|
ขุมทรัพย์หมื่นล้าน "ช่อง 3" เดิมพันใหม่...วัดใจบอร์ด อสมท |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 02 กรกฎาคม 2009 |
ดูเหมือนว่ากระแสข่าวกรณีสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เม้นท์ กลุ่มบีอีซีเวิลด์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ของตระกูล "มาลีนนท์" กับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้คงไม่ง่ายนักสำหรับการหาทางออก ที่ทุกฝ่ายมองว่า "เหมาะสม" เพราะในการออกมาประโคมข่าวครั้งนี้ดูจะมีนัย "ซ่อน" อยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งมุมการเมืองมุมธุรกิจ ฯลฯ
บางกลุ่มมองว่าการต่อสัญญาสัมปทานของช่อง 3 ครั้งนี้เป็นไปตาม "เวลา" เพราะในสัญญาเดิมได้ระบุไว้ชัดเจนให้ "บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์" บริหารช่อง 3 ได้ 30 ปี แลกกับการสร้างสถานีเครือข่ายทั่วประเทศ 31 สถานี โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกตั้งแต่ปี 2533-2553 รวม 20 ปี และขายเวลาต่อได้อีก 10 ปี (2553-2563)
ฉะนั้นหากกลุ่มบางกอกเอ็นเตอร์เทน เม้นท์สามารถทำตามเงื่อนไขได้ กลุ่ม มาลีนนท์ก็น่าจะได้ต่อสัญญาไปอีก 10 ปีโดยอัตโนมัติ
โดยจ่ายค่าสัมปทานปี 2554 จำนวน 165.18 ล้านบาท ปี 2555 จ่าย 173.44 ล้านบาท ปี 2556 จ่าย 182.12 ล้านบาท ปี 2557 จ่าย 191.23 ล้านบาท ปี 2558 จ่าย 200.79 ล้านบาท ปี 2559 จ่าย 210.83 ล้านบาท ปี 2560 จ่าย 221.37 ล้านบาท ปี 2562 จ่าย 244.06 ล้านบาท และปี 2563 จ่าย 61.75 ล้านบาท
รวมกว่า 2,000 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 200 ล้านบาท/ปี
จากอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ ดังกล่าวทำให้บางกลุ่มมองว่า "อสมท"ก็สิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้
แต่ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มพูดถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นทาง "การเมือง"
นอกจากนี้ยังมีบางกลุ่มที่มองว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นของ
"ทริก" ในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับกรณีที่ "ช่อง 7 สี" ขอต่อสัญญาก่อนที่อายุสัญญาตัวจริงจะสิ้นสุดถึง 8 ปี
แหล่งข่าวในวงการทีวีรายหนึ่งวิเคราะห์ว่า หากมองในเชิงธุรกิจแล้ว ทั้งกลุ่ม "มาลีนนท์" และ "อสมท" คงต้องเดินหน้าต่อในบทบาทของตัวเองต่อไป และมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของ ช่อง 3 ด้วย จะมีบ้างเพียงแค่ผลต่อราคาหุ้นในระยะเวลสั้นๆ เท่านั้น
ส่วนการเจรจาก็คงยังต้องดำเนินไป และหาโซลูชั่นที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย
จากรายงานของตลาดหลักทรัพย์ฯพบว่าในปี 2548 "บีอีซีเวิลด์" ผู้บริหารช่อง 3 มีรายได้รวม 2,420 ล้านบาท กำไร 881 ล้านบาท ปี 2549 มีรายได้รวม 6,951 ล้านบาท กำไร 1,642 ล้านบาท ปี 2550 มีรายได้รวม 7,968 ล้านบาท กำไร 2,251 ล้านบาท ปี 2551 มีรายได้รวม 8,960 ล้านบาท กำไร 2,875 ล้านบาท และไตรมาสแรกปี 2552 มีรายได้รวม 2,032 ล้านบาท มีกำไร 544 ล้านบาท
