|
อังคาร, 13 พฤษภาคม 2008 |
ข้าวคือชีวิต !
ใช่แล้ว ข้าวคือชีวิตโดยเฉพาะของคนแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก
ในเมืองไทยชีวิตคนผูกพันกับข้าวมากจนแทบไม่ทันได้สังเกตว่า เราเหมาเรียกการไปกินอาหารทุกๆ มื้อว่า "ไปกินข้าว"
(แม้ว่ามื้อนั้นๆ เราจะเลือกกินก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี หรือแม้แต่ส้มตำก็ตาม) ในเมืองจีนเรียกอาหารว่า "ฟั่น" ซึ่งแปลว่า "ข้าว" ในญี่ปุ่นเองคำว่าหุงข้าวก็คือคำเดียวกับการทำอาหาร
ในพม่าเฉลี่ยแล้วประชากรแต่ละคนกินข้าวมากถึง 500 ปอนด์ต่อปี หรือประมาณ 1-1/4 ปอนด์ต่อวัน ซึ่งปริมาณที่มากจน
น่าตกใจ ยิ่งน่าตกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเทียบกับตัวเลขการบริโภคข้าวเฉลี่ยของชาวอเมริกันเพียง 25 ปอนด์ต่อปี ! (นี่ขนาดรวมปริมาณข้าวที่แปรรูปเป็นเบียร์แล้วอีก 4 ปอนด์)
แต่ก็นั่นแหละ นักวิเคราะห์การตลาดเชื่อว่าการบริโภคข้าวของชาวตะวันตกมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากกระแสสุขภาพและความนิยมในอาหารประเภทที่มีข้าวเป็นพื้นฐาน เช่น อาหารไทย อาหารเวียดนาม และอาหารญี่ปุ่น สอดคล้องกับข้อมูลเชิงสถิติที่ระบุว่า ชาวอเมริกันกินข้าวเพิ่มมากเป็น 2 เท่าจากปริมาณที่เคยกินในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันชาวออสซี่มีสถิติกินแคร็กเกอร์ข้าว 3.5 พันล้านชิ้น (เฉลี่ย 184 ชิ้นต่อคน) ซึ่งถ้านำปริมาณแคร็กเกอร์ข้าวที่ขายได้ในแต่ละปีเรียงต่อกัน จะได้ความยาวถึง 4 เท่าของความยาวแม่น้ำเมอร์เรย์ (River Murray) และเท่ากับ 5 เท่าความสูงของภูเขาโกเชียสโก ( Mount Kosciusko)
ความทรงพลังของ "ข้าว" ไม่ใช่มีเฉพาะต่อชาวเอเชีย ในวันนี้เมื่อโลกอยู่ในภาวะที่มีความต้องการบริโภคข้าวเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณการผลิตไม่ได้เพิ่มตาม จงอย่าได้แปลกใจ หากราคาข้าวจะพุ่งสูงปรี๊ด (จากปลายปี"50 ตันละ 360 ดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดอาทิตย์ที่ผ่านมาทะยานสู่ 850 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน)
อย่าได้แปลกใจ หากรัฐบาลเวียดนาม อินเดีย และกัมพูชา ประกาศจำกัดปริมาณข้าวส่งออกสู่ตลาดโลก
อย่าได้แปลกใจ หากคุณได้ยินข่าวโจรกรรมข้าวกลางนา (ระบาดหนักใน จ.พิจิตร จ.กำแพงเพชร)
และอย่าได้แปลกใจ หากเย็นนี้หลังเลิกงานแล้วคุณไปไม่ทันซื้อข้าวถุงสุดท้ายในซูเปอร์มาร์เก็ต
(โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง) ขณะนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตข้าวเข้าอย่างจัง !
