ยักษ์ใหญ่งัดแผนไล่เทก"โตทางลัด" ไมเนอร์ฯตั้งเป้าอีก2-เซ็นทรัลซื้อแม็คโครออฟฟิศ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
จันทร์, 02 มิถุนายน 2008

ถึงยุคผู้ประกอบการรายใหญ่เดินทางลัด งัดกลยุทธ์เทกโอเวอร์ขยายการเติบโต "ไมเนอร์ กรุ๊ป" ประกาศซื้อธุรกิจร้านอาหารเข้าพอร์ตฯ เพิ่มทางเลือกแฟรนไชซี่-รักษาการเติบโต ชู 5 แบรนด์หลัก เดอะพิซซ่า, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, คอฟฟี่คลับ, ไทยเอ็กซ์เพรส ปูพรมทั่วเอเชีย ด้านซีอาร์ซี ทุ่มกว่า 300 ล้าน ซื้อ "ออฟฟิศ เซ็นเตอร์" จากแม็คโคร ขึ้นแท่นเจ้าตลาด



เพื่อเป็นการรักษาตัวเลขการเติบโตของธุรกิจและขยายธุรกิจออกไปอย่างต่อเนื่อง ให้ทำให้บริษัทขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องหันมาให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจด้วยวิธีการเข้าไปซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต

นางสาวประภารัตน์ ตังควัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตลาด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตในแต่ละปีมากกว่า 20% และเพื่อรักษาตัวเลขการเติบโตดังกล่าวไว้จึงจำเป็นจะต้องพยายามเพิ่ม แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ จากการที่คอนเซ็ปต์ของไมเนอร์ฯ ที่เป็นมัลติแบรนด์ แฟรนไชซิ่ง ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทต้องมีแบรนด์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นแฟรนไชซีมีทางเลือกมากขึ้นด้วย

"เทกโอเวอร์" หวังเพิ่มการเติบโต

นางสาวประภารัตน์กล่าวอีกว่า ใน 5 ปีจากนี้ไป ไมเนอร์ฯมีแผนซื้อกิจการเข้ามาเพิ่มอีก 1-2 แบรนด์ ซึ่งจะเป็นธุรกิจฟู้ดคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เจาะจงหรือนิชมาร์เก็ตมากขึ้น และปัจจัยหลักจะมองที่ประเภทอาหารที่บริษัทต้องการขยายไป รวมถึงพิจารณาผลประกอบการและศักยภาพในการทำกำไรของแบรนด์นั้นๆ รวมถึงโอกาสในการขยายสาขาที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะกรณีการเปิดตลาดในต่างประเทศ

"การเทกโอเวอร์เป็นแนวทางที่เราถนัด ซึ่งผลที่ได้ชัดเจนคือ ได้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก จำนวนสาขา และศักยภาพในการทำกำไร แต่ระยะยาวมีแผนจะพัฒนาแบรนด์ของตัวเองขึ้นเหมือนที่ทำกับเดอะพิซซ่า คอมปะนี"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ไมเนอร์ฯได้เข้าไปถือหุ้นใน "ไทยเอ็กซ์เพรส" จากสิงคโปร์ 70% และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ได้เข้าไปถือหุ้นใน "คอฟฟี่ คลับ" ร้านกาแฟผสมผสานกับอาหารแบรนด์ดังจากออสเตรเลีย ในสัดส่วน 50% ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ล้วนมีศักยภาพในการทำกำไร และการขยายสาขาในอนาคต โดยเฉพาะไทยเอ็กซ์เพรส ที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารหลากหลายประเภท ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น และอาหารตะวันตก อาทิ ฮ่องกง คาเฟ่, นิวยอร์ก นิวยอร์ก และโชคุโด ซึ่งทำให้ร้านอาหารของไมเนอร์ฯมีความหลากหลายมากขึ้นและครอบคลุมทั้งสไตล์เอเชียและตะวันตก

ก่อนหน้านี้ ไมเนอร์ฯ ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จากกลุ่มศิลาอ่อนและไรวา จาก 6.18% เป็น 13.7%

