|
จันทร์, 29 มิถุนายน 2009 |
ว่าที่จริง เว็บไซต์ที่เป็นระดับบุกเบิกและทำให้คนทั้งโลกรู้จักกับพลังของโซเชียล เน็ตเวิร์กกิ้ง ไซต์ นั้นคงต้องให้ Myspace.com กลุ่มผู้ก่อตั้งเป็นอดีต พนักงานจาก Friendster โซเชียล เน็ตเวิร์กกิ้งไซต์รุ่นแรกๆ ที่เหมือนทำได้ดีแต่ภายหลังเงียบๆ ไป
พวกเขาดึงเอาข้อดีของ Friendster ออกมาแล้วเสริมติมฟังก์ชั่นใหม่ๆ เข้าไปให้สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น เมื่อราวๆ ปี 2003 กลายเป็น Myspace ที่ใครๆ ก็กล่าวขวัญถึงถัดมาอีกสามปีก็กลายเป็นโซเชียล เน็ตเวิร์กกิ้ง ไซต์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาและของโลก
แต่แล้วคู่แข่งขันหน้าใหม่โดยเฉพาะ Facebook ก็เกิดขึ้นมาและพัฒนามาเรื่อยๆ จนเริ่มแซงหน้าขึ้นมาได้ในที่สุดในระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองปีในตลาดต่างประเทศ และในสหรัฐเองก็โดนแซงแล้วเมื่อเดือนก่อนนี้เอง
จนถึงทุกวันนี้ Facebook ยังคงเติบโตต่อ ขณะที่ Myspace ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัด ยอดผู้เข้าเว็บไซต์ยังไม่หยุดลดลง
ผลในขั้นสุดท้ายที่เกิดขึ้นก็คือ การปรับโครงสร้างกิจการใหม่ จากยุทธศาสตร์เดิมที่พยายามจะขยายออกไปในต่างประเทศ ก็ย้อนกลับเข้าข้างในแทน ประกาศปรับลดพนักงานลง 30 เปอร์เซ็นต์ และปิดสำนักนักงานในต่างประเทศ โดยคงศูนย์หลักไว้เพียงในเบอร์ลิน ลอนดอน และซิดนีย์ เลิกจ้างพนักงานในสำนักงานต่างประเทศราวๆ 350-400 คน เบ็ดเสร็จแล้วพนักงานทั้งในสหรัฐและต่างประเทศที่เคยมีอยู่เกือบสองพันคนจะลดลงเหลือประมาณ 1,100 คน
ย้อนกลับไปดูสมัยแรกๆ ที่ Myspace กำลังเริ่มรุ่ง "รูเพิร์ธ เมอร์ดอค" แห่ง นิวส์ คอร์ป ทุ่มเงินเข้าซื้อ Myspace แข่งกับเวียคอม ได้ Myspace มาครอบครองในราคา 580 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 20,000 ล้านบาท เมื่อปี 2005
ใครๆ ก็คิดว่าเมิร์ดอคจะสามารถผสาน Myspace เข้ากับกิจการสื่อสารพัดที่มีอยู่ของเขาเสริมกันให้มันยิ่งมีพลังมากยิ่งขึ้นไปอีก
แต่การณ์กลับไม่เป็นดังคาด ยิ่งเมื่อเผชิญกับภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ งบฯโฆษณาหดหาย ขณะที่โฆษณาคือร่ายได้หลักของ Myspace รวมทั้งยังต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่งโดยตรงที่มีความคล่องตัวและมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าอย่าง Facebook ละคู่แข่งโดยอ้อมอย่าง Twitter
ยักษ์ใหญ่จึงถึงคราวยกเครื่องครั้งใหญ่
คอลัมน์ webbiz โดย
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
Trackback(0)
|