ข้าวกับความขาดแคลน
ด่านแรกที่เผชิญกับวิกฤตการความอดยากคือ ประเทศแถบแอฟริกาพบว่าปัญหาของการขาดแคลนอาหารส่วนใหญ่เกิดจากความวุ่นวายทางการเมือง
ข้อมูลจากสำนักงานอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอเอฟโอ) พบว่ามีถึง 15 ประเทศที่ขาดแคลนอาหาร เช่น บุรุนดี ชาด คองโก ไอวอรี่โคสต์ เอธิโอเปีย เคนยา ซูดานและยูกันดา ฯลฯ มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่สภาพอากาศแปรปรวนกระทบต่อผลผลิตข้าว อย่างเช่น โซมาเลีย สวาซิแลนด์ ซิมบับเว และมอริเตเนีย
ในขณะที่ประเทศแถบเอเชียประสบปัญหาการไร้เสถียรภาพในการผลิตและภาวะอากาศแปรปรวน เช่น ที่นาในบังกลาเทศย่อยยับจากฤทธิ์พายุไซโคลนและน้ำท่วม พื้นที่เกษตรของจีนวอดวายจากพายุหิมะหนักที่สุดรอบศตวรรษ น้ำท่วมในเนปาลและศรีลังกา ติมอร์ตะวันออกพบกับภาวะแห้งแล้งรุนแรง ส่วนที่เวียดนามปรากฏว่าข้าวยืนต้นตายเพราะคลื่นความหนาวจากจีน
ว่ากันว่า บนโลกสีฟ้าใบนี้มีข้าวนานาชนิดไม่น้อยกว่า 1 แสนสายพันธุ์ กระจัดกระจายปลูกอยู่ในทุกทวีป ยกเว้นแอนตาร์กติกา แต่ที่เพาะปลูกเพื่อการบริโภคและส่งออกเป็นหลักจำแนกตามลักษณะได้ 2 สายพันธุ์คือ พันธุ์เมล็ดยาว เช่น ข้าวของไทยและอินเดีย และพันธุ์เมล็ดสั้นที่นิยมในเอเชียตะวันออก อย่างจีนและญี่ปุ่น (ซึ่งทั้ง 4 ประเทศยกเว้นญี่ปุ่นเป็นผู้ส่งออกหลักข้าวล้วนมีสายพันธุ์ของตัวเอง)
นักวิเคราะห์มองว่า ปัญหาอยู่ที่ปริมาณการผลิตไม่เพียงพอ มากกว่าที่จะเป็นเพราะข้าวพันธุ์เฉพาะของในประเทศใดประเทศหนึ่งมีผลผลิตตกต่ำและไม่ยอมนำเข้าข้าวที่ตัวไม่นิยม ซึ่งปัญหาปริมาณการผลิตข้าวที่ไม่เพียงพอมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคนั้นเห็นชัดอย่างมากในประเทศจีน
ภายหลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าข้าวโลกในปี 2002 ทำให้มีการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกลดลงโดยจีนสามารถผลิตข้าวได้ร้อยละ 80 ของการบริโภค และเหลือส่งออกเพียงร้อยละ 1 ซึ่งเป็นการส่งออกข้าวเมล็ดสั้นคุณภาพดีและเป็นการนำเข้าข้าวเมล็ดยาวที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากไทย แม้ว่าชาวจีนเองยังคงชื่นชอบการบริโภคข้าวหอมมะลิอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยรสนิยมการบริโภคข้าวที่บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นส่งผลให้แนวโน้มและพฤติกรรมการบริโภคข้าวของชาวจีนเปลี่ยนไปนิยมการบริโภคข้าวเมล็ดสั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย
ปัญหาไม่ใช่แค่ปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอ ทว่าแนวโน้มการผลิตข้าวสู่ตลาดโลกในปีนี้ดูเหมือนว่าจะยากขึ้นอีกด้วย
กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (The United States Department of Agriculture) คาดปริมาณข้าวในประเทศอาจจะมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในขณะที่การผลิตมีเพียง 421 ล้านตัน แต่ความต้องการมีถึง 424 ล้านตัน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องภัยธรรมชาติ วิกฤตน้ำ คลื่นความเย็นจากจีน น้ำท่วมในบังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รวมทั้งพายุฝนกระหน่ำในเกาหลี พายุไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์ น้ำท่วมอย่างหนักในออสเตรเลีย ทั้งหมดนี้ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกลดลง 4% จากปีที่แล้ว กลายเป็นปริมาณที่น้อยที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ! :D
ข้อมูลอ้างอิง TIME, CNBC
ดาวสีฟ้ากำลังหิว ?!
นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า อีก 3 ปีข้างหน้าโลกยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณข้าว เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น รายได้ต่อหัวของประชากรและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภค และค่าเงินที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์หวั่นวิตกเรื่องที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ยังมีประเด็นความเหลื่อมล้ำและโอกาสในการเข้าถึงอาหารของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน
2 ช่างภาพชาวอเมริกัน Peter Menzel และ Faith D"Aluisio ออกเดินทางไปใน 24 ประเทศทั่วโลกเพื่อศึกษาพฤติกรรมการกินอยู่ภายใน 1 สัปดาห์ของคนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษาและวัฒนธรรมรวม 30 ครอบครัวเปรียบเทียบกัน
Peter และ Faith ตามเก็บรายละเอียดตั้งแต่ภาพขั้นตอนการซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต ภาพครอบครัวที่บ้าน ที่ตลาด รวมทั้งสรุปค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ด้วย
เรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงในหนังสือภาพที่ชื่อ Hungry Planet : What the World Eats และถูกย่นย่อส่งต่อเป็นฟอร์เวิร์ดเมล์ไปทั่วทุกมุมโลก
4เยอรมนี : The Melander family of Bargteheide
ค่าอาหาร 375.39 ยูโร หรือ 500.07 ดอลลาร์สหรัฐ
3สหรัฐอเมริกา : The Revis family of North Carolina
ค่าอาหาร 341.98 ดอลลาร์สหรัฐ
5อิตาลี : The Manzo family of Sicily
ค่าอาหาร 214.36 ยูโร หรือ 260.11 ดอลลาร์สหรัฐ
3เม็กซิโก : The Casales family of Cuernavaca
ค่าอาหาร 1,862.78 เม็กซิกันเปโซ หรือ 189.09 ดอลลาร์สหรัฐ
5โปแลนด์ : The Sobczynscy family of Konstancin-Jeziorna
ค่าอาหาร 151.27 ดอลลาร์สหรัฐ
5อียิปต์ : The Ahmed family of Cairo
ค่าอาหาร 387.85 ปอนด์อียิปต์ หรือ 68.53 ดอลลาร์สหรัฐ
6เอกวาดอร์ : The Ayme family of Tingo
ค่าอาหาร 31.55 ดอลลาร์สหรัฐ
5ภูฏาน : The Namgay family of Shingkhey Village
ค่าอาหาร 5.03 ดอลลาร์สหรัฐ
5ชาด : The Aboubakar family of Breidjing Camp
ค่าอาหาร 685 CFA ฟรังก์ หรือ 1.23 ดอลลาร์สหรัฐ
มื้อเย็นวันนี้เราอาจจะมีข้าวสวยร้อนๆ แกงส้มชะอมไข่ ไก่ทอด ผักสด น้ำพริกปลาทู ต้มจืดเต้าหู้ ฯลฯ อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารคาวหวานนานาชนิด ในขณะที่คนอีกซีกโลกกำลังเผชิญกับความอดอยากแบบที่ชีวิตอีก 1 อาทิตย์ฝากไว้กับข้าวสารไม่ถึงครึ่งถุง
เมื่อนึกถึงความจริงภายใต้สถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญความขาดแคลน เคยสังเกตบ้างมั้ยว่าใน 1 อาทิตย์เรากินอะไร หมดไปเท่าไร ? :D
ช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ
ภาพรวม จำนวนผู้ยากไร้ลดลงในปี 2004 ผู้ที่มีเงินใช้ไม่ถึงวันละ 1 ดอลลาร์ ลดลงจากปี 1990 ถึงราว 260 ล้านคน
แต่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในเอเชีย ผิดกับในแอฟริกาซึ่งผู้ที่มีเงินใช้ไม่ถึงวันละ 1 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 60 ล้านคน แม้แต่ในเอเชียเองความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ก็เพิ่มขึ้นใน 15 ประเทศมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่มีทรัพย์สินมูลค่า 2,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 คน ก็จัดอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดครึ่งแรกของโลกแล้ว
ในปี 2000 คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเพียง 1% ควบคุมทรัพยากรโลกถึง 40% ประชากรโลกอีกครึ่งหนึ่งซึ่งยากจน ครอบครองทรัพยากรโลกเพียง 1% ในสวิตเซอร์แลนด์คนที่ร่ำรวยที่สุด 1% คือผู้ควบคุมรายได้ 34%
ในปี 2007 คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คนมีเงินมากกว่าค่าจีดีพีของประเทศยากจนที่สุด 45 ประเทศรวมกันเสียอีก
ที่มา : National Geographic
คอลัมน์ STORY
|