม่ นำมาผสมใส่รวมกับอสุจิของพ่อในหลอดแก้วเพื่อให้เกิดปฏิสนธิกันเอง จนเกิดการแบ่งตัว เป็นตัวอ่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนกลับเข้าใส่ในโพรงมดลูกอีกที
การทำอิ๊กซี่ วิธีนี้เป็นพัฒนาการอีกขั้นของการทำเด็กหลอดแก้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จที่อาจเกิดจากความผิดปกติของเชื้ออสุจิ กรรมวิธีการทำจะเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่ลัดขั้นตอนกว่าด้วยการช่วยให้ปฏิสนธิด้วยการฉีดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปในไข่ เมื่อมีการแบ่งตัวจะนำกลับใส่เข้าไปในโพรงมดลูกอีกครั้ง
การทำกิฟต์ เป็นการนำไข่และอสุจิที่เตรียมไว้ใส่เข้าสู่ท่อนำไข่ ทำเสมือนว่ามีการปฏิสนธิกันเองในท่อนำไข่ วิธีนี้ต้องใช้การผ่าตัดส่องกล้องที่ช่องท้อง
การทำซิฟต์ วิธีนี้จะทำคล้ายๆ กับทำเด็กหลอดแก้ว คือการนำไข่และอสุจิมาผสมกัน เมื่อมีการปฏิสนธิจะนำกลับเข้าไปในท่อนำไข่โดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัว วิธีนี้ต้องใช้การผ่าตัดส่องกล้องทางช่องท้องเช่นกัน
กรรมวิธีที่ว่ามานี้ 2 วิธีหลังจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนัก เพราะจะต้องมีการผ่าตัดช่องท้องของคุณแม่ ขณะที่ 2 วิธีแรกเมื่อทำแล้วสามารถกลับบ้านได้เลยและผลที่ได้รับไม่แตกต่างกัน
แต่ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีการใดก็ตามนั้น จะต้องมีการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการตกไข่ แต่ก็มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่มีการตอบสนองกับฮอร์โมนที่ฉีดมากเกินไปจนอาจมีผลกระทบตามมา
ผลกระทบดังกล่าวจึงทำให้มีการพัฒนาวิธีการช่วยคุณแม่ที่มีบุตรยากให้พ้นจากภาวะนี้ด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า IVM หรือ In Vitro Maturation เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของโรงพยาบาลสมิติเวช
น.พ.บุญแสง วุฒิพันธุ์ สูตินารีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะการมีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า วิธีการนี้ไม่ต้องใช้การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ไข่ตก แต่จะชิงเก็บไข่ที่ยังไม่โตเต็มที่ หรือเก็บในช่วงที่ประจำเดือนเพิ่งหมด นำมาเลี้ยงในห้องทดลองจนโตเต็มที่ก่อนที่จะนำไปปฏิสนธิและย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก และตามเช็กผลการตั้งครรภ์ทีหลัง
"วิธีนี้เหมือนทำเด็กหลอดแก้วทุกประการ แต่ไม่ต้องฉีดฮอร์โมนจึงมีความปลอดภัยสูง คนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพ คุณแม่ไม่ต้องเจ็บตัว ทั้งยังประหยัดเวลา เพราะเมื่อทำแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย อีกทั้งยังประหยัดเงินเพราะการฉีดฮอร์โมนนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 วัน ค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 5-6 หมื่นบาท ซึ่งถ้าเกิดผลกระทบต่อเนื่องก็อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวเพิ่มขึ้นอีก เป็นการลดความเครียดในการตั้งครรภ์ได้อีกทาง"
ข้อจำกัดในการทำกรรมวิธีนั้นอยู่ที่คุณแม่ควรจะมีอายุไม่เกิน 35-36 ปี เพราะยิ่งอายุมากเท่าไร คุณภาพของไข่จะลดลง รวมถึงถุงไข่ทั้ง 2 ข้างของคุณแม่จะต้องมีไข่ไม่น้อยกว่า 7 ใบ และโพรงมดลูกต้องปกติด้วย
หากการทำ IVM ไม่ได้ผลก็สามารถทำในครั้งต่อไปได้ทันที ไม่ต้องรอเวลาเช่นวิธีอื่น ส่วนผลสำเร็จที่จะได้รับนั้นอยู่ที่ 25-30% ใกล้เคียงกับการทำเด็กหลอดแก้วที่มีผลอยู่ที่ 40%
ทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะ "สู้เพื่อลูก" ของคุณแม่ !!
คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์
|