หรือหากปีนี้สามารถรวมเติบโตได้แค่ 15% รายได้รวมของกลุ่ม "บีอีซีเวิลด์" จะทะลุ 1 หมื่นล้านบาท
นับเป็นรายได้และกำไรที่ "มหาศาล" เมื่อเทียบกับค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้กับ อสมท ปีละประมาณ 200 ล้านบาท (ตามสัญญาเดิม 10 ปี จ่าย 2,002 ล้านบาท)
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) อสมท มองว่าสัญญาสัมปทานดังกล่าวนี้เป็นสัญญาที่ "อสมท" เสียเปรียบ และตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษารายละเอียดและเจรจาขอเพิ่มค่าสัมปทาน
โดยความเห็นของบอร์ดชุดนี้ก็คือกลุ่ม "มาลีนนท์" ไม่ควรจ่ายค่าสัมปทานช่อง 3 ในอัตราที่ต่ำกว่า "ทรูวิชั่นส์" ที่จ่ายให้กับ อสมท ในอัตราปีละ 650 ล้านบาท (ไม่รวมเพิ่มอีก 6.5% จากรายได้โฆษณา) หรือขี้เหร่สุดก็ไม่ควรต่ำกว่า "ช่อง 7 สี" ที่จ่ายให้ "กองทัพบก" อยู่ในอัตราปีละ 230 ล้านบาท
ขณะที่ "ประวิทย์ มาลีนนท์" นายใหญ่แห่งวิกช่อง 3 พระราม 4 ให้ข้อมูลว่า การยื่นขอต่อสัญญาเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมานั้นเป็นไปตามข้อตกลงเดิม และน่าจะเป็นการต่อโดยอัตโนมัติตามเงื่อนเดิมที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
"เป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจที่ต้องยื่นความจำนงขอต่ออายุสัญญาไปอีก 10 ปี ตามสัญญาเดิมที่ระบุไว้ และในความเป็นจริงบริษัทได้สิทธิในการต่อสัญญารวม 30 ปีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสัญญานั้นขอแบ่งออกเป็น 2 ช่วง แต่หาก อสมท ขอเจรจาค่าตอบแทนใหม่ก็พร้อม แต่ถึงวันนี้ผมยังไม่ได้รับการติดต่อจาก อสมท"
แหล่งข่าวระดับสูงจาก อสมท รายหนึ่งยอมรับว่า การต่อรองค่าตอบแทนใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเจรจาครั้งนี้จะมีตัวแปรมาก แต่ท้ายสุดแล้วเชื่อว่ากลุ่ม "มาลีนนท์" จะยอมจ่ายเพิ่ม ส่วนจะเท่าไหร่นั้นประเมินยาก ซึ่งขึ้นอยู่กับ "จังหวะ" และ "โอกาส" เป็นสำคัญ
เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ทางด้านการเงิน นักโฆษณา และผู้ที่คลุกคลีอยู่ในธุรกิจทีวีหลายราย ที่มองในทิศทางเดียวกันว่า เชื่อว่าสุดท้าย "บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์" ยอมจ่ายเพิ่ม ถึงจุดนี้คงไม่มีใครที่จะถอย หรือปล่อยให้ขุมทรัพย์ของตัวเองหลุดลอยไปแน่นอน
ทั้งนี้หากต้องจ่ายเท่า "ทรูวิชั่นส์" คือในอัตรา 6.5% ของรายได้รวม ก็เท่ากับว่า "บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์" จ่ายค่าสัมปทาน 500-600 ล้านบาท (คำนวณจากรายได้ปี 2551) หรือหากเท่ากับช่อง 7 สี ก็แค่ประมาณ 230 ล้านบาทเท่านั้น
ไม่กระทบ "กำไร" ของ "บีอีซีเวิลด์" เลยก็ว่าได้
ขณะเดียวกัน อสมท เองก็สามารถตอบคำถามของสังคมและผู้ถือหุ้นได้ด้วยว่าทำไมถึงเป็นตัวเลขในอัตราเท่านั้นเท่านี้ได้อีกด้วย
สุดท้ายก็ยัง "win-win" และทำงานร่วมกันได้ต่อไปทั้ง 2 ฝ่าย ! |