|
พฤหัสบดี, 29 พฤษภาคม 2008 |
เพราะฝนฟ้าอันคึกคะนองอย่างไม่ยอมหยุดเช่นนี้ จึงทำให้ช่วงนี้มีคนเป็นหวัดกันเยอะ
แล้วเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาตากฝน หรือโดยละอองฝนแล้ว จึงเป็นหวัด ?
ข้อสงสัยนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก โรงพยาบาลกรุงเทพ มาไขข้อข้องใจให้ฟังว่า หวัด คือ อาการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อของโพรงจมูก และต้นเหตุของอาการนี้มาจากเชื้อไวรัสที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ที่ฟุ้งกระจายขึ้นด้วยแรงลมที่มักจะโหมกระหน่ำก่อนฝนตก
เมื่อฝนตก ร่างกายเปียก ศีรษะเปียก มือเย็น เท้าเย็น ก็จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง โดยเฉพาะที่ เยื่อบุจมูกจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในช่องจมูก ผนวกเข้ากับไวรัสที่ฟุ้งกระจายอยู่ภายนอก กลายเป็น 2 แรงแข็งขันที่เข้าโจมตี ภูมิต้านของร่างกายจึงไม่สามารถต่อต้านได้ จึงทำให้เยื่อบุจมูกบวมขึ้น เกิดอาการเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาจมีอาการไอ จาม ตามมาติดๆ
และอาการไอ จาม นี่แหละที่เป็นตัวกระจายเชื้อทำให้คนติดหวัดกันได้มากที่สุด เพราะมีการคิดคำนวนกันออกมาแล้วว่า ความเร็วในการจามแต่ละครั้งอยู่ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นการหยุดการแพร่เชื้อได้ดีที่สุดนั่นคือ การปิดปาก ปิดจมูก เวลาจามเสีย
แต่...เชื่อหรือไม่ การปิดปากเวลาจามยังต้องมีวิธีที่ถูกต้อง
เรื่องนี้คนอเมริกันเขาทำวิจัยกันมาแล้ว และพบว่า การใช้มือปิดปากเวลาจามก็เป็นการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง จากการที่ใช้มือนั้นไปจับต้องสิ่งของอื่นๆ ต่อไป เรื่องนี้เขาค้นคว้าวิจัยจนกระทรวง สาธารณสุขอเมริกาออกรณรงค์เผยแพร่ฝึกให้รู้จักการจามอย่าง ถูกวิธีกันตั้งแต่เด็กๆ
วิธีการคือให้จามใส่ข้อพับ ข้อศอก แทนการใช้มือปิดปาก โดยการยกแขนข้างใดข้างหนึ่งมาจับไหล่ของตัวเองฝั่งตรงกันข้าม และให้ยกมุมข้อศอกปิดปาก ปิดจมูกของตัวเอง แล้วค่อยจาม
นี่แหละคือวิธีที่ดีที่สุดในการจาม ลดการแพร่เชื้อได้อย่างชะงัด !!
คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์
|