ตั้งเป้าขึ้นผู้นำอาหารจานด่วนเอเชีย

นางสาวประภารัตน์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ บริษัทยังมองว่าโอกาสในตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก และวิชั่นของไมเนอร์ฯคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาหารจานด่วนของเอเชีย โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีจากนี้ (2551-2555) ไมเนอร์ฯจะมีสาขาร้านอาหารในเครือไม่ต่ำกว่า 1,600 สาขา แบ่งเป็นในไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย 50:50 ปัจจุบันได้เปิดสาขาในต่างประเทศได้แล้ว 294 สาขา ใน 9 ประเทศ และตั้งเป้าอีก 5 ปีข้างหน้าจะสามารถครอบคลุมได้อีก 7-8 ประเทศ โดยขณะนี้สามารถเปิดสาขาทั้งในและต่างประเทศไปแล้ว 928 สาขา จากเป้าที่ตั้งไว้ 800 สาขา

โดยในช่วง 3-5 ปีจากนี้ไป บริษัทยังเน้นอาหารสไตล์ตะวันตก ที่เป็นจุดแข็งของ แบรนด์ที่มีในปัจจุบัน ทั้งเดอะพิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์ และซิซซ์เลอร์ ซึ่งจะเป็น 3 แบรนด์หลัก ที่ขยายไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังจะใช้คอฟฟี่ คลับ ที่ปัจจุบันมี 193 สาขา และไทยเอ็กซ์เพรส 46 สาขา เป็นหัวหอกหลักในการบุกตลาดต่างประเทศ

"คอนเซ็ปต์ของเราจะเลือกแบรนด์ที่ง่ายต่อการขยายสาขา ไม่มีขั้นตอนการทำอาหารยุ่งยาก คือ เป็นคิวเอสอาร์ หรือ fast casual ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจร่วมธุรกิจกับเรามากมาย เบื้องต้นเราจะเน้น 5 แบรนด์ในการลุยตลาดต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็น แบรนด์ที่มีศักยภาพและมีความหลากหลาย"

ซีอาร์ซีซื้อแม็คโครออฟฟิศเซ็นเตอร์

ไม่เพียงแต่ไมเนอร์ฯที่จะเน้นการเทก โอเวอร์เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ ล่าสุด เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี ได้ซื้อหุ้นในบริษัทย่อยของสยามแม็คโคร "แม็คโคร ออฟฟิศเซ็นเตอร์" เพื่อเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้สำนักงานของเซ็นทรัล "ออฟฟิศ ดีโป้"

นายไอเวอร์ มอร์ตัน รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหาร บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี ระบุว่าแต่ละปีตลาดรวมตลาดเครื่องใช้สำนักงานมีมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท บริษัทต้องการเป็นผู้นำในตลาดนี้ จากปัจจุบันออฟฟิศ ดีโป้ มี 19 สาขา การซื้อหุ้นครั้งนี้จะเพิ่มเป็น 35 สาขา ซึ่งจะมีผลตั้งแต่มิถุนายนนี้ โดยในช่วง 4-6 เดือนแรกบริษัทจะเริ่มสาขาควบคู่กับการสร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้า ภายใต้ชื่อ "ออฟฟิศ ดีโป้"

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้วางแนวทางการทำธุรกิจมุ่งสู่การเป็นผู้นำของสินค้าและบริการด้านอาหารแบบครบวงจร ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจของแม็คโครและออฟฟิศเซ็นเตอร์ค่อนข้างที่จะแตกต่างกัน แม็คโครเน้นแคชแอนด์แครี่ ส่วนออฟฟิศเซ็นเตอร์เป็นระบบร้านขายปลีกพร้อมบริการส่ง และที่เลือกขายหุ้นให้เซ็นทรัลเพราะการวางตำแหน่งทางธุรกิจไม่ทับซ้อนกับแม็คโคร และมูลค่าการซื้อขายครั้งนี้ 320 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์ในการเข้าซื้อกิจการเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่นักการตลาดให้ความสนใจก็คือกรณีของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่ซื้อกิจการอีจีวี เมื่อช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และในครั้งนั้นก็ทำให้จำนวนสาขาของ โรงหนังในเครือเมเจอร์ฯเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ขณะเดียวกันเมเจอร์ฯก็นำโรงหนังแบรนด์ อีจีวีมาจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแมส
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

WiseKnow Search Engine

Login

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

Advanced Syndicate

Workflows

Marketing / SEO