|
"เอไอเอส-ดีแทค-ทรูมูฟ"ชู3Gกู้วิกฤตชาติ ลั่นกทช.กดปุ่มลงทุนทันทีแสนล้าน |
|
|
|
|
พุธ, 01 กรกฎาคม 2009 |
|

เอไอเอส-ดีแทค-ทรูมูฟ" โชว์ความพร้อมลงทุนมือถือใหม่ 3 G "เงินทุน-เทคโนโลยี" ไม่มีปัญหา รอ "กทช." กดปุ่มพร้อมเดินหน้าลงทุนทันที ย้ำชัดช่วยกระตุ้นลงทุนทันทีหลักแสนล้านบาท พลิกเศรษฐกิจโงหัว
บนเวทีงานสัมมนา "ก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี 3 จี จุดเปลี่ยนวิถีชีวิต-ธุรกิจโทรคมนาคมไทย" เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2552 ที่ผ่านมา บรรดาผู้บริหารระดับสูงของค่ายมือถือ 3 ราย ได้แก่เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟต่างแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ หลังทราบกรอบเวลาในการดำเนินการออกใบอนุญาตใหม่ภายใต้ความถี่ 2100 MHz จากนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ประเมินว่ากระบวนการประมูลจริงจะเกิดขึ้นในเดือน ม.ค.2553
โดยนายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเกิดของเทคโนโลยี 3 จี จะทำให้เกิดการแข่งขันที่หลากหลายในด้านการบริการและแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ ในอนาคต เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้งาน โดยการแข่งขันจะเกิดจากการสร้างความแตกต่างทั้งด้านการบริการที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงระดับคุณภาพของการบริการ ส่งผลให้โอเปอเรเตอร์ต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมให้คนเข้ามาใช้การบริการมากขึ้น ถือเป็นรูปแบบการแข่งขันที่เปลี่ยนไปจากในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งจะเน้นการสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมเป็นหลัก ปัจจุบันแม้ผู้บริโภคจะคุ้นเคยกับการใช้แอปพลิเคชั่นบ้างแล้ว เพราะมือถือในตลาดกว่าล้านเครื่องรองรับ 3 จี แต่ความเร็วในการใช้งานและคุณภาพของการบริการยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะมีการลงทุนเทคโนโลยี 3 จี ซึ่งจะทำให้มีธุรกิจใหม่ๆ เปิดโอกาสให้ธุรกิจคอนเทนต์ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนมีโอกาสมากขึ้น
นอกจากนี้ยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ในระยะสั้น เพราะทำให้เกิดเงินไหลเข้าประเทศ หาก ททช.กำหนดให้มีการออกใบอนุญาตระหว่าง 4-6 ใบ จะทำให้เกิดการลงทุนสร้างเครือข่ายโดยโอเปอเรเตอร์แต่ละรายรวมกันมูลค่าเป็นหลักแสนล้านบาทช่วยให้เกิดการสร้างงานช่วยเพิ่มรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับเอไอเอสพร้อมทุกด้านที่จะลงทุนทั้งเรื่องความรู้ บุคลากร และด้านการเงิน เหลือเพียงรอกรอบเวลาที่ชัดเจนจาก กทช.เท่านั้น
"แม้ กทช.จะเลื่อนการออกใบอนุญาตไปเป็นเดือน ม.ค.ปีหน้า ในมุมผู้ให้บริการคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขอเพียงมีกฎ กติกา และกรอบเวลาที่ชัดเจนก็พอ แต่ผู้บริโภคยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี เช่นเดียวกับประเทศชาติที่มีผลต่อขีดความสามารถ"ด้านนายอธึก อัศวนันท์ รองประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทคโนโลยี 3 จี เป็นระบบสื่อสารที่ช่วยให้การรับส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ได้ โดยเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อรายได้รวมของอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้อีกมาก ไม่เฉพาะแต่ผู้ให้บริการมือถือ
ดังนั้น กทช.ควรมองไกลไปกว่าการวางแผนในการเปิดประมูลใบอนุญาต แต่ควรมองอีก 1-2 ปีข้างหน้าด้วยว่าจะมีทิศทางอย่างไร รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอย่างผู้ผลิตคอนเทนต์จะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมเอสเอ็มอีได้ หากไม่มีแอปพลิเคชั่นที่หลากหลาย แม้มีเทคโนโลยี 3 จี ภาพรวมของอุตสาหกรรมก็จะไม่เติบโตเท่าใดนัก
"ไม่ได้มีแต่โอเปอเรเตอร์ ยังมีคอนเทนต์โพรวายเดอร์ด้วย ถ้าคนกลุ่มนี้ไม่เกิดการลงทุน ไม่เกิดแอปพลิเคชั่นที่หลายหลาย โอเปอเรเตอร์ลงทุน 3 จีไปก็ไม่คุ้ม เพราะคนยังเน้นการใช้งานด้านเสียงเหมือนเดิม กทช.จึงต้องทำแผนให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์โพรวายเดอร์มีช่องทางทำมาหากิน เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นด้วย จากการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีเข้ามาทำเงินได้"
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจโทรคมนาคมเมื่อเข้าสู่ยุค 3 จี คือการเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้มากและเร็วขึ้น ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเนื้อหาหรือคอนเทนต์โพรวายเดอร์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีอยู่จำนวนมากได้รับประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตเนื้อหา 2 ภาษาหรือมากกว่าจะเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้นได้ ขณะเดียวกันผู้ผลิตเนื้อหาชาวไทยยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนาต่อไป
โดยในอนาคตเนื้อหาที่ผลิตขึ้นจำเป็นต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3 จีนอกจากจะทำให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วขึ้นแล้วยังทำได้ในปริมาณมากขึ้น โดยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 ส่วน คือโอเปอเรเตอร์ ผู้ผลิตเนื้อหา และผู้ผลิตเครื่อง
"ในฐานะโอเปอเรเตอร์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับคอนเทนต์โพรวายเดอร์เพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกัน เราต่างอยู่ใน value chain ที่ส่งเสริมธุรกิจของกันและกัน โอเปอเรเตอร์มีหน้าที่พัฒนาระบบให้รองรับปริมาณเนื้อหาที่มากขึ้นในอนาคต โดยอาจทำงานร่วมกับผู้ผลิตเนื้อหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาคอนเทนท์ตามที่ผู้บริโภคต้องการได้"
ตนมองว่าเศรษฐกิจปัจจุบันเหมาะกับการลงทุน 3 จี เพราะช่วยสร้างอัตราการใช้คอนเทนต์มากขึ้น เพราะการใช้งานด้านเสียงในปัจจุบันอยู่ในสภาวะทรงตัว ขณะที่ยอดการใช้ดาต้าสูงขึ้นในทุกโอเปอเรเตอร์ แสดงว่ามีดีมานด์ในการใช้โมบายอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ดีแทคมีแผนทดลองเปิดบริการ 3 จีเป็นครั้งแรกในไตรมาส 3 ปีนี้เริ่มที่กรุงเทพฯ คาดว่าในเบื้องต้นจะลงทุนสถานีฐาน 36 แห่ง มูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาท ตั้งเป้ามีผู้ใช้บริการประมาณ 2,000 ราย |