|
"ยูนิลีเวอร์" รื้องบฯ โฆษณา หนาวถึง..ไทย ! |
|
|
|
|
เสาร์, 24 ตุลาคม 2009 |
|

เป็นเรื่องที่ฮือฮาไม่น้อย เมื่อยักษ์ "ยูนิลีเวอร์" คอนซูเมอร์โปรดักต์ อันดับ 1 ของโลกลุกขึ้นมาเรียกมีเดียเอเยนซี่พิตชิ่งงบฯโฆษณาผ่านสื่อในระดับโกลบอล
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้จะเรียกมีเดียเอเยนซี่มาพิตชิ่งงบฯโฆษณาผ่านสื่อแค่ในระดับ ประเทศหรือระดับภูมิภาคเท่านั้น
จากรายงานของ "มีเดีย เอเชีย แมกาซีน" พบว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา "ยูนิลีเวอร์" ได้เรียกมีเดียเอเยนซี่ชั้นแนวหน้าของโลก 3 รายเข้าพิตชิ่งงบฯโฆษณาผ่านสื่อ ประกอบด้วยกรุ๊ปเอ็ม ในนามมายด์แชร์ ซึ่งดูแลงบฯโฆษณาผ่านสื่อของ ยูนิลีเวอร์มากที่สุดในยุโรป ออมนิคอมมีเดียกรุ๊ป (PHD) และอินิชิเอทีฟมีเดียเอเยนซี่ ในเครือ IPG
แหล่งข่าวในวงการโฆษณารายหนึ่ง บอกว่า ปกติยูนิลีเวอร์จะรีวิวแผนงานการวางแผนและซื้อสื่อทุก ๆ 2 ปี ซึ่งเป็นธรรมเนียมในการทำธุรกิจ บางครั้งการเรียกพิตชิ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
"ยูนิลีเวอร์เป็นบริษัทใหญ่ และมีงบฯมาก เขาจึงต้องการมีเดียเอเยนซี่ที่มีความแข็งแรงและมีความเชี่ยวชาญเข้ามาทำงานให้ แต่การเรียกพิตชิ่งครั้งนี้อาจไม่เกี่ยวกับตลาดเมืองไทย เพราะที่ผ่านมาเมืองไทยก็จะพิตชิ่งแยกมาโดยตลอด"
แหล่งข่าวรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่เรียกมีเดียเอเยนซี่ 3 ราย เข้าพิตชิ่งครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าทั้ง 3 ราย อาจได้ดูแลและบริหารจัดการงบฯให้กับยูนิลีเวอร์ทั้ง 3 ราย เพียงแต่ว่าบริษัทไหนจะได้ดูแลตลาดในประเทศ หรือภูมิภาคไหนบ้าง เพราะแต่ละตลาดก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน
ที่ผ่านมายูนิลีเวอร์ก็ใช้มีเดียเอเยนซี่รวมกันหลายราย โดยมีมีเดียเอเยนซี่ในเครือดับบลิวพีพี (มายด์แชร์) เป็นผู้ถืองบฯ มากที่สุด ที่เหลือก็มีทั้งเครือของไอพีจี คาราท มีเดีย ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับในเมืองไทย ประเด็นนี้ถือว่าเป็นอะไรที่น่าจับตาไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา ยูนิลีเวอร์ มีปัญหายืดเยื้อกับช่อง 7 สี สถานีทีวีอันดับ 1 มานานกว่า 7 เดือน โดย "มายด์แชร์" ที่ปรึกษาการวางแผนและซื้อสื่อไม่สามารถปิดการเจรจาและหาโซลูชั่นที่ลงตัวได้ กระทั่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของยูนิลีเวอร์ไม่น้อย หลายฝ่ายจึงจับตาว่าการพิตชิ่งระดับโกลบอลครั้งนี้จะกระทบชิ่งมาถึงตลาดประเทศไทยด้วยหรือไม่
แหล่งข่าวจากวงการโฆษณาอีกรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การพิตชิ่งครั้งนี้จะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในไทยด้วย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลกระทบกับยูนิลีเวอร์โดยตรง
แม้ว่าปัญหาจะจบและทุกฝ่ายกลับมาทำงานร่วมกันแล้ว แต่ผลที่ออกมาดูเหมือนว่า "ยูนิลีเวอร์" เป็นฝ่ายยอมรับเงื่อนไขของช่อง 7 สี ความเป็นยักษ์ใหญ่ไม่ได้ช่วยในแง่ของการต่อรองแม้แต่น้อย
ที่สำคัญองค์กรรวมทั้งบุคลากรของ "มายด์แชร์" ในเวลานี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงสูงเช่นกัน
ขณะที่แหล่งข่าวจากมายด์แชร์กล่าวในเรื่องนี้ว่า การพิตชิ่งของยูนิลีเวอร์ครั้งนี้เป็นไปตามวาระปกติ และมองว่ายูนิลีเวอร์จะยังเชื่อมั่นในศักยภาพของมายด์แชร์เช่นเดิม เพราะทำงานร่วมกันมานานถึง 6 ปี
"วรรณี รัตนพล" กรรมการผู้จัดการ "อินิชิเอทีฟ" บริษัทที่ดูแลงบฯโฆษณาให้กับยักษ์ใหญ่รายนี้ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นมายด์แชร์ บอกว่า การพิตชิ่งครั้งนี้ทำในระดับ โกลบอล หลายประเทศ รวมทั้งไทยด้วย ที่ผ่านมาก็มีสินค้าที่เป็นโกลบอลแบรนด์หลายรายเรียกพิตชิ่งในระดับโฮลดิ้ง เช่น โนเกีย เป็นต้น ส่วนการพิตชิ่งระดับโลคอลก็มีเฉพาะลูกค้าที่เป็นโลคอลแบรนด์
ส่วนของ "อินิชิเอทีฟ" นั้นใช้บริษัทแม่ที่นิวยอร์กเป็นศูนย์บัญชาการ ส่วนในไทยก็ส่งข้อมูลในส่วนที่บริษัทแม่ต้องการไปสนับสนุน ที่ผ่านมาได้นำเสนอไปหมดแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
และเชื่อว่าโดยกระบวนการขั้นตอนแล้วน่าจะใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องพิจารณาในหลายตลาด
แม้การพิตชิ่งครั้งนี้จะเป็นระดับโกลเบิลแต่สำหรับในเมืองไทยทุกฝ่ายต่างจับตามองว่าจะหนาวถึง "มายด์แชร์" ในเมืองไทยด้วยหรือไม่
Trackback(0